กันยายน 26, 2022, 05:27:53 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: 'ข้าวถุง'ดิ้นสู้นโยบายรับจำนำ  (อ่าน 2641 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 63 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
atthasard
Global Moderator
YaBB God
*****

Karma: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 16882


I Love Songkhlafc


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: มกราคม 21, 2013, 09:28:02 AM »



'ข้าวถุง' ดิ้นสู้นโยบายรับจำนำ ขยับราคายาก - รวมกลุ่มขอซื้อข้าวรัฐ



                            สัมภาษณ์พิเศษ : 'ข้าวถุง' ดิ้นสู้นโยบายรับจำนำ ขยับราคายาก - รวมกลุ่มขอซื้อข้าวรัฐ : 'สมเกียรติ มรรคยาธร' นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย : โดย...อนัญชนา สาระคู
 
 
 
                            "ความวุ่นวาย" อันเป็นผลพวงจากโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง กระบวนการรับจำนำแม้จะมีความเข้มงวดมาก แต่การระบายข้าวยังคลุมเครือ เงินจากการขายข้าวสต็อกรัฐ นำส่งคืนไม่ครบตามที่เคยกำหนดไว้ จึงมีการทวงถามเงินค่าข้าวเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับโครงการจำนำในปีปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง
 
                            ในภาคเอกชนเองไม่ต้องพูดถึง ช่วงปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบอย่างหนักต้องปรับตัวกันยกใหญ่ ซึ่งไม่เฉพาะผู้ส่งออกเท่านั้น ในส่วนของผู้ประกอบการข้าวถุงก็เช่นเดียวกัน ต้องปรับตัวโดยขยายไลน์ธุรกิจเพื่อหารายได้จากส่วนอื่น นอกเหนือจากการผลิตข้าวถุง เพื่อความอยู่รอด โดย "สมเกียรติ มรรคยาธร" นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุงไทย เล่าถึงสถานการณ์ของผู้ประกอบการข้าวถุงในปัจจุบัน ตลอดจนแนวทางการปรับตัวที่กำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลพวงมาจากปัจจัยลบต่างๆ
 
 
 
ต้นทุนพุ่ง-ผู้ผลิตจ่อซื้อข้าวรัฐ
 
 
 
                            นายสมเกียรติกล่าวว่า ผู้ประกอบการข้าวถุงในขณะนี้ประสบกับภาวะลำบาก ปัจจัยแรกคือราคาวัตถุดิบปรับสูงขึ้น โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิราคาสูงขึ้นมาก ล่าสุดอยู่ที่กิโลกรัมละ 33-34 บาท และเมื่อนำมาปรับปรุงแล้วยิ่งทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นอีก จากเมื่อเดือนธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา ราคาวัตถุดิบข้าวหอมมะลิอยู่ที่กิโลกรัมละ 30-33 บาทเท่านั้น คิดเป็นปรับสูงขึ้นมาแล้ว 5-10% ภายในระยะเวลาเพียงเดือนเดียว สาเหตุที่ราคาวัตถุดิบค่อนข้างแข็งตัว เนื่องจากผลผลิตข้าวหอมมะลิที่เริ่มออกมาตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อนเจอกับสภาวะภูมิอากาศแปรปรวนทั้งแล้ง และฝนตกชุกในช่วงเก็บเกี่ยว กระทบต่อผลผลิตให้ลดลง ซึ่งคาดการณ์กันว่าผลผลิตข้าวหอมมะลิในปีนี้น่าจะลดลงจากปีก่อนราว 10-20%
 
                            นอกจากนี้ ยังมีต้นทุนในด้านอื่นๆ เพิ่มขึ้นด้วย เช่นต้นทุนค่าขนส่ง ซึ่งปรับขึ้นมาเฉลี่ย 5% ด้านช่องทางขายปลีก ขณะนี้ทราบว่ากำลังพูดถึงการจัดทำข้อตกลงใหม่สำหรับปี 2556 ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการข้าวถุงเองได้หารือร่วมกันแล้วเห็นว่าจากปัจจัยต้นทุนที่สูงขึ้น และการแข่งขันก็สูงขึ้นด้วย ทำให้เราไม่สามารถปรับขึ้นราคาขายปลีกข้าวถุงได้ จึงเห็นว่าในปีนี้คงไม่สามารถปรับขึ้นอัตราค่ารีเบตหรือเปอร์เซ็นต์จากการส่งเสริมการขายให้กับแต่ละช่องทางได้อีก ขณะเดียวกัน การขอปรับลดราคาเพื่อที่ห้างค้าปลีกจะนำไปใช้ในการส่งเสริมการขาย ก็ไม่สามารถเข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายได้ด้วยเช่นกัน
 
                            อย่างไรก็ตาม ปัญหาช่องทางขายปลีกก็ยังไม่มีมาตรฐานเดียวกัน เช่น ต้นทุนค่าขนส่งที่กระจายไปยังศูนย์กระจายสินค้า (ดีซี) ต่างๆ การปรับขึ้นค่าขนส่งที่เฉลี่ย 5% นั้น หากมาคิดเป็นรายผู้ผลิต การปรับขึ้นค่าขนส่งก็มีทั้งที่ต่ำกว่าและสูงกว่านี้ ทั้งๆ ที่เป็นสินค้าชนิดเดียวกัน แต่ละห้างก็เก็บจากผู้ผลิตแต่ละรายแตกต่างกัน ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าใช้หลักการใดในการคิดต้นทุน
 
                            นายสมเกียรติกล่าวว่า จากการที่ข้าวอยู่ในมือของรัฐเกือบทั้งหมด ซึ่งในปีนี้รัฐบาลมีการเตรียมความพร้อมรับซื้อข้าวแต่เนิ่นๆ ส่งผลต่อสถานการณ์วัตถุดิบที่ขณะนี้มีความตึงตัวเป็นอย่างมาก ทางสมาคมจึงหารือร่วมกันที่จะให้สมาคมเป็นตัวกลางในการเสนอซื้อข้าวจากรัฐบาล เช่นเดียวกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยที่ดำเนินการจับคู่กับโรงสีซื้อข้าวหอมมะลิต้นฤดู ซึ่งเป็นการซื้อจากสต็อกของรัฐ
 
                            สำหรับสมาคมข้าวถุงเองจะดำเนินการซื้อข้าวจากโกดังของรัฐ ในเบื้องต้นได้ทำหนังสือถึงกระทรวงพาณิชย์ และได้รับความเห็นชอบในหลักการแล้ว โดยจะซื้อข้าวหอมมะลิทั้งที่เป็นข้าวใหม่และข้าวเก่ารวม 1 แสนตัน นอกนั้นเป็นข้าวขาว 1 หมื่นตัน และข้าวหอมปทุม 3 หมื่นตัน รวมเป็นปริมาณ 1.4 แสนตัน แต่เสนอเป็นปริมาณขั้นต่ำไว้เท่านั้น ส่วนตัวเลขจริงจะเป็นเท่าไร คาดว่าในสัปดาห์นี้จะสามารถรวบรวมคำสั่งซื้อตามความต้องการของสมาชิกสมาคมได้ และจะเสนอส่งให้คณะกรรมการระบายข้าวในสต็อกรัฐพิจารณาต่อไป โดยกำหนดระยะเวลาการซื้อ 3 เดือน เบื้องต้นปริมาณขั้นต่ำที่เสนอซื้อไว้ เมื่อนำมาปรับปรุงแล้วคาดว่าจะผลิตเป็นข้าวถุงได้ประมาณ 28 ล้านถุง
 
                            "ในเรื่องราคาที่จะเสนอซื้อ ยังไม่สามารถบอกได้ แต่คงไม่ทิ้งห่างจากราคาตลาดนัก ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้าวนั้นๆ ด้วย อย่างไรก็ตาม ราคาตลาดในขณะนี้ยังถือว่าต่ำกว่าราคารับจำนำ เช่น ข้าวเปลือกหอมมะลิ รัฐบาลรับจำนำในราคาตันละ 2 หมื่นบาท หากทอนมาเป็นข้าวหอมมะลิที่สีแปรเป็นข้าวสารแล้วจะอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 38 บาท ซึ่งยังห่างจากราคาตลาดในปัจจุบัน แต่ก็มีโอกาสที่ราคาตลาดของข้าวหอมมะลิจะปรับขึ้นไปสูงถึงกิโลกรัมละ 38 บาทได้ภายในปีนี้ เพราะจากเหตุผลผลิตที่ลดลงอย่างที่บอกไปข้างต้น" นายสมเกียรติกล่าว
 
 
 
เอกชนดิ้นเพิ่มไลน์ธุรกิจอื่น
 
 
 
                            ในด้านการแข่งขัน นายกสมาคมผู้ประกอบการข้าวถุง ยอมรับว่าสูงขึ้น ซึ่งนอกจากจะเกิดแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาในตลาดมากขึ้นแล้ว ประชาชนยังมีทางเลือกเพิ่มขึ้นจากการที่รัฐบาลเองก็มีนโยบายจะผลิตข้าวถุงเพื่อจำหน่ายให้แก่ประชาชน ซึ่งคาดว่าจะมีอีกจำนวนมหาศาล เมื่อปริมาณข้าวถุงในตลาดเพิ่มขึ้น แต่การบริโภคข้าวกลับลดลงและมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องนั้น ทำให้โอกาสในการปรับขึ้นราคาข้าวถุงตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นก็เป็นไปได้ยาก ผู้ประกอบการเองบางส่วนก็ต้องการรักษาตลาดข้าวของตนเอง หากปรับขึ้นราคาแล้วก็อาจจะกระทบกับยอดขายของบริษัทได้
 
                            ดังนั้น ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงต้องมีการปรับตัวโดยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเปลี่ยนเครื่องจักร เน้นในเรื่องของการลดต้นทุนเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ยังหันไปเพิ่มรายได้ด้านธุรกิจอื่นๆ หรือเพิ่มไลน์การผลิตซึ่งใช้วัตถุดิบจากข้าว เป็นต้น
 
                            สำหรับข้าวมาบุญครองเอง ยืนยันว่าจะไม่เลิกการผลิตข้าวถุงมาบุญครองอย่างแน่นอน ซึ่งข่าวที่ออกมาค่อนข้างคลาดเคลื่อน โดยผู้บริหารของบริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ กล่าวถึงผลประกอบการจากข้าวถุงที่ยอมรับว่าลดลง จากเดิมข้าวมาบุญครองเคยนำส่งรายได้ให้ปีละ 10% แต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 2% ซึ่งลดลงไปถึง 5 เท่า ขณะที่เอ็มบีเคเองก็มีธุรกิจหลักที่ยังต้องให้ความสำคัญ แต่ยืนยันจะผลิตข้าวถุงต่อไป
 
                            "อย่างไรก็ตาม ทางข้าวมาบุญครองเองก็ต้องปรับตัว โดยหาธุรกิจอื่นเพิ่มเติม เช่น การจะเข้าไปบริหารศูนย์อาหารในห้างบุญครองเอง ซึ่งคาดว่าจะเข้าไปดำเนินการได้ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ รวมทั้งจะเพิ่มไลน์การผลิต โดยผลิตขนมขบเคี้ยวเพื่อสุขภาพ ซึ่งจะผลิตจากข้าวเช่นกัน แต่ขณะนี้ขออุบชื่อแบรนด์สินค้าที่ว่าไว้ก่อน แต่ก็จะมีว่าผลิตโดยข้าวมาบุญครอง และคาดว่าจะสามารถเปิดตัวได้ในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้เช่นเดียวกัน" นายสมเกียรติกล่าว
 
                            ด้านผู้ประกอบการรายอื่นๆ เช่น บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายข้าวตราหงษ์ทอง ล่าสุดก็เพิ่มไลน์ธุรกิจผลิตอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์หงษ์ทอง โดยนำผลิตภัณฑ์ข้าวไปแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่วนผู้ผลิตข้าวตราเกษตร ก็หันไปเน้นผลิตผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่มีอยู่ เช่น โจ๊ก และวุ้นเส้น เป็นต้น ส่วนเครือบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) นั้น มีธุรกิจที่มีความหลากหลายอยู่แล้ว
 
                            ส่วนผู้ประกอบการข้าวถุง ที่ความเป็นมาเกิดจากธุรกิจของตระมึงลหรือในครอบครัวนั้น ก็หันไปประกอบการให้เช่าคลังสินค้ากับภาครัฐแทน
 
                            "จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการข้าวถุงต่างก็มุ่งกระจายธุรกิจกันออกไปพอสมควร เพื่อรอการฟื้นตัว ซึ่งเชื่อมั่นว่าธุรกิจผลิตข้าวถุงนั้นไม่มีวันตายอย่างแน่นอน เพียงแต่รอโอกาสแต่ก็คงต้องใช้เวลาพอควร ส่วนผมเองเชื่อว่าการที่ธุรกิจจะฟื้นตัวนั้นมีโอกาสแน่ๆ ส่วนธุรกิจขนาดเล็กๆ ก็อาจจะล้มหายไปบ้าง แต่ก็พบว่าเมื่อบางรายอยู่ไม่รอด กลับมีรายใหม่ๆ ที่ยังมองเห็นโอกาสของธุรกิจอยู่เช่นกัน" นายสมเกียรติกล่าว
 
 
 
จี้รัฐรณรงค์เพิ่มบริโภคข้าว
 
 
 
                            นายสมเกียรติกล่าวด้วยว่า ภาวะการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจผลิตข้าวสารถุง ยอมรับว่าปัจจัยหลักเกิดจากนโยบายการรับจำนำข้าวของรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งก่อให้เกิดปัจจัยอื่นตามมาอีกหลากหลาย รวมทั้งส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นด้วย แต่ปัจจัยอีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากการที่คนไทยบริโภคข้าวกันลดลง ซึ่งจากผลสำรวจของเอซี นีลสัน ยังพบด้วยว่าอัตราการบริโภคข้าวของคนไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากพฤติกรรมการบริโภคของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากมีทางเลือกในการบริโภคมากขึ้น จะเห็นได้จากร้านอาหารที่เป็นเชนจากต่างประเทศเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งเชนร้านอาหารต่างประเทศเหล่านี้ก็ใช้วัตถุดิบที่เป็นข้าวในปริมาณที่น้อยมาก
 
                            โดยจากตัวเลขการสำรวจพบอัตราการบริโภคข้าวของคนไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากสมัยก่อนที่คนไทยกินข้าวในอัตราเฉลี่ย 110-120 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ลดลงมาเหลือ 90-100 กิโลกรัมต่อคนต่อปี และล่าสุดลดลงเหลือราวๆ 80-90 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งพฤติกรรมการเปลี่ยนจากการกินข้าวไปสู่อาหารประเภทอื่นๆ เห็นได้ชัดเจนในเขตเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น แต่ในพื้นที่ต่างจังหวัดยังคงบริโภคข้าวเช่นเดิม ขณะที่การนำข้าวไปผลิตในภาคอุตสาหกรรมถือว่าอยู่ในระดับทรงตัว
 
                            อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแนวโน้มการบริโภคข้าวของคนไทยจะลดลง แต่ความต้องการข้าวในตลาดโลกถือว่ายังไม่ปรับลดลงนัก ปัจจัยที่ลดลงคือความต้องการในการเทรด (ซื้อขาย) ข้าว เนื่องจากประเทศที่บริโภคข้าวต่างก็ให้ความสำคัญกับการผลิตข้าวภายในประเทศมากขึ้นเพื่อลดการนำเข้า ในส่วนนี้เองรัฐบาลในฐานะที่มีสต็อกข้าวจำนวนมาก อยากเห็นเข้ามาให้ความสำคัญกับการรณรงค์บริโภคข้าวในประเทศให้เพิ่มขึ้นด้วย




http://www.komchadluek.net/detail/20130121/149821/ข้าวถุงดิ้นสู้นโยบายรับจำนำ.html
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: