ธันวาคม 03, 2022, 10:41:25 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: โลกเกษตร :GAP นำสินค้าเกษตรไทยก้าวไกลสู่ตลาดโลก  (อ่าน 7341 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 66 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Nicaonline
Nicaonline
Administrator
YaBB God
*****

Karma: -1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2685



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: ตุลาคม 23, 2005, 10:46:36 AM »

เดลินิวส์
   ตามที่ รัฐบาลมีนโยบายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นครัวโลก ผลิตอาหารที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐานสากล ซึ่งการที่จะให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าวส่วนงานที่เกี่ยวข้องจำต้องเดินหน้าและหนึ่งในนั้นก็คือ กรมวิชาการเกษตร หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านพืช ซึ่งได้จัดทำยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางอาหารขึ้นมา โดยกำหนดเป็นมาตรการและแผนงาน เพื่อให้การปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน

การดำเนินการจดทะเบียนรับรองแปลงเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) นับเป็นอีกมาตรการและแผนงานหนึ่งของกรมวิชาการเกษตร ภายใต้นโยบายความปลอดภัยทางอาหาร จากการดำเนินงานที่ผ่านมาเป็นที่ยอมรับกันว่าประสบผลสำเร็จในจุดที่น่าพอใจอยู่ไม่น้อย เนื่องจากมีการวางเป้าหมายไว้โดยกำหนดว่าภายในปี 2552 จะมีการจดทะเบียนรับรองแปลง GAP ให้ได้ 325,000 ราย ซึ่งขณะนี้มีเกษตรกรให้ความสนใจขอจดทะเบียนรับรองแปลง GAP แล้วถึง 437,000 ราย โดยได้ทำการตรวจสอบแล้ว 156,000 ราย มีเกษตรกรได้ใบรับรอง GAP แล้วจำนวน 57,000 ราย

ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่นำระบบ GAP มาใช้ ซึ่งเป็นระบบการจัดการคุณภาพด้านการผลิตทางการเกษตร โดยระบบ GAP นั้นจะควบคุมกระบวนการผลิตให้ได้ผลผลิตที่มีความปลอดภัย ปราศจากการปนเปื้อนจากสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ไม่มีจุลินทรีย์ก่อโรค ผลผลิตมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด ตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ปลอดภัยต่อผู้บริโภคและเกษตรกร ให้ผลผลิตที่คุ้มค่ากับการลงทุน มีการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และสภาพแวดล้อม และที่สำคัญทำให้เกิดความยั่งยืนทางการเกษตร

สำหรับประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำการเกษตรตามระบบ GAP นั้นนอกจากจะทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดี ไม่มีการปนเปื้อนจากสิ่งต้องห้ามทุกชนิดแล้ว ยังจะทำให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต รวมทั้งในอนาคตจะหาตลาดได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะตลาดส่งออก เนื่องจากกรมวิชา การเกษตรได้ใช้มาตรการให้ผู้ส่งออกพืช ผัก ผลไม้ จะต้องซื้อผลผลิตจากแปลง GAP เท่านั้นถึงจะได้ลดหย่อนการตรวจสอบสารพิษตกค้าง ทำให้เกษตรกรสนใจที่จะขอใบรับรอง GAP เป็นจำนวนมาก
 
อย่างไรก็ตาม คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญของ GAP พอควรและมีการกำหนดเป้าหมายใหม่ขยายแปลงเกษตรกรเพิ่มขึ้น จาก 325,000 ราย เป็น 1,000,000 รายภายในปี 2551 ซึ่งถือเป็นงานใหญ่อีกงานที่กรมวิชาการเกษตรจะต้องทำให้ได้ภายใน 3 ปี

นายประเสริฐ อนุพันธ์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร บอกว่าการที่จะตรวจรับรองแปลง GAP ของเกษตรกรให้ได้ถึง 1,000,000 รายนั้นจำเป็นจะต้องมีบุคลากรผู้ตรวจสอบแปลง GAP (Inspector) และที่ปรึกษาเกษตรกรแปลง GAP (Advisor) เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันกรมวิชา การเกษตรมีผู้ตรวจสอบแปลง GAP แล้วจำนวน 378 คน จะเพิ่มเป็น 800 คน และที่ปรึกษาเกษตรกรแปลง GAP ปัจจุบันมีจำนวน 7,488 คน จะเพิ่มอีก 6,000 คน รวมเป็น 13,488 คน

นอกจากนี้ในอนาคตยังจะประสานกับองค์กรเอกชน กลุ่มเครือข่ายต่าง ๆ เช่น กลุ่มเครือข่าย GAP ภาคตะวันตก เพื่อให้มาเป็นที่ปรึกษาเกษตรกรแปลง GAP ในการแนะนำให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรระบบ GAP
         
การจดทะเบียนรับรอง GAP แปลงเกษตรกร ดังกล่าว เป็นยุทธศาสตร์การผลิตระดับฟาร์ม โดยแปลงเกษตรกรที่ผ่านการรับรองจะได้สัญลักษณ์ Q

อย่างไรก็ดีภายในนโยบายความปลอดภัยทางอาหารดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรยังได้ดำเนินการตรวจสอบและให้การรับรองในระดับโรงงาน โดยขณะนี้มีโรงงานได้ยื่นขอการรับรองคุณภาพตามมาตรฐาน GMP และ HACCP แล้ว 793 โรงงาน ผ่านการตรวจรับรองได้สัญลักษณ์ Q แล้ว 518 โรงงาน แยกเป็น โรงงานคัดบรรจุ ยื่นขอรับรอง 398 โรงงาน ผ่านการตรวจรับรองแล้ว 269 โรงงาน โรงรมซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 68 โรงงานผ่านการตรวจรับรองแล้ว 50 โรงงาน โรงรมเมทิลโบร์ไมด์ ยื่นขอรับรอง 77 โรงงาน ผ่านการตรวจรับรองแล้ว 63 โรงงาน และโรงงานแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ยื่น  ขอรับรอง 250 โรงงาน ผ่านการตรวจรับรองแล้ว 136 โรงงาน

นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการในด้านผลผลิตที่ส่งออก โดยได้ทำการตรวจสอบสารพิษตกค้าง แมลงศัตรูพืช ซึ่งมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยพบว่าตัวอย่างผล ผลิตที่ส่งออกมีสารพิษตกค้างเกินค่าความปลอดภัย (MRL) เพียง 4.97% เท่านั้น ลดลงจากปี 2547 ที่มีจำนวนตัว อย่างที่มีสารตกค้างเกินค่า MRL ถึง 8%
   
รองอธิบดี กรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ในด้านปัจจัยการผลิตและวัตถุดิบ ได้มีการตรวจสอบโรงงานเคมีเกษตร และร้านค้าเคมีเกษตรอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งได้จัดทำ โครง การร้านจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตรที่มีคุณภาพ (Q-Shop) เพื่อเป็นการแสดงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวมของร้านจำหน่ายสารเคมีทางการเกษตร โดยจำหน่ายเฉพาะผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรที่มีคุณภาพถูกต้องตามกฎหมาย และมีการจัดร้านอย่างถูกสุขลักษณะ ซึ่งเป็น การสร้างความมั่นใจให้กับเกษตรกรในการเลือกซื้อผลิต ภัณฑ์เคมีเกษตรจากร้านค้าที่มีคุณภาพได้มาตรฐานอีกด้วย

ที่ผ่านมากรมวิชาการเกษตร ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของผลิตภัณฑ์เคมีเกษตรเป็นอย่างยิ่ง โดยมีการตรวจสอบที่เข้มงวดเริ่มตั้งแต่การควบคุมการนำเข้า การผลิต การจำหน่าย และการใช้เคมีเกษตร ทั้งนี้เพื่อให้ผลผลิตทางการเกษตรของไทยไม่ว่าจะบริโภคในประเทศหรือส่งออก ไม่มีสารพิษตกค้าง มีคุณภาพและความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล
       
ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางอาหาร (Food Safety) ของกรมวิชาการเกษตรนับเป็นงานหนึ่งที่มีการดำเนินงานที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นการทำงานกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำทีเดียว นับเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพของสินค้าเกษตรไทยที่ถูกต้องอยู่ไม่น้อย เพราะจะเป็นตัวช่วยทำให้คุณภาพสินค้าเกษตรของไทยพัฒนาเป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในและต่างประเทศอย่างมั่นคงแบบมีอนาคตทีเดียว.


ขจร ไม้งาม
 

บันทึกการเข้า

ความรู้ ข่าวสาร สร้างปัญญา

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: