กันยายน 28, 2021, 12:17:36 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
  แสดงกระทู้
หน้า: 1 2 3 4 5 [6] 7 8 9 10 11 ... 160
76  ข่าวสารจากNICAonline.com / เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง / Re: การเลี้ยงปลาในระบบน้ำหมุนเวียน จากบ่อทดลองสู่ฟาร์มต้นแบบเชิงพานิชย์ เมื่อ: กรกฎาคม 20, 2010, 01:47:26 PM
ลงทุน 4 บ่อเลี้ยง 2 บ่อตกตะกอน 1ระบบบำบัด ประมาณ 200000ครับ
77  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / เศรษฐกิจคึกครื้นส่งผลกุ้งกุลาดำเมืองลุงกลับมาคึกคัก เมื่อ: กรกฎาคม 05, 2010, 02:07:56 PM
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9530000089757&Keyword=%bb%c3%d0%c1%a7

พัทลุง – นักวิชาการประมง เผย กุ้งกุลาดำไทยกำลังเริ่มกลับมีราคาดีขึ้น หลังได้สำรวจการเลี้ยงกุ้งในพื้นที่ อ.ปากกพะยูน พบว่าผู้เลี้ยงกุ้งกลับมาลงทุนขนานใหญ่ ได้ผลผลิตประมาณ 600,000 บาท/บ่อ
       
       นายชัชวิน มาลี นักวิชาการประมง สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง เปิดเผยว่า กุ้งกุลาดำไทย กำลังเริ่มกลับมา ภายหลังจากที่ได้ไปสำรวจการเลี้ยงกุ้งบริเวณ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง ช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ผู้เลี้ยงกุ้งขาว เพราะน้ำในทะเลสาบสงขลาที่จืดเป็นระยะยาว และตลาดกุ้งขาวกำลังมาแรงในช่วงนั้น แต่ช่วงต้นปี 2553 ที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีผู้เลี้ยงกุ้งเริ่มเปลี่ยนหันมาเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
       
       เนื่องจากช่วงเดือนสิงหาคม ปลายปี 2552 น้ำเค็มขึ้นมาผู้เลี้ยงกุ้งสูบน้ำมาพักเก็บไว้ในบ่อเลี้ยงและบ่อพักน้ำรวม ถึงลงทุนเบิกร่องคลองส่งน้ำเข้าในฟาร์ม สำรองไว้ใช้ และเป็นไปตามที่คาด เมื่อตลาดกุ้งขาวราคาไม่ค่อยดี จึงทยอยเปลี่ยนมาเลี้ยงกุ้งกุลาดำประมาณ 20-30 บ่อ
       
       ผู้เลี้ยงกุ้งที่ ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง ได้เก็บน้ำเค็มที่ไว้ มีพร้อมบ่อ และอุปกรณ์ก็ อีกทั้ง ราคากุ้งกุลาดำราคาก็เริ่มดี จึงกลับมาลงทุนขนานใหญ่ โดยกุ้งกุลาดำปัจจุบันนี้ ขนาด 30-40 ตัว/กก. ราคา 180-200 บาท ลงทุนปล่อยกุ้งกุลาดำประมาณ 20 บ่อ สมมติถ้าขายได้บ่อ 3 ตัน กิโลกรัมละ 200 บาท เฉลี่ยสรุปได้ประมาณ 600,000 บาท / บ่อ ถ้า 10 บ่อ จำนวน 6,000,000 บาท”
       
       นายชัชวิน กล่าวอีกว่า การเลี้ยงกุ้งกุลาดำในปัจจุบัน ถ้าอยากได้ผลดีและมีกำไร ผู้เลี้ยงกุ้งต้องอดทนรอจังหวะ ทั้งนี้โดยผู้เลี้ยงกุ้งมีบ่อพักกักเก็บน้ำไว้ เมื่อใดก็ตาม ทะเลสาบสงขลาบริเวณ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง มีน้ำเค็มขึ้นมา ผู้เลี้ยงกุ้งก็จะสูบน้ำไปพักไว้ในบ่อ เมื่อทุกอย่างเริ่มลงตัวไปหาซื้อลูกกุ้งมาปล่อยเพาะชำไว้ในบ่อ เมื่อลูกกุ้งที่เพาะชำไว้เริ่มโตแข็งแรงก็ทยอยจับขึ้นมาโดยใช้อวนเย็บเป็น ผืนขนาด 7x10 เมตร
       
       โดยการหว่านอาหารในผืนอวนเสร็จแล้วยกขึ้นมาสุ่มนับลูกกุ้งก่อนที่จะ แบ่งไปเลี้ยงในบ่อกุ้งที่เตรียมไว้ในอัตราส่วน 50,000 - 60,000 ตัว/ไร่ ซึ่งวิธีการนี้เกษตรกรบอกว่ากุ้งที่เลี้ยงก็จะไม่แน่นจนเกินไปสามารถที่จะ ยืดระยะเวลาการเลี้ยงไปได้ 4-5 เดือน อัตราการรอดก็มีสูงและเราสามารถที่จะกำหนดเลือกไซด์ขนาดให้กุ้งมีขนาดโต ขายได้มีราคา
       
       นายชัชวิน กล่าวอีกว่า หลายปีที่ผ่านมาการส่งออกกุ้งกุลาดำหรือกุ้งขาวก็ดี มักประสบปัญหาถูกกีดกันทางการค้าการส่งออกจากหลายๆ สาเหตุ เช่น เรื่องกุ้งไทยไม่ค่อยมีคุณภาพหรือมีสารตกค้างบ้าง ฯลฯ แต่ปัจจุบันหลังจากที่กรมประมง ได้เข้ามาส่งเสริมให้ผู้เลี้ยงกุ้งหยุดใช้สารเคมีต่อการเลี้ยงกุ้งเลยส่งผล ทำให้กุ้งของไทยปัจจุบัน EU เริ่มหันมามีกระแสตอบรับขยายเปิดช่องการส่งออกกุ้งไทยมากขึ้น จึงคาดว่าหากกุ้งไทยสามารถรักษามาตรฐานไว้ให้อยู่ระดับปัจจุบันหรือพัฒนา คุณภาพให้ดียิ่งขึ้นไป อนาคตกุ้งกุลาดำไทยมีโอกาสไปได้สวยแน่นอน”
78  ข่าวสารจากNICAonline.com / ซื้อขายแลกเปลี่ยนสัตว์น้ำ / Re: ต้องการ ลูกปลาเก๋าไปเลี้ยง เมื่อ: มิถุนายน 30, 2010, 03:09:31 PM
เป็นปลากินเนื้อทั้งคู่ ถ้าขนาดต่างกันคงเหลือน้อยครับ
หรือไม่  ถ้าปล่อยขนาดใกล้เคียงกัน  แต่อัตราการเจริญเติบโตต่างกัน  ก็กินกันเองอีก
สรุบว่าต้องแยกบ่อครับ  แม้ว่าจะเป็นชนิดเดียวกัน  ก็ไม่ควรเลี้ยงให้ขนาดต่างกันครับ
79  ข่าวสารจากNICAonline.com / เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง / Re: การกรองน้ำบ่อปลาคราฟ เมื่อ: มิถุนายน 29, 2010, 10:55:32 AM
ทางแก้ต้องหาระบบยูวีมาติดครับ แก้ได้ เพิ่มเติมที่นี่
http://www.nicaonline.com/webboard/index.php?topic=13357.0
80  ข่าวสารจากNICAonline.com / การฟื้นฟูทรัพยากรประมงในทะเลสาบสงขลา / น้ำเค็มหนุนทะเลสาบสงขลาประมงรายได้พุ่ง เมื่อ: มิถุนายน 25, 2010, 10:24:19 AM
24 มิถุนายน 2553 เวลา 14:42 น.
“แล้งหนัก”  น้ำเค็มหนุนทะลสาบสงขลา  ประมงมีรายได้จาก 5,000 บาท ทะยานขึ้น 30,000 บาท 

นายยงยุทธ   ปรีดาลัมพะบุตร  นักวิชาการ 8  สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง  กรมประมง  กล่าวว่า วิกฤตแล้งที่ยาวนาน ทำให้ทะเลสาบสงขลา น้ำทะเลเกิดความเค็มถึง 20 – 25 พีพีที.  ทั้งพื้นที่ฝั่ง จ.พัทลุง และ จ.สงขลา   กลับส่งผลดีทำให้ชาวประมงมีรายได้จากจับกุ้งกุลาดำเพิ่มขึ้น 20,000 – 30,000 บาท จากที่มีรายได้ประมาณ 5,000 บาทต่อราย

ทั้งนี้ โดยเฉพาะในระยะเพียง 3  เดือนที่ผ่านมา  ชาวประมงสามารถจับกุ้งกุลาดำได้แล้วถึง 20 ตัน  และตลอดทั้งปีคาดว่าจะสามารถจับได้สูงงถึง 50 ล้านตัน  ซึ่งยังไม่นับถึงกุ้งก้ามกราม  กุ้งแช่บ๊วย  ขณะนี้ราคากุ้งกุลาดำ  ราคาเคลื่อนไหวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 300 บาทต่อกก.

"ที่ผ่านมาทางสถาบันวิจัยฯ ได้ทำการปล่อยพันธุ์สัตว์ลงทะเลสาบสงขลา ตามโครงการฟาร์มทะเล โดยเฉพาะกุ้งกุลาดำ 12 ล้านตัว และกุ้งก้ามกราม 12 ล้าน และสัตว์อื่น ๆ อีก รวมแล้วประมาณ  60 ล้านตัว"นักวิชาการ 8 ฯ กล่าว

นายยงยุทธ  ยังกล่าวอีกว่า   ส่วนที่ทะเลสาบจะเกิดภาวะน้ำเสียจากการปล่อยทิ้งน้ำเสียลงมานั้น    ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อฟาร์มทะเลชุมชนทะเลสาบสงขลามากนัก เพราะสัตว์น้ำเหล่านี้ก็จะหลบหนีไปที่น้ำดี  จึงไม่มีผลกระทบต่อการเลี้ยงกุ้งฟาร์มทะเลแต่อย่างใด  ไม่เหมือนกับการเลี้ยงปลาในกะชัง เมื่อถูกน้ำเสียก็จะเสียชีวิต เพราะไม่สามารถหลบหนีได้

http://www.posttoday.com/กทม.-ภูมิภาค/ทั่วไทยทูเดย์/ปลายแหลมทอง/36057/น้ำเค็มหนุนทะเลสาบสงขลาประมงรายได้พุ่ง
81  ข่าวสารจากNICAonline.com / เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง / Re: โปรตีนสกิมเมอร์ขนาด 1000 ลิตรสำหรับระบบน้ำหมุนเวียนเลี้ยงปลา 500 ตันที่ NICA เมื่อ: มิถุนายน 02, 2010, 03:28:08 PM
ช่วงนี้เลี้ยงปลามาก  เลยถ่ายมาให้ดูอีกครั้ง
82  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การประมง / Re: ตั้งสหกรณ์รับซื้อปูดำส่งมาเลเซีย เมื่อ: พฤษภาคม 26, 2010, 01:46:36 PM
ขนาดตัวเล็กยังไม่เว้นเลย อนาคตน่าจะไม่มีปูดำให้จับ  น่าจะได้ปล่อยไว้จับวันข้างหน้าบ้างครับ
ช่วยสร้างจิตสำนึกกันหน่อย
83  ข่าวสารจากNICAonline.com / ข่าวจากNICAonline / เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในช่วงฤดูร้อน ให้ระวังในเรื่องของอาหาร การเกิดโรคและสีข เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2010, 10:52:18 PM
ข่าว สันติภาพ รามสูต สงขลา / ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในช่วงฤดูร้อน ให้ระวังในเรื่องของอาหาร การเกิดโรคและสีของน้ำในบ่อ รวมไปถึงการใช้เครื่องตีน้ำเพิ่มออกซิเจนในช่วงกลางคืนด้วย

       

      นายคมน์ ศิลปาจารย์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง จังหวัดสงขลา เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากช่วงนี้อุณหภูมิอากาศค่อนข้างสูง และน่าจะต่อเนื่องไปจนถึงปลายเดือนพฤษภาคม นี้ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจึงต้องควรระวังในเรื่องการให้อาหารและควบคุมการให้อาหารกุ้งอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงทำให้กุ้งกินอาหารได้ดีขึ้น แต่เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง เกษตรกรจะต้องลดการให้อาหารลงทันที เพราะกุ้งจะหยุดกินอาหาร จะทำให้อาหารเหลือตกค้างอยู่ในบ่อ เราจึงต้องควบคุมการให้อาหารอย่างใกล้ชิด

       

      ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือให้ระวังในเรื่องสีของน้ำ จะต้องคอยดูแลสีของน้ำให้ดี อากาศที่อุณหภูมิสูงและแสงแดดดีบวกกับเศษอาหารที่เหลือตกค้างในบ่อ จำให้สีน้ำเข้มและทำให้คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมลง เพราะฉะนั้นจะต้องควบคุมสีน้ำอย่างใกล้ชิด โดยอย่าพยายามให้สีน้ำเข้มจนเกินไป ซึ่งมีความหมายว่า ในช่วงกลางวันออกซิเจนมันจะสูงมาก แต่ในทางตรงกันข้ามในช่วงกลางคืนออกซิเจนจะต่ำมาก เกษตรกรจึงต้องเพิ่มออกซิเจนในบ่อเลี้ยงโดยเพิ่มเครื่องตีน้ำในช่วงกลางคืน อันนี้สำคัญมาก เพราะหากออกซิเจนในบ่อไม่พอกุ้งจะตายยกบ่อ

       

      ในขณะเดียวกันหากในบ่อเลี้ยงมีปริมาณออกซิเจนต่ำให้ระวังการเกิดโรคตัวแดงดวงขาวที่มีความรุนแรง และทอรา อาจมีความรุนแรงในกรณีในบ่อมีกุ้งหนาแน่น ในปริมาณออกซิเจนต่ำ ที่ผ่านมาการป้องกันแก้ไขเกษตรกรจะต้องไม่ลงกุ้งหนาแน่น แต่ให้ลงกุ้งขาว 60,000-70,000 ตัวต่อไร่ ให้ออกซเจนเพียงพอ ให้จุลินทรีย์ Bacillus ทุก 3 วัน ผลการเลี้ยง ได้ผลดี กุ้งโตดี 50-60 ตัว/กก. ภายในระยะเวลา 4 เดือน ไม่พบการเกิดโรค

84  ข่าวสารจากNICAonline.com / ข่าวจากNICAonline / เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเพิ่มออกซิเจนในน้ำ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2010, 10:51:24 PM
ข่าว สันติภาพ รามสูต สงขลา / เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเพิ่มออกซิเจนในน้ำ เพื่อลดปัญหาการตายของปลาและแก้ปัญหาน้ำตายในช่วงหน้าร้อน

 http://76.nationchannel.com/playvideo.php?id=80953     

      หลังจากที่มีคำเตือนจากสถาบันเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดสงขลา สำหรับผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังที่เกาะยอในช่วงหน้าร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่ปลามีการเจริญเติบโตดี เพราะฉะนั้นการควบคุมในเรื่องอาหารเป็นสิ่งสำคัญ และเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาควรระวังอย่างยิ่งในช่วงเดือนมีนาคม – กรกฎาคม ของทุกปี ซึ่งพบว่ามีปัญหาในเรื่องปลาตายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากในช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่น้ำตาย โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนบวกกับออกซิเจนในน้ำค่อนข้างต่ำมาก เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังต้องเตรียมการให้ดีก่อนเดือนมีนาคม-กรกฎาคม ควรจะทำการเปลี่ยนถ่ายกระชังลูกใหม่หรือทำความสะอาดกระชัง เพื่อให้น้ำสามารถไหลหมุนเวียนได้คล่องตัวมากขึ้น อีกทั้งควรเลี้ยงปลาอย่าให้หนาแน่นเกินไปหรือควรที่จับปลาทยอยขายก่อน

       

      ในขณะเดียวกันนางบุหงา ทีปรักษ์พันธ์ เกษตรกรเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังที่เกาะยอ ได้ทำการติดตั้งเครื่องปั้มอากาศระบบอัตโนมัติเพื่อเพิ่มออกซิเจนในกระชังเลี้ยงปลากะพงขาวในช่วงที่น้ำตาย เมื่อสภาพน้ำตายหรือไม่มีการไหลของน้ำเครื่องจะทำงานทันที โดยการส่งเสริมของกรมประมงเพื่อเป็นการนำร่องในการช่วยเพิ่มออกซิเจนให้ปลาในกระชัง เนื่องจากอุณหภูมิของน้ำที่สูง มันจะส่งผลกระทบกับตัวปลาและออกซิเจนในน้ำลดลง สำหรับการใช้เครื่องปั้มอากาศในกระชังเลี้ยงปลากะพงขาวนับว่าได้ผลดี ช่วยลดปัญหาการตายของปลาและแก้ปัญหาน้ำตายในช่วงหน้าร้อนได้เป็นอย่างดียิ่ง

       

      นางบุหงา ทีปรักษ์พันธ์ เกษตรกรเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังที่เกาะยอ กล่าวว่า ได้ใช้เครื่องปั้มอากาศในกระชังเลี้ยงปลามาเป็นเวลา 8 เดือน ปรากฎว่า ได้ผลดี ลูกปลาตายน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับกระชังข้างเคียงโดยรอบ ปลากินอาหารดี และช่วงน้ำตายปลามีออกซิเจนหายใจตลอดเวลา อยากให้ผู้เลี้ยงปลาในกระชังอื่นๆนำไปใช้บ้างเพราะที่บ้านทำแล้วเห็นผลดี จึงอยากบอกต่อ

85  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การประมง / กรมประมงสั่งวางแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นทั่วประเทศ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2010, 11:37:43 AM
 http://www.thairath.co.th/content/edu/64229
กรมประมงสั่งวางแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นทั่วประเทศแจ้งเตือนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เตรียมรับมือ หลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น..

นายสุรจิตต์ อินทรชิต รองอธิบดีกรมประมง เผยว่า ในช่วงกลางเดือน ก.พ. จนถึงกลางเดือน พ.ค. จะเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนทิศทางลม ส่งผลให้สภาวะอากาศทั่วประเทศร้อนอบอ้าว ในการเฝ้าระวังสถานการณ์ และเตรียมความพร้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้วางแผนเพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นทั่วประเทศ ซึ่งได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ คือ ก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย ทั้งนี้ จะปรับเปลี่ยนให้ทันต่อสถานการณ์ทุก 3 เดือน เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันช่วยเหลือเกษตรกรอย่างทันท่วงที

กรมประมงได้เตรียมการรับสถานการณ์ โดยจะมีการแจ้งเตือนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้ได้ทราบถึงช่วงระยะเวลาที่อาจเกิดขึ้น วางแผนหาวิธีการป้องกัน ดูแล และแก้ไข หลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น โดยแนะนำผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควรควบคุมการใช้น้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด ป้องกันการรั่วซึม หรือจัดทำร่มเงาให้กับบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ควรจัดเตรียมหาแหล่งน้ำสำรองไว้ใช้เพิ่มเติม และจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นมาจำหน่ายหรือบริโภคก่อน เพื่อลดปริมาณสัตว์น้ำภายในบ่อ พร้อมลดการให้อาหารสัตว์น้ำลง ควรปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่เพื่อลดระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยลง

นายสุรจิตต์ เผยอีกว่า กรมได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคให้เตรียมรับสถานการณ์ หากเกิดผลกระทบทางด้านประมง ก็ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน หลังเกิดภัยแล้งจะดำเนินการใช้เงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัดตามระเบียบกระทรวงการคลังว่า ด้วยการจ่ายเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2546 และแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งได้ทันที ทั้งนี้ เกษตรกรจะต้องขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของกรมประมง ก่อนเกิดภัยพิบัติเท่านั้น สอบถามเพิ่มเติมที่ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง กรมประมง โทรศัพท์ 0-2558-0218 หรือ E-mail phithan_n @hotmail.com
86  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การประมง / ประกาศปิดอ่าวไทย ฤดูปลาวางไข่ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2010, 11:35:49 AM
ประกาศปิดอ่าวไทย ฤดูปลาวางไข่
 
 12 กพ. 2553 17:41 น.
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=432127

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 ก.พ. 2553 นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดชุมพร ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้าราชการและชาวประมงจังหวัดชุมพร และชาวประมงนักเรียนในพื้นที่ ร่วมกันประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในฤดูปลามีไข่ วางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ที่ท่าเทียบเรือองค์การบริหารส่วนจังหวัดชุมพร ตามมาตรการปิดอ่าวฝั่งทะเลอ่าวไทยเป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2553

ทั้งนี้จากการศึกษาวิจัยของกรมประมงพบว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี บริเวณอ่าวไทยตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีสัตว์น้ำหลายชนิดโดยเฉาพะปลาทู สัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศ เข้ามาวางไข่และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน กรมประมงจึงมีมาตรการกำหนดห้ามทำการประมงด้วยเครื่องมือ ทำการประมงบางชนิดที่อาจมีผลต่อพ่อแม่พันธุ์และสัตว์น้ำในวัยอ่อนในพื้นที่ของทั้ง 3 จังหวัด เพื่อการอนุรักษ์สัตว์น้ำไว้ใช้อย่างยั่งยืน



 
 
 
 
87  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / สถานการณ์การระบาดของโรคกุ้งทะเล อย่างรุนแรง ในอินโดนีเซีย เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2010, 11:34:48 AM
อธิบดีกรมประมง  เผยสถานการณ์การระบาดของโรคกุ้งทะเล  อย่างรุนแรง ในอินโดนีเซีย  ระบุโรคไอเอ็มเอ็นในกุ้งทะเลยังไม่สามารถหาวิธีที่จะควบคุมและหยุดยั้งการระบาดได้อย่างถาวร-ไทยพร้อมรับมือ..

นางสมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยถึงสถานการณ์การระบาดของโรคกุ้งทะเลที่เรียกว่าโรคไอเอ็มเอ็น (Infectious Myonecrosis) อย่างรุนแรงในกุ้งทะเล ในประเทศอินโดนีเซีย ว่า เพราะปัจจุบันโรคไอเอ็มเอ็นในกุ้งทะเลยังไม่สามารถหาวิธีที่จะควบคุมและหยุดยั้งการระบาดได้อย่างถาวร จึงมีการแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางในกุ้งขาว กุ้งฟ้า และกุ้งกุลาดำ เนื่องจากเชื้อตัวนี้สามารถแฝงตัวอยู่ในตัวกุ้งที่หายป่วย หรือกุ้งที่หายป่วย ยังคงมีสภาพเป็นพาหะของโรคอาจทำให้เกิดการระบาดของโรคขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การสังเกตของกุ้งที่เป็นโรคนี้จะมีอาการที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน คือ กินอาหารน้อยลง ต่อจากนั้นบริเวณเปลือกบางส่วน และกล้ามเนื้อก็จะกลายเป็นสีแดง

อธิบดีกรมประมง  กล่าวอีกว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังอยู่ในสถานะปลอดจากโรคไอเอ็มเอ็น แต่ก็จะประมาทมิได้  กรมประมงจึงจัดเตรียมมาตรการรับมือกับปัญหาดังกล่าวในเบื้องต้นเป็น 2 ระยะ คือ เตรียมออกประกาศให้ผู้ประกอบการที่จะนำเข้ากุ้ง รวมถึงสินค้ากุ้งจากต่างประเทศต้องตรวจสอบแหล่งผลิตของสินค้าก่อนนำเข้าโดยต้องแนบใบรับรองสุขภาพสัตว์น้ำ ที่ระบุว่าปราศจากโรคไอเอ็มเอ็น และได้ประสานกรมปศุสัตว์เพื่อออกประกาศโรคไอเอ็มเอ็นเป็น "โรคระบาด" ตามกฎหมายโรคระบาดสัตว์ เพื่อจะได้สามารถดำเนินการตาม พ.ร.บ. โรคระบาดสัตว์ได้ต่อไป
http://www.thairath.co.th/content/edu/65023
88  ข่าวสารจากNICAonline.com / การฟื้นฟูทรัพยากรประมงในทะเลสาบสงขลา / เร่งแก้ปัญหาวิกฤติของทะเลสาบสงขลา เมื่อ: กุมภาพันธ์ 16, 2010, 11:32:59 AM
เร่งแก้ปัญหาวิกฤติของทะเลสาบสงขลา
 
 15 กพ. 2553 05:51 น.
http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=432360

นาย วิรัตน์ กัลยาศิริ ,นายเจือ ราชสีห์ ,นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นาย ธำรงค์ เจริญกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และตัวแทนจาก กรมประมง,กรมเจ้าท่า,กรมทรัพยากรชายฝั่ง และนายประยูร จันทวงศ์ ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ช่อง 11 จังหวัดสงขลาออกสำรวจทะเลสาบสงขลา ที่กำลังประสบปัญหาวิกฤติร่องน้ำเดินเรือในทะเลสาบสงขลาเกิดการตื้นเขิน และทำให้สัตว์น้ำที่มีอยู่กว่า 200 ชนิด ในปัจจุบันเหลืออยู่ในทะเลสาบเพียง 20 กว่าชนิด เนื่องจากสัตว์น้ำไม่สามารถวางไข่ได้

ต่อจากนั้น นายวิรัตน์ฯ และคณะได้เดินทางมาชี้แจงทำความเข้าใจ และรับฟังความคิดเห็นจาก อบต. และผู้นำหมู่บ้านในพื้นที่จาก 3 ตำบลได้แก่ ตำบลป่าขาด,ปากรอ และทำนบ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สมาชิกสภาผู้แทนจังหวัดสงขลา เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบปัญหาวิกฤติของทะเลสาบสงขลาแล้ว และได้สั่งให้จังหวัดสงขลา และกลุ่ม สส.ในพื้นที่ ได้เริ่มดำเนินการในการแก้ปัญหาให้เป็นรูปธรรม ซึ่งการแก้ปัญหาจะเริ่มดำเนินการจากพื้นที่ทะเลสาบตอนล่าง ซึ่งมีพื้นที่อยู่ปราณ 400 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 5 แสนไร่ โดยการเจรจากับชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อขอทำการขุดลอกเป็นระยะทาง 120 เมตร ลึก 3 เมตร ให้เป็นร่องน้ำ เพื่อให้น้ำเค็มสามารถเข้ามาในพื้นที่ทะเลสาบได้ จะทำให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่สามารถจับสัตว์น้ำได้มากขึ้น อีกทั้งยังสามารถช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ อำเภอเมืองสงขลา และ จังหวัดพัทลุง ได้อีกด้วย ซึ่งจากการพูดคุยในวันนี้ ก็ได้ผลตอบรับจากตัวแทนชาวบ้านในพื้นที่เป็นที่น่าพอใจ

 
 
 
 
89  Aquaculture and Fisheries News / Aquaculture News / Ecuador El Nino Update เมื่อ: มกราคม 26, 2010, 08:30:54 PM

 
During December 2009, El Nino continued to grow stronger and is now expected to last at least through April/May/June 2010.
 
Expected El Nino impacts during January-March 2010 include drier-than-average conditions over Indonesia and more rain in coastal Peru and Ecuador.  For the contiguous United States, potential El Niño impacts include above-average precipitation for the southern tier of the country, with below-average precipitation in the Pacific Northwest, while below-average temperatures are expected for the southcentral and southeastern states.
 
Source: Climate Prediction Center.  El Nino/Southern Oscillation (ENSO) Diagnostic Discussion (a downloadable PDF or Word file).  January 7, 2010.
 
90  Aquaculture and Fisheries News / Aquaculture News / FDA Will Continue to Prevent Shrimp Imports from China เมื่อ: มกราคม 26, 2010, 08:29:45 PM
FDA Will Continue to Prevent Shrimp Imports from China

Translated to Chinese Below

 
According to Benjamin L. England of FDAImports.com (legal counsel and advice on international trade), in a surprise policy shift, on January 10, 2010, the U.S. Food and Drug Administration’s Office of Seafood stated unequivocally that it will continue to prohibit most Chinese seafood firms from shipping certain products like shrimp and catfish to the United States, simply because it was “too cumbersome” for FDA to comply efficiently with its own rules or to apply its own recent Chinese inspection data to assess compliance with agency requirements.  England said, “FDA told me today that none of the inspections recently conducted in China will be used to exempt any new Chinese seafood processors from FDA import alert 16-131,” which has been in effect since August 2007.  “This comes as a real shock,” continued England.  “Everyone in the industry thought FDA was busy reviewing the inspection audits from late 2009 in order to assess which firms FDA could exempt from import alert 16-131.  Those Chinese firms have been sitting on the edges of their seats waiting for the new expanded exemption list and a new hope of exporting freely to the U.S.  FDA even told me and some of my clients in the early spring of 2009 that its inspectors would be going to China to conduct inspections for the purpose of expanding the exemption list.  This is a disaster for the Chinese seafood industry.”
 
Prior to August 2007, a Chinese seafood processor could ship seafood to the U.S. as long as it had a good history and there was no evidence of a problem with that firm’s product.  Then, in August 2007, FDA issued Import Alert 16-131: “Detention Without Physical Examination of Aquacultured Catfish, Basa, Shrimp, Dace and Eel from China,” under which all shipments of Chinese shrimp and catfish were automatically detained, requiring importers to test the product to prove it was not contaminated with antibiotics.  England said, “Those automatic Chinese seafood detentions cost money in terms of testing and storage and extensive delays, sometimes months at a time, before FDA would release the shipments one by one.”
 
The import alert, which remains in effect today, states that a Chinese seafood processor can be exempted from the alert if the firm successfully shipped five clean shipments to the U.S. (proven clean by private laboratory testing) and the firm submitted an inspection report conducted by an “appropriate” third-party inspection company or government agency.  It became clear soon after FDA issued that guidance, however, that there was no such thing as an “appropriate” third-party inspection company or government agency—not even the U.S. Department of Commerce’s Seafood Inspection Service (USDC/SIS), a sister federal agency, was “appropriate” in the eyes of FDA’s Office of Seafood.  This “appropriate” third-party inspection requirement, according to FDA Commissioner Dr. Margaret Hamburg, may not even be within FDA’s authority.  FDA has repeatedly testified that it needs broader authority to create third-party inspection programs for food firms, and Congress has offered that broadened authority in several bills, including the Food Safety Enhancement Act of 2009.  None of those bills have become law.
 
In the summer of 2008, and without any new grant of authority from Congress, FDA sent inspectors to China to audit AQSIQ—a Chinese agency similar to FDA—and USDC/SIS, which routinely inspects Chinese seafood processors.  Although FDA did not inspect any seafood facility, FDA did use the information obtained from these third-party inspection services coupled with FDA’s own observations during the inspections to assess the compliance status of each processor.  “FDA was auditing the auditors but able to see the actual operations because FDA was present during the audit,” England explained.  After those visits FDA concluded that neither AQSIQ nor USDC/SIS were “appropriate” third-party inspectors because they could not perform the inspections to FDA’s satisfaction.  In November 2008, however, FDA used the third-party inspections and the agency’s own observations to place about a dozen Chinese seafood processors on the import alert’s exemption list, sparing them from the costs and delays caused by the import alert.
 
In January 2009, FDA published a new program for using third-party inspection data, even though FDA had not been given any new authority to do so.  Soon thereafter FDA initiated a third-party certification pilot program and accepted five private firms that applied to be third-party inspectors.  FDA still had received no new authority from Congress to do so.  Finally, in autumn 2009, FDA sent agents to China again to supervise third-party inspection services under this new pilot program and a number of Chinese seafood processors were inspected, again with FDA present during the inspections.  Every industry participant believed FDA would again use its own observations, if necessary, to assess the compliance of the firms being inspected and exempt those seafood processors that were found to be in compliance.
 
On January 10, 2010, however, during a conversation with FDA’s Office of Seafood, FDA reports the inspections were only to advance the new third-party certification pilot program, which it hopes to implement, and nothing else.  Therefore, none of the facilities inspected by FDA in 2009 will be evaluated for exemption from import alert 16-131.  FDAimports.com owner, Benjamin England notes, “This shift in policy is wholly unknown to and unexpected by the Chinese seafood industry or U.S. seafood importers or, I dare say, the Chinese government.  Everyone is waiting for FDA to issue its new exemption list.  Apparently, FDA would rather travel to China to do what it does not have the authority to do and not do what it clearly has the authority to do.  It makes no sense to me whatsoever.”
 
At this point, no firm can be added to the exemption list without an inspection by an “appropriate” third party.  ...Rather than performing the functions FDA has the authority to perform, namely conducting inspections of seafood processors, FDA spent its resources traveling to China to perform functions it does not have the authority to perform, namely advancing a pilot third-party inspection program that even the agency’s Commissioner doubts FDA has the statutory authority to implement.

http://www.shrimpnews.com/FreeNews.html
หน้า: 1 2 3 4 5 [6] 7 8 9 10 11 ... 160