ตุลาคม 17, 2021, 03:37:27 AM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
  แสดงกระทู้
หน้า: 1 ... 154 155 156 157 158 [159] 160
2371  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ / ไทย-รัสเซียสานสัมพันธ์ด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เบื้องต้นพร้อมเปิดตลาดนำเข้ากุ้งจาก เมื่อ: สิงหาคม 05, 2004, 09:46:53 PM

( 5 ส.ค.47) ไทย-รัสเซียสานสัมพันธ์ด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เบื้องต้นพร้อมเปิดตลาดนำเข้ากุ้งจากไทย

นายสิทธิ บุณยรัตนผลิน อธิบดีกรมประมง เปิดเผยภายหลังการเดินทางดูงานทางด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ณ ประเทศสหพันธรัฐรัสเซีย ระหว่างวันที่ 22-29 กรกฎาคม 2547 ที่ผ่านมาว่า ได้หารือร่วมกันกับผู้บริหารของหน่วยงานต่าง ๆ เกี่ยวกับความร่วมมือด้านพาณิชย์และวิชาการประมง โดยผลการหารือสรุปว่า ทั้งสองฝ่ายมีความเห็นชอบร่วมกันในการแลกเปลี่ยนข้อมูล นักวิชาการ/ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการฝึกอบรมและพันธุ์ปลา โดยรัสเซียแสดงความพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการสนับสนุนพันธุ์ปลาสเตอร์เจียนแก่ประเทศไทย ทั้งนี้ปลาสเตอร์เจียนเป็นปลาน้ำจืดชนิดมีเกล็ดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และไข่ปลาสเตอร์เจียนหรือไข่ปลาคาร์เวียมีราคาแพง เพราะเป็นที่นิยมของผู้บริโภค


นอกจากนี้ฝ่ายไทยได้ขอให้รัสเซียนำเข้ากุ้งจากไทยซึ่งรัสเซียยินดีที่จะสานต่อโดยจะรับพิจารณาในการนำเข้ากุ้งไทยสู่ตลาดไซบีเรีย เซ็นต์ปีเตอร์สเบอร์ก และมอสโคว์ ซึ่งการเดินทางไปดูงานในครั้งนี้เป็นการเริ่มต้นที่ดีต่อการพัฒนาความร่วมมือด้านการค้าและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยในอนาคต

www.thaisnews.com
 

2372  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / การจับกุม/ตรวจยึด พ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวลักลอบนำเข้า เมื่อ: สิงหาคม 01, 2004, 09:56:02 AM

            เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2547 เวลาประมาณ 23.50 น. เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์น้ำท่าอากาศยานกรุงเทพ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรอากาศยานกรุงเทพได้ร่วมกันตรวจยึดพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาว จำนวน 644 ตัว   ซึ่งเป็นตัวผู้ 340 ตัว    ตัวเมีย 304 ตัว นำเข้ามาจาก โฮโนลูลู ประเทศสหรัฐอเมริกา     โดยสายการบิน ออลนิบปอนแอร์เวย์ เที่ยวบินที่ NH1051/ NH 0915
ก         กรณีดังกล่าวเป็นการลักลอบนำเข้ากุ้งขาวโดยมิได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 54 พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 มีโทษตามมาตรา 62 ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน และมีความผิดตามมาตรา 47 พระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2499 มีโทษตามมาตรา 31 ปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท0 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 2  
 เ       เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์น้ำฯ จึงได้ร่วมกันไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจนครบาลดอนเมือง (ท่าอากาศยานกรุงเทพ) ตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีลำดับที่ 2 วันที่ 21 กรกฎาคม 2547 เวลา 02.30 น. โดยมี ร.ต.อ. วิโรจน์ มาสง เป็นผู้รับแจ้ง
        สำหรับของกลางซึ่งเป็นพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวได้นำไปดูแลรักษาที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาคร และได้นำพ่อแม่กุ้งขาวส่วนหนึ่ง ไปตรวจวินิจฉัยด้านโรคระบาดต่อไป

กรมประมง  1/08/2547
2373  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / มะกันฟันเอดีกุ้งไทยแค่5.56-10.25% เมื่อ: สิงหาคม 01, 2004, 09:49:12 AM
 
โดย ผู้จัดการรายวัน 31 กรกฎาคม 2547 00:07 น.
 
 
       สหรัฐฯ ประกาศเก็บอากรเอดีเบื้องต้นสินค้ากุ้งจากไทยแล้ว อัตรา 5.56-10.25% เฉลี่ย 6.39% ต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง ทั้งจีน เวียดนาม บราซิล อินเดียและเอกวาดอร์ "ราเชนทร์"เผยแม้จะดีกว่าคู่แข่ง แต่ยังไม่พอใจ เพราะไทยไม่ได้ทุ่มตลาด เตรียมเดินหน้าสู้ต่อเพื่อให้ไทยหลุดจากมาตรการเอดีที่จะประกาศผลขั้นสุดท้ายธ.ค.นี้ ระบุกุ้งไทยยังส่งออกดีขึ้น ขณะที่ตัวแทนชาวประมงกุ้งสหรัฐฯที่ยื่นฟ้องร้องว่ากุ้งจากต่างประเทศสู่ตลาดอเมริกัน เข้าข่ายพฤติการณ์ทุ่มตลาด ออกโรงโต้ผลการตัดสินยืนยันว่า กุ้งต่างประเทศซึ่งทะลักเข้าไปขายในสหรัฐฯมีราคาต่ำมาก
       
        นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ประกาศเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) อัตราเบื้องต้นจาก 4 ประเทศที่เหลือแล้ว โดยไทยถูกเรียกเก็บอัตรา 5.56-10.25% อัตราเฉลี่ยของไทย 6.39% บราซิลถูกเรียกเก็บ 0-36.91% อัตราเฉลี่ย 36.91% อินเดีย 3.56-27.45% อัตราเฉลี่ย 14.20% และเอกวาดอร์ 6.08-9.35% อัตราเฉลี่ย 7.30% ซึ่งไทยถูกเรียกเก็บในอัตราต่ำสุด และยังต่ำกว่าอัตราเอดีของจีน และเวียดนาม ที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ประกาศเรียกเก็บไปแล้วตั้งแต่เดือนก.ค.ที่ผ่านมา ที่อัตรา 12.11-93.13% และ 7.67-112.81% ตามลำดับ
       
        ทั้งนี้ สหรัฐฯ จะเรียกเก็บเอดีเบื้องต้นจากการนำเข้ากุ้งเป็นการชั่วคราวประมาณ 4 เดือน โดยจะเริ่มเก็บได้อย่างเป็นทางการในสัปดาห์แรกของเดือนส.ค.นี้เป็นต้นไป จากนั้นจะเปิดรับข้อคิดเห็น ข้อโต้แย้งและให้ส่งหลักฐานเพิ่มเติม รวมทั้งจะส่งทีมเจ้าหน้าที่เดินทางมาตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงของผู้ส่งออกไทยที่เป็นผู้ตอบแบบสอบถามของสหรัฐฯ ประมาณปลายเดือนส.ค. แล้วนำข้อมูลดังกล่าวกลับไปประกอบการพิจารณาเรียกเก็บอากรเอดีอัตราสุดท้าย ที่คาดว่าจะประกาศผลประมาณวันที่ 17 ธ.ค.
       
        พร้อมกันนี้ คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ จะเก็บข้อมูลในลักษณะเดียวกัน เพื่อประกอบการพิจารณาผลการตัดสินขั้นสุดท้ายว่าอุตสาหกรรมกุ้งของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหายจากการนำเข้ากุ้งจากทั้ง 6 ประเทศหรือไม่ โดยคาดว่าจะประกาศได้ประมาณปลาย
       เดือนม.ค.2548 แต่หากผลสรุปออกมาว่ากุ้งจากไทย และประเทศอื่นๆ ทำให้อุตสาหกรรมภายในสหรัฐฯ ได้รับความเสียหายจริง ก็จะเรียกเก็บอากรเอดีตามผลขั้นสุดท้ายจากกุ้งนำเข้าของแต่ละประเทศต่อไปอีก 5 ปี แต่ในระหว่างนั้น สหรัฐฯ จะทบทวนมาตรการเอดีที่ใช้กับแต่ละประเทศทุกปี ซึ่งแต่ละประเทศสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่สหรัฐฯ เพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่า ไม่ได้ทุ่มตลาด หรือทำให้อุตสาหกรรมภายในสหรัฐฯ เสียหาย หากพิสูจน์ได้ สหรัฐฯ ก็จะยกเลิกการใช้เอดีกับประเทศนั้นๆ
       
        "ตอนนี้อัตราเอดีเบื้องต้นที่ไทยถูกเรียกเก็บ ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ แต่เรายังไม่พอใจ เพราะเราไม่ได้ทุ่มตลาดสหรัฐฯ จากนี้ไปกระทรวงพาณิชย์ และผู้ส่งออก จะต้องร่วมมือกันให้ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับต้นทุนการผลิต ราคาขาย บัญชีรายรับรายจ่าย แก่สหรัฐฯ เพื่อประกอบการพิจารณาเรียกเก็บอากรเอดีขั้นสุดท้าย หากสหรัฐฯ พิสูจน์ได้ว่า อุตสาหกรรมภายในไม่ได้รับความเสียหาย ก็จะยกเลิกการเรียกเก็บเอดีจากไทย ส่วนอัตราที่เรียกเก็บเบื้องต้น 5.56-10.25% สหรัฐฯ ก็จะคืนให้กับผู้นำเข้า หรือหากอัตราสุดท้ายต่ำกว่าอัตราเบื้องต้น ก็จะต้องคืนในส่วนต่างให้กับผู้นำเข้า" นายราเชนทร์กล่าว
       
        ทั้งนี้ยืนยันว่า ไทยจะไม่เสียส่วนแบ่งตลาดส่งออกกุ้งในสหรัฐฯ แน่นอน เพราะประเทศคู่แข่งสำคัญ เช่น จีน อินเดีย เวียดนาม ล้วนแต่ถูกเรียกเก็บอากรเอดีในอัตราสูงกว่าไทย แต่อาจเสียเปรียบอินโดนีเซียอยู่บ้าง เพราะไม่ถูกไต่สวนการทุ่มตลาด แต่ไทยจะเดินหน้าสู้ต่อไป เพื่อให้หลุดจากการใช้มาตรการเอดีให้ได้ โดยเฉพาะจะยังเดินหน้าขอความร่วมมือกับวุฒิสมาชิก ผู้นำเข้า ผู้บริโภค ภัตตาคาร ร้านอาหารต่างๆ ชี้แจงข้อเท็จจริงให้กับกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้รับทราบ ซึ่งที่ผ่านมา ฝ่ายต่างๆ ของสหรัฐฯ ให้ความร่วมมือกับไทยเป็นอย่างดี
       
       ไทยส่งออกกุ้งได้เปรียบคู่แข่ง
       
        นายผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า ผลที่ออกมาแล้วไทยถูกเรียกเก็บเอดีต่ำกว่าคู่แข่ง เพราะเป็นการร่วมมือกันทำงานอย่างหนักระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับผู้ส่งออกในการตอบแบบสอบถาม และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่สหรัฐฯ หากผู้ส่งออกไม่ให้ความร่วมมือตอบแบบสอบถาม หรือให้ข้อมูลผิดพลาดอาจจะถูกเรียกเก็บในอัตราสูงเช่นเดียวกับบราซิล และอินเดีย ทั้งนี้ แม้ไทยจะถูกเรียกเก็บในอัตราต่ำ แต่ก็ยังไม่พอใจ เพราะไทยไม่ได้ทุ่มตลาด จึงต้องต่อสู้ต่อไปเพื่อให้หลุดจากการใช้มาตรการเอดีให้ได้
       
        นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า สหรัฐฯ นำเข้ากุ้งจากไทย จีน เวียดนาม เอกวาดอร์ บราซิล และอินเดีย รวมกันประมาณ 75%ของปริมาณกุ้งทั้งหมด ในจำนวนนี้ไทยกวาดส่วนแบ่งการตลาดได้สูงถึง 27% ดังนั้น การที่ไทยถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำสุด ก็จะยิ่งทำให้ผู้ซื้อในสหรัฐฯ หันมาสั่งซื้อกุ้งจากประเทศไทยมากขึ้นทดแทนคู่แข่งขันจากประเทศอื่น นอกจากนี้ ประเทศไทยยังรอดพ้นจากการเก็บภาษีย้อนหลัง ขณะที่อินเดียและจีนถูกเรียกเก็บย้อนหลังสูงถึง 90 วัน
       
        สำหรับตัวเลขการส่งออกปีนี้ คาดว่าจะใกล้เคียงกับปีที่แล้วคือ 2.4 แสนตัน โดย 5 เดือนแรกของปีนี้ไทยส่งออกกุ้งไปแล้ว 8.5 หมื่นตัน สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ที่ส่งออกประมาณ 8 หมื่นตัน เพิ่มขึ้น 6% อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าปริมาณการส่งออกจะมากขึ้น แต่เนื่องจากราคากุ้งในตลาดโลกปรับตัวลดลง ทำให้มูลค่าการส่งออกลดลงไปด้วย โดยคาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท จากเดิม 2.6 หมื่นล้านบาท
       
        นายสุรพล ว่องวัฒนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สุรพลฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจอาหารแช่แข็งเพื่อการส่งออกที่มีมูลค่าสูงกว่าปีละ 6,000 ล้านบาท กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นผลดีต่อบริษัทฯ โดยเชื่อว่าตรงนี้ไทยยังได้เปรียบหลายประเทศ อาทิ บราซิล, จีนและอินเดียอยู่ ดังนั้นจากนี้ไปบริษัทฯจึงเตรียมรุกตลาดอาหารแช่แข็งกุ้งในตลาดอเมริกามากขึ้น
       
       "ทักษิณ"ชี้"กุ้ง"ไม่กระทบไทย
       
        พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสหรัฐฯประกาศอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดเบื้องต้น สำหรับกุ้งที่นำเข้าจาก 6 ประเทศ ซึ่งมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย ว่า ผลที่ออกมาเป็นผลเบื้องต้นที่เพิ่มภาษีนิดหน่อย และเขาส่งคนมาประเมินตามเอกสารที่เราอ้างอิงเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นเรื่องที่ตรงตามที่เราอ้างอิง ซึ่งการปรับเพิ่มภาษีของสหรัฐฯครั้งนี้ถือว่าน้อยมาก ไม่มีผล บางบริษัทโดนมากหน่อย บางบริษัทโดนน้อยหน่อย แต่มากอย่างไรก็ถือว่าน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศที่โดน ของเราถือว่าพิเศษแล้ว
       
        นายอาชว์ เตาลานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีที่สหรัฐประกาศเบื้องต้นอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดกุ้งไทย (เอดี) ว่าโดยรวมแล้วอาจจะไม่มีผลกระทบในเชิงลบมากนัก และคาดว่าจะสามารถเพิ่มการส่งออกในระยะยาว แต่ทั้งนี้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกกุ้งไม่ควรประมาท ต้องเร่งลดต้นทุนต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาคุณภาพด้านสาธารณะสุข และกฎระเบียบในเชิงสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น
       
        นายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า สำหรับกุ้งไทย ไทยต้องฉวยโอกาสนี้ให้เป็นให้เป็นประโยชน์กับเราให้มากที่สุดในเรื่องการเร่งผลิตสินค้าเพื่อส่งออก แต่ต้องภายใต้กรอบการเฝ้าระวังเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของการผลิต
       
       กุ้งมะกันโวยเก็บภาษีต่ำไป
       
        ทางด้านกลุ่มชาวประมงจับกุ้งของสหรัฐฯ แสดงความยินดีต่อการตัดสินขึ้นภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดของกระทรวงพาณิชย์อเมริกันคราวนี้ แต่โวยว่าอัตราภาษีเบื้องต้นที่ประกาศออกมายังต่ำเกินไป
       
        เอดดี้ กอร์ดอน ประธานกลุ่มพันธมิตร เซาเทิร์น ชริมป์ อะไลแอนซ์ ซึ่งเป็นตัวแทนชาวประมงกุ้งสหรัฐฯที่ยื่นฟ้องร้องว่ากุ้งส่งออกจากต่างประเทศสู่ตลาดอเมริกัน มีราคาต่ำกว่าความเป็นจริงจนเข้าข่ายพฤติการณ์ทุ่มตลาด ได้ออกโรงแถลงว่าผลการตัดสินคือการยืนยันว่า กุ้งต่างประเทศซึ่งทะลักเข้าไปขายในสหรัฐฯด้วยราคาต่ำมากนั้น ไม่ได้เป็นเพราะชาติเหล่านี้มีการผลิตที่มีประสิทธิภาพ แต่เนื่องจากพฤติกรรมการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม กลุ่มพันธมิตรของเขายังรู้สึกว่า ภาษีที่เรียกเก็บในหลายๆ กรณียังต่ำเกินไปเมื่อคำนึงถึงความร้ายแรงของการละเมิดกฎหมาย
        ทว่า กลุ่มที่เป็นตัวแทนของร้านชำ ร้านอาหาร กิจการแปรรูปอาหาร และผู้จัดจำหน่ายอาหาร ออกโรงวิจารณ์ว่าการขึ้นภาษีทุ่มตลาดคราวนี้ คือการเก็บภาษีที่ไม่จำเป็นโดยคนที่ต้องเสียคือผู้บริโภคชาวอเมริกัน
        "ประเทศทั้ง 4 เหล่านี้ (ไทย, บราซิล, เอกวาดอร์, อินเดีย) ไม่ได้ทุ่มตลาดกุ้งในสหรัฐฯเลย พวกเขาสามารถทำผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงได้อย่างมีประสิทธิภาพต่างหาก และอุตสาหกรรมสหรัฐฯเองล้มเหลวไม่สามารถแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพกับผู้นำเข้าเหล่านี้" วอลลี สตีเวนส์ ประธานกลุ่มนี้ซึ่งใช้ชื่อว่า ชริมป์ แทสก์ ฟอร์ซ กล่าว
        "กรณีนี้เป็นเรื่องที่คณะรัฐบาลชุดปัจจุบันกำลังจัดเก็บภาษีอาหารแบบใหม่กับชาวอเมริกันนับล้านๆ คน ซึ่งจะไม่ได้เป็นการช่วยอะไรอุตสาหกรรมกุ้งเลย ยกเว้นแต่พวกทำกุ้งจำนวนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น มันเป็นกรณีคลาสสิกของลัทธิกีดกันการค้าที่ทั้งไม่มีความจำเป็น ไม่สมควรได้รับการพิจารณา และก็ไม่ฉลาดเอาเลย" สตีเวนส์บอก
        ขณะเดียวกัน สตีเวนส์ชี้ว่า การที่อัตราภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดเบื้องต้น ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯประกาศออกมาคราวนี้ ต่ำกว่าที่ผู้ทำกุ้งอเมริกันเรียกร้องมาก ก็เป็นหลักฐานยืนยันว่า การนำเข้าไม่ได้เป็นตัวการสร้างปัญหาให้แก่ผู้ทำกุ้งอเมริกัน ดังนั้น ความพยายามที่จะปิดกั้นการแข่งขันด้วยการจัดเก็บภาษีอาหารแบบนี้ จะไม่ทำให้ปัญหาของอุตสาหกรรมกุ้งสหรัฐฯหมดสิ้นไปได้
       
 
 
2374  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / นายกฯ เชื่อสหรัฐฯ ปรับเพิ่มภาษีตอบโต้ทุ่มตลาด จะไม่กระทบตลาดกุ้งไทยมากนัก เมื่อ: สิงหาคม 01, 2004, 09:42:33 AM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2547 17:20 น.
 
 
       
        พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสหรัฐฯ ประกาศผลอากรตอบโต้การทุ่มตลาดสินค้ากุ้งของไทย ว่า ได้รับรายงานแล้ว โดยทราบว่าเบื้องต้นเป็นการเพิ่มภาษี แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับประเทศไทยมากนัก หากเทียบกับประเทศอื่นที่สหรัฐฯ ออกมาตรการตอบโต้เช่นกัน ทั้งนี้ ทางสหรัฐฯ จะส่งเจ้าหน้าที่เพื่อประเมินเอกสารต่างๆ ที่ไทยชี้แจง เพื่อให้แน่ใจว่าตรงตามข้อเท็จจริงหรือไม่
        ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ได้ประกาศผลอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด เบื้องต้นสำหรับสินค้ากุ้งใน 6 ประเทศ โดยรวมถึงประเทศไทย โดยสหรัฐฯ ประกาศผลอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดของไทย ในอัตราร้อยละ 5.56 - 10.25
 
 
2375  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / กรมการค้าต่างประเทศเผยความคืบหน้ากรณีสหรัฐฯ ไต่สวนทุ่มตลาดกุ้งไทย เมื่อ: สิงหาคม 01, 2004, 09:41:31 AM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2547 15:26 น.
 
 
       
        นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีสหรัฐอเมริกาเปิดไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้ากุ้งของไทยว่า กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศผลอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาด หรือเอดี เบื้องต้นของกุ้งที่นำเข้าจากไทย เมื่อวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา ที่ร้อยละ 5.56-10.25 โดยเบื้องต้นสหรัฐฯ จะเก็บจากการนำเข้ากุ้งเป็นการชั่วคราวประมาณ 4 เดือน ซึ่งจะมีผลบังคับใช้เป็นทางการ ภายในสัปดาห์แรกของเดือน ส.ค.นี้ และขั้นตอนต่อไปสหรัฐฯ จะเปิดรับข้อคิดเห็น ข้อโต้แย้ง และส่งหลักฐานเพิ่มเติม รวมทั้งจะส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงของผู้ส่งออกไทย ที่เป็นผู้ตอบแบบสอบถามของสหรัฐฯ แล้วจะนำข้อมูลดังกล่าวกลับไปพิจารณาอัตราเอดีขั้นสุดท้าย ซึ่งคาดว่าจะประกาศผลประมาณวันที่ 17 ธ.ค.นี้ ทั้งนี้ สหรัฐฯ จะประกาศผลการตัดสินขั้นสุดท้ายว่า อุตสาหกรรมกุ้งของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหายจากการนำเข้ากุ้งจาก 6 ประเทศ รวมทั้งไทยหรือไม่ ประมาณปลายเดือน ม.ค.2548 ซึ่งหากผลสรุปออกมาว่า กุ้งจากไทยและจากประเทศอื่นๆ อีก 5 ประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายจริง สหรัฐฯ จะใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดการนำเข้าของแต่ละประเทศออกไปอีก 5 ปี
        อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวด้วยว่า จากการไต่สวนทั้งหมด 6 ประเทศ ไทยยังมีอัตราเอดีต่ำกว่าอัตราเอดีของจีนและเวียดนามที่ได้ประกาศไปตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะประเทศไม่ได้ทุ่มตลาดสินค้ากุ้งในสหรัฐฯ แต่เป็นเพราะมีการบริหารจัดการการเลี้ยงกุ้งที่ดี ทำให้มีต้นทุนต่ำ จึงไม่ควรมีการเก็บภาษีทุ่มตลาดกุ้งจากไทย
 
2376  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / "เนวิน"เชื่อกุ้งไทยส่งออกได้มากขึ้นหลังผลเอดีจากสหรัฐชัดเจน เมื่อ: สิงหาคม 01, 2004, 09:40:35 AM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2547 15:16 น.
 
 
       รมช.เกษตรฯเชื่อหลังสหรัฐสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการตัดสินเกี่ยวกับการทุ่มตลาดของกุ้งไทย จะทำให้เป็นโอกาสของกุ้งไทยที่จะส่งออกขยายตัวมากขึ้น เพราะเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) ในอัตราเฉลี่ยต่ำที่สุดใน 6 ประเทศที่ถูกไต่สวน ส่วนราคากุ้งในประเทศมีโอกาสปรับขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10-15
       
       นายเนวิน ชิดชอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ กล่าวถึงกรณีสหรัฐประกาศใช้มาตรการภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดกุ้งของ 4 ประเทศ คือ ไทย เอกวาดอร์ บราซิล และอินเดีย ว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นข่าวดีสำหรับอุตสาหกรรมกุ้งของไทย เนื่องจากอัตราภาษีที่ไทยถูกเรียกเก็บมีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 6.39 ถือว่าน้อยกว่าประเทศอื่น ที่ถูกไต่สวน ดังนั้นการส่งออกกุ้งของไทยไปสหรัฐน่าจะมีศักยภาพการส่งออกและขยายส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น และมั่นใจว่าไทยจะยังคงครองอันดับหนึ่งของประเทศที่ส่งออกกุ้งไปสหรัฐ โดยการส่งออกหลังจากนี้จะมีการส่งออกขยายตัวสูงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10
       
       นายเนวิน กล่าวว่า หลังสหรัฐมีความชัดเจนเรื่องภาษีทุ่มตลาดกุ้ง เกษตรกรจะเข้าสู่ระบบการผลิตได้ทันที เพราะจะสามารถคำนวณต้นทุนการผลิตที่แท้จริงได้ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจะเพิ่มความเข้มงวดเกี่ยวกับการตรวจสอบคุณภาพการผลิตให้มากขึ้น และมั่นใจว่าการส่งออกกุ้งของไทยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จะมีตัวเลขสูงขึ้น อีกทั้งราคากุ้งในประเทศจะปรับตัวสูงขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10-15
       
       ด้าน นายสิทธิ บุณยรัตผลิน อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กุ้งที่ส่งออกไปขายในสหรัฐจาก 4 ประเทศ คือ ไทย บราซิล เอกวาดอร์และอินเดียมีการทุ่มตลาดจริง ยกเว้นบริษัท EMPRESA DE ARMAZENAGEM SRIGORISICA LTDA.(EMPAS) ของประเทศบราซิล โดยมีอัตราเหลื่อมการทุ่มตลาดดังนี้ ไทย ร้อยละ 5.56-10.25 บราซิล ร้อยละ 8.41-67.80 เอกวาดอร์ ร้อยละ 6.08-9.35 และอินเดีย ร้อยละ 3.56-27.49 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐสรุปว่าในส่วนกุ้งของไทย ไม่พบว่ามีการส่งออกมากอย่างผิดปกติ และจะทบทวนข้อมูลที่ได้รับเพิ่มเติมจากผู้เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาผลความเสียหายขั้นสุดท้ายในวันที่ 17 ธันวาคมนี้ ซึ่งการประกาศผลความเสียหายขั้นสุดท้ายจะมีขึ้นในวันที่ 31 มกราคม 2548
       
       นายสิทธิ กล่าวว่า ผลประกาศอัตราส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาดของผู้ส่งออกรายใหญ่ของไทย 3 บริษัท ประกอบด้วย บริษัทในเครือ RUBICON GROUP (ANDAMAN SEAFOOD CO.,LTD. CHANTHABURI SEAFOODS CO.,LTD. AND THAILAND FISHERY COLD STORAGE PUBLIC CO.,TD) รวมร้อยละ 5.65 บริษัท ไทยเอกมัย โฟร์เชี่ยนฟู้ด จำกัด ร้อยละ 5.91 และบริษัท ยูเนี่ยน โฟรสเซียล โปรดักส์ จำกัด ร้อยละ 10.25 นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอื่นๆ อีกร้อยละ 6.39 สำหรับบริษัท ยูเนี่ยนฯ ที่มีอัตราส่วนเหลื่อมตลาดมากที่สุด ฝ่ายไทยตั้งข้อสังเกตว่าน่าจะเกิดจากวิธีการคำนวณที่ยังไม่ตรงกัน จึงทำให้ผลออกมาเป็นเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ส่งเอกสารข้อมูลเพิ่มเติมให้สหรัฐใช้ประกอบการพิจารณาแล้ว เชื่อว่าข้อมูลนี้น่าจะทำให้อัตราเหลื่อมการทุ่มตลาดกุ้งของบริษัทดังกล่าวลดลง อย่างไรก็ตามผลการตัดสินเบื้องต้นของสหรัฐครั้งนี้เป็นที่น่าพอใจสำหรับประเทศไทย จากเดิมที่คาดว่า อัตราเฉลี่ยจะอยู่ที่ร้อยละ 7-8 ดังนั้น การส่งออกกุ้งของไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวต่อไปอีกแน่นอน
 
 
2377  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / ราคากุ้งไทยเตรียมปรับเพิ่ม หลังเอดีสหรัฐประกาศออกมาต่ำ เมื่อ: สิงหาคม 01, 2004, 09:38:49 AM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2547 14:05 น.
 
 
       ไทยเตรียมยิ้มรับออร์เดอร์กุ้งเพิ่ม หลังจากสหรัฐประกาศอัตราภาษีเอดีออกมาต่ำกว่าคู่แข่ง ส่งสัญญาณถึงเกษตรกรให้เลี้ยงกุ้งเพิ่ม เพราะกุ้งอาจขาดแคลน เป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกร แต่เป็นข่าวร้ายของผู้บริโภค เพราะคาดว่าราคาจะปรับเพิ่มขึ้นแน่นอน
       
       นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า หลังจากที่สหรัฐประกาศเบื้องต้นอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดกุ้งไทยหรือเอดี ออกมาในอัตราร้อยละ 5.91-10.25 และมีอัตราเฉลี่ย ร้อยละ 6.39 นั้นนับว่าเป็นเอดีที่น้อยกว่าคู่แข่งอื่นและไม่มีการเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง โดยจีนถูกเรียกเก็บเอดีเฉลี่ยร้อยละ 49.50 เอกวาดอร์ ร้อยละ 7.3 บราซิล ร้อยละ 36.91 อินเดียร้อยละ 14.2 เวียดนาม ร้อยละ 16 ซึ่งทั้ง 6 ประเทศนี้ ส่งออกเป็นสัดส่วน ร้อยละ 75 ของการบริโภคในสหรัฐ ดังนั้น กุ้งไทยจึงสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้นเป็นโอกาสของเกษตรกรไทยที่จะเลี้ยงกุ้งส่งออกได้มากขึ้นด้วยในขณะเดียวกันเชื่อมั่นว่าราคากุ้งจะปรับขึ้นอีกเพราะตั้งแต่สหรัฐประกาศภาษีเอดีกุ้งจากจีนในช่วงก่อนหน้านี้ ราคากุ้งในไทยก็ขยับขึ้นไปประมาณ 15 บาทแล้ว โดยกุ้งขนาด 50 ตัว/กิโลกรัมปรับจาก 150 บาท เป็น165 บาทต่อกิโลกรัม
       
       อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สหรัฐจะมีการประกาศอัตราเอดีขั้นสุดท้ายในเดือนธันวาคม 2547 ทางบริษัทผู้ส่งออกของไทยคงจะยื่นให้ทางการสหรัฐทบทวนอัตราภาษีใหม่ เพราะที่ผ่านมากุ้งไทยไม่เคยเสียภาษี และยืนยันว่ากุ้งไทยไม่ได้เข้าไปทุ่มหรือดั๊มพ์ราคาในสหรัฐแต่อย่างใด โดยตลาดสหรัฐนั้นเป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของกุ้งไทยปีที่ผ่านมา มีการส่งออกไปสหรัฐประมาณ 130,000 ตัน และคาดว่าปีนี้ไทยจะส่งไปสหรัฐได้เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามยอดส่งออกโดยรวมของกุ้งไทยปีนี้คาดว่าคงจะมีปริมาณใกล้เคียงกับปีที่แล้ว ที่ประมาณ 240,000-250,000 ตัน มูลค่าประมาณ 800,000 ล้านบาท เพราะในช่วง 5 เดือนแรกมีความชะงักงันเกี่ยวกับการประกาศเอดีดังกล่าว
       
       “นับว่าเป็นความร่วมมือที่ดีของภาครัฐ-ผู้ส่งออกของไทยที่ร่วมมือกันชี้แจง และคัดค้านเอดีจนอัตราภาษีเอดีของไทยต่ำที่สุด แต่ข้อเท็จจริงคือไทยไม่ควรมีเอดี เนื่องจากไม่เคยดั๊มพ์ตลาดกุ้ง โดยตามข้อกำหนดทุกบริษัทส่งออกสามารถยื่นให้กระทรวงพาณิชย์ยื่นทบทวน และภายใน 5 ปี พิสูจน์ได้ว่าไม่มีการดั๊มพ์ราคาเกินร้อยละ 2 ภาษีเอดีก็จะถูกยกเลิก” นายสมศักดิ์ กล่าว
       
       สำหรับการเก็บภาษีเอดีกุ้ง สหรัฐเรียกเก็บเป็นรายบริษัทที่แตกต่างกัน โดยบริษัทของไทยมีอัตราภาษีตั้งแต่ร้อยละ 5.56-10.25 บราซิล ร้อยละ 67.8 เอกวาดอร์ ร้อยละ 6.08-9.35 และอินเดียร้อยละ 3.56-27.49
       
       นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงกุ้ง และอาหารแช่เยือกแข็ง กล่าวว่า นับเป็นเรื่องที่ดีที่ภาษีเอดีกุ้งออกมาต่ำ คำสั่งซื้อหรือออร์เดอร์จะมาในไทยเพิ่มขึ้น แต่มีปัญหา คือ ปริมาณกุ้งอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากที่ผ่านมาราคากุ้งตกต่ำ และผู้เลี้ยงกุ้งเป็นกังวลกับภาษีเอดีจึงไม่ได้เลี้ยงเพิ่ม ดังนั้น จึงขอให้ผู้เลี้ยงกุ้งของไทยเตรียมเลี้ยงเพิ่มทั้งกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำ
       
 
 
2378  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / พาณิชย์หนุนเอกชนสุดตัว ค้านผลไต่สวนกุ้งไทยทุ่มตลาด เมื่อ: สิงหาคม 01, 2004, 09:32:30 AM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2547 13:48 น.
 
 
       กรมการค้าต่างประเทศระบุว่าแม้อัตราอากรการตอบโต้การทุ่มตลาดของไทยจะต่ำกว่าประเทศอื่นๆ แต่ก็พร้อมจะสนับสนุนเอกชนในการชี้แจงกับสหรัฐจนถึงที่สุด ด้านภาคเอกชนระบุว่าถือเป็นสัญญาณที่ดีเพราะจะเกิดความชัดเจนมากขึ้น แต่เตือนให้ระมัดระวังจะเกิดปัญหาซ้ำรอยขึ้นอีก
       
       นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีสหรัฐเปิดไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้ากุ้งของไทยว่ากระทรวงพาณิชย์สหรัฐ (ดีโอซี) ได้ประกาศผลอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) เบื้องต้นของกุ้งที่นำเข้าจากไทยเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2547 ที่ร้อยละ 5.56-10.25 บราซิล อยู่ที่ร้อยละ 0-36.91 อินเดียร้อยละ 3.56-27.45 และเอกวาดอร์ร้อยละ 6.08- 9.35 ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไทยมีอัตราเอดีค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่ถูกไต่สวนด้วยกันและต่ำมากกว่าอัตราเอดีของจีนและเวียดนามซึ่งได้มีการประกาศไปตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาที่อัตราร้อยละ 12.11-93.13 และ 7.67-112.81 ตามลำดับ
       
       นายราเชนทร์กล่าวอีกว่า อัตราเอดีเบื้องต้นเป็นอัตราที่สหรัฐจะเก็บจากการนำเข้ากุ้งเป็นการชั่วคราวประมาณ 4 เดือน โดยจะมีผลบังคับใช้เป็นทางการภายในสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม 2547 ขั้นตอนต่อไปสหรัฐจะเปิดรับข้อคิดเห็น ข้อโต้แย้ง และให้ส่งหลักฐานเพิ่มเติม รวมทั้งจะส่งทีมเจ้าหน้าที่เดินทางมาตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงของผู้ส่งออกไทยที่เป็นผู้ตอบแบบสอบถามของสหรัฐ ประมาณปลายเดือนสิงหาคม 2547 แล้วนำข้อมูลดังกล่าวกลับไปพิจารณาอัตราเอดีขั้นสุดท้าย ซึ่งคาดว่าจะประกาศผลประมาณวันที่ 17 ธันวาคมนี้
       
       ในขณะเดียวกันนี้คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ (ไอทีซี) ของสหรัฐจะเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาก่อนประกาศผลการตัดสินขั้นสุดท้ายว่าอุตสาหกรรมกุ้งของสหรัฐได้รับความเสียหายจากการนำเข้ากุ้งจาก 6 ประเทศ รวมทั้งไทยหรือไม่ โดยคาดว่าจะประกาศประมาณปลายเดือนมกราคม 2548 ซึ่งหากผลสรุปออกมาว่ากุ้งจากไทยและประเทศอื่น ๆ อีก 5 ประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่อุตสาหกรรมภายในสหรัฐ สหรัฐก็จะใช้มาตราการตอบโต้การทุ่มตลาดโดยเก็บตามผลขั้นสุดท้ายจากกุ้งนำเข้าของแต่ละประเทศไปอีก 5 ปี
       
       อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ากระทรวงพาณิชย์จะร่วมมือกับภาคเอกชนอย่างเต็มที่เพื่อโต้แย้งอัตราเอดีเบื้องต้น รวมทั้งเตรียมการสำหรับการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสหรัฐต่อไป ทั้งนี้ การส่งออกกุ้งของไทยปี 2546 มีประมาณ 237,098 ตัน เป็นมูลค่า 71,804 ล้านบาท ในช่วงเดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ของปี 2547 มีปริมาณ 101,074 ตัน มูลค่า 27,046 ล้านบาท ซึ่งประมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.4 แต่มูลค่าลดลงร้อยละ 15.14 จากระยะเดียวกันของปีก่อน
       
       ตลาดส่งออกหลักยังคงเป็นสหรัฐที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 52.8 โดยส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.3 จากระยะเดียวกันของปีก่อนหน้า ตลาดรองลงไปที่สำคัญคือญี่ปุ่นซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 20.7 สวนตลาดที่มีศักยภาพคือแคนาดา ซึ่งส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 23.5 และเกาหลีใต้ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.8 คาดว่าการส่งออกในครึ่งปีหลังของปีนี้จะกระเตื้องขึ้น โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐเนื่องจากอัตราเอดีของผู้ส่งออกกุ้งไทยค่อนข้างได้เปรียบประเทศคู่แข่ง
       
       นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนกุล กรรมการรองเลขาธิการ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่สหรัฐได้ประกาศอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) กุ้งกับ 4 ประเทศ โดยไทยถูกเรียกเก็บภาษีเอดีกุ้งอยู่ที่อัตราร้อยละ 5.56-10.25 อย่างเป็นทางการแล้วนั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ปัญหาที่อึมครึมที่ผู้ส่งออกกุ้งของไทย รวมถึงประเทศคู่ค้าที่นำเข้ากุ้งของไทยจะได้รับทราบ ซึ่งเห็นว่าเป็นอัตราที่ต่ำจะสามารถทำให้ไทยแข่งขันกับประเทศคู่ค้าได้ เนื่องจากประเทศผู้ค้ากุ้ง เช่น เวียดนาม จีน ถูกเรียกเก็บภาษีเอดีกุ้งสูงกว่าไทยหลายเท่าตัว ดังนั้น อัตราภาษีที่ไทยถูกเก็บจากสหรัฐครั้งนี้น่าจะทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้อย่างไม่มีปัญหา และเชื่อว่าจะทำให้มูลค่าการส่งออกกุ้งจากที่ช่วงต้นปีชะลอตัวมาโดยตลอดน่าจะกลับมาดีขึ้น โดยคาดว่าการส่งออกกุ้งในปีนี้น่าจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 70,000-80,000 ล้านบาท
       
       “หลังจากนี้ไปผู้ส่งออกไทยจะต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดเรื่องเช่นนี้อีก และควรหันกลับรูปแบบการส่งออกโดยเน้นการส่งออกกุ้งแปรรูปให้มากกว่าการส่งออกกุ้งสด เพราะเนื่องจากกุ้งแปรรูปมีขั้นตอนกระบวนการรักษาความสะอาดและปลอดภัยสูง ขณะที่กุ้งสดมักจะมีปัญหาในเรื่องของความปลอดภัย อีกทั้งการเก็บภาษีกุ้งแปรรูปจะเป็นอัตราภาษีที่ต่ำกว่ากุ้งสด จึงอยากแนะนำให้ผู้ประกอบการควรศึกษากระบวนการแปรรูปกุ้งแล้วส่งออกไปต่างประเทศให้มากขึ้นจะดีขึ้น” นายพรศิลป์ กล่าว
       
       อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรีไทย-สหรัฐ ยังไม่ได้มีการพูดถึงมาตรการเกี่ยวกับการปกป้องการทุ่มตลาด จึงเห็นว่าไทยน่าจะหยิบยกมาตรการเอดีต่างๆ เข้าไปทำการเจรจาตามกรอบเอฟทีเอไทย-สหรัฐด้วย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมของทั้งสองฝ่ายให้มากขึ้นต่อไป
 
 
2379  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / "เนวิน" เผยไทยยังครองส่วนแบ่งตลาดกุ้งเป็นอันดับแรก เมื่อ: สิงหาคม 01, 2004, 09:31:33 AM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2547 11:52 น.
 
 
       
        นายเนวิน ชิดชอบ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้สหรัฐฯประกาศเก็บภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดกุ้งที่นำเข้าจากไทยแล้ว โดยเก็บร้อยละ 6.39 เป็นเวลาถึง 5 ปี มีผลทันทีตั้งแต่วันนี้ ซึ่งเป็นอัตราที่ถูกกว่าประเทศอื่น เช่น อินเดีย ที่เก็บร้อยละ 14 ขณะที่บราซิลถูกเก็บร้อยละ 36.9 ทำให้ไทยจะยังคงสามารถครองส่วนแบ่งตลาดกุ้งอันดับ 1 ในสหรัฐฯ ต่อไปได้ โดยยอดการส่งออกน่าจะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 และการประกาศในครั้งนี้น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีที่จะทำให้สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งเข้าสู่ภาวะปกติ คาดว่าจะเร่งส่งออกได้ภายใน 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้
 
 
2380  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / ผู้ประกอบการกุ้งไทยคาดส่งออกกุ้งได้เพิ่ม หลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มภาษี เมื่อ: สิงหาคม 01, 2004, 09:31:06 AM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2547 11:29 น.
 
 
       
        นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย กล่าวว่า หลังจากที่สหรัฐฯ ประกาศเบื้องต้นอัตราภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดกุ้งไทย (เอดี) ออกมาในอัตราร้อยละ 5.91-10.25 และมีอัตราเฉลี่ยร้อยละ 6.39 นั้น นับว่าเป็นอัตราที่น้อยกว่าคู่แข่งอื่นๆ เช่น จีน อินเดี เวียดนาม บราซิล ดังนั้น กุ้งไทยจึงสามารถส่งออกได้เพิ่มขึ้น เป็นโอกาสของเกษตรกรไทยที่จะเลี้ยงกุ้งส่งออกได้มากขึ้นด้วย ขณะเดียวกัน ราคากุ้งคงจะมีการปรับขึ้นไปอีก
        อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สหรัฐฯ จะมีการประกาศอัตราเอดีครั้งสุดท้ายในเดือน ธ.ค.นี้ ทางบริษัทผู้ส่งออกของไทยก็คงจะยื่นให้ทางการสหรัฐทบทวนอัตราภาษีใหม่ เพราะที่ผ่านมากุ้งไทยไม่เคยเสียภาษี และยืนยันว่ากุ้งไทยไม่ได้เข้าไปทุ่ม หรือดัมพ์ราคาในสหรัฐฯ แต่อย่างใด โดยตลาดสหรัฐฯ นั้นเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของกุ้งไทย ปีที่ผ่านมามีการส่งออกไปสหรัฐฯประมาณ 130,000 ตัน

 
 
 
2381  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / บราซิล เตรียมฟ้องร้อง WTO กรณีสหรัฐฯ เสนอเรียกเก็บภาษีกุ้งนำเข้าเพิ่ม เมื่อ: สิงหาคม 01, 2004, 09:29:37 AM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2547 11:23 น.
 
 
       
        เจ้าหน้าที่รัฐบาลบราซิล กับบรรดาผู้ผลิตกุ้งในบราซิล เปิดเผยว่า จะยื่นฟ้องร้องกรณีสหรัฐฯ เสนอเรียกเก็บภาษีกุ้งนำเข้าจากบราซิลเพิ่มเติม กับองค์การการค้าโลก
 
 
2382  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / สหรัฐเสนอเก็บภาษีกุ้งไทยเพิ่ม เมื่อ: สิงหาคม 01, 2004, 09:28:48 AM
สหรัฐเสนอเก็บภาษีกุ้งไทยเพิ่ม
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 30 กรกฎาคม 2547 10:43 น.
 
 
       
        กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ รายงานว่า คณะเจ้าหน้าที่สหรัฐเสนอเรียกเก็บภาษีกุ้งนำเข้าจากบราซิล เอกวาดอร์ อินเดีย และไทย เพิ่มเติมตามที่มีการร้องเรียนว่ากุ้งนำเข้าใช้วิธีทุ่มตลาด ด้วยการส่งเข้ามาขายถูกกว่ากุ้งท้องถิ่นในสหรัฐ สำหรับการเก็บภาษีกุ้งนำเข้าเพิ่มเติมในส่วนของกุ้งบราซิล อาจถูกเรียกเก็บภาษีถึงร้อยละ 67.8 เอกวาดอร์อาจถูกเก็บภาษีระหว่างร้อยละ 6.08-9.35 อินเดียร้อยละ 3.56-27.49 และไทยอาจเจอภาษีตั้งแต่ร้อยละ 5.56-10.25 หลังการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า กุ้งนำเข้าจาก 4 ประเทศส่งเข้ามาขายในราคาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเท่ากับเป็นการปูทางให้สหรัฐดำเนินการตอบโต้ด้วยการเพิ่มภาษีกุ้งนำเข้า และเป็นการเสนอเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมระลอกสอง หลังจากมีคำสั่งเพิ่มภาษีกุ้งนำเข้าจากจีน และเวียดนามไปเมื่อเดือนที่แล้ว
        ด้านกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งในสหรัฐที่ยื่นคำร้องกุ้งนำเข้าทุ่มตลาด ต่างแสดงความยินดีต่อคำตัดสินในครั้งนี้ แต่ยังต้องการขึ้นภาษีกุ้งนำเข้าที่ส่งมาจากบราซิล จีน เอกวาดอร์ อินเดีย ไทย และเวียดนาม ถึง 200 เปอร์เซ็นต์
        ก่อนหน้านี้ไทยขอให้คณะกรรมาธิการการค้าสหรัฐระงับการขึ้นภาษีกุ้ง โดยอ้างว่าจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและผู้ค้ากุ้งหลายพันราย อย่างไรก็ดีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐจะดำเนินการตัดสินใจขั้นสุดท้ายในฤดูใบไม้ร่วงนี้ กุ้งนำเข้าจาก 6 ประเทศดังกล่าว คิดเป็นร้อยละ 75 ของกุ้งที่บริโภคในสหรัฐ
 
 
2383  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / มุมปลาสวยงาม / เทคนิคการเพาะขยายพันธุ์ปลา Golden Arowana ในบ่อคอนกรีต(ตอนจบ) เมื่อ: กรกฎาคม 30, 2004, 11:03:37 AM
     Golden Arowana จะสามารถผสมพันธุ์วางไข่ได้เมื่ออายุประมาณ 4 ปี ซึ่งปลาจะมีขนาด 45-60 เซนติเมตร ฤดูผสมพันธุ์จะอยู่ระหว่างเดือน ก.ค.-ธ.ค. ในธรรมชาติปลาเพศผู้จะเก็บรักษาไข่ที่ได้รับการผสมแล้วไว้ในช่องปาก จนกระทั่งลูกปลาสามารถว่ายน้ำได้อย่างอิสระเมื่ออายุประมาณ 2 เดือน มีรายงานว่า Arowana เพศเมียจะมีไข่ประมาณ 20-30 ฟอง/ฝัก และไข่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.9 เซนติเมตร
     ความแตกต่างระหว่างเพศของปลา จะสามารถแยกเพศปลาได้เมื่อปลาถึงวัยเจริญพันธุ์ คือเมื่ออายุประมาณ 3-4 ปี โดยดูได้จากรูปร่าง ขนาดของช่องปากซึ่งปลาเพศผู้ลำตัวจะเรียวกว่าเพศเมีย ปากมีขนาดใหญ่และสีจะเข้มกว่าเพศเมีย ปากที่มีขนาดใหญ่กว่าเพื่อประโยชน์ในการการเก็บรักษาไข่ จึงทำให้หัวของปลาเพศผู้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ และปลาเพศผู้ขณะที่กินอาหารจะมีลักษณะก้าวร้าว ดุดันกว่าปลาเพศเมีย
การผสมพันธุ์วางไข่
     Arowana จะมีการเกี้ยวพาราสีกันเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรืออาจเป็นเดือนก่อนที่จะจับคู่ผสมพันธุ์ โดยพฤติกรรมดังกล่าวมักเกิดในเวลากลางคืน โดยปลาจะว่ายน้ำบริเวณผิวน้ำ ปลาเพศผู้จะว่ายไล่ปลาเพศเมียไปรอบๆ บ่อ ซึ่งบางครั้งอาจใช้จมูกดันบริเวณหางของปลาเพศเมีย หลังจากนั้น 1-2 สัปดาห์ปลาเพศเมียก็จะวางไข่ลักษณะสีส้มแดง ตัวผู้จะปล่อยน้ำเชื้อเข้าผสมและเก็บไข่ที่ได้รับการผสมแล้วไว้ในปากจนกระทั่งไข่ฟักเป็นตัวและลูกปลาว่ายน้ำได้ ประมาณ 1 สัปดาห์ไข่จะฟักเป็นตัว ลูกปลาจะอาศัยอยู่ในช่องปากของปลาเพศผู้ประมาณ 7-8 สัปดาห์จนกระทั่งถุงไข่แดงยุบลูกปลาจึงจะว่ายน้ำเป็นอิสระ ซึ่งลูกปลาดังกล่าวจะมีขนาดประมาณ 45-50 มิลลิเมตร
     หลังจากผสมพันธุ์สามรถแยกเพศปลาได้โดยดูจากช่องเปิดเหงือก และพฤติกรรมการว่ายน้ำ ซึ่งปลาเพศผู้จะมีพฤติกรรมที่สงบลงกว่าที่ผ่านมา และยอมให้ลูกอาศัยอยู่ในปากของตน
การจัดการกับลูกปลาหลังการผสมพันธุ์วางไขb]
     โดยปกติไข่ของปลา Golden Arowana ใช้เวลาในการฟักเป็นตัวประมาณ 8 สัปดาห์ ซึ่งเราสามารถนำไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจากปากของปลาเพศผู้มาทำการเพาะฟักต่อได้ โดยใช้สวิงตาถี่ในการจับปลา แล้วใช้ผ้าขนหนูซึ่งเปียกน้ำห่อตัวปลาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาดิ้นและเป็นการป้องกันไม่ให้ปลาบาดเจ็บ ค่อยๆ ดึงขากรรไกรล่างของปลาออกช้าๆ แล้วเขย่าตัวปลาเบาๆ เพื่อให้ไข่ปลาหลุดออกจากปากของปลาเพศผู้ ไข่ปลาที่ได้จะมีประมาณ 20-35 ฟอง
เทคนิคในการเพาะฟัก
     หลังจากได้ไข่ปลามาแล้วนำลงฟักในตู้กระจกขนาด 90x45x45 เซนติเมตร ควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในช่วง 27-29oC, DO ประมาณ 5 มก./ล โดยให้อากาศตลอดเวลา เติม Acriflavine ลงในน้ำเพื่อป้องกันการติดเชื้อของตัวอ่อน ซึ่งวิธีดังกล่าวจะทำให้ลูกปลามีอัตรารอด (จนกระทั่งลูกปลาสามารถว่ายน้ำได้เอง) ประมาณ 90-100%
     ในสัปดาห์แรกจะเห็นได้ว่าถุงไข่แดงยังมีขนาดใหญ่ลูกปลาจะอาศัยอยู่บริเวณด้านล่างของถัง หลังจากที่ลูกปลาเริ่มว่ายน้ำได้เมื่อถุงไข่แดงมีขนาดเล็กลงและจะยุบเกือบหมดในสัปดาห์ที่ 8 ลูกปลาจะสามารถว่ายน้ำขึ้นลงได้ (ลูกปลามีขนาดประมาณ 8.5 เซนติเมตร) และในช่วงนี้สามารถให้อาหารมีชีวิตแก่ลูกปลาได้
การจัดการดูแลลูกปลา
     เมื่อลูกปลาสามารถว่ายน้ำได้อย่างอิสระและถุงไข่แดงยุบจะเริ่มให้อาหารแก่ลูกปลา อาหารที่ให้จะเป็นอาหารมีชีวิตคือ ลูกปลาหางนกยูง หรือหนอนแดง ซึ่งลูกปลาจะแข็งแรงถ้าได้รับอาหารอย่างเพียงพอ การเปลี่ยนถ่ายน้ำจะกระทำทุก 2-3 วัน โดยจะถ่ายน้ำประมาณ 30% เมือลูกปลามีขนาด 10-12 เซนติเมตร สามารถให้กุ้งน้ำจืด หรือเนื้อปลาสับเป็นอาหาร เมื่ออายุได้ 4 เดือนจึงแยกลูกปลาออกจากกันโดยให้อยู่เดี่ยวๆ ในตู้กระจกขนาด 75x45x75 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้ลูกปลาบาดเจ็บเนื่องจากการต่อสู้กันเอง และให้ปลาได้รับแสงอย่างน้อย 10-12 ชั่วโมง/วัน เพื่อให้มีสีสรรสวยงาม เมื่อปลาอายุประมาณ 6-7 เดือน (หลังจากว่ายน้ำเป็นอิสระ) ปลาจะมีขนาดประมาณ 20-25 เซนติเมตร ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด
     ปัญหาที่มักเจอในระหว่างการเลี้ยง คือ ครีบกร่อน ตาเป็นฝ้ามัว และหนอนสมอ  ซึ่งเราสามารถรักษาอาการครีบกร่อนโดยการแช่ในน้ำเกลือ 1% และปลาที่เกิดอาการตามัวมีสาเหตุเนื่องมาจากการเลี้ยงปลาอย่างหนาแน่น ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะหมดไปหากมีการจัดการในเรื่องคุณภาพน้ำโดยมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ 1 ส่วนใน 3 ส่วนของปริมาตรน้ำในถังทุก 2-3 วัน
ที่มา : AQUACULTURE ASIA July-September 2003 (Vol.VIII No.3)
2384  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ / สถาบันฯ จัดอบรมการเพาะเลี้ยงปลากะพงขาวให้พม่า เมื่อ: กรกฎาคม 28, 2004, 10:55:27 AM
   กรมประมงถ่ายทอดเทคโนโลยี
การเพาะเลี้ยงปลากะพงขาวให้กับพม่า
[/b]
     สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจัดฝึกอบรมหลักสูตรการเพาะเลี้ยงปลากระพงขาวให้แก่คณะเจ้าหน้าที่จากประเทศพม่าการฝึกอบรมมีขึ้นระหว่างวันที่ 16 ก.ค.-25 ส.ค. 2547 โดยมีผู้เข้ารับการฝึกอบรม จำนวน 7 คน มาจากกรมประมงของพม่า 3 คน และ อีก 4 คน มาจากภาคเอกชน และได้ทำพิธีเปิดการฝึกอบรมหลักสูตร "การเพาะเลี้ยงปลากระพงขาว" เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2547 นี้ โดยท่าน ผ.อ.ฐานันดร์ ทัตตานนท์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยนักวิชาการและเจ้าหน้าที่ของสถาบันฯ รายละเอียดหลักสูตรได้เน้นตั้งแต่การเพาะ การอนุบาล การเลี้ยง และรวมทั้งการจัดการด้านคุณภาพน้ำ การทำอาหาร และการป้องกันรักษาโรค นอกจากนี้ยังเสริมด้วยการศึกษาดูงานนอกสถานที่ โดยสถาบันฯมีประสบการณ์ในการเพาะเลี้ยงปลากระพงขาวมาอย่างยาวนาน และจังหวัดสงขลาก็เป็นแหล่งเลี้ยงปลากระพงขาวที่ใหญ่แห่งหนึ่งของประเทศไทย ดังนั้นการฝึกอบรมในครั้งนี้น่าจะประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง
2385  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / อินโดจะก้าวเป็นผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ของโลก เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2004, 07:49:05 AM

 
โดย 11 News 1 21 กรกฎาคม 2547 15:58 น.
 
 
       บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด จัดทำบทวิจัยในหัวข้อ “ผลิตภัณฑ์กุ้งของอินโดนีเซีย : คู่แข่งสำคัญของไทย” โดยระบุว่าอินโดนีเซียนับว่าเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกกุ้งที่น่าจับตามองอย่างมาก เนื่องจากการส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์ของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนขึ้นมาเป็นคู่แข่งขันที่แย่งชิงสัดส่วนตลาดในการส่งออกทั้งในตลาดญี่ปุ่น สหรัฐและสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดนำเข้ากุ้งสำคัญของโลก และกระทรวงทรัพยากรทางทะเลและประมง (Ministry of Marine and Fishery Resources) ของอินโดนีเซีย คาดว่าปริมาณการผลิตกุ้งของอินโดนีเซียในปี 2548 จะเพิ่มขึ้นเป็น 250,000 ตัน และมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์กุ้งจะเพิ่มขึ้นเป็น 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
       สำหรับการแข่งขันในตลาดสำคัญๆ อินโดนีเซียยังคงครองอันดับ 1 ในการส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดญี่ปุ่น ส่วนตลาดสหรัฐ อินโดนีเซียก็ไม่อยู่ในกลุ่ม 11 ประเทศ ที่สหรัฐเปิดการไต่สวนเพื่อเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด ซึ่งเท่ากับว่าการส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์ของไทยไปยังตลาดสหรัฐจะประสบปัญหาการแข่งขันที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นจากอินโดนีเซีย
       ขณะที่ตลาดสหภาพยุโรป (อียู) อินโดนีเสียภาษีนำเข้ากุ้งสดอยู่ที่ร้อยละ 3.5 และกุ้งแช่แข็งร้อยละ 7.5 ในขณะที่อียูเรียกเก็บภาษีนำเข้ากุ้งไทยในอัตราสูงถึงร้อยละ 12 สำหรับกุ้งสด และร้อยละ 20 สำหรับกุ้งแปรรูป ปัญหาที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญอยู่คือ การนำเข้าผลิตภัณฑ์กุ้งของอินโดนีเซียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมกุ้งในอินโดนีเซียประสบปัญหาวัตถุดิบไม่เพียงพอ อันเป็นผลมาจากความต้องการในการส่งออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการนำเข้ากุ้งเพื่อมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าที่สร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อส่งออก ทางรัฐบาลอินโดนีเซียคาดว่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์กุ้งที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นผลสืบเนื่องจากการที่สหรัฐมีการไต่สวนการทุ่มตลาดผลิตภัณฑ์กุ้ง และประเทศที่ถูกสหรัฐไต่สวนส่งผลิตภัณฑ์กุ้งมายังอินโดนีเซียเพื่อส่งออกต่อไปยังตลาดสหรัฐอีกทอดหนึ่ง ดังนั้น จึงมีเสียงคัดค้าน เนื่องจากเห็นว่าผลิตภัณฑ์กุ้งที่นำเข้าส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งในอินโดนีเซีย
       ดังนั้น ทางกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้ามีนโยบายจะเพิ่มภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์กุ้งเป็นร้อยละ 40 ถ้าไม่สามารถออกมาตรการงดการนำเข้าได้ แต่บรรดาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกุ้งต้องการให้รัฐบาลเลือกงดการนำเข้าหรือการขึ้นภาษีนำเข้ากุ้งเป็นบางประเภทที่ส่งผลกระทบกับผู้เลี้ยงกุ้งในประเทศเท่านั้น
 
 
หน้า: 1 ... 154 155 156 157 158 [159] 160