ธันวาคม 01, 2021, 11:06:37 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: อิทธิพลของอุณหภูมิและแอมโมเนียต่อพฤติกรรมการกินอาหารและการเติบโตของปลาตะกรับ  (อ่าน 682 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 47 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Chatchay
systems Research
Full Member
******

Karma: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 196


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กันยายน 22, 2021, 02:05:16 PM »

อิทธิพลของอุณหภูมิและแอมโมเนียต่อพฤติกรรมการกินอาหารและการเติบโตของปลาตะกรับ

(Scatophagus argus  Linnaeus, 1766) ที่เลี้ยงในระบบน้ำหมุนเวียน

 เพ็ญศรี  เมืองเยาว์1* ปณิตา ชุมเชื้อ1 ไวทัศน์  หนูกล่ำ1 และนายยงยุทธ  ปรีดาลัมพะบุตร2

นายพุทธ  ส่องแสงจินดา2 นายจิระยุทธ รื่นศิริกุล

1ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 (สงขลา), กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง, กรมประมง

2 กองผู้เชี่ยวชาญ, กรมประมง

 รหัสทะเบียนวิจัย 63-1-0111-62070-06

 

ปลาตะกรับ Scatophagus argus (Linnaeus, 1766) เป็นปลาท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบสงขลา    (อังสุนีย์, 2539) มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ทั้งในตลาดปลาสวยงามและปลาเนื้อสำหรับนำมาบริโภค เนื่องจากเป็นปลาเนื้อขาวที่มีรสชาติดีทำให้นิยมนำมาบริโภคกันมากโดยมีราคาค่อนข้างสูงโดยเฉพาะปลาที่มี  ไข่แก่ ซึ่งจากการสอบถามชาวประมงเมื่อปี 2550 ทราบว่า มีราคาสูงถึง 300-400 บาทต่อกิโลกรัมศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 (สงขลา) ได้ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาตะกรับ  โดยวิธีผสมเทียม (จิระยุทธ และคณะ, 2551) และได้ปรับปรุงและพัฒนาเทคนิคในการเพาะพันธุ์อย่างต่อเนื่อง    อีกทั้งมีการถ่ายทอดความรู้และผลิตลูกพันธุ์เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรนำไปเลี้ยงเป็นปลาขนาดตลาด     ซึ่งนับวันมีความต้องการสูงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การศึกษาเพื่อพัฒนาการเลี้ยงให้มีการเติบโตเป็นปลาขนาดตลาดยังมีอยู่อย่างจำกัด ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาทางด้านอาหาร เช่น มีรายงานการศึกษาการเจริญเติบโตและอัตรารอดของปลาตะกรับ(Scatophagus argus Linnaeus, 1766) ที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปเสริมด้วยสาหร่ายไส้ไก่ (Ulva intestinalis Linnaeus, 1753) (เพ็ญศรี และคณะ, 2556) และการศึกษาผลของระดับโปรตีนและไขมันในอาหารผสมสำเร็จรูปต่อการเจริญเติบโตและอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อของปลาตะกรับ (Scatophagus argus  Linnaeus, 1766) (เพ็ญศรี และคณะ, 2559) การเจริญเติบโตของปลาตะกรับที่เลี้ยงด้วยอาหารชนิดแตกต่างกัน (เยาวนิตย์ และคณะ, 2547) หรือ การศึกษาศึกษาประเภทของอาหารต่อการเจริญเติบโตของปลาตะกรับ (มาวิทย์ และคณะ, 2547) จะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นการศึกษาเกี่ยวกับอาหาร  ที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงปลาตะกรับ ยังขาดข้อมูลเกี่ยวกับระบบ สิ่งแวดล้อมหรือการจัดการเลี้ยงที่เหมาะสม  ทำให้ผลการเลี้ยงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ปลามีการเติบโตช้า ใช้ระยะเวลาเลี้ยงนานและไม่สามารถผลิตปลาตะกรับได้เพียงพอกับความต้องการของตลาดการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบน้ำหมุนเวียน (RAS: Recirculating Aquaculture System) เป็นระบบการผลิตสัตว์น้ำที่กำลังได้รับความนิยมมากทั่วโลกในปัจจุบัน (Al-Hafedh et al., 2003) ทั้งในยุโรป อเมริกา และสแกนดิเนเวีย เนื่องจาก RAS ทำให้สามารถเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับสัตว์น้ำชนิดนั้น ๆ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อลดทอนข้อจำกัดเหล่านั้น ทำให้การใช้พื้นที่เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถควบคุมปัจจัยการเลี้ยงทั้งภายนอกและภายในให้มีความสมดุลเหมาะสม เช่น สามารถจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับ สัตว์น้ำที่เลี้ยงและควบคุมคุณภาพน้ำให้เหมาะสมเมื่อมีการผลิตสัตว์น้ำด้วยความหนาแน่นสูง เพื่อให้มีความปลอดภัยด้านอาหารและสามารถปรับให้เข้ากับมาตรฐานการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกิดความยั่งยืน ลดข้อจำกัดในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเรื่องฤดูกาล มลพิษ และมลภาวะจากแหล่งเลี้ยงที่เสื่อมโทรม เช่น การเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังที่มีความเสี่ยงต่อความแปรปรวนของสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงสูง

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 (สงขลา) ได้ดำเนินการศึกษาและพัฒนาการเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบน้ำหมุนเวียนแบบปิดมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปี โดยได้วิจัยเกี่ยวกับการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาทะเลและต่อมาได้วิจัยและพัฒนาการอนุบาลปลากะพงขาว และได้ทดลองเลี้ยงปลาขนาดตลาดโดยเลี้ยงในถังไฟเบอร์กลาส ขนาด 5 ลบ.ม. จนได้ผลผลิตสูงถึง 100 กก./ปริมาตรน้ำในถังเลี้ยง 1 ลบ.ม. ซึ่งการพัฒนารูปแบบของการผลิตสัตว์น้ำในระบบน้ำหมุนเวียน ที่ผ่านมาศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 (สงขลา) ได้พัฒนาขึ้นนั้น แสดงให้เห็นว่า สามารถใช้ระบบดังกล่าวเลี้ยงสัตว์น้ำได้ผลิตสูง มีโอกาสและความเป็นไปได้ในการนำระบบมาใช้พัฒนาการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบน้ำหมุนเวียนที่ผ่านมายังมีอัตราการเติบโตช้า และอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อมีค่าสูง ซึ่งการเติบโตของปลานั้นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน เป็นผลลัพธ์สุทธิของกระบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งทางกายภาพและพฤติกรรมของปลาหลายๆ กระบวนการ เริ่มตั้งแต่การกินอาหารเข้าไปจนสุดท้ายได้เป็นเนื้อที่เพิ่มขึ้นมา (Brett and Groves, 1979) ซึ่งในกระบวนการต่าง ๆ นั้น มีปัจจัยต่าง ๆ มาเกี่ยวข้องหลายปัจจัยด้วยกัน

สำหรับการนำระบบน้ำหมุนเวียนมาพัฒนาการเลี้ยงปลาตะกรับนั้น จำเป็นต้องมีการศึกษาถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการกินอาหารและการเติบโต เนื่องจากปัจจุบันการเลี้ยงปลาตะกรับต้องใช้เวลานานกว่า 10 เดือนจึงได้ปลาขนาดตลาด ซึ่งการเลี้ยงในรูปแบบเดิมมีความเสี่ยงในเรื่องของปัจจัยสิ่งแวดล้อมและฤดูกาล โดยอุณหภูมิน้ำเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการกินอาหารของปลาโดยตรง เนื่องจากปลาเป็นสัตว์พวก poikilothermic ที่อุณหภูมิร่างกายและอัตราการเผาผลาญขึ้นอยู่กับอุณหภูมิน้ำ โดยมีรายงานว่า ปลากินอาหารเพิ่มขึ้นในฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น ขณะเดียวกันปลากินอาหารน้อยลงในช่วงฤดูหนาวที่มีอุณหภูมิลดลง   (Lall and Tibbetts, 2009) และสำหรับปริมาณแอมโมเนีย เป็นปัจจัยสำคัญมากที่ต้องควบคุมให้อยู่ในระดับ  ที่ปลอดภัยต่อต่อสัตว์น้ำ โดยเฉพาะการเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบน้ำหมุนเวียนที่มีการหมุนเวียนน้ำเดิมกลับมาใช้โดย   ไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ อาจมีผลทำให้ปริมาณแอมโมเนียเพิ่มสูงขึ้นในบางช่วงของการเลี้ยง ซึ่งแอมโมเนียจะเป็นพิษต่อสัตว์น้ำแม้จะมีความเข้มข้นต่ำก็ตาม (Boyd and Tucker, 1998) จะทำให้สัตว์น้ำเกิดความเครียดและ  กินอาหารลดลง ส่งผลให้มีการเติบโตช้าลงตามไปด้วยดังนั้นการศึกษาถึงอิทธิพลของอุณหภูมิและแอมโมเนียต่อพฤติกรรมการกินอาหารของปลาตะกรับ จึงมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อที่จะพัฒนาการเลี้ยงปลาตะกรับในระบบน้ำหมุนเวียนให้มีการเติบโตที่ดี  ลดความเสี่ยงในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ลดระยะเวลาการเลี้ยง อันส่งผลต่อการลดต้นทุนการเลี้ยง อีกทั้งยังสามารถนำรูปแบบการเลี้ยงนี้ไปส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ต่อไปได้

 

วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษาผลของอุณหภูมิต่อการกินอาหารและการเติบโตของปลาตะกรับที่เลี้ยงในระบบน้ำหมุนเวียน
เพื่อศึกษาผลของแอมโมเนียต่อการกินอาหารและการเติบโตของปลาตะกรับที่เลี้ยงในระบบน้ำหมุนเวียน
เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการกินอาหาร การเติบโต ต้นทุนค่าอาหาร และผลตอบแทนของการเลี้ยงปลาตะกรับในระบบน้ำหมุนเวียนที่มีการจัดการแตกต่างกัน 2 รูปแบบ
 

วิธีดำเนินการ
สถานที่ดำเนินการวิจัย
   ดำเนินการทดลองที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

        2.การดำเนินการวิจัย

การศึกษาอิทธิพลของอุณหภูมิต่อการกินอาหารของปลาตะกรับ
           วางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด (Completely Randomized Design : CRD) แบ่งการทดลองออกเป็น 4 ชุดการทดลอง โดยทดสอบการกินอาหารของปลาตะกรับที่เลี้ยงในน้ำอุณหภูมิต่างกัน   4 ระดับ คือ 26, 28, 30 และ 32 องศาเซลเซียส แต่ละชุดการทดลองมี 3 ซ้ำ (Replication) ดังนี้

                       ชุดการทดลองที่ 1 : อุณหภูมิน้ำ 26 องศาเซลเซียส

                       ชุดการทดลองที่ 2 : อุณหภูมิน้ำ 28 องศาเซลเซียส

                       ชุดการทดลองที่ 3 : อุณหภูมิน้ำ 30 องศาเซลเซียส

                       ชุดการทดลองที่ 4 : อุณหภูมิน้ำ 32 องศาเซลเซียส

ทดสอบการกินอาหารของปลาตะกรับตามแผนการทดลอง โดยทดสอบในปลาตะกรับ       3 ขนาด ได้แก่ ขนาดเล็ก (ความยาว 1-2 ซม.) ขนาดกลาง (ความยาว 4-5 ซม.) และขนาดใหญ่ (ความยาว 7-8 ซม.) โดยใช้ตู้กระจกเป็นหน่วยทดลอง

          โดยปล่อยปลาตะกรับในตู้กระจก จำนวน 10 ตัวต่อตู้ ให้ปลาปรับสภาพและคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมเป็นเวลา 24 ชม. จากนั้นจึงให้อาหารสำเร็จรูปวันละ 3 ครั้ง ในเวลา 8.00, 12.00 และ 16.00 น. โดยให้กินจนอิ่ม ทดสอบการกินอาหารเป็นเวลา 5 วัน

บันทึกปริมาณอาหารที่กินแต่ละวัน เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ชั่งน้ำหนักปลาทั้งหมดและบันทึกจำนวนปลาที่เหลือ คำนวณอัตราการกินอาหารต่อวัน น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและอัตราการรอดตาย

การศึกษาอิทธิพลของแอมโมเนียต่อการกินอาหารของปลาตะกรับ
                       วางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด (Completely Randomized Design : CRD) แบ่งการทดลองออกเป็น 4 ชุดการทดลอง โดยทดสอบการกินอาหารของปลาตะกรับที่เลี้ยงในน้ำที่มีความเข้มข้นของแอมโมเนียต่างกัน 4 ระดับ คือ 0, 1, 2 และ 3 มก./ล. แต่ละชุดการทดลองมี 3 ซ้ำ (Replication) ดังนี้

                       ชุดการทดลองที่ 1 : แอมโมเนีย 0 มก./ล.

                       ชุดการทดลองที่ 2 : แอมโมเนีย 1 มก./ล.

                       ชุดการทดลองที่ 3 : แอมโมเนีย 2 มก./ล.

                       ชุดการทดลองที่ 4 : แอมโมเนีย 3 มก./ล.

ทดสอบการกินอาหารของปลาตะกรับตามแผนการทดลอง โดยทดสอบในปลาตะกรับ        3 ขนาด และเก็บข้อมูลเช่นเดียวกับการทดสอบในข้อ 2.1

ศึกษาการกินอาหาร การเติบโต ต้นทุนค่าอาหาร และผลตอบแทนของการเลี้ยงปลาตะกรับ 2 รูปแบบในระบบน้ำหมุนเวียน โดยแบ่งเป็น 2 ชุดการทดลอง ๆ ละ 3 ซ้ำ ดังนี้
                       ชุดการทดลองที่ 1 : เลี้ยงปลาตะกรับในระบบน้ำหมุนเวียนในสภาวะปกติ

                       ชุดการทดลองที่ 2 : เลี้ยงปลาตะกรับในระบบน้ำหมุนเวียนในสภาวะที่มีการจัดการอุณหภูมิและปริมาณแอมโมเนียให้อยู่ในระดับที่ปลามีการกินอาหารดีที่สุด (ใช้ผลจากการทดสอบในข้อ 2.1 และ 2.2)

                       เลี้ยงปลาตะกรับขนาดเริ่มต้นความยาว 2-3 ซม. น้ำหนักเริ่มต้นประมาณ  1.0 - 2.0 กรัม โดยให้อาหารสำเร็จรูปวันละ 3 ครั้ง ในเวลา 8.00, 12.00 และ 16.00 น. ให้กินจนอิ่ม จนปลาได้ขนาดตลาด (น้ำหนัก 100 - 200 กรัม)

วัดการเติบโตโดยชั่งน้ำหนักเดือนละ 1 ครั้ง และบันทึกจำนวนปลา เก็บข้อมูลปริมาณอาหารที่กินจริง วัดคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงทุกวัน ได้แก่ วัดความเค็มของน้ำด้วยเครื่องวัดความเค็ม            (Salino- refractometer ยี่ห้อ ATAGO) วัดอุณหภูมิน้ำและปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำด้วยเครื่อง          DO meter ยี่ห้อ YSI รุ่น 57 และ วัดความเป็นกรด-ด่างของน้ำด้วยเครื่อง pH meter ยี่ห้อ WTW รุ่น Multiline P4 วิเคราะห์ความเป็นด่าง (Alkalinity) ด้วยวิธี Potentiometric titration (APHA, 1985) วิเคราะห์ปริมาณแอมโมเนียรวม  ด้วยวิธี Modified indo-phenol blue (Sasaki and Sawada, 1980) และไนไตรท์ ด้วยวิธี Diazotization (Bendschneider and Robinson, 1952)

การเตรียมลูกปลาตะกรับ
         ลูกปลาที่ได้จากการผสมเทียมตามวิธีการของ จิระยุทธ และคณะ (2551) และอนุบาลตามวิธีการของ จิระยุทธ และคณะ (2552) ที่โรงเพาะพันธุ์ปลาของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา) จนลูกปลาอายุ 30 วัน มีน้ำหนักเฉลี่ยเริ่มต้นประมาณ 0.5 - 1.0 กรัม นำมาฝึกให้กินอาหารสำเร็จรูป (โปรตีนไม่น้อยกว่า 40%) จนปลากินอาหารสำเร็จรูปได้ทุกตัว และมีขนาดที่ต้องการตามแผนการทดลองจึงนำไปทดลอง

การคำนวณผลและวิเคราะห์ข้อมูล
คำนวณอัตราการเติบโตจำเพาะ (% น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น/วัน) ตามสมการ ดังนี้
= 100 x [ln น้ำหนักสุดท้าย (กรัม) ? ln น้ำหนักเริ่มต้น (กรัม)] / วัน

คำนวณอัตราการกินอาหาร (กรัม/ตัว/วัน)
= ปริมาณอาหารที่กินทั้งหมด (กรัม) / (จำนวนปลา ? จำนวนวันที่เลี้ยง)

คำนวณอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (FCR)
= ปริมาณอาหารที่กินทั้งหมด (กรัม) / น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น (กรัม)

คำนวณอัตราการรอดตาย
= (จำนวนปลาเมื่อสิ้นสุดการทดลอง / จำนวนปลาเมื่อเริ่มต้นการทดลอง) ? 100

วิเคราะห์สหสัมพันธ์ (Correlation) ของตัวแปรต่าง ๆ ได้แก่ ปริมาณการกินอาหารและอุณหภูมิ แอมโมเนีย โดยใช้โปรแกรม SPSS Version 17.0
วิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของอัตราการเติบโตจำเพาะ อัตราการกินอาหารต่อวัน อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ และ อัตรารอดตายของปลาตะกรับแต่ละชุดการทดลอง ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (Analysis of variance : One way ANOVA)  และเปรียบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Duncan?s New Multiple Range Test และ Sample T-Test ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ด้วยโปรแกรม SPSS for window Version 1

ความก้าวหน้าของงานวิจัย

เก็บข้อมูลการทดลองย่อยเรื่องที่ 1 : อิทธิพลของแอมโมเนียต่อการกินอาหารของปลาตะกรับ  โดยทดสอบการกินอาหารของปลาตะกรับที่เลี้ยงในน้ำที่มีความเข้มข้นของแอมโมเนียต่างกัน 4 ระดับ คือ 0, 1, 2 และ 3 มก./ล เสร็จสิ้น อยู่ระหว่างการคำนวณผล และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ โดยมีผลการทดลองบางส่วน ดังนี้




2.เก็บข้อมูลการทดลองย่อยเรื่องที่ 2 : อิทธิพลของอุณหภูมิต่อการกินอาหารของปลาตะกรับ โดยทดสอบการกินอาหารของปลาตะกรับที่เลี้ยงในน้ำอุณหภูมิต่างกัน 4 ระดับ คือ 26, 28, 30 และ 32 องศาเซลเซียส เสร็จสิ้น อยู่ระหว่างการคำนวณผล และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ โดยมีผลการทดลองบางส่วน ดังนี้

เก็บข้อมูลการทดลองย่อยเรื่องที่ 3 : ศึกษาการกินอาหาร การเติบโต ต้นทุนค่าอาหาร และผลตอบแทนของการเลี้ยงปลาตะกรับในระบบน้ำหมุนเวียน ในสภาวะที่มีการจัดการอุณหภูมิและปริมาณแอมโมเนียให้อยู่ในระดับที่ปลามีการกินอาหารดีที่สุด เปรียบเทียบกับการเลี้ยงในสภาวะปกติ เสร็จสิ้น อยู่ระหว่างการคำนวณผล และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้





ที่มา : รายงานประจำปี 2563 สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง  หน้า 23 - 33

บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: