พฤศจิกายน 27, 2022, 08:13:11 AM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: เพาะขยายพันธุ์ปลาบึก งานหลังเกษียณ ของ เสน่ห์ ผลประสิทธิ์ ที่วังปลาบึก เชียงราย  (อ่าน 10993 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 19 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Nicaonline
Nicaonline
Administrator
YaBB God
*****

Karma: -1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2685



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: สิงหาคม 19, 2004, 11:46:43 AM »

ปลาบึก เป็นปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงมานับพันๆ ปีแล้ว และเป็นอาหารของมนุษย์มาตลอด

เมื่อคนมีปริมาณมากขึ้น ปลาบึกก็ถูกไล่ล่าจนแทบจะสูญพันธุ์จากโลกใบนี้

ช่วง นาวาโทสว่าง เจริญผล เป็นอธิบดีกรมประมง ได้เห็นความสำคัญเรื่องนี้ จึงได้สั่งการให้ คุณเสน่ห์ ผลประสิทธิ์ นักวิชาการของกรมประมง ศึกษาวิจัยการเพาะขยายพันธุ์ปลาบึก

ปี 2526 คุณเสน่ห์ ได้พ่อแม่ปลาบึกจากธรรมชาติมาทดลองเพาะขยายพันธุ์ โดยฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ ปรากฏว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ต่อมาใน ปี 2527 ได้ดำเนินการเพาะพันธุ์อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ได้ลูกปลาจำนวนมาก ลูกปลาที่ได้จากการเพาะพันธุ์ถูกส่งไปทดลองเลี้ยงในบ่อดิน ตามสถานีประมงทั่วประเทศ เพื่อศึกษาอัตราการเจริญเติบโต และลักษณะทางชีววิทยาอื่นๆ

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ คุณเสน่ห์ก็ยังอยู่วงการนี้ และลูกปลาบึกที่เกิดจากพ่อแม่ปลาแม่น้ำโขงได้เจริญเติบโตและเข้าสู่วัยผสมพันธุ์แล้ว ซึ่งเมื่อปี 2544 กรมประมงได้นำพันธุ์ปลาบึกที่เลี้ยงในบ่อดินมาตรวจเช็ก พบว่ามีน้ำเชื้อและไข่ จึงทดลองเพาะขยายพันธุ์และได้ลูกปลาจำนวนหนึ่ง

ในทางวิชาการนั้นนับว่ามีความสำคัญมาก เนื่องจากสามารถพัฒนาปลาที่เลี้ยงในบ่อดินเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ และในอนาคตโอกาสที่จะเป็นปลาเศรษฐกิจได้ค่อนข้างแน่นอน

ปัจจุบันนี้มีศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดของกรมประมงหลายแห่งยังได้ศึกษาการเพาะขยายพันธุ์ปลาบึกกันต่อไป

สำหรับ คุณเสน่ห์ ผลประสิทธิ์ ผู้สร้างตำนานปลาบึก ก็ยังไม่ทอดทิ้ง แม้ว่าตอนนี้ปลดเกษียณราชการไปแล้วก็ตาม เขายังอยู่ในวงการนี้ โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมานานกว่า 20 ปี พร้อมด้วย คุณปิยะ ผลประสิทธิ์ บุตรชาย ร่วมกันจัดตั้งฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาบึก ชื่อ "วังปลาบึก" ขึ้นที่ อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย โทร. (01) 806-4385, (01) 952-0352 โดยนำพ่อแม่ปลาบึกกว่า 50 ตัว มาเลี้ยงไว้ในบ่อดิน เพื่อใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป

บนเนื้อที่ 80 ไร่ ถูกขุดให้เป็นบ่อเลี้ยงปลา 25 บ่อ โดยเฉลี่ยบ่อละ 1 ไร่ บ่อเก็บน้ำอีก 20 ไร่ ที่เหลือเป็นโรงเพาะฟัก และที่พักอาศัย

เขาเริ่มเลี้ยงปลาบึกที่ "วังปลาบึก" มาตั้งแต่ปี 2545 ให้อาหารกินเกือบทุกวัน และเมื่อต้นมิถุนายนที่ผ่านมาได้จับปลามาตรวจเช็ดไข่และน้ำเชื้อ ปรากฏว่าพ่อแม่พันธุ์ที่มีความสมบูรณ์เต็มที่ (น้ำหนักประมาณ 30-40 กิโลกรัม) จำนวน 2 คู่ แล้วนำมาฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ จึงได้ลูกปลาวัยอ่อน ประมาณ 600,000 ตัว และคาดว่าเหลือปลาที่แข็งแรง ขนาดประมาณ 3 นิ้ว ไม่ต่ำกว่า 60,000 ตัว

นับเป็นลูกปลาบึกสายพันธุ์แท้ 100% ที่ฟาร์มวังปลาบึกพร้อมออกใบรับรองสายพันธุ์ให้แก่ผู้ซื้อ
ปลาบึกเป็นที่อยู่ในตระมึงลกับปลาสวาย มีนักเพาะพันธุ์บางรายนำสายพันธุ์ปลาบึกมาผสมพันธุ์กับปลาสวาย ทั้งนี้หวังให้ลูกพันธุ์เจริญเติบโตเร็ว กลายเป็นชื่อ "บิ๊กสวาย" ในเวลาต่อมา
มีการซื้อขายกันกิโลกรัมละ 30-40 บาท แต่พ่อค้าบางรายไปหลอกขายผู้บริโภคหรือร้านอาหารว่าเป็นปลาบึก ขายกิโลกรัม 100-120 บาท
แท้จริงแล้วคุณภาพเนื้อปลาบึกกับบิ๊กสวายนั้นแตกต่างกัน กล่าวคือ ปลาบึกเนื้อจะแน่น และมีมันแทรกอยู่ในเนื้อด้วย
รสชาติอร่อยกว่าบิ๊กสวายมากทีเดียว

"มิหนำซ้ำหนังปลาบึกนี้ เมื่อทำให้สุกนิ่มอร่อยมากด้วย" คุณเสน่ห์ กล่าว
นอกจากนี้แล้วหากสังเกตดูลักษณะภายนอกของปลาก็แตกต่างกันด้วย นั่นก็คือ ปลาบึกสายพันธุ์แท้ไม่มีแถบสีขาวเงินข้างลำตัว หัวป้านแบน แฉกหางกว้าง หนวดสั้น และโตเร็ว เลี้ยงในบ่อดินเพียง 2 ปี ก็ได้น้ำหนักถึง 20 กิโลกรัมแล้ว ต่างจากบิ๊กสวายที่มีแถบสีขาวเงินข้างลำตัว หัวแหลมค่อนข้างกลม แฉกหางแคบ หนวดยาว โตช้ากว่า อย่างไรก็ตาม หากช่วงเป็นลูกปลาจะสังเกตได้ยาก

"ถ้าเกษตรกรไม่ทันตรวจสอบก่อนซื้อพันธุ์ปลาไปเลี้ยงก็คงต้องผิดหวังแน่"
"ขณะนี้ฟาร์มวังปลาบึกยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลาบึกพันธุ์แท้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ปลาบึกที่มีคุณภาพ สมดังเจตนารมณ์ของผมที่ต้องการเห็นปลาบึกพันธุ์แท้แพร่หลาย และเป็นปลาเศรษฐกิจของเมืองไทยในอนาคต" คุณเสน่ห์ กล่าว
เพาะขยายพันธุ์ปลาบึก

พ่อแม่พันธุ์ปลาบึกที่คุณเสน่ห์นำมาเลี้ยงไว้ในบ่อดินที่ฟาร์มนั้น เป็นสายพันธุ์ที่เกิดจากปลาแม่น้ำโขง ชาวบ้านนำไปเลี้ยงในบ่อดินมานาน 15-16 ปีแล้ว ซึ่งคุณเสน่ห์ได้ขอพันธุ์มาเลี้ยงในฟาร์ม เมื่อปี 2545 โดยปล่อยเลี้ยงในบ่อดินระดับน้ำลึก 2 เมตร อัตราความหนาแน่นประมาณ 5-10 คู่ ต่อบ่อต่อไร่

"ช่วงปลายังไม่ถึงฤดูเพาะพันธุ์เราเปลี่ยนถ่ายน้ำ 2 อาทิตย์ ต่อหนึ่งครั้ง แต่พอใกล้ๆ ถึงช่วงผสมพันธุ์จะถ่ายน้ำให้ถี่ขึ้น จาก 2 อาทิตย์ครั้ง ก็เป็นอาทิตย์ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พ่อแม่ปลาอยากผสมพันธุ์วางไข่"

"เดือนมิถุนายน เป็นเดือนที่ปลาบึกในบ่อเลี้ยงไข่แก่มากที่สุด แต่ในธรรมชาติจะเร็วกว่านี้ ราวๆ กลางเดือนพฤษภาคม เพราะว่ามีความสมบูรณ์กว่า"

ส่วนอาหารที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาบึกนั้นจะให้กินอาหารผสมเอง โปรตีนไม่ต่ำกว่า 32 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีส่วนผสมดังนี้ ปลาป่น 56 เปอร์เซ็นต์ กากถั่วเหลืองและรำละเอียด อย่างละ 12 เปอร์เซ็นต์ ปลายข้าว 15 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันตับปลา 4 เปอร์เซ็นต์ วิตามินและแร่ธาตุ 1 เปอร์เซ็นต์ โดยให้กินแต่ละครั้งร้อยละ 2 ของน้ำหนักตัวปลา

เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์พ่อแม่ปลาบึกที่อยู่ในบ่อดินก็ถูกจับขึ้นมาตรวจความพร้อมไข่และน้ำเชื้อ ตัวไหนสมบูรณ์ก็จะฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการออกไข่ โดยใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRHa 10 ไมโครกรัม ต่อน้ำหนักแม่ปลา 1 กิโลกรัม ร่วมกับ Domperidone 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักแม่ปลา 1 กิโลกรัม ทิ้งระยะห่าง 8 ชั่วโมง ฉีดฮอร์โมนเข็มที่ 2 โดยใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRHa 20 ไมโครกรัม ต่อน้ำหนักแม่ปลา 1 กิโลกรัม ร่วมกับ Domperidone 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักแม่ปลา 1 กิโลกรัม

"ปลาบึกเพศผู้นั้นไม่ค่อยมีปัญหาในการรีดน้ำเชื้อมากนัก ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ เพราะว่ามีความสมบูรณ์เพศอยู่แล้ว เพียงแต่ฉีดฮอร์โมน เข็มที่ 1 โดยใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRHa 10 ไมโครกรัม ต่อน้ำหนักพ่อปลา 1 กิโลกรัม ร่วมกับ Domperidone 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักพ่อปลา 1 กิโลกรัม ทิ้งระยะห่าง 3 ชั่วโมงเศษ ฉีดเข็มที่ 2 โดยใช้ต่อมใต้สมอง 1 โด๊ส ทิ้งไว้สักระยะหนึ่งก็ตรวจสอบ สามารถรีดน้ำเชื้อได้แล้ว" คุณเสน่ห์ กล่าว

พร้อมกับบอกว่า "การเพาะขยายพันธุ์ปลาบึกนั้นมีขั้นตอนคล้ายๆ กับช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นปลาธรรมชาติในลุ่มแม่น้ำโขง หรือปลาที่เลี้ยงในบ่อดิน ที่เราเพาะขยายพันธุ์สำเร็จเมื่อกลางปี 2544 ส่วนใหญ่เราจะใช้หลักการเดียวกันทั้งหมด"

คุณเสน่ห์นำไข่ของแม่ปลาที่รีดได้ผสมกับน้ำเชื้อ โดยรีดน้ำเชื้อปลาบึกเพศผู้ลงบนไข่ ใช้ขนไก่คนไข่และน้ำเชื้อผสมกันตามวิธีการผสมเทียมแบบแห้ง

ไข่ปลาบึกเมื่อรีดจากท้องแม่ปลามีขนาด 1.4-1.6 มิลลิเมตร มีสีเหลืองอ่อนใส เปลือกไข่มีสารเหนียวใช้ยึดติดกับวัสดุ เมื่อไข่ได้รับการผสมกับน้ำเชื้อจะพองตัวออกเล็กน้อย เมื่อเวลาผ่านไป 25 นาที จะเริ่มเห็นเซลล์ 1 เซลล์ หลังจากนั้น จะแบ่งเซลล์ไปเรื่อยๆ เมื่อพัฒนามาถึงระยะ Late Gastrula ใช้เวลา 10 ชั่วโมง 30 นาที ระยะนี้บลาสโตพอร์จะปิด ไข่ที่ไม่ได้รับการผสมจะเสียหมด

ไข่พัฒนามาถึงระยะ Hatch out หรือฟักออกเป็นตัวใช้เวลา 28 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิน้ำ 26.8-27 องศาเซลเซียส ลูกปลามีความยาว 3.5 มิลลิเมตร

เทคโนโลยี่ชาวบ้าน  15 สค 2547
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 19, 2004, 11:57:18 AM โดย admin » บันทึกการเข้า

ความรู้ ข่าวสาร สร้างปัญญา

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: