กันยายน 28, 2021, 12:04:53 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
  แสดงกระทู้
หน้า: 1 2 3 4 [5] 6 7 8 9 10 ... 160
61  ข่าวสารจากNICAonline.com / เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง / A Review of Automated Control Systems for Aquaculture แปลไทยโดย admin เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2011, 02:07:57 PM
A Review of Automated Control Systems for Aquaculture
and Design Criteria for Their Implementation
Phillip G. Lee
Marine Biomedical Institute, University of Texas Medical Branch, 301 University Blvd,
Galveston, TX 77555-0863, USA

ระบบควบคุมอัตโนมัติ ช่วยระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำความหนาแน่นสูงดังนี้

1.แหล่งเพาะเลี้ยงสามารถย้ายไปอยู่ใกล้ตลาด
2.ปรับปรุงด้านการควบคุมสิ่งแวดล้อม
3.ลดการสูญเสีย การตายของสัตว์น้ำ
4.หลีกเลี่ยงปัญหากฎหมายผลกระทบสิ่งแวดล้อม เช่น ในน้ำทิ้ง
5.ลดการจัดการและต้นทุนแรงงาน
6.ปรับปรุงคุณภาพสัตว์น้ำให้คงที่

   ระบบควบคุมอัตโนมัติ แบ่งเป็น 2 ประเภท : 1. ระบบควบคุมและจัดการข้อมูล (Data acquisition and control system) สำหรับงานวิจัยขนาดเล็ก 2. ระบบควบคุมและประเมินผลแบบศูนย์รวม (Supervisory control and data acquisition) หรือ ระบบควบคุมแบบกระจาย (Distributed control system) ใช้ในงานปฏิบัติการขนาดใหญ่

ระบบควบคุมที่กำหนดเอง (Custom control system)
   ระบบควบคุมที่กำหนดเองรุ่นแรกเป็นระบบที่ใช้ PC เป็นตัวควบคุมสภาพสิ่งแวดล้อม สำหรับระบบเลี้ยงพ่อแม่ปลาทะเล (Schlieder, 1984 ; Plaia 1987) ระบบนี้สามารถติดตามและควบคุมช่วงเวลาที่ต้องการให้แสง อุณหภูมิ ระดับน้ำ นอกจากนี้ยังสามารถแจ้งเตือนเมื่อมีเหตุขัดข้อง ระบบควบคุมที่กำหนดเองนี้ประกอบด้วย ไมโครคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์บันทึกข้อมูล (Data logger) และอุปกรณ์ควบคุมระยะไกล (Remote controller module) (Ebeling and Piedrahita, 1985 ; Piedrahita et al., 1987 ; Madenjian el al., 1988 ; Losordo el al., 1988 ; Ebeling and Losordo, 1989 ; Green and Teichert - Coddington, 1991 ; Ebeling, 1991.

ระบบควบคุมเหล่านี้แตกต่างกันที่ตัวแปรที่ใช้วัดและควบคุม ตัวแปรที่ใช้วัดและติดตามมากที่สุด ได้แก่ ออกซิเจนที่ละลายน้ำ อุณหภูมิน้ำ, PH, อุณหภูมิอากาศ, การแผ่รังสีของแสงอาทิตย์, ความชื่นสัมพัทธ์, ปริมาณน้ำฝน, ความเร็วลดและทิศทาง การควบคุมปั๊มน้ำวาล์ว ตลอดจนเครื่องเติมอากาศลงในน้ำ ระบบเหล่านี้ใช้ในการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพน้ำในบ่อ สำหรับการพัฒนาโมเดลคุณภาพน้ำ

   ระบบการเลี้ยงหอยและให้อาหารพวกสาหร่ายโดยอัตโนมัติ ออกแบบโดย Rureh and Malone (1989, 1991, 1993) ระบบควบคุมประกอบด้วย PC, อุปกรณ์ ควบคุมและรับส่งข้อมูล ขนาด 58 ช่อง และโมดูลการควบคุมระยะไกล ระบบติดตามอุณหภูมิน้ำ ระดับน้ำ การนำไฟฟ้า PH แสงแดดและแสงฟลูออเรสเซ็น ของการเลี้ยงสาหร่ายทะเล นอกจากนี้ระบบควบคุมน้ำ ออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย โดยการปิดเปิดวาล์ว, ปั๊มน้ำ ตลอดจนปั๊มน้ำที่สามารถปรับอัตราการไหลได้

ระบบที่ออกแบบโดยการกำหนดเอง สำหรับติดตาม ความเข้มข้นของแก๊สในระบบการเลี้ยงปลา rainbow trout โดยการใช้ Saturometer, วัดออกซิเจน Thermocouple, barometer และ transportable data logger (Lyon el al., 1993) ระบบนี้สามารถประเมินการทำงานของ packed degarring column ได้แม่นยำ และอธิบายรูปแบบการเปลี่ยนแปลงออกซิเจนรายวัด ตลอดจน ความเข้มข้นของแก๊สทั้งหมดที่ละลายในน้ำของระบบการเลี้ยงปลา ในที่สุดได้มีการออกแบบซอฟต์แวร์สำหรับควบคุมและติดตามออกซิเจนที่ละลายน้ำ, PH, อุณหภูมิ ในการควบคุมออกซิเจนที่ละลายน้ำ ระบบสามารถให้ aerator ทำงาน และมีระบบนำแก๊สออกซิเจนมาใช้งาน (Munaringhe el al., 1993) มีการนำ PC มาใช้งานร่วมกับ บอร์ด analog-to-digital conversion เพื่อเชื่อมกับเซ็นเซอร์ต่าง ๆ โปรแกรมซอฟต์แวร์ใช้ในการกระตุ้นระดับของออกซิเจนที่ละลายน้ำ ในระบบเลี้ยงปลาแบบน้ำหมุนเวียน

   อีกรูปแบบหนึ่งของการใช้การควบคุมแบบกำหนดเองในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คือ ระบบการให้อาหารอัตโนมัติ ใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ ในการประมาณและควบคุมการให้อาหารในโรงเพาะปลา เช่นเดียวกันกับการวัดและควบคุมอุณหภูมิ (Hoy, 1985) ระบบการให้อาหารอัตโนมัติที่ทดลองเกี่ยวกับอัตราส่วนและความถี่ในการให้อาหาร ได้รายงานไว้ใน Ruohonen (1987)

อีกระบบหนึ่งที่ให้อาหารอัตโนมัติ ไม่เพียงแต่ป้อนอาหารไปยังกุ้งมังกรที่เลี้ยงอยู่ในแต่ละช่อง ยังบันทึกอัตราการให้อาหารที่ให้กุ้งมังกรแต่ละตัว (Grimren et al., 1987) ระบบนี้ประกอบด้วยไมโครคอมพิวเตอร์พร้อมกับโปรแกรมที่ควบคุมแบบกำหนดเองและเครื่องให้อาหารชนิดลมรับที่ควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ ระบบให้อาหารอัตโนมัติขนาดใช้งานจริง 30 หัวจ่าย สำหรับการเลี้ยงปลา rainbow trout (Widmyer and Widmyer, 1993) ตัวควบคุม central digital ตั้งค่าความเร็วมอเตอร์ของอุปกรณ์พ่นอาหาร ดังนั้นระบบนี้จึงสามารถควบคุมอัตราการให้อาหาร เช่นเดียวกับความถี่ในการให้อาหาร

   งานวิจัยด้านการให้อาหารอัตโนมัติก้าวหน้าไปอีกชิ้นหนึ่งโดยการใช้พฤติกรรมการกินอาหาร (ความถี่) เพื่อทำนายความเครียดซึ่งเกิดจากสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ, การลดลงของออกซิเจน หรือ การติดเชื้อโรค (Anthouard and Wolf, 1988) ระบบนี้ประกอบด้วยไมโครคอมพิวเตอรที่ติดตั้งด้วยอุปกรณ์เปลี่ยนสัญญาณที่รับมาจากอุปกรณ์ให้อาหารที่กระตุ้นโดยปลา เซ็นเซอร์ที่ใช้สำหรับวัดการเคลื่อนที่แบบ Electromechanical ได้ถูกพัฒนาขึ้นและใช้ติดตามการว่ายน้ำของปลา Rainbow trout ที่เลี้ยงในระบบน้ำหมุนเวียน (Fabregas et al., 1993) เซ็นเซอร์และระบบการบันทึกที่ใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ สามารถตรวจจับ การว่ายน้ำของปลาที่เพิ่มขึ้นในช่วงการกินอาหาร  และการว่ายน้ำที่ช้าลงในช่วงออกซิเจนในน้ำลดต่ำลง เทคนิคในการติดตามดูพฤติกรรมการว่ายน้ำ แสดงให้ถึงความก้าวหน้าที่สำคัญในการควบคุมระบบการผลิตสัตว์น้ำ

   ด้วยความก้าวหน้าในการวิจัยทำให้การออกแบบระบบที่กำหนดเองขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้ออกแบบ, การเลิกใช้ระบบควบคุมบ่อยครั้งที่เป็นเพราะการออกแบบโดยลูกจ้างเพียงคนเดียว เมื่อเขาย้ายไปทำงานที่อื่น ถ้าไม่มีใครที่พร้อมจะเข้าไปใช้งาน ก็จะไม่เกิดประโยชน์ เนื่องจากถ้าระบบเสีย ไม่มีใครสามารถซ่อมแซมแก้ไขได้
 
โปรดติดตามตอนต่อไป
62  งานราชการ ประกาศ สมัครงาน หางาน งานราชการ การจัดซื้อจัดจ้าง / งานราชการ / มหาวิทยาลัยขอนแก่น รับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าปฏิบัติงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ตั้งแ เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2011, 09:31:32 AM
มหาวิทยาลัยขอนแก่น รับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าปฏิบัติงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว  ตั้งแต่บัดนี้ - 2 ธันวาคม 2554

 มหาวิทยาลัยขอนแก่น รับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าปฏิบัติงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว
  ตำแหน่งนักสารสนเทศ สังกัดสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น
 
  สมัครทางอินเตอร์เน็ต ที่ http://personweb.kku.ac.th
 
 
  รับสมัครบัดนี้ - 2 ธันวาคม 2554
 
http://www.goosiam.com/work/job/question.asp?gid=14416
63  งานราชการ ประกาศ สมัครงาน หางาน งานราชการ การจัดซื้อจัดจ้าง / งานราชการ / สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน รับสมัคร 11 อัตรา บัดนี้ - 28 พ.ย. 54 เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2011, 09:28:02 AM
สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน รับสมัครสอบแข่งขัน
 
  พนักงานสายวิชาการ จำนวน 9 อัตรา
  - อาจารย์ ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์
  - อาจารย์ ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
 
  พนักงานสายสนับสนุนวิชาการ จำนวน 2 อัตรา
  - นักวิทยาศาสตร์
  - เ้จ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป
 
  ตั้งแต่บัดนี้ - 28 พฤศจิกายน 2554
 
   
   รายละเอียดเพิ่มเติม www.ptwit.ac.th

http://www.goosiam.com/work/job/question.asp?gid=14415
64  งานราชการ ประกาศ สมัครงาน หางาน งานราชการ การจัดซื้อจัดจ้าง / งานราชการ / สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานสถาบันห เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2011, 09:26:59 AM
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานสถาบันหลายอัตรา รับสมัครตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554

 สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ)
 รับสมัครงาน ดังนี้
 1. ขยายเวลาการรับสมัครสอบแข่งขัขเพื่อบรรจุบุคคลเป็นพนักงานสถาบัน
 ตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบาบและแผนปฏิบัติการ
 สังกัดกองกลาง สำนักงานอธิการบดี
 จำนวน 1 อัตรา เงินเดือน 11,680 บาท
 โดยสมัครด้วยตนเองได้ที่ กองบริหารทรัพยากรบุคคล
 ชั้น 7 อาคารนราธิปพงศ์ประพันธ์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2554
 รายละเอียด http://202.44.72.18/personel/home/images/stories/04-11-54.pdf หรือ http://personnel.nida.ac.th/
 ติดต่อสอบถามได้ โทร 0 2727 3409
 2. รับสมัครคัดเลือกเพื่อปฏิบัติงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว
 ตำแหน่งพนักงานสถานที่ ระดับ บ 1 สังกัดกองกลาง สำนักงานอธิการบดี
 จำนวน 1 อัตรา เงินเดือน 5,340 บาท
 โดยสมัครด้วยตนเองได้ที่ กองบริหารทรัพยากรบุคคล
 ชั้น 7 อาคารนราธิปพงศ์ประพันธ์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2554
 ดูรายละเอียดได้ที่http://202.44.72.18/personel/home/images/stories/07-11-54.pdf
 หรือ http://personnel.nida.ac.th/
 ติดต่อสอบถามได้ โทร 0 2727 3409
 3. ศูนย์สำรวจความคิดเห็นของประชาชน "นิด้าโพล" สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
 รับสมัคร ผู้จัดการศูนย์สำรวจความคิดเห็นของประชาชน "นิด้าโพล"
 จำนวน 1 อัตรา เงินเดือน 40,000 บาท
 ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2554
 โดยมีคุณสมบัติ ดังนี้
 1. จบการศึกษาระดับปริญญาโท
 2. อายุตั้งแต่ 35 - 45 ปี
 3. มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการ คิดหัวข้อประเด็นที่จะทำการสำรวจ
 และสรุปรายงานการสำรวจ
 4. มีความสามารถในการประสานงานกับสื่อมวลชน
 ติดต่อสอบถามและสมัครได้ที่ ศูนย์สำรวจความคิดเห็นของประชาชน "นิด้าโพล" โทร 0 2727 3308
 หรือ nida_poll@nida.ac.th หรือ nida_poll@hotmail.com

http://www.goosiam.com/work/job/question.asp?gid=14413
65  ข่าวสารจากNICAonline.com / เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง / Re: สาธิตเลี้ยงปลาทะเลในบ่อไฟเบอร์กลาสมีระบบน้ำหมุนเวียน ได้กว่า 100+กก/1ลบม. เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2011, 09:24:28 PM
เอาออกไปพร้อมๆกับน้ำที่เอาไปบำบัดครับ  ปลาแน่นแบบนี้ก็ดีอย่างเหมือนเอาอะไรคนตลอดเวลา ตะกอนไม่ค่อยจะได้ตกพื้น
66  ข่าวสารจากNICAonline.com / เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง / การเลี้ยงปลาทะเลในระบบน้ำหมุนเวียน ตอน 2 คำนวณวัสดุกรองและบ่อตกตะกอน เมื่อ: มกราคม 14, 2011, 03:39:30 PM
การเลี้ยงปลาทะเลในระบบน้ำหมุนเวียน  ตอน 2 คำนวณวัสดุกรองและบ่อตกตะกอน

   การออกแบบ RAS ต้องคำนึกถึงหลักการสมดุลของมวลสาร (mass balance) ฟังดูแปลกใช่มั้ย คือว่าต้องแยกแยะว่า ในการเลี้ยงปลา ผลผลิตที่คาดหวังว่าจะได้เท่าไร ได้เป็นความหนาแน่นที่ต้องเลี้ยงปลาเป็นกี่ตัว/ลบ.ม.  จากนั้นจึงคำนวณอาหารว่าเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวปลาทั้งหมด จำนวนอาหารที่ต้องให้ทั้งหมดต่อวัน คำนวณออกมาเป็น TAN (total ammonia nitrogen)
   เมื่อได้ปริมาณ TAN ที่ระบบผลิตออกมาแล้วจึงไปออกแบบระบบบำบัดว่า ควรมีบ่อตกตะกอนใหญ่แค่ไหน ตัวกรองชีวภาพควรมีพื้นที่เท่าไร เพื่อที่จะลดแอมโมเนียให้อยู่ในระดับที่ปลาสามารถเจริญเติบโตได้อย่างปลอดภัย โดยปกติแล้วเราให้อาหารปลาประมาณวันละ 3-6% ของน้ำหนักตัว ในอาหารมีโปรตีนอยู่ประมาณ 30-60% จากข้อมูลประสิทธิภาพการบำบัดแอมโมเนีย และการเกิดแอมโมเนียในระบบน้ำมาคำนวณอัตราการไหลเวียนน้ำ/วัน เพื่อที่จะรักษาระดับของแอมโมเนียในน้ำให้อยู่ในระดับที่เราต้องการ

รายละเอียดการคำนวณวัสดุกรอง ดูที่

http://www.nicaonline.com/webboard/index.php?topic=7786.0

   มีผู้ศึกษาเรื่องตะกอนได้กล่าวว่าทุกๆ 1 กก. ของอาหารเม็ดที่เราให้ปลากินจะก่อให้เกิดตะกอนราวๆ 250-300 กรัม แสดงว่า ในระบบปิดน้ำหมุนเวียน มีตะกอนมากแค่ไหน ในการจัดการเรื่องตะกอน โดยทั่วไปใช้วิธีตกตะกอน(เปลืองพลังงานน้อย แต่ใช้พื้นที่เยอะ) ดรัมฟิลเตอร์(อันนี้ใช้พลังงานไฟฟ้า) ตัวสุดท้ายใช้แผ่นกรองที่บ้านเรามักเรียกกันว่า ใยแก้ว แต่จริงๆ แล้วเป็นใยพลาสติก อันนี้สำหรับไว้กรองตะกอนขนาดเล็กมากๆ ส่วนการดูแลก็เอามาฉีด มาล้างกัน ในระบบกำจัดตะกอนคงต้องมีอย่างน้อย 2 ตัว คือ บ่อตกตะกอน ใยแก้วกรอง ส่วนดรัมฟิลเตอร์อาจจะตัดออกไปได้เนื่องจากใช้ไฟฟ้า และต้องดูแล บำรุงรักษากันมากหน่อย
   ตะกอนขนาด 100 ไมครอนขึ้นไป สามารถตกตะกอนได้ด้วยบ่อตกตะกอน ส่วนตะกอนขนาดเล็กลงมา 40-100 ไมครอน ใช้เทคนิคการกรอง เนื่องจากตกตะกอนยากขึ้น ส่วนขนาดตะกอนเล็กกว่า 30 ไมครอน ต้องใช้อุปกรณ์อีกตัวเรียกว่า พวกโปรตีนสกิมเมอร์ ตะกอนสามารถตกได้ที่ความเร็วขณะเคลื่อนที่ไปน้อยกว่า 1.7 cm/s  ดังนั้น ถ้าบ่อตกตะกอนเล็ก น้ำที่มาจากบ่อเลี้ยงมีมากตะกอนก็จะตกได้ไม่ดี ดังนั้น ถ้าบ่อเลี้ยงใหญ่ บ่อตกตะกอนก็ต้องใหญ่ตามไปด้วย จากประสบการณ์บ่อเลี้ยงขนาด 35 ลบ.ม. 4 บ่อ ใช้บ่อตกตะกอน 25 ลบ.ม. ยังเอาไม่ค่อยอยู่  อย่างน้อยต้อง 50 ลบ.ม. เป็นอย่างน้อย ต้องเน้นให้กว้างและตื้นเพื่อตะกอนจะได้ตกดีขึ้น อย่าเน้นไปทางลึกครับ

   มีตัวเลขเกี่ยวกับการตกตะกอนมาฝากกันครับ
1.   Hydraulic retention time สำหรับบ่อตกตะกอน ควรอยู่ระหว่าง 15-30 นาที ยิ่งมากคงยิ่งดี แต่เปลืองพื้นที่
2.   สัดส่วนของบ่อตกตะกอน ความลึกไม่ต่ำกว่า 1 เมตร ความยาวของบ่อควรมากกว่าความลึก 4-8 เท่า ส่วนความกว้างไม่ต่ำกว่า 1 เมตร ยิ่งกว้างยิ่งดี
3.   ปริมาณการไหลของน้ำ (overflow)
แนะนำว่า ถ้าปริมาณการไหลของน้ำ 40 ลิตร/นาที ต้องการพื้นที่ผิวสำหรับการตกตะกอน 1 ตร.ม. สมมติผมมีบ่อเลี้ยงที่มีอัตราการไหลของน้ำ นาทีละ 1,000 ลิตร ผมก็ควรมีบ่อตกตะกอนอย่างน้อย 25 ตร.ม.

   เรื่องบ่อตกตะกอนยังไม่จบเลย ข้อมูลต่างๆนี้ส่วนใหญ่เอามาจากเอกสารวิจัย และตำราต่างประเทศครับ มีการอ้างอิงได้ แต่ที่ไม่ใส่ลงมาเพื่อไม่ให้อ่านแล้วลำบากสายตา ตอนต่อไปคงต่อเรื่อง บ่อตกตะกอนอีกตอน คอยติดตามครับ

                                                               ยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร
67  ข่าวสารจากNICAonline.com / เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง / การเลี้ยงปลาทะเลในระบบน้ำหมุนเวียน ตอนที่1 บ่อเลี้ยงปลาขนาดแค่ไหนถือว่าเหมาะสม เมื่อ: มกราคม 07, 2011, 04:16:05 PM
การเลี้ยงปลาทะเลในระบบน้ำหมุนเวียน

ตอนที่1 บ่อเลี้ยงปลาขนาดแค่ไหนถือว่าเหมาะสม

การเลี้ยงปลาในระบบน้ำหมุนเวียนในอดีต นิยมกันในหมู่นักเลี้ยงปลาแฟนซีคร๊าฟ เนื่องจากต้องลงทุนสูงเหมาะสำหรับการเลี้ยงปลาแฟนซีคร๊าฟ ที่มีราคาแพง  แต่ในปัจจุบันนี้หลังจากที่กรมประมงได้ทำการทดลองเลี้ยงปลาทะเลในระบบน้ำหมุนเวียนที่สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จ.สงขลา จนประสบความสำเร็จได้ผลผลิตกว่า 100 กก./ลบ.ม. เป็นผลกระตุ้นให้นักเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสนใจ ติดตามเรื่องราวเทคโนโลยีด้านนี้กันเพิ่มขึ้น

 การเลี้ยงปลาในกระชังใครๆก็บอกเลี้ยงไม่ยาก เพียงแค่มีที่ดีๆ สะอาดทั้งปี พอให้ปลาอาศัยอยู่ได้เป็นพอ แต่คงหาที่เลี้ยงปลาดีๆยากหน่อย ที่พอจะหาได้ก็อาจจะอยู่ไกลจากที่อยู่อาศัยมาก  ผู้เลี้ยงปลารอบๆเกาะยอจะให้คำตอบนี้เป็นอย่างดี ส่วนการเลี้ยงปลาในกระชังนอกฝั่งนั้น คงลงทุนทำกระชังสูงพอควร มีความแข็งแรงคงทนเนื่องจากต้องทนคลื่นลมเป็นอย่างดี ต้องบำรุงรักษาเปลี่ยนกระชังเมื่อมีเพรียงมาเกาะอย่างน้อย 2 เดือนครั้ง  ค่าจ้างคนเฝ้า ค่าน้ำมันเรือ ทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น

   การนำเทคโนโลยี่การเลี้ยงสมัยใหม่ การเลี้ยงปลาในระบบน้ำหมุนเวียนที่รวมเอาวิทยาศาสตร์และศิลปะมารวมกัน  การจัดการส่วนหนึ่งยกหน้าที่ให้เป็นของระบบไปเช่น ระบบการบำบัดน้ำทิ้ง การหมุนเวียนน้ำ การกำจัดตะกอน การให้ออกซิเจนที่เพียงพอ การฆ่าเชื้อโรค แต่คงไม่ลืมที่จะต้องมีศิลปะมาใช้ด้วย เช่น การเลี้ยงดูให้อาหาร สังเกตอาการว่าสิ่งไหนที่แสดงว่าปลาเริ่มไม่ปกติ การควบคุมโรคต่างๆจะทำกันอย่าง ตรงนี้เป็นศิลปะที่จำเป็น ที่ต้องใช้ในการจัดการให้ระบบการเลี้ยงดำเนินไปได้ตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้

   มีนักวิชาการ และผู้สนใจเป็นจำนวนมากที่ต้องการความรู้ด้านนี้ได้สอบถามมายังผม เลยได้ความคิดว่าน่าจะได้ถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ออกมาเป็นบทความให้อ่านกัน ในเว็บไซด์ ก็น่าจะดี เพื่อที่ผู้สนใจจะได้เป็นที่แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์

   ตอนแรกนี้ขอกล่าวถึงขนาดของบ่อที่ใช้เลี้ยงในระบบน้ำหมุนเวียน(RAS) ในการออกแบบระบบ RAS อย่างไรคงต้องคิดไว้ว่าจะผลิตปลาหนาแน่นมากน้อยแค่ไหน 20,30 หรือ 50 กก./ลบ.ม.  เมื่อกำหนดได้แล้วว่าต้องการผลผลิตมากน้อยแค่ไหนแล้ว จึงกำหนดว่าขนาดของบ่อเลี้ยงควรเป็นเท่าไร เท่าที่ผ่านมาพบว่าบ่อเลี้ยงสำหรับปลาเนื้อ 1-2 กก. น่าจะมีขนาด 30-50 ลบ.ม. กำลังดี  มากกว่า 50 ลบ.ม. ก็ถือว่าใหญ่เกินไป การจัดการลำบาก แค่สูบน้ำออกจากบ่อเพื่อจับปลาก็ใช้เวลา 3 ชม. แล้ว ถือว่าไม่สะดวกครับ ยิ่งบ้านเราจะหาปั้มมีประสิทธิภาพสูบค่อนข้างหายาก เวลาเจอปัญหาเช่น ปลาขาดออกซิเจน ปลาเป็นโรค น้ำเสีย ก็จะสามารถจัดการแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ระบบและเทคโนโลยีของเรายังสู้ของฝรั่งเขาไม่ได้ ซึ่งเขาแนะนำขนาดบ่อเลี้ยงปลาไว้ที่ 200 ลบ.ม. ส่วนบ่อขนาด 50 ลบ.ม. ขึ้นไป เหมาะสมสำหรับเลี้ยงปลาพ่อแม่พันธุ์ ความหนาแน่นไม่มากนัก เช่น พ่อแม่ปลากะพงขาว 50 ตัว ในบ่อขนาด 100 ลบ.ม. เป็นต้น ส่วนบ่อขนาด 5-10 ลบ.ม. เหมาะสมสำหรับการอนุบาลลูกปลาขนาด 1-6 นิ้ว เนื่องจากเหมาะสมในการจับ คัดขนาด ได้สะดวกกว่า

ในตอนนี้ผมแค่เป็นบทนำก่อนครับ ตอนต่อไปก็จะพูดถึงระบบบำบัดน้ำที่ใช้ในการรักษาคุณภาพน้ำให้กลับมาดี แล้วนำมาใช้งานอีกครั้งหนึ่ง ท่านผู้อ่านที่อ่านแล้วอาจมีข้อเสนอแนะก็ยินดีรับฟัง
คอยติดตามตอนต่อไปครับ
                                           ยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร


68  ข่าวสารจากNICAonline.com / เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง / Re: อยากไปดูงาน เมื่อ: มกราคม 03, 2011, 09:45:49 PM
ด้วยความยินดีครับ เป็นหน้าที่ของเราที่ให้ความรู้เผยแพร่สู่เกษตรกร
ติดต่อดูงานที่นี่ครับ 074442053
69  ข่าวสารจากNICAonline.com / เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง / Re: การเลี้ยงปลากระพงในถังไฟเบอร์ เมื่อ: ตุลาคม 22, 2010, 02:07:56 PM
อุปกรณ์ถังไฟเบอร์ที่ใช้เลี้ยงเป็นของเก่าที่ใช้งานมา 20 ปีแล้ว รั่วบ้างแตกบ้างก็อุดปะแล้วใช้ได้ ไม่แนะให้ใช้ถังไฟเบอร์เนื่องจากราคาแพงมาก  ขอแนะนำบ่อที่ทำจากผ้าใบครับ ลองค้นหากระทู้เก่าที่ทดลองเลี้ยงในบ่อผ้าใบ ทั้งระบบบำบัด บ่อเลี้ยง ต้นทุนประมาณสองแสนครับ
70  ข่าวสารจากNICAonline.com / ดาวน์โหลดเอกสารวิชาการ / Re: การประเมินผลผลิตกุ้งกุลาดำที่ได้จากการทำฟาร์มทะเลโดยชุมชนในทะเลสาบสงขลา เมื่อ: กันยายน 14, 2010, 03:36:14 PM
กุ้งก้ามกรามเป็นๆขนาด 5 ตัว/กก  กิโลละ 350 บาท ไปกินในร้านอาหารแถวคูขุด หรือสมิหรา ราคา600บาท
แต่ก็อร่อย หอมมัน  ช่วยกันอุดหนุนกันหน่อยครับ ผลผลิตจากฟาร์มทะเลชุมชน  ไม่มีสารตกค้าง  กุ้งกินแต่อาหารธรรมชาติ
71  ข่าวสารจากNICAonline.com / ดาวน์โหลดเอกสารวิชาการ / การประเมินผลผลิตกุ้งกุลาดำที่ได้จากการทำฟาร์มทะเลโดยชุมชนในทะเลสาบสงขลา เมื่อ: กันยายน 14, 2010, 02:01:21 PM
การประเมินผลผลิตกุ้งกุลาดำที่ได้จากการทำฟาร์มทะเลโดยชุมชนในทะเลสาบสงขลา
The assessment of black tiger shrimp production from community-based sea ranching in Songkhla lake.

ยงยุทธ  ปรีดาลัมพะบุตร , อรัญญา  อัศวอารีย์  และ ประมัยพร  ทองคณารักษ์
 Youngyut  Predalumpaburt ,  Aranya  Assava-aree and Pramaiporn Thongcanarak
สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง

บทคัดย่อ

   การทำฟาร์มทะเลโดยชุมชน  เป็นกิจกรรมหนึ่งของโครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงในทะเลสาบสงขลา  ได้ปล่อยลูกกุ้งกุลาดำ ขนาด P 15 จำนวน 43.24 ล้านตัว ลงในทะเลสาบสงขลาตอนในและตอนนอก  ในเดือนกรกฎาคม 2547-เดือนกันยายน 2548  ชาวประมงพื้นบ้านสามารถจับกุ้งขนาดเฉลี่ย 16.56 เซนติเมตร  น้ำหนักเฉลี่ย 40.82 กรัม หรือ 24.76 ตัว/กิโลกรัม  รวมน้ำหนัก 137,011 กิโลกรัม  คิดเป็นมูลค่า 34,252,750บาท  อัตราการจับคืน 7.83%  ผลผลิตกุ้งกุลาดำ/ลูกกุ้งที่ปล่อย 1 ล้านตัว เท่ากับ 3,168.6 กิโลกรัม  ผลตอบแทนการลงทุน 792.2%   นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการจับคืนของกุ้งกุลาดำขึ้นอยู่กับ  จำนวนลูกกุ้งที่ปล่อย และความเค็มของน้ำถึง 95.5%  ดังนั้น  การทำฟาร์มทะเลในทะเลสาบสงขลา  ความเค็มของน้ำบริเวณที่ปล่อยกุ้งไม่ควรต่ำกว่า 12 ส่วนในพันส่วน  มีอัตราการจับคืน 4.73%




เอกสารฉบับเต็ม ดาวโหลด 333k
https://docs.google.com/fileview?id=0BxtfYNrNsPIfMjUyOTg3ODQtMDc5Mi00NDc1LWE1OWQtM2VhYTI5MDM2ODY5&hl=en
72  ข่าวสารจากNICAonline.com / เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง / Re: สาธิตเลี้ยงปลาทะเลในบ่อไฟเบอร์กลาสมีระบบน้ำหมุนเวียน ได้กว่า 100+กก/1ลบม. เมื่อ: กันยายน 07, 2010, 02:21:28 PM
มีระบบตกตะกอน กรองตะกอน ไปโอฟิลเตอร์ และยูวีฆ่าเชื้อ ครับ  ลองดูกระทู้เก่าๆจะมีระบบบำบัดมาให้ดูครับ

ขอบคุณที่แจ้งมาว่ารูปภาพหาย ได้อัพมาให้ดูใหม่แล้วครับ
73  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การประมง / “ราชินี” ตรัส “ในหลวง” ทรงแข็งแรงดี โครงการทำปะการังเทียมนั้นได้ผลดียิ่ง เมื่อ: สิงหาคม 11, 2010, 09:21:23 PM
 ..................

โครงการปะการังเทียม ปีที่แล้วข้าพเจ้าเล่าให้ท่านทั้งหลายฟังว่า โครงการทำปะการังเทียมนั้นได้ผลดียิ่ง นักประดาน้ำได้ลงไปถ่ายรูปมาให้ดู น่าตื่นเต้นมากที่ได้เห็นว่ามีฝูงปลานานาชนิดเข้ามาอาศัย แม้แต่ปลาที่หายาก เช่น ปลาหมอทะเล ตัวใหญ่ขนาด 2-3 เมตร ก็เข้ามาอาศัย ปลาจาระเม็ดสีเทาขนาดใหญ่ ปลาช่อนทะเล และปลากุเลา ก็เข้ามาอยู่ด้วย ซึ่งปะการังเทียมนี่ทิ้งก็ไม่ลึกนัก ข้าพเจ้าได้ความรู้นี้จากผู้เชี่ยวชาญของประมง (ชื่ออะไร) ดร.จรัลธาดา ข้าพเจ้าไม่ลืมชื่อท่าน แต่วันนี้เกิดหลงๆ ไป ตามประสาอายุ 78 ค่ะ
       
                       ปลาช่อนทะเล ปลากุเลา ก็เข้ามาอยู่ด้วย ข้าพเจ้าว่าปลาคงตื่นเต้นกับบ้านใหม่เหมือนกัน มีท่อคอนกรีตของกรมทางหลวง ก็ส่งมาให้ ให้ทิ้งเป็นปะการังเทียม รถขนขยะของกรุงเทพมหานคร และตู้รถไฟของการรถไฟแห่งประเทศไทย ทุกฝ่ายช่วยกันทั้งนั้น ให้ข้าพเจ้าทิ้งปะการังเทียม เพื่อเหล่าปลาจะได้มาสร้าง มาเลือกอพาร์ตเมนต์ของเขา ได้ข่าวว่าปลาชอบจับจองที่สุด คือ ชอบตู้รถไฟมากเป็นพิเศษ แหมมันมากันใหญ่เลย อู้หู แล้วชาวบ้านที่ธรรมดาแล้วเขาบอกข้าพเจ้า ปรับทุกข์กับข้าพเจ้าว่า เขายากจน เป็นชาวประมงเล็กๆ มีเรือเล็กๆ ไม่ใช่มีเรือใหญ่ที่จะออกไปในน้ำลึกได้ ก็มีเรือเล็กๆ เพราะฉะนั้นหากินลำบาก ยากจน ข้าพเจ้าก็ไปปรึกษาทางกรมการประมง ก็ได้เกิดการทิ้งปะการังเทียมนี้ขึ้น
       
                       โครงการปะการังเทียมนี้ช่วยประหยัดน้ำมันให้ชาวประมงพื้นบ้านได้ 10-20 เปอร์เซ็นต์ และมีรายได้เพิ่มขึ้น 20-30 เปอร์เซ็นต์ ทำให้กลุ่มประมงพื้นบ้าน ตั้งแต่ปัตตานี ถึงนราธิวาส หลายร้อยคน ลงชื่อกันเป็นหางว่าว เขียนจดหมายมาขอให้ข้าพเจ้าช่วยจัดทำปะการังเทียมเพิ่มเติม ข้าพเจ้าก็ยังปรารภกับทุกคนว่า ข้าพเจ้าเองไม่รู้เรื่องเลยเกี่ยวกับปะการังเทียม เป็นกรมประมงทั้งนั้น
       
                       ท่านทั้งหลายก็ว่า คราวนี้หน่วยงานไหนเล่าจะมาช่วยข้าพเจ้าได้ ปรารภไปไม่นาน ผู้ช่วยก็มา หลายหน่วยร่วมมือกัน ร่วมใจบริจาคสิ่งของที่ชำรุด ใช้การไม่ได้ สำหรับทำปะการังเทียม การรถไฟแห่งประเทศไทย สนับสนุนตู้รถสินค้าเพิ่มขึ้นอีก จำนวน 273 ตู้ กรุงเทพมหานคร สนับสนุนรถเก็บขยะที่ใช้ไม่ได้แล้ว อีกจำนวน 198 คัน กองทัพบก สนับสนุนรถถังจำนวน 25 คัน กองบัญชาการกองทัพไทย สนับสนุนรถบรรทุก 3 คัน สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สนับสนุนงบประมาณดำเนินงาน และกรมประมงเป็นหน่วยประสานงาน
       
                       ปีนี้จัดทำที่ จ.ปัตตานี 9 จุด และ จ.นราธิวาส 6 จุด เริ่มงานวันที่ 30 กรกฎาคม ที่ผ่านมา และเสร็จเรียบร้อยแล้วในช่วงวันเกิดของข้าพเจ้านี่เอง
       
                       การทำปะการังเทียมนี้มีคณะกรรมการดูแลทางด้านยุทธศาสตร์การเดินเรือการประมงและสิ่งแวดล้อม ซึ่งศึกษาผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ และแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเลอย่างรอบคอบ พบว่าไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะหนักในสัตว์น้ำ ส่วนรถชุดใหม่ที่ส่งไปทำปะการังเทียม ก็ผ่านการทำความสะอาดเป็นอย่างดี ไม่มีคราบน้ำมัน คราวนี้มีรถชนิดต่างๆ ให้เลือกมากมาย คงต้องดูว่าปลาจะชอบอาศัยอยู่ในรถชนิดไหน แล้วปีหน้า ข้าพเจ้าจะมาเล่าให้ท่านฟังอีก คราวนี้ รถไฟของการรถไฟฯ
       
                       โครงการฟาร์มทะเลตัวอย่าง หลายปีมาแล้วมีผู้ที่ใจบุญมากคือ คุณวาสนา เทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้ยกที่ดินให้ข้าพเจ้าแปลงหนึ่ง ที่ ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เนื้อที่ถึง 82 ไร่เศษ เป็นเนื้อที่ติดชายทะเล ข้าพเจ้าปรึกษา ดร.จรัลธาดา กรรณสูตร ผู้เชี่ยวชาญการประมง ดร.จรัลธาดา บัดนี้ ได้มาทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ อยู่ เธอก็วางแผนงานและดูแลให้ โดยได้รับความร่วมมือจากนักวิชาการของกรมประมง และช่วยสนับสนุนที่ดิน 82 ไร่ นั้น ให้เป็นฟาร์มทะเลตัวอย่าง โครงการนี้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี โดยคุณกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำเงินจากโครงการเพื่อสาธารณประโยชน์มาสนับสนุน และอีกส่วนมาจากเงินที่ประชาชนมอบให้ข้าพเจ้าไปทำการกุศล
       
                       ฟาร์มทะเลตัวอย่างนี้จะเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลและพืชทนเค็มนานาพันธุ์ เพื่อให้ชาวประมงและผู้สนใจได้ใช้เป็นแหล่งศึกษาและเรียนรู้ และนำไปปรับใช้ให้เหมาะสมแก่สภาพท้องถิ่นของตนต่อไป และยังเป็นที่ที่ช่วยให้คนมีงานทำเพิ่มขึ้นด้วย ฟาร์มทะเลตัวอย่าง ดร.จรัลธาดา แบ่งเป็น 4 เขต ตามช่วงความเค็มของน้ำทะเล คือ 1 เขตน้ำกร่อย ใช้เพาะเลี้ยงปลาที่เติบโตในน้ำกร่อยได้ เช่น ปลากะพงขาว ปลานวลจันทร์ทะเล ปลากระบอก ปลาม้า เป็นต้น
       
                       2 เขตน้ำปกติ ใช้เพาะเลี้ยงปลาทะเล เช่น ปลาหมอทะเล ปลาช่อนทะเล ปลาตะคองเหลือง และปลาทู อันนี้ข้าพเจ้าไม่ได้ทราบเอง เขาใคร่มาบอกมาอย่างนี้ ในคลองผันน้ำของ 2 เขตนี้ ปลูกสาหร่ายทะเลหลายชนิด เช่น สาหร่ายมงกุฎหนาม สาหร่ายเม็ดพริก และสาหร่ายผมนาง เพื่อต่อไปจะได้ทดลองเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อเป็นครั้งแรก ปลูกพืชทนเค็มสูงตามคันบ่อ เช่น มะพร้าว ผักเบี้ย และโกงกาง เขตน้ำเค็มจัดมาก เพาะเลี้ยงไรน้ำเค็ม 4 เขตนาเกลือ ใช้ทำน้ำทะเลผง สำหรับนำไปผสมน้ำจืด ให้เป็นน้ำทะเลเพื่อเลี้ยงสัตว์ทะเลในที่ต่างๆ ได้ โครงการนี้คาดแล้วว่าจะเสร็จต้นปี 2554 และจะเปิดให้ประชาชนเข้าไปศึกษาดูงาน ซึ่งข้าพเจ้าหวังว่า ต่อไปจะช่วยเพิ่มปริมาณสัตว์ทะเล และเป็นอาหารให้กับประชาชนได้

.............
http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9530000111579
74  ข่าวสารจากNICAonline.com / การฟื้นฟูทรัพยากรประมงในทะเลสาบสงขลา / ฟาร์มทะเลโดยชุมชนในทะเลสาบได้ผลผลิตกุ้งกุลาดำ/การปล่อย สูงสุดในโลก-ผลตอบแทน 792% เมื่อ: สิงหาคม 10, 2010, 01:40:56 PM


   โครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงหรือที่ชาวประมงพื้นบ้านในทะเลสาบรู้จักกันดีในชื่อ ฟาร์มทะเลโดยชุมชน ได้ดำเนินการมาปีนี้เป็นปีที่ 7 ผมขอนำข้อมูลเก่าในปี 2547-2548 มาวิเคราะห์พบว่า  มีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายเรื่องที่ควรจะมีการนำมาเล่าสู่กันฟัง ดังนี้ครับ  ในระหว่างเดือน กรกฎาคม 2547 ถึงเดือน กันยายน 2548  ได้ปล่อยลูกกุ้งกุลาดำ รวมทั้งที่ได้รับบริจาคจากฟาร์มกุ้งเอกชนทั้งสิ้น 43.24 ล้านตัว ลงในทะเลสาบ  ชาวประมงสามารถจับกุ้งกุลาดำขนาด 16.5 ซม. (40.8 กรัม) หรือ 25 ตัว/กก.  ได้ผลผลิตทั้งสิ้น 137 ตัน คิดเป็นมูลค่า 34.25 ล้านบาท  โดยชาวประมงสามารถจับกุ้งได้ทั้งปี มีอัตราการจับคืน 7.83%  คิดเป็นผลผลิตกุ้ง/ลูกกุ้งที่ปล่อย 1 ล้านตัว เท่ากับ 3,168.6 กก. ผลตอบแทน 792.2%  หมายถึง ลงทุนไป 100 บาท ได้ผลตอบแทนกลับมาเกือบ 800 บาท สูงกว่าฟาร์มทะเลญี่ปุ่นและจีน ที่ให้ผลตอบแทน 200 และ 700% ตามลำดับ  อัตราการจับคืนสูงกว่าการทดลองที่ศรีลังกา  ที่ได้กลับคืนมาเพียง 3.5% เท่านั้น
   ลองกลับมาดูว่า  ทำไมการทำฟาร์มทะเลโดยชุมชนในทะเลสาบสงขลา จึงได้ผลผลิตสูงที่สุดในโลก  ประการแรก  สภาวะการประมงในทะเลสาบสงขลาถือว่าอยู่ในระดับ  การประมงเกินศักยภาพ หรือเรียกง่ายๆว่า “ภาวะล่มสลาย”  การปล่อยพันธุ์กุ้งกุลาดำลงในแหล่งน้ำที่สัตว์น้ำที่เป็นผู้ล่าเหลือน้อย อาหารธรรมชาติมีพอเพียง  คุณภาพน้ำเหมาะสม กุ้งกุลาดำที่ปล่อยลงไป สามารถเติบโตได้ดี โดยกุ้งที่ปล่อยลงไปแต่ละครั้ง สามารถจับได้ตั้งแต่เดือนที่ 3 ถึงเดือนที่ 6  ประการที่ 2  ความเค็มที่เหมาะสม จากการศึกษาพบว่า ที่ระดับความเค็ม 12 ppt.  ลูกกุ้งกุลาดำที่ปล่อยไปสามารถโตเต็มที่จนสามารถจับคืนมาได้ 4.7%  เมื่อความเค็มสูงขึ้น อัตราการจับคืนจะสูงขึ้น ถ้าความเค็มสูงถึง 20 ppt.  อัตราการจับคืนจะสูงถึง 11%
   เป็นที่น่ายินดีครับปีนี้(2553) หน้าแล้งที่ผ่านมา เอลนิโญ่มาเยือน ทำให้ความเค็มในทะเลสาบสูงถึง 15 ppt.  ทราบว่า  ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดพัทลุง  ได้ปล่อยพันธุ์กุ้งกุลาดำลงไปบริเวณ อ.ปากพะยูน ต.เกาะนางคำ ต.เกาะหมาก  20 ล้านตัว หลังจากที่กรมประมงปล่อยลงในฟาร์มทะเลโดยชุมชนไปแล้ว 20 ล้านตัว คาดว่าผลผลิตกุ้งกุลาดำในปีนี้จะสูงกว่าปี 2548  ซึ่งถือเป็นสถิติการทำฟาร์มทะเล  กุ้งกุลาดำที่ให้ผลผลิต/การปล่อย ผลตอบแทน ที่สูงที่สุดในโลก

ยงยุทธ  ปรีดาลัมพะบุตร
75  Aquaculture and Fisheries News / Aquaculture News / Taiwan grouper breeders see booming market after ECFA เมื่อ: สิงหาคม 03, 2010, 11:31:18 AM
Source: Focus Taiwan  World News    2/08/2010 21:09:09
 

A grouper breeder under a bright sun in Linbian Township, in southern Taiwan's Pingtung County, works hard with an excavator to dredge the massive amount of mud that silted up his ten-hectare pond during Typhoon Morakot last August, but waves of excitement sweep over him thanks to the prospects of a huge Chinese market worth up to NT$100 billion (US$3.1 billion) annually.



He is not alone. Many grouper breeders in neighboring Chiatung and Tungkang townships, who originally did not want to recover their damaged grouper farms, are now busy rebuilding their ponds in the hope that they will be in time to grab the market opportunity after groupers were listed as one of Taiwan's farm items to be given zero tariff treatment in the cross-Taiwan Strait economic cooperation framework agreement (ECFA) signed June 29.



President Ma Ying-jeou said Taiwan is set to become the world's largest grouper producer, since its possesses the key factors -- breeding expertise, suitable climate and proximity to China.



Huang Tsai-tuan, chairman of the Pingtung Aquaculture Association, said Taiwan produces 18,000 tons of groupers of various species worth NT$3.5 billion (US$110 million) per year, 90 percent of which are shipped to Hong Kong and the Chinese coastal provinces of Guangdong and Fujian just opposite Taiwan.



ECFA will, among other thing, help Taiwan get into the grouper market in Beijing, Shanghai and other parts of China with the increasingly strong consumer power there, Huang said.



Tai Kun-Tsai, who is dubbed "king of the groupers, " said that currently, nine out of about the 200 species of groupers are successfully raised in aquaculture ponds, with farming expertise for eight of them developed and controlled by Taiwanese.



Tai began raising leopard coral groupers, a high priced species, in Malaysia six years ago, with all of his major markets in China. But now he is moving his business back to Taiwan to take advantage of the shorter transport distance between Taiwan and China, as well as the tariff benefits.



"How can I miss the opportunity to make money since the market demand for leopard coral grouper has been rising in Hong Kong and China, while supplies of the fish from the Philippines and Australia has been declining."



The market for leopard coral groupers has reached as high as NT$10 billion in Hong Kong alone, not to mention the big cities in China, according to Tai, who said his new farm in Pingtung's Fanliao Township will begin supplying 32,000 leopard coral groupers a year from now, earning him NT$32 million per year.



On Ma's worries that Taiwan's unique expertise in raising groupers might be stolen or reproduced by foreign competitors in China, Vietnam, Malaysia, Thailand and Indonesia, a confident Huang said that "President Ma can rest easy, as nowhere in the world is more suitable than Taiwan for raising groupers in terms of climate."



Temperatures are too high to raise groupers in most Southeast Asian counties, while China can afford to raise the fish only in the period between June and November as it is too cold for groupers during the rest of the year.



In contrast, Taiwan's climate allows groupers to be bred year-round, while the country also has superior expertise in breeding the fish, Huang said.



However, that does not necessarily mean that Taiwan's grouper farmers are on a fast track to success without a hitch.



Grouper breeders have long been troubled by indovirus and nervous necrosis virus among their stocks, according to Huang and Tai.



Huang said that Taiwan, which was once dubbed "the kingdom of the grass shrimp" saw the complete collapse of its grass shrimp industry as result of viral infection, and this time, viruses are threatening the grouper industry.



"We (grouper breeders) have successfully developed grouper breeding expertise but we have no way of controlling viral infection but to seek help from relevant government agencies, " Tai said.



For his part, Council of Agriculture Minister Chen Wu-hsiung said the government has stepped up efforts to develop vaccines against the viruses that have plagued local grouper farmers for nearly a decade.



Chen said the council's Fisheries Administration has appropriated NT$10.43 million to promote the development of the vaccines, while National Taiwan Ocean University has also been given NT$10.5 million to conduct research on the viruses and aquaculture technology.



Chen noted that the viruses have long existed and that the COA activated an inter-government agency project to develop vaccines about five years ago, although none have yet been produced.



"At present, there is a locally developed bio test kit that can detect if the fish has been infected with virus, which operators can use to monitor and manage their fish ponds," Chen added.



"I believe that the grouper vaccine is just a step away and that by the time it reaches the market, Taiwan will still have no competitors in the grouper business," Huang said.



For Tai, meanwhile, virus or no virus, the outlook for his business in Taiwan is looking rosy, with the advantages
 
 

 
 
 

 

 
 


Source or related URL: http://focustaiwan.tw
 
หน้า: 1 2 3 4 [5] 6 7 8 9 10 ... 160