กันยายน 26, 2022, 04:55:12 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: การเลี้ยงปลาทะเลในระบบน้ำหมุนเวียน ตอน 2 คำนวณวัสดุกรองและบ่อตกตะกอน  (อ่าน 8932 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 59 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Nicaonline
Nicaonline
Administrator
YaBB God
*****

Karma: -1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2685



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มกราคม 14, 2011, 03:39:30 PM »

การเลี้ยงปลาทะเลในระบบน้ำหมุนเวียน  ตอน 2 คำนวณวัสดุกรองและบ่อตกตะกอน

   การออกแบบ RAS ต้องคำนึกถึงหลักการสมดุลของมวลสาร (mass balance) ฟังดูแปลกใช่มั้ย คือว่าต้องแยกแยะว่า ในการเลี้ยงปลา ผลผลิตที่คาดหวังว่าจะได้เท่าไร ได้เป็นความหนาแน่นที่ต้องเลี้ยงปลาเป็นกี่ตัว/ลบ.ม.  จากนั้นจึงคำนวณอาหารว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวปลาทั้งหมด จำนวนอาหารที่ต้องให้ทั้งหมดต่อวัน คำนวณออกมาเป็น TAN (total ammonia nitrogen)
   เมื่อได้ปริมาณ TAN ที่ระบบผลิตออกมาแล้วจึงไปออกแบบระบบบำบัดว่า ควรมีบ่อตกตะกอนใหญ่แค่ไหน ตัวกรองชีวภาพควรมีพื้นที่เท่าไร เพื่อที่จะลดแอมโมเนียให้อยู่ในระดับที่ปลาสามารถเจริญเติบโตได้อย่างปลอดภัย โดยปกติแล้วเราให้อาหารปลาประมาณวันละ 3-6% ของน้ำหนักตัว ในอาหารมีโปรตีนอยู่ประมาณ 30-60% จากข้อมูลประสิทธิภาพการบำบัดแอมโมเนีย และการเกิดแอมโมเนียในระบบน้ำมาคำนวณอัตราการไหลเวียนน้ำ/วัน เพื่อที่จะรักษาระดับของแอมโมเนียในน้ำให้อยู่ในระดับที่เราต้องการ

รายละเอียดการคำนวณวัสดุกรอง ดูที่

http://www.nicaonline.com/webboard/index.php?topic=7786.0

   มีผู้ศึกษาเรื่องตะกอนได้กล่าวว่าทุกๆ 1 กก. ของอาหารเม็ดที่เราให้ปลากินจะก่อให้เกิดตะกอนราวๆ 250-300 กรัม แสดงว่า ในระบบปิดน้ำหมุนเวียน มีตะกอนมากแค่ไหน ในการจัดการเรื่องตะกอน โดยทั่วไปใช้วิธีตกตะกอน(เปลืองพลังงานน้อย แต่ใช้พื้นที่เยอะ) ดรัมฟิลเตอร์(อันนี้ใช้พลังงานไฟฟ้า) ตัวสุดท้ายใช้แผ่นกรองที่บ้านเรามักเรียกกันว่า ใยแก้ว แต่จริงๆ แล้วเป็นใยพลาสติก อันนี้สำหรับไว้กรองตะกอนขนาดเล็กมากๆ ส่วนการดูแลก็เอามาฉีด มาล้างกัน ในระบบกำจัดตะกอนคงต้องมีอย่างน้อย 2 ตัว คือ บ่อตกตะกอน ใยแก้วกรอง ส่วนดรัมฟิลเตอร์อาจจะตัดออกไปได้เนื่องจากใช้ไฟฟ้า และต้องดูแล บำรุงรักษากันมากหน่อย
   ตะกอนขนาด 100 ไมครอนขึ้นไป สามารถตกตะกอนได้ด้วยบ่อตกตะกอน ส่วนตะกอนขนาดเล็กลงมา 40-100 ไมครอน ใช้เทคนิคการกรอง เนื่องจากตกตะกอนยากขึ้น ส่วนขนาดตะกอนเล็กกว่า 30 ไมครอน ต้องใช้อุปกรณ์อีกตัวเรียกว่า พวกโปรตีนสกิมเมอร์ ตะกอนสามารถตกได้ที่ความเร็วขณะเคลื่อนที่ไปน้อยกว่า 1.7 cm/s  ดังนั้น ถ้าบ่อตกตะกอนเล็ก น้ำที่มาจากบ่อเลี้ยงมีมากตะกอนก็จะตกได้ไม่ดี ดังนั้น ถ้าบ่อเลี้ยงใหญ่ บ่อตกตะกอนก็ต้องใหญ่ตามไปด้วย จากประสบการณ์บ่อเลี้ยงขนาด 35 ลบ.ม. 4 บ่อ ใช้บ่อตกตะกอน 25 ลบ.ม. ยังเอาไม่ค่อยอยู่  อย่างน้อยต้อง 50 ลบ.ม. เป็นอย่างน้อย ต้องเน้นให้กว้างและตื้นเพื่อตะกอนจะได้ตกดีขึ้น อย่าเน้นไปทางลึกครับ

   มีตัวเลขเกี่ยวกับการตกตะกอนมาฝากกันครับ
1.   Hydraulic retention time สำหรับบ่อตกตะกอน ควรอยู่ระหว่าง 15-30 นาที ยิ่งมากคงยิ่งดี แต่เปลืองพื้นที่
2.   สัดส่วนของบ่อตกตะกอน ความลึกไม่ต่ำกว่า 1 เมตร ความยาวของบ่อควรมากกว่าความลึก 4-8 เท่า ส่วนความกว้างไม่ต่ำกว่า 1 เมตร ยิ่งกว้างยิ่งดี
3.   ปริมาณการไหลของน้ำ (overflow)
แนะนำว่า ถ้าปริมาณการไหลของน้ำ 40 ลิตร/นาที ต้องการพื้นที่ผิวสำหรับการตกตะกอน 1 ตร.ม. สมมติผมมีบ่อเลี้ยงที่มีอัตราการไหลของน้ำ นาทีละ 1,000 ลิตร ผมก็ควรมีบ่อตกตะกอนอย่างน้อย 25 ตร.ม.

   เรื่องบ่อตกตะกอนยังไม่จบเลย ข้อมูลต่างๆนี้ส่วนใหญ่เอามาจากเอกสารวิจัย และตำราต่างประเทศครับ มีการอ้างอิงได้ แต่ที่ไม่ใส่ลงมาเพื่อไม่ให้อ่านแล้วลำบากสายตา ตอนต่อไปคงต่อเรื่อง บ่อตกตะกอนอีกตอน คอยติดตามครับ

                                                               ยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร


* scan0001.jpg (26.68 KB, 400x242 - ดู 3877 ครั้ง.)

* scan0002.jpg (58.04 KB, 500x444 - ดู 1217 ครั้ง.)

* scan0003.jpg (49.83 KB, 700x533 - ดู 1206 ครั้ง.)

* scan0004.jpg (64 KB, 800x464 - ดู 1196 ครั้ง.)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 14, 2011, 09:34:55 PM โดย Nicaonline » บันทึกการเข้า

ความรู้ ข่าวสาร สร้างปัญญา

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: