ธันวาคม 03, 2022, 11:06:20 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: มาตรฐาน'วอล-มาร์ต' ดับฝันดันไทยสู่ครัวโลก  (อ่าน 3906 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 72 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Nicaonline
Nicaonline
Administrator
YaBB God
*****

Karma: -1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2685



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: เมษายน 19, 2006, 04:07:21 PM »

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2106   20 เม.ย. - 22 เม.ย. 2549  
 
ส่งออกสินค้าอาหาร 5 แสนล้านป่วน ห้างดัง"วอล-มาร์ต" ประกาศใช้มาตรฐานนำเข้าสินค้า "ACC" ทุกขั้นตอนการผลิตต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมปลายปีนี้ ขณะที่ญี่ปุ่นเข้ม เตรียมบังคับใช้มาตรฐานใหม่สารปนเปื้อนพืชอาหารกว่า 700 รายการปลายพ.ค.นี้เช่นกัน "ไพบูลย์ พลสุวรรณา"จี้ใจดำรัฐ เมื่อไหร่การควบคุมคุณภาพการผลิตสินค้าที่ขายในประเทศกับส่งออกจะมีมาตรฐานเดียวกัน





นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ขณะนี้ "วอล-มาร์ต" ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ และมีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก ได้ออกประกาศมาตรฐานการนำเข้าสินค้าอาหารAquaculture Certification council:ACC ซึ่งเป็นมาตรฐานว่าด้วยสิ่งแวดล้อม โดยจะมีผลบังคับใช้ราวปลายปีนี้ ขณะนี้ทางวอล-มาร์ต ได้ส่งเจ้าหน้าที่เดินสายตรวจกระบวนการผลิตของผู้ส่งออกทุกประเทศที่ส่งสินค้าให้รวมทั้งผู้ส่งออกไทยด้วย


ทั้งนี้ สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับมาตรฐาน ACC กำหนดว่ากระบวนการผลิตสินค้าอาหารต้องมีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอนการผลิต เช่นสินค้ากุ้ง หากตรวจพบว่าการเลี้ยงกุ้งได้มาจากการบุกรุกป่า หรือทำลายป่าโกงกาง ประเทศผู้ส่งออกจะต้องแสดงความรับผิดชอบปลูกป่าคืน นอกจากนี้ยังครอบคลุมไปถึงการไม่ปล่อยน้ำเสียลงสู่ชุมชน การใช้แรงงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายด้วย


นายไพบูลย์ กล่าวอีกว่า สำหรับประเทศไทยปัจจุบันมีผู้ส่งออกไม่กี่รายที่สามารถส่งสินค้าไปจำหน่ายในห้างวอล-มาร์ต และผู้ส่งออกเหล่านี้สามารถผลิตสินค้าได้มาตรฐานในขั้นสูงตามที่วอล-มาร์ต ต้องการอยู่แล้ว ทำให้มีความเป็นห่วงกระบวนการผลิตสินค้าอาหารของไทย ที่ยังมีบางส่วนยังไม่ได้มาตรฐานตามที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งต่อไปในอนาคตหลังจากวอล-มาร์ต ประกาศใช้มาตรฐานดังกล่าวแล้ว เชื่อว่าผู้นำเข้ารายอื่นๆ จะปฏิบัติตาม โดยนำมาตรฐานของวอล-มาร์ตมาเป็นเงื่อนไขในการนำเข้าซึ่งไม่เพียงแต่ผู้นำเข้าในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่จะรวมไปถึงผู้นำเข้าจากประเทศอื่นๆด้วย


"ปัจจุบันมูลค่าสินค้าอาหารทุกชนิดทั้งในประเทศและส่งออก รวมกันประมาณ 8 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่าส่งออกราว 5 แสนล้านบาท ถือว่าเป็นมูลค่ามหาศาลเป็นกลุ่มสินค้าที่ติด1ใน10 อันดับสินค้าที่ทำรายได้เข้าประเทศมากที่สุด แต่ที่ผ่านมามักจะมีการแยกเป็นรายชนิดออกไป เช่นเป็นข้าว กุ้ง ไก่ จึงทำให้ดูเหมือนมีมูลค่าไม่มาก แต่เมื่อรวมกันแล้วมหาศาล เพราะฉะนั้นการที่ประเทศผู้นำเข้าเข้มงวดโดยออกกฎระเบียบการนำเข้าต่างๆ ออกมาเมื่อส่งผลกระทบ จะกระทบครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้าเพราะเป็นสินค้าอาหารเหมือนกัน"นายไพบูลย์กล่าวและว่า


ประกอบกับการที่รัฐบาลมีนโยบายครัวไทยสู่โลก สิ่งที่ภาครัฐจะต้องให้ความสำคัญและจริงจังคือการให้องค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการผลิตสินค้าอาหาร ในทุกห่วงโซ่ของการผลิต ตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยงผู้ปลูกไปจนถึงโรงงานผลิตเพื่อการส่งออก ให้รับทราบถึงกฎระเบียบของผู้นำเข้าว่าเวลานี้มีความเข้มงวดมาก ผู้ผลิตต้นทางจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้า และแสดงความรับผิดชอบร่วมกัน เวลานี้โรงงานใหญ่ๆ จะไม่มีปัญหาในเรื่องของการส่งออกสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่ผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกรายเล็กใช้วิธีรวบรวมสินค้าที่จำหน่ายในประเทศแล้วนำไปส่งออก สินค้ากลุ่มนี้จะถูกตีกลับมาก ทำให้เสียชื่อเสียงร่วมกันทั้งวงการ และไม่สามารถจะตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าต้นตอของปัญหาอยู่ที่ใด


สำหรับนโยบายผลิตสินค้ามาตรฐานเดียวกันไม่ว่าจะเป็นการจำหน่ายในประเทศหรือส่งออกก็ตาม ภาครัฐเคยคิดและพูดมานาน แต่ในทางปฏิบัติยังไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ ทำให้ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือสินค้าไทยยังคงถูกผู้นำเข้าตีกลับเป็นจำนวนมาก และคนที่ต้องรับผิดชอบคือผู้ส่งออกเพราะเป็นกระบวนการขึ้นสุดท้าย หากทุกฝ่ายได้รับองค์ความรู้เหมือนๆ กัน จะได้ร่วมกันผลิตสินค้ามาตรฐาน ตระหนักถึงความเข้มงวดของผู้นำเข้าที่ต้องการการตรวจสอบย้อนกลับ สินค้าไทยจะสามารถยกระดับเพิ่มขีดแข่งขันได้ดีขึ้น


นอกจากมาตรฐานACC ของวอล-มาร์ต ล่าสุดแหล่งข่าวจากกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรของญี่ปุ่นได้ออกประกาศค่ามาตรฐานสารตกค้างพืชอาหารใหม่ เพื่อให้มีค่ามาตรฐานความปลอดภัยในระดับที่เข้มงวดมากขึ้น จากเดิมได้กำหนดค่าความปลอดภัยของปริมาณสารตกค้างที่ยอมรับได้จาก 200-300 รายการ เพิ่มเป็นกว่า 700 รายการ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 พ.ค.ศกนี้เป็นต้นไป ซึ่งเรื่องดังกล่าวนอกจากจะเป็นการกีดกันการค้าอย่างชัดเจนแล้ว ยังจะส่งผลให้การส่งออกพืชอาหารของไทยต้องลดระดับการใช้สารเคมีเพื่อให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดก่อนส่งออก ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเกษตรกรรายย่อยที่ขาดความรู้ความเข้าในเรื่องการใช้สารเคมี และจะส่งผลให้ต้องเข้าระบบคอนแทร็กฟาร์มมิ่งเพื่อควบคุมการใช้สารเคมีมากขึ้น


ด้านนายวิชัย พูนพิริยะทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจร เครือเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี) เปิดเผยว่า จากการที่ญี่ปุ่นได้เตรียมบังคับใช้มาตรฐานสารตกค้างพืชอาหารใหม่ ถือเป็นปัญหาที่สำคัญของทางเครือในเวลานี้ เพราะค่ามาตรฐานสารตกค้างหลายรายการต้องทำให้ได้ในระดับที่เข้มงวดขึ้นจากเดิมหลายเท่า อาทิ จากเดิมบังคับตกค้างได้ไม่เกิน 0.1 ppm ต้องมีได้ไม่เกิน 0.01 ppm เป็นต้น ซึ่งทางเครือจะได้ไปสอนชาวบ้านต่อไปว่ามีสารเคมีตัวใดบ้างที่ต้องเลิกใช้ ส่วนสารเคมีที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้ก็จะเข้าไปแนะนำวิธีการใช้เพื่อให้มีสารตกค้างในระดับที่ต่ำลง


"ทางซีพีเพิ่งเริ่มส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้ และมังคุดไปญี่ปุ่นเมื่อปีที่ผ่านมาโดยเราร่วมทุนกับญี่ปุ่นในนามซีพี.ไดมอนด์สตาร์ ซึ่งกรณีที่ญี่ปุ่นเพิ่มค่ามาตรฐานให้มีสารตกค้างได้ในระดับที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ล่าสุดทางซีพีมีแผนที่จะดึงสวนมังคุด และสวนมะม่วงของชาวบ้านเข้ามาเป็นสวนสมาชิกและขึ้นทะเบียนสวนเพื่อส่งออกโดยจะสร้างให้ได้ 50 สวนต่อปีเริ่มตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป โดยมีเป้าหมายสวนสมาชิกในเขตภาคตะวันออก และภาคใต้จำนวน 250 สวนในช่วง 5 ปีนับจากนี้ ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือสวนสมาชิกในเรื่องการถ่ายทอดความรู้เรื่องวิธีการทำเกษตรที่ดี หรือจีเอพี การใช้สารเคมี การใช้ปุ๋ย วิธีเก็บต่างๆ ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดปัญหาในการส่งออกในอนาคตทั้งในตลาดญี่ปุ่นและตลาดอื่นๆ"นายวิชัยกล่าว

 
บันทึกการเข้า

ความรู้ ข่าวสาร สร้างปัญญา

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: