ตุลาคม 17, 2021, 03:42:46 AM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
  แสดงกระทู้
หน้า: 1 ... 153 154 155 156 157 [158] 159 160
2356  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การประมง / ฟื้นฟู 3 แหล่งน้ำไทย ประมงปล่อยปลาเฉาล้านตัว ปราบวัชพืช-พลิกระบบนิเวศน์ เมื่อ: กันยายน 29, 2004, 04:32:29 PM
 
    นายสิทธิ บุณยรัตนผลิน อธิบดีกรมประมง เปิดเผยถึงกรณีที่หลายฝ่ายเกรงว่า โครงการปล่อยปลาเฉาเพื่อควบคุมวัชพืชอาจจะทำลายระบบนิเวศในแหล่งน้ำของไทยนั้นขอยืนยันว่า ปลาเฉาเป็นปลาที่ประเทศไทยนำเข้ามาเพาะเลี้ยงกว่า 80 ปีแล้วและปัจจุบันยังไม่มีรายงานใด ๆ ที่ระบุว่าปลาเฉาสามารถวางไข่สืบพันธุ์ได้ในธรรมชาติในขณะที่การสำรวจทางชีววิทยาในแหล่งน้ำต่าง ๆ ทั่วประเทศ ก็ยังไม่พบปลาเฉาตามแหล่งน้ำธรรมชาติ แสดงให้เห็นว่าโอกาสที่ปลาเฉาจะแพร่พันธุ์เองในธรรมชาติแทบเป็นไปไม่ได้ รวมไปถึงนิสัยของปลาเฉาเป็นปลาที่กินพืช ไม่ใช่ปลากินเนื้อ ดังนั้นจึงไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศนในแหล่งน้ำรวมถึงสภาพแวดล้อมของไทยแน่นอน อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า สาเหตุที่ทำโครงการปล่อยปลาเฉาเพื่อปราบวัชพืชนั้นเนื่องจาก เดิมกรมประมงได้ดำเนินการฟื้นฟูสภาพแหล่งน้ำ 3 แห่งคือบึงบอระเพ็ด หนองหาร และกว๊านพะเยาที่มักประสบปัญหาเรื่องวัชพืชและมีสภาพเสื่อมโทรม โดยใช้วิธีกำจัดด้วยเครื่องจักรเป็นประจำทุกปี ประมาณปีละ 25 ล้านบาท แต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมวัชพืชให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมได้ ทั้งนี้ปลาเฉาเป็นปลาที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดและควบคุมวัชพืชสูงได้รับการยอมรับจากต่างประเทศโดยแพร่พันธุ์ในธรรมชาติได้ยาก ขณะที่ประชาชนสามารถจับมาบริโภคได้และถือได้ว่าเป็นปลาเศรษฐกิจที่น่าสนใจ ราคาจำหน่ายกก.ละ 60-70 บาทเนื่องจากเกษตรกรมีการเพาะเลี้ยงแต่ไม่แพร่หลายนักแต่ตลาดมีความต้องการสูง สำหรับโครงการปล่อยปลาเฉาที่ดำเนินการนั้นจะมีการปล่อยปลาเฉา 1 ล้านตัว ดังนี้ที่บึงบอระเพ็ด จำนวน 400,000 ตัว หนองหาร จำนวน 400,000 ตัว และกว๊านพะเยาจำนวน 200,000ื ตัว ใช้งบประมาณทั้งสิ้น 200,000 บาทระยะเวลาโครงการ 1 ปี เริ่มเดือนกันยายน 2547 นี้เมื่อสิ้นสุดโครงการจะมีการประเมินผลและตรวจสอบปริมาณวัชพืชในแหล่งน้ำ 3 แห่ง ก่อนที่จะพิจารณาดำเนินการโครงการดังกล่าวในปีต่อ ๆไป  
 
  จากหนังสือพิมพ์ แนวหน้า  
 
2357  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / จันทบุรีจัดงาน “วันกินกุ้งคุณภาพเมืองจันท์” เมื่อ: กันยายน 23, 2004, 05:50:58 PM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 กันยายน 2547 16:36 น.
 
 
       นายพูนสิน พานิชสุข ประมงจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า กรมประมง โดยสำนักงานประมงจังหวัดจันทบุรี ร่วมกับชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดจันทบุรี กำหนดจัดงาน “วันกินกุ้งคุณภาพเมืองจันท์” ขึ้นในวันศุกร์ที่ 24 กันยายน 2547 ณ หอประชุมเทศบาลเมืองขลุง อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี
        โดยงานดังกล่าวจะเริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 08.30 – 15.00 น. ซึ่งกิจกรรมภายในงานก็จะเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวกับกุ้ง อาทิ การจัดแข่งขัน กินกุ้งปลอดสารตกค้าง การสาธิตการประกอบอาหารจากกุ้ง และร่วมรับ ประทานอาหารเมนูกุ้งรสเด็ด ภายในงาน อาทิ ห่อหมกกุ้ง กุ้งลวก กุ้งต้มยำ กุ้งเสียบบางกะไชย และข้าวผัดกุ้ง
        นายพูนสิน ยังกล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ภายในงาน “วันกินกุ้งคุณภาพเมืองจันท์” ดังกล่าวก็จะมีการจัดจำหน่ายกุ้งที่ปลอดสารตกค้างในราคายุติธรรม จากบรรดา เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดจันทบุรีด้วย
        ทั้งนี้ภายในงาน ที่จะมีการจัดการแข่งขันกินกุ้งปลอดสารตกค้างนั้น ผู้ที่จะเข้าร่วมทำการแข่งขันก็สามารถสมัครเพื่อเข้าร่วมการแข่งขันได้โดยยื่นใบสมัครได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัดจันทบุรี ถนนแผ่นดินทอง 3 ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี หรือยื่นสมัครได้ ณ สถานที่จัดงานก่อนการแข่งขันประมาณ 1 ชั่วโมง
       
       
 
 
2358  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ / ตั้งศูนย์เพาะ “ปลาม้าลาย” ใหญ่สุดในสหรัฐฯ บุกวิจัยยีนก่อโรคในคน เมื่อ: กันยายน 22, 2004, 09:45:53 PM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 กันยายน 2547 17:08 น.
 
 
 
"ปลาม้าลาย" มีลักษณะทางพันธุกรรมคล้ายมนุษย์หลายอย่าง และกำลังกลายเป็นสัตว์ทดลองชนิดใหม่  
 
       เอพี - มหาวิทยาลัยพิตต์สเบอร์กเตรียมตั้งศูนย์เพาะปลาม้าลายที่ใหญ่สุดในสหรัฐ หวังใช้ “ปลา” ที่มีลักษณะพันธุกรรมคล้ายมนุษย์พันธุ์นี้ค้นคว้าหายีนในมนุษย์ ศึกษากลไกการเกิดโรคร้ายและภาวะบกพร่องของร่างกาย
       
       ขณะนี้ ศูนย์ชีววิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยพิตต์เบอร์ก (University of Pittsburgh) มีตู้เลี้ยงปลาม้าลายถึง 3,100 อันเพื่อรองรับจำนวนปลาตัวน้อย 10,000 กว่าตัว ซึ่งจะมีโครงการสร้างศูนย์ปลาม้าลายมูลค่ากว่า 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้เสร็จสิ้นภายในฤดูใบไม้ร่วงปีหน้า โดยศูนย์แห่งนี้มีความกว้างขวาง สามารถสร้างตู้เลี้ยงปลาได้มากถึง 10,000 อัน และเพาะพันธุ์ปลาม้าลายได้ถึง 350,000 ตัว พร้อมทั้งอุปกรณ์ในการทำงานอื่นๆ ซึ่งจะกลายเป็น “ศูนย์ปลาม้าลาย” ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา
       
       เฮลเธอร์ สติกนีย์ (Heather Stickney) นักชีววิทยาทำงานในห้องทดลองปลาม้าลายแห่งชาติก่อนหน้านี้ ที่คณะแพทยศสาตร์ มหาวิทยาลัยแสตนฟรอด์ (Stanford School of Medicine in California) เปิดเผยว่า ปลาม้าลายนี้มีลักษณะทางพันธุกรรมใกล้เคียงกับมนุษย์ เหมือนกับสัตว์ที่ใช้ในห้องทดลองชนิดอื่นๆ เช่น หนู (mouse และ rat)
       

 
 
ตู้เลี้ยงปลาม้าลายที่ดูแลง่ายๆ โดยห้องทดลองหลายแห่งเลี้ยงไว้ได้ด้วยตัวเอง บางทีถึงกับจับใส่กล่องพลาสติกวางเรียงเป็นชั้นๆ ไม่ต้องดูแลซับซ้นอะไร  
 
       ”สำหรับมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ที่สนใจจะพัฒนาการวิจัยขึ้นมาอย่างเฉียบคม การสร้างศูนย์ปลาม้าลายขนาดใหญ่ ถือเป็นคำตอบที่ถูกต้อง เพราะจะได้นำประโยชน์ไปใช้ในงานวิจัย” สติกนีย์ เผยพร้อมทั้งกล่าวต่อไปว่า ศูนย์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ เป็นผลจากการผลักดันของ “อาร์เธอร์ เลวีน” (Arthur Levine) คณบดีคณะแพทย์ฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ผลักดันให้เกิดสถาบันการวิจัยด้านสุขภาพแห่งชาติขึ้น ในช่วงปี 1990
       
       ”กว่าทศวรรษมาแล้ว ที่นักชีววิทยาและนักพันธุศาสตร์ตระหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า “ปลาม้าลาย” มีประโยชน์อย่างมาก ในการนำมาเป็นต้นแบบหรือโมเดลศึกษาพัฒนาการขั้นพื้นฐานของโมเลกุล” เลวิน กล่าว และระบุว่า การนำปลาม้าลายมาทดลอง เพิ่มขึ้นมากตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์สามารถเก็บตัวอย่างจำนวนมากไว้ได้นานขึ้น และอย่างที่พิตต์สเบอร์ก นักวิจัยก็ได้เก็บตัวอย่างปลาไว้ในกล่องและวางไว้เป็นชั้นๆ
       
       ปลาเหล่านี้เป็นผลดีต่อนักวิทยาศาสตร์ เพราะว่าพวกมันมีกระดูกสันหลัง และมีลักษณะทางพันธุกรรมหลายๆ อย่างใกล้เคียงกับมนุษย์ โดยนักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้วิจัยเกี่ยวกับปลาม้าลายได้อย่างเต็มที่ เพื่อองค์ความรู้ที่จะนำไปสู่การเข้าใจถึงกลไกการเกิดโรคและภาวะพิการต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ จากนั้นจึงจะสามารถหาวิธีหลีกเลี่ยงโรคร้ายเหล่านี้ได้

 
 
2359  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การประมง / รฟท.จัดส่งตู้รถไฟไม่ใช้งาน 300 ตู้ ทำปะการังเทียมในภาคใต้ เมื่อ: กันยายน 20, 2004, 09:52:14 PM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 12 กันยายน 2547 18:57 น.
 
 
       
        ที่การท่าเรือฐานทัพเรือสัตหีบ จ.ชลบุรี นายสิทธิ บุณยรัตผลิน อธิบดีกรมประมง และนายสุชัย รอยวิรัตน์ รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท. ร่วมกันส่งมอบตู้รถไฟ จำนวน 300 ตู้ เพื่อใช้ทำปะการังเทียม ในโครงการฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งทะเล โดยตู้รถไฟทั้งหมดจะนำไปวางในทะเล จ.ปัตตานี และนราธิวาส สำหรับโครงการดังกล่าวตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ประกอบอาชีพประมงที่ได้รับความเดือดร้อนจากการลดจำนวนลงของสัตว์น้ำเนื่องจากแนวปะการังธรรมชาติถูกทำลาย โดยปะการังเทียมจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศสัตว์น้ำให้ใช้เป็นแหล่งอาหารและวางไข่ ซึ่งตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน ได้จัดสร้างปะการังเทียมโดยใช้ตู้รถไฟในทะเล จ.ปัตตานี และนราธิวาส รวมแล้วกว่า 500 ตู้
       

 
 
 
2360  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / ไทยลุ้นตัวโก่งอียูคืนสิทธิ์จีเอสพีสินค้ากุ้ง เมื่อ: กันยายน 09, 2004, 03:41:04 PM

โดย ผู้จัดการรายวัน 7 กันยายน 2547 18:08 น.
       
       ผู้จัดการรายวัน-กุ้งไทยมีหวังได้สิทธิ์จีเอสพีอียูคืน หลังส่งสัญญาณยอมทบทวนการตัดสิทธิ์จีเอสพี หากประเทศที่ถูกตัดสิทธิ์ไปแล้วได้รับผลกระทบ ด้าน“พาณิชย์”เตรียมประเด็นหารืออียูทันที
        นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้สหภาพยุโรป (อียู) ได้เปลี่ยนท่าที
       ในการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) กับประเทศต่างๆ ใหม่ โดยจะเปิดโอกาสให้มีการทบทวนได้ หากประเทศที่ถูกตัดสิทธิ์จีเอสพีไปแล้วได้รับความเสียหาย ซึ่งในส่วนของภาคเอกชนจะหารือกับนายกันตธีร์ ศุภมงคล ผู้แทนการค้าไทย (ทีทีอาร์) และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อดำเนินการยื่นขอคืนสิทธิ์จีเอสพีให้กับสินค้ากุ้งที่ไทยได้ถูกตัดสิทธิ์จีเอสพี 100% ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2542
        “ผลจากการที่สินค้ากุ้งถูกอียูตัดจีเอสพี ทำให้กุ้งไทยเข้าไปแข่งขันในตลาดอียูได้ลำบากมาก โดยที่ผ่านมา สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยกว่า 1 หมื่นล้านบาท เมื่อเทียบปริมาณการส่งออกกุ้งก่อนถูกตัดสิทธิ์จีเอสพีในปี 2538 ที่ส่งออกได้ 32,866 ตัน แต่ปี 2546 ปริมาณส่งออกลดเหลือ 5,181 ตัน หรือลดลง 84.24% แต่ถ้าอียูทบทวนแล้ว ไทยได้จีเอสพีสินค้ากุ้งคืนมา เชื่อว่าจะทำให้ยอดการส่งออกกุ้งไทยไปอียูดีขึ้นแน่”นายสมศักดิ์กล่าว
        สำหรับช่วง 7 เดือนแรกของปี 47 (ม.ค.-ก.ค.) ไทยส่งออกกุ้งไปอียู 3,768 ตัน เพิ่มขึ้น 64% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน คิดเป็นมูลค่า 965 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70% ขณะที่การส่งออกกุ้งไทยไปทั่วโลกมีปริมาณ 118,534 ตัน เพิ่มขึ้น 1.91% มีมูลค่า 32,344 ล้านบาท ลดลง 14.81% โดยตลาดหลักยังคงเป็นสหรัฐฯ ที่นำเข้า 61,189 ตัน ลดลง 2.3% มูลค่า 15,896 ล้านบาท ลดลง 22.77% รองลงมาญี่ปุ่น นำเข้า 25,567 ตัน ลดลง 39.2% มูลค่า 8,848 ล้านบาท ลดลง 12.18%
       นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ขณะนี้อียูอยู่ระหว่างการทบทวนโครงการให้สิทธิ์จีเอสพีที่ให้กับประเทศกำลังพัฒนา เนื่องจากโครงการปัจจุบันจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค.2547 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะหารือกับอียูเพื่อขอให้คืนจีเอสพีสินค้ากุ้งที่ได้ตัดสิทธิ์ไทยไปตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2542 และกำลังรอดูว่าโครงการใหม่จะออกมาอย่างไร และไทยจะหยิบยกประเด็นใดไปเจรจากับอียู
       “เท่าที่ติดตามดูคาดว่าอียูจะมีหลายประเด็น เช่น กฎหมายแรงงาน ด้านสิ่งแวดล้อม และการปราบปรามยาเสพติด เพราะอียูจะให้จีเอสพีกับประเทศที่ไม่มีปัญหาในด้านเหล่านี้ และประเทศที่ปราบปรามยาเสพติดอย่างจริงจัง แต่กระทรวงพาณิชย์ไม่เห็นด้วย เพราะไม่อยากให้นำประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการค้ามาเจรจา” นางนันทวัลย์กล่าว
       นอกจากนี้ จะเจรจาให้อียูแยกพิกัดอัตราภาษีศุลกากรสินค้ากุ้งและปลาออกจากกัน จากปัจจุบันที่อียูจัดไว้เป็นพิกัดเดียวกัน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กุ้งไทยถูกตัดสิทธิ์ โดยอียูอ้างว่ามูลค่าการส่งออกกุ้งของไทยสูงเกินเพดานที่อียูกำหนด ทั้งที่มูลค่าการส่งออกที่สูงมากมาจากมูลค่าส่งออกปลาทูน่ามากกว่าสินค้ากุ้ง
       
 
 
2361  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / พบปลาวาฬสีน้ำเงินลอยตายกลางทะเลที่กระบี่ เมื่อ: กันยายน 09, 2004, 03:18:50 PM


กระบี่ 6 ก.ย.- พลปลาวาฬสีน้ำเงินลอยตายกลางทะเลที่กระบี่ แต่ยังไม่ถูกคลื่นซัดเข้าฝั่ง จึงยังไม่สามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ นับเป็นปลาวาฬสีน้ำเงินตัวที่ 4 ที่ตายในปีนี้

นายเสรี แก้วคำ  เจ้าหน้าที่บริหารงานประมง 7 สำนักงานประมงจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจาก
ชาวประมงที่ตำบลเกาะศรีบอยา อำเภอเหนือคลองว่า พบซากปลาวาฬสีน้ำเงินขนาดใหญ่ ยาวประมาณ
9 เมตร ลอยอยู่ในทะเลที่บริเวณร่องน้ำหมู่ 2 บ้านเกาะปู ตำบลเกาะศรีบอยา สภาพเริ่มส่งกลิ่นเหม็น เนื่องจากตายมาแล้วหลายวัน แต่ยังคงผิวสีน้ำเงินไว้บางส่วน และขณะนี้ยังไม่ถูกคลื่นซัดเข้าฝั่ง จึงยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย และอายุเท่าไหร่

สำหรับชาวประมงที่พบซากปลาวาฬสีน้ำเงินดังกล่าว คือ นายสุรพล งานแข็ง และนายพราน ไม่ทราบนามสกุล ขณะกำลังออกเรือหางยาวหาปลาบริเวณร่องน้ำดังกล่าว จากการสอบถามศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งทะเลกระบี่ ทราบว่า ปลาวาฬสีน้ำเงินที่พบนับเป็นตัวที่ 4 ในรอบปี 2547 ที่ตายลง โดยพบที่อำเภอเกาะลันเตา 2 ตัวและอำเภออ่าวลึก 1 ตัว และล่าสุดที่พบในวันนี้.

ที่มา :สำนักข่าวไทย
2362  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / มุมปลาสวยงาม / ปลาการ์ตูน ต่อตอน 2 เมื่อ: กันยายน 03, 2004, 03:26:19 PM
แม่ปลาวางไข่ พ่อปลาทำหน้าที่ดูแล

คุณไพบูลย์ กล่าวว่า ก่อนที่แม่ปลาจะวางไข่ 2-5 วัน ปลาตัวผู้จะทำหน้าที่เลือกวัสดุ เพื่อให้แม่ปลาวางไข่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นก้อนหินหรือเปลือกหอย พร้อมกับทำความสะอาด โดยใช้ปากตอด ใช้ครีบอกและครีบหางโบกพัดสิ่งอื่นๆ ที่ติดอยู่บนผิวหน้าของวัสดุให้หลุดไป

เมื่อใกล้วางไข่ ปลาตัวเมียจะมีท้องที่อูมเป่ง ใหญ่กว่าปกติ และมีท่อนำไข่โผล่ออกมายาวประมาณ 4-5 มิลลิเมตร

แม่ปลาจะวางไข่ติดกับวัสดุที่เลือกไว้ โดยวางเป็นชุดๆ พ่อปลาก็จะปล่อยน้ำเชื้อเข้าผสม เมื่อวางไข่เสร็จพ่อปลาจะเฝ้าดูแลไข่ ด้วยการโบกพัดด้วยครีบ ใช้ปากตอด และเก็บไข่เสียออก แม่ปลาจะเข้ามาช่วยโบกพัดเป็นครั้งคราว ใช้เวลาประมาณ 7-8 วัน ไข่ก็พร้อมที่จะฟักออกเป็นตัว

ปลาการ์ตูนวางไข่ครั้งละ 500-1,000 ฟอง ขึ้นกับขนาดและความสมบูรณ์ของพ่อแม่พันธุ์

"หากเราไปรบกวนพ่อแม่ปลามากเกินไป ปลาก็เกิดความเครียด และอาจกินไข่ตัวเองได้ ซึ่งช่วงแรกๆ เราเจอปัญหานี้บ่อย แต่ระยะหลังๆ เรามีการป้องกันไม่ให้คนไปรบกวน ก็สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้"

"จริงๆ แล้วปลาการ์ตูนนี้จากการทดลองพบว่า มันสามารถเลี้ยงในภาชนะได้หลายอย่าง ผมเคยซื้อโอ่งมาเลี้ยงปลา มันก็ออกไข่เหมือนกัน แต่มีข้อเสียคือ เราไม่สามารถสังเกตพฤติกรรมต่างๆ ของปลาได้ และที่สำคัญหากปล่อยให้ไข่ออกเป็นตัว แม่ปลามักมีนิสัยชอบไล่กินลูกปลาเป็นอาหาร ซึ่งแต่ละครั้งทำความเสียหายไปค่อนข้างมาก ทำให้ระยะหลังๆ นี้ ผมเปลี่ยนมาเพาะพันธุ์ในตู้กระจกทั้งหมด ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการจัดการ และสามารถนำไข่ไปฟักที่อื่นได้ เพื่อป้องกันไม่ให้แม่ปลากินลูกปลาเป็นอาหาร" คุณไพบูลย์ กล่าว



อนุบาลลูกปลาด้วยโรติเฟอร์และอาร์ทีเมีย

เขาจะปล่อยให้ไข่อยู่ในตู้กระจกประมาณ 7-8 วัน หรือจนกว่าดวงตาของตัวอ่อนในไข่มีสีเงินวาว (ซึ่งแสดงว่าใกล้ฟักออกเป็นตัวแล้ว) ไปฟักในถังพลาสติก ขนาด 500 ลิตร ในช่วงเย็นๆ โดยเติมน้ำทะเลสะอาดลงไป 300 ลิตร และเปิดแรงลมดันน้ำให้ไหลผ่านไข่ปลาเบาๆ ไข่ก็จะฟักออกเป็นตัวในเวลากลางคืน

"เมื่อไข่ฟักออกเป็นตัวเราจะให้อาหารกินทันที โดยช่วงแรกจนถึงอายุ 10 วัน จะใช้โรติเฟอร์เป็นอาหารในปริมาณความหนาแน่นประมาณ 5-15 ตัว ต่อมิลลิลิตร พร้อมกับเติมคลอเรลลาให้น้ำมีสีเขียวอ่อนๆ เพื่อเป็นอาหารของโรติเฟอร์ด้วย"

อย่างไรก็ตาม เมื่อลูกปลาอายุได้ 5 วัน ก็จะถูกฝึกให้กินอาร์ทีเมียแรกฟัก เพื่อค่อยๆ เปลี่ยนสูตรอาหารจากโรติเฟอร์เป็นอาร์ทีเมีย

อนุบาลลูกปลาไว้ในถังพลาสติกนานถึง 15 วัน จากนั้นย้ายไปอนุบาลต่อในกระชังในบ่อดินที่เตรียมไว้

"ช่วงอนุบาลลูกปลาในถังพลาสติกนั้น ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำ 2 วัน ต่อครั้ง แต่ละครั้งประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับดูดตะกอนก้นถังออกด้วย โดยเริ่มดูดเมื่อปลาอายุประมาณ 5-6 วัน หรือเห็นว่าพื้นถังเริ่มสกปรก"

คุณไพบูลย์ กล่าวย้ำว่า การถ่ายน้ำและการดูดตะกอนต้องทำอย่างนิ่มนวล ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้สภาพน้ำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ซึ่งอาจส่งผลให้ปลาช็อกน้ำตายได้



ขุนปลาการ์ตูนในกระชัง

เมื่อลูกปลาแข็งแรง หรืออายุได้ 15 วันแล้ว คุณไพบูลย์และทีมงานก็จะย้ายปลาไปเลี้ยงไว้ในกระชังที่เตรียมไว้ โดยปล่อยเลี้ยงอัตราหนาแน่นได้ถึง 1,500 ตัว ต่อกระชัง แต่เมื่อปลาโตขึ้นลดปริมาณลง เหลือเพียง 1,000 ตัว 800 ตัว 500 ตัว และ 300 ตัว โดยจะคัดออกไปเลี้ยงกระชังอื่นทุกๆ เดือน

"ในการเลี้ยงลูกปลาในกระชังนี้ เราจะให้อาหารได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นอาร์ทีเมีย ไรแดง เนื้อกุ้ง หรืออาหารสำเร็จรูปก็ได้ ซึ่งช่วงนี้ปลาจะโตเร็วมาก อายุเพียง 60 วัน ก็จะมีความยาวประมาณ 1 นิ้ว ซึ่งเป็นไซซ์ที่สามารถจำหน่ายในท้องตลาดได้แล้ว หรือจะเลี้ยงให้โตเป็นพ่อแม่พันธุ์รุ่นต่อไปก็ได้"

คุณไพบูลย์ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้เรามีปลาการ์ตูนที่เกิดจากการเพาะพันธุ์ค่อนข้างมาก และส่วนหนึ่งได้จำหน่ายให้กับผู้สนใจ ที่เหลือก็เก็บเป็นพ่อแม่พันธุ์รุ่นต่อไปและปล่อยสู่คืนธรรมชาติด้วย

"เราจำหน่ายค่อนข้างถูก ราคาอยู่ที่ 12-25 บาท ต่อตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ซึ่งที่ผ่านมามีคนสนใจลูกพันธุ์และอยากเรียนรู้การเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้มาก ซึ่งผมได้สนองตอบไปแล้ว โดยเปิดอบรมให้ความรู้อย่างเต็มที่ บางคนต้องการความรู้ไปเลี้ยงปลาต่อที่บ้าน และส่วนหนึ่งอยากผลิตเพื่อการค้าด้วย"

ปัจจุบันนี้ ตลาดต่างประเทศมีความต้องการปลาสวยงามชนิดนี้กันมาก โดยเฉพาะยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น แต่เราไม่สามารถที่ส่งออกไปขายได้ เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงพาณิชย์ไม่อนุญาตให้ทำการค้า ซึ่งเรื่องนี้คุณไพบูลย์บอกว่า เรากำลังดำเนินการแก้ไขเรื่องดังกล่าวอยู่ เนื่องจากปัจจุบันนี้ปลาการ์ตูนสามารถเพาะพันธุ์ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนไปจับจากธรรมชาติเหมือนเมื่อก่อน

ปลาการ์ตูน เป็นปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ได้จริงหรือ ? เริ่มมีคำตอบที่ค่อนข้างชัดเจนแล้ว โปรดรอคอยสักนิด





สายพันธุ์ปลาการ์ตูน

ปลาการ์ตูนแต่ละชนิดจะมีรูปแบบและสีที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งปกติจะประกอบไปด้วยสีส้ม แดง ดำ เหลือง และส่วนใหญ่จะมีแถบสีขาวพาดขวางลำตัว 1-3 แถบ ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของปลาการ์ตูนก็ว่าได้ พอจำแนกได้ดังนี้

ปลาการ์ตูนส้มขาว clown anemonefish, A. ocellaris (Cuvier, 1830)

ลำตัวมีสีส้มเข้ม มีแถบสีขาว 3 แถบ พาดบริเวณส่วนหัว ลำตัวและบริเวณหาง ขอบของแถบสีขาวเป็นสีดำ ขอบนอกของครีบเป็นสีขาวและขอบในเป็นสีดำ อาศัยอยู่ในที่ลึก ตั้งแต่ 1-15 เมตร ขนาดตัวโตที่สุดประมาณ 10 เซนติเมตร อาศัยอยู่กับดอกไม้ทะเล ชนิด Heteractis magnifica และ Stichodactyla gigantea เป็นต้น ปลาการ์ตูนส้มขาวพบได้บ่อยที่สุดในทะเลอันดามัน อ่าวไทยพบได้ที่เกาะโลซิน จังหวัดนราธิวาส อาศัยอยู่เป็นครอบครัวใหญ่ ในดอกไม้ทะเลแต่ละกออาจพบปลาการ์ตูนชนิดนี้อยู่ด้วยกัน 6-8 ตัว

ปลาการ์ตูนลายปล้อง clark "s anemonefish, A. clarkii (Bennett, 1830)

ลำตัวมีสีดำเข้ม ส่วนหน้าครีบอกและหางมีสีเหลืองทอง มีแถบขาว 3 แถบ ตรงส่วนหัว ลำตัว และโคนหาง ปลาชนิดนี้มีความผันแปรของสีสูง มีไม่ต่ำกว่า 8 รูปแบบ (ธรณ์, 2544) สีของลูกปลาวัยรุ่นก็ต่างจากปลาเต็มวัย พบทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน จัดเป็นปลาการ์ตูนใหญ่ที่สุดของเมืองไทย ขนาดโตที่สุดประมาณ 15 เซนติเมตร อาศัยอยู่ร่วมกับดอกไม้ทะเลได้หลายชนิด บางครั้งเป็นชนิดที่พบตามพื้นทราย ปลาการ์ตูนลายปล้องมีการแพร่กระจายกว้างมาก อาจอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม 3-4 ตัว โดยมีตัวเมีย ซึ่งมีขนาดโตที่สุดเป็นจ่าฝูง ตัวที่มีขนาดรองลงมาจะเป็นตัวผู้ ถ้าตัวเมียตายไปตัวผู้ก็จะรีบโตและเปลี่ยนเพศขึ้นมาทำหน้าที่แทน

ปลาการ์ตูนลายปล้องหางเหลือง sebae anemonefish, A. sebae (Bleeker, 1853)

ลำตัวมีสีดำ ส่วนหางมีสีเหลือง มีแถบขาว 2 แถบ แถบแรกพาดอยู่บริเวณหลังตา อีกแถบพาดผ่านท้องขึ้นมายังครีบหลัง เป็นชนิดที่หายาก พบเฉพาะฝั่งอันดามันในที่ลึก ตั้งแต่ 2-25 เมตร ขนาดโตที่สุดประมาณ 14 เซนติเมตร อยู่กับดอกไม้ทะเลชนิดที่ฝังทราย ได้แก่ Stichodactyla haddoni มีสีน้ำตาล หนวดสั้น มักอยู่กันเป็นคู่กับลูกเล็กๆ 3-4 ตัว มีนิสัยดุร้ายกับปลาอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัว

ปลาการ์ตูนอานม้า saddleback anemonefish, A. polymnus (Linnaeus, 1758)

ลำตัวมีสีน้ำตาลอมดำ มีแถบขาว 2 แถบ แถบแรกอยู่หลังตา อีกแถบเริ่มบริเวณกลางลำตัว เป็นแถบโค้งพาดเฉียงขึ้นไปที่ครีบหลัง ลักษณะคล้ายอานม้า พบในที่ลึก ตั้งแต่ 2-30 เมตร ขนาดโตที่สุดประมาณ 12 เซนติเมตร อยู่กับดอกไม้ทะเลชนิดที่ฝังตัวอยู่ตามพื้นทราย คือ Heteractis crispa และ Stichodactyla haddoni พบเฉพาะในอ่าวไทย

ปลาการ์ตูนอินเดีย yellow skunk anemonefish, A. akallopisos (Bleeker, 1853)

ลำตัวมีสีเนื้ออมเหลืองทองอมชมพู มีแถบขาวเล็กๆ พาดผ่านบริเวณหลังตั้งแต่ปลายจมูกจนจรดครีบหาง อาศัยในที่ลึกตั้งแต่ 3-25 เมตร ขนาดโตที่สุดประมาณ 10-11 เซนติเมตร อาศัยอยู่กับดอกไม้ทะเลชนิด Heteractis magnifica และ Stichodactyla mertensii อยู่รวมกันเป็นครอบครัวใหญ่คล้ายปลาการ์ตูนส้มขาว พบได้บ่อยทางฝั่งอันดามัน ส่วนอ่าวไทยพบที่เกาะโลซิน

ปลาการ์ตูนแดงดำ red saddleback anemonefish, A. ephippium (Bloch, 1790)

ปลาเต็มวัยลำตัวมีสีส้มแดงและมีปื้นสีดำขนาดใหญ่บริเวณหลัง ส่วนปลาวัยรุ่นจะยังไม่มีปื้นสีดำ และจะมีแถบสีขาวพาดขวางลำตัวบริเวณหลังตา ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 12 เซนติเมตร อาศัยตามแนวปะการังชายฝั่งที่เป็นพื้นทราย หรือตามส่วนลาดชันของแนวปะการัง มักอาศัยอยู่กับดอกไม้ทะเล ชนิด Entacmaea quadricolor หรือ Heteractis crispa พบทางฝั่งทะเลอันดามัน

ปลาการ์ตูนมะเขือเทศ tomato anemonefish, A. frenatus (Brevoort, 1856)

ปลาเต็มวัยลำตัวมีสีดำอมแดง ครีบทุกครีบมีสีแดง มีแถบสีขาว 1 แถบ พาดขวางบริเวณหลังตา ปลาขนาดเล็กจะมีลำตัวและครีบเป็นสีแดง มีแถบสีขาวพาดขวางลำตัว 3 แถบ บริเวณหลังตา ตอนกลางของลำตัว และโคนหาง ในปลาวัยรุ่นแถบสีขาวที่โคนหางจะหายไป ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 12 เซนติเมตร อาศัยอยู่ตามลามึงน หรือรอบนอกของแนวปะการัง มักอาศัยอยู่กับดอกไม้ทะเล ชนิด Entacmaea quadricolor เคยมีรายงานว่า พบได้ในประเทศไทย (Allen, 2000) แต่ปัจจุบันไม่มีใครพบอีก (ธรณ์, 2544) ปลาที่ซื้อขายในตลาดประเทศไทยเป็นปลาที่นำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย

ปลาการ์ตูนอินเดียแดง Pink skunk anemonefish, A. perideraion (Bleeker, 1855) ลำตัวมีสีชมพูอมเหลือง มีแถบสีขาวพาดบริเวณโคนครีบหลังตามความยาวลำตัวตั้งแต่หัวจรดหาง และมีแถบสีขาวอีก 1 แถบ พาดขวางลำตัวบริเวณหลังตา ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 10 เซนติเมตร อาศัยอยู่กับดอกไม้ทะเลได้หลายชนิด อาศัยอยู่ตามแนวปะการังทั่วไป ประเทศไทยพบได้เฉพาะในอ่าวไทย

ปลาการ์ตูนแก้มหนาม Spine-cheek anemonefish, Premnas biaculeatus (Bloch, 1790)ปลาการ์ตูนแก้มหนาม การ์ตูนทอง หรือการ์ตูนแดง เป็นปลาชนิดเดียวกัน (species) ลำตัวมีสีส้มแดง เมื่ออายุมากขึ้นสีจะแดงมากขึ้นจนเป็นสีแดงเข้มอมดำ ลำตัวมีแถบสีขาวพาดขวางลำตัว 3 แถบ บริเวณหลังตา กลางลำตัว และโคนหาง ลักษณะเด่นของปลาชนิดนี้คือมีหนามแหลมบริเวณใต้ตา ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 16 เซนติเมตร พบได้ตามรอบนอกของแนวปะการัง และส่วนที่เป็นแนวปะการังลาดชัน มักอาศัยอยู่กับดอกไม้ทะเล ชนิด Entacmaea quadricolor
2363  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / มุมปลาสวยงาม / การ์ตูน ปลาสวยงามแห่งท้องทะเล ที่กรมประมงเพาะขยายพันธุ์ได้ ตอน1 เมื่อ: กันยายน 03, 2004, 03:23:39 PM
 เทคโนโลยี่ชาวบ้าน 1กย 2547

ใครเคยดำน้ำดูปะการังตามแนวชายฝั่งทะเล ก็คงได้เห็นความงดงามของธรรมชาติที่หาอะไรมาเปรียบเทียบได้ยาก

ไม่เพียงความสวยของปะการังหรือดอกไม้ทะเลเท่านั้น ยังมีปลาตัวเล็กตัวน้อยวนว่ายเคียงใกล้ไม่ยอมห่าง คอยแต่งเติมธรรมชาติให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

ปลาที่มาจับจองดอกไม้ทะเลมักเป็นปลาการ์ตูน ซึ่งมีรูปร่างและสีสันสดสวย

มิแปลกที่หนังดัง เรื่อง "นีโม" นำปลาการ์ตูนเป็นตัวละครเอก กวาดรายได้เข้ากระเป๋าอย่างมหาศาล

ไม่แปลกใจอีกเช่นกัน ที่คนรักธรรมชาติบางกลุ่มนิยมจับปลาการ์ตูนและดอกไม้ทะเลมาเลี้ยงไว้ในตู้กระจกภายในบ้าน หวังเป็นสัตว์เลี้ยงเหมือนกับปลาสวยงามน้ำจืด

ระยะหลังมีการทำเป็นขบวนการ กล่าวคือ มีพ่อค้าปลาสวยงามจากกรุงเทพฯ ว่าจ้างให้ชาวบ้านที่อาศัยตามริมชายฝั่งทะเลออกไล่จับสัตว์ทะเลดังกล่าวมาจำหน่ายให้กับผู้สนใจ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เคยเลี้ยงปลาสวยงามน้ำจืดมาก่อน และปัจจุบันนี้มีอยู่จำนวนมาก

ผลที่ตามมาก็คือ ปลาการ์ตูนในธรรมชาติลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้ เมื่อปี 2544 ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่ กรมประมง โดย คุณไพบูลย์ บุญลิปตานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ คุณสามารถ เดชสถิตย์ คุณอาคม สิงหบุญ คุณอำไพ ล่องลอย และคุณพิกุล ไชยรัตน์ เจ้าหน้าที่ศูนย์ ได้ศึกษาการเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนขึ้น ทั้งนี้เพื่ออนุรักษ์และพัฒนาให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจต่อไป ปรากฏว่าขณะนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก กล่าวคือ สามารถเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนได้หลายชนิด

"ตอนนี้เราเพาะพันธุ์ได้แล้ว 9 ชนิด ประกอบด้วยปลาการ์ตูนของไทย 7 ชนิด ได้แก่ ปลาการ์ตูนส้มขาว ปลาการ์ตูนลายปล้อง ปลาการ์ตูนลายปล้องหางเหลือง ปลาการ์ตูนอานม้า ปลาการ์ตูนอินเดีย ปลาการ์ตูนอินเดียแดง ปลาการ์ตูนแดงดำ ปลาและพันธุ์ต่างประเทศอีก 2 ชนิด อาทิ ปลาการ์ตูนมะเขือเทศ และปลาการ์ตูนแก้มหนาม" ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่ กรมประมง กล่าว

พร้อมกับเล่าถึงปัญหาการเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนที่ผ่านมา "ในช่วง 2 ปีแรก แม้ว่าเพาะพันธุ์ได้แล้ว แต่เมื่อนำลูกปลามาอนุบาลประสบกับปัญหาลูกปลาตายจำนวนมาก เราเริ่มต้นใหม่โดยเน้นถึงความสะอาดของน้ำและอาหาร ปัจจุบันนี้ลูกปลาแต่ละครอกมีอัตรารอดชีวิตสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว"

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่ยังประสบความสำเร็จนำลูกพันธุ์ปลาที่เพาะเลี้ยงได้มาเป็นพ่อแม่พันธุ์อีกด้วย

"ช่วงแรกๆ เราต้องออกไปจับปลาจากธรรมชาติมาเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ลำบาก และเสียเวลาค่อนข้างมาก เพราะว่าต้องนำมาเลี้ยงให้คุ้นเคยกับสภาพพื้นที่แคบๆ ก่อน แต่เดี๋ยวนี้ไม่เสียเวลาแล้ว นำลูกปลาที่เพาะได้มาเลี้ยงขุนให้โต เมื่ออายุได้ 9-13 เดือน ก็พร้อมที่จะเป็นพ่อแม่พันธุ์ให้เราแล้ว" คุณไพบูลย์ กล่าว

ปลาการ์ตูน เป็นปลาที่ถูกจัดอยู่ในครอบครัวปลาสลิดหิน (damselfishes, family pomacentridae) ปัจจุบันทั่วโลกที่สำรวจพบ และได้รับการจำแนกแล้วมี 28 ชนิด เป็นสกุล (genus) Amphiprion จำนวน 27 ชนิด และสกุล Premnas อีก 1 ชนิด คือ spinecheek anemonefish, Premnas biaculeatus ซึ่งลักษณะที่ใช้แยกปลาสกุลนี้ออกมาคือ มีหนามขนาดใหญ่ (enlarged spine) บริเวณใต้ตา (Allen, 1997)

ปลาตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ และเมื่อถึงวัยผสมพันธุ์บริเวณส่วนท้องจะอูมเป่ง

ในธรรมชาติปลาการ์ตูนจะอยู่ไม่ได้หากปราศจากดอกไม้ทะเล ด้วยว่าถูกปลาล่าเนื้อไล่กัดกินเป็นอาหาร เพราะฉะนั้นปลาชนิดนี้จึงอาศัยดอกไม้ทะเลเป็นเกาะกำบัง

"ดอกไม้ทะเลมันมีเข็มพิษอยู่ ปลาชนิดอื่นๆ เข้าไปเจอพิษ แต่สำหรับปลาการ์ตูนกลับไม่ทำอันตราย ทำให้ปลาชนิดนี้อาศัยอยู่อย่างปลอดภัยและจับคู่ผสมพันธุ์อยู่บริเวณดอกไม้ทะเลด้วย"

ในธรรมชาติโดยปกติปลาการ์ตูนจะอยู่กันเป็นคู่ๆ ซึ่งในดอกไม้ทะเลดอกหนึ่งจะมีปลาตัวผู้และตัวเมียอย่างละตัวเท่านั้น

ปลาตัวเมียจะมีลักษณะโตกว่าตัวผู้อย่างเห็นได้ชัด และทำหน้าที่เป็นผู้นำ คอยปกป้องอาณาเขตที่เป็นที่อาศัยของมัน และชอบวางไข่บริเวณฐานของดอกไม้ทะเล ซึ่งมีหนวดปกคลุม ทำให้ไข่มีความปลอดภัยมาก

ส่วนพ่อปลาจะคอยดูแลไข่ไม่ยอมห่าง หลังจากนั้น 6-7 วัน ไข่จะฟักเป็นตัวและล่องลอยไปตามน้ำ และหาดอกไม้ทะเลเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยต่อไป



เพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนในตู้กระจก

ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่แบ่งงานเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูนเป็น 3 ส่วน คือ เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ อนุบาลลูกปลา และเลี้ยงขุนลูกปลา

เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์และอนุบาลลูกปลา จะอยู่ในโรงเรือนมีพลาสติกปิดกั้นทั้งสี่ด้าน ทั้งนี้เพื่อควบคุมอุณหภูมิ และป้องกันสิ่งไม่พึงประสงค์เข้าไปรบกวน

และส่วนเลี้ยงขุนลูกปลา จะอยู่ในกระชัง ขนาด กว้าง 2 เมตร ยาว 2 เมตร ลึก 1 เมตร ซึ่งกระชังดังกล่าวอยู่ในบ่อดิน ขนาด 3 ไร่ ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่ขุดไว้ เพื่อเก็บกักน้ำและสะสมพันธุ์ปลาทะเลชนิดอื่นๆ

"งานเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนนี้ดังที่บอกแล้วว่า ในช่วงแรกๆ เราอาศัยพ่อแม่พันธุ์ปลาจากธรรมชาติ แล้วนำมาเลี้ยงในกระชังจนค่อนข้างเชื่อง และเมื่อเห็นว่ามีการจับคู่กัน ก็นำทั้งคู่มาเลี้ยงไว้ในตู้กระจก ขนาด ยาว 90 เซนติเมตร กว้าง 45 เซนติเมตร และลึก 45 เซนติเมตร ภายในโรงเรือน ซึ่งตกแต่งเลียนแบบธรรมชาติ คือมีกรวดหรือเปลือกหอยรองพื้น และประดับด้วยดอกไม้ทะเล ก้อนหิน และมีออกซิเจนเปิดอยู่ตลอดเวลาด้วย"

"เลี้ยงพ่อแม่ปลาไว้ในตู้ ประมาณ 1-2 เดือน มันก็ผสมพันธุ์ออกไข่ ออกลูกแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของพ่อแม่พันธุ์ และสภาพแวดล้อม หากพ่อแม่ปลามีสุขภาพดี และไม่เครียดมันก็จับคู่ผสมพันธุ์กันเร็ว แต่ถ้านำพ่อแม่ปลาที่ยังไม่คุ้นเคยมาเลี้ยงรวมกัน มันก็ใช้เวลานาน ดีไม่ดีปลาตัวเมียไล่กัดปลาตัวผู้ตายด้วย"

คุณไพบูลย์ เล่าต่อไปว่า ในการรวบรวมพันธุ์ปลาจากธรรมชาติ เราพยายามให้ได้พ่อแม่พันธุ์ที่จับคู่กันอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยให้วางไข่ได้เร็วขึ้น และไม่เสียเวลาคัดเลือกพ่อแม่ปลาอีก แต่ถ้าไม่สามารถหาพ่อแม่พันธุ์เป็นคู่ๆ ได้ การจับคู่ให้ปลาการ์ตูนก็สามารถที่จะทำได้ โดยนำมาพักในกระชัง เลี้ยงให้เชื่อง และคอยสังเกตพฤติกรรมการจับคู่กันอยู่ จากนั้นให้นำปลาทั้งคู่มาเลี้ยงเพื่อผสมพันธุ์กันภายในตู้กระจก

อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังๆ นี้ปัญหาด้านพ่อแม่พันธุ์มีน้อย เนื่องจากทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่สามารถนำลูกปลาที่เพาะได้มาเลี้ยงขุนเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้จำนวนหนึ่งแล้ว

น้ำที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาภายในตู้นั้นมีความเค็มประมาณ 30-33 ppt ซึ่งก่อนนำมาใช้จะฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน ความเข้มข้น 15-25 ppm และเป่าลมจนคลอรีนสลายหมด

เปลี่ยนถ่ายน้ำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 70-80 % และควรล้างทรายหรือเปลือกหอยในตู้ 1-2 เดือน ต่อครั้ง

อุณหภูมิที่เหมาะสมในการผสมพันธุ์ปลาการ์ตูนอยู่ระหว่าง 27-29 องศาเซลเซียส

สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลานั้น จะเป็นเนื้อกุ้งสับละเอียดและอาร์ทีเมียตัวโตเต็มวัย โดยให้กินวันละ 2 ครั้ง เวลา 09.00 น. และ 15.00 น. แต่ละครั้งให้กินจนอิ่ม

"ช่วงเช้าส่วนใหญ่เราจะให้กินเนื้อกุ้งสับปั้นเป็นก้อนเล็กๆ 4-5 ก้อน พ่อแม่ปลาจะขึ้นมากินเหยื่อ หากยังไม่อิ่มเราก็ให้กินอีก ช่วงเย็นก็เป็นอาร์ทีเมียประมาณ 1 ช้อนชา ต่อตู้ ซึ่งเป็นปริมาณค่อนข้างเหมาะสม เมื่อปลากินอาหารอิ่ม และอาศัยอยู่ในน้ำที่สะอาด สุขภาพปลาก็สมบูรณ์พร้อมที่จะผสมพันธุ์อยู่เกือบตลอดเวลา โดยเฉลี่ยแล้ว 15 วัน ต่อครั้งเลยทีเดียว" คุณพิกุล ไชยรัตน์ หนึ่งในคณะทำงาน กล่าวเสริม
2364  ข่าวสารจากNICAonline.com / ข่าวจากNICAonline / Re:อะไรคือโรติเฟอร์ เมื่อ: สิงหาคม 31, 2004, 01:30:18 PM
เป็นแพลงตอนสัตว์ชนิดหนึ่งที่นิยมใช้เป็นอาหารลูกปลาวัยอ่อนเนื่องจากขนาดเล็ก มีคุณค่าทางอาหารสูง สามารถเลี้ยงให้เพิ่มจำนวนในความหนาแน่นสูงได้  ที่สำคัญคือเอาไปอนุบาลแล้วลูกปลามีอัตราการรอดดี  น้ำไม่เสีย

ดูรายละเอียดที่นี่ครับ
http://www.nicaonline.com/rotifer.htm
2365  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / ความคืบหน้า"สหรัฐอเมริกาไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้ากุ้งไทย" เมื่อ: สิงหาคม 24, 2004, 05:07:44 PM
ความคืบหน้ากรณีสหรัฐอเมริกาไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้ากุ้งของไทย    
      ตามที่สหรัฐอเมริกาเปิดการไต่สวนการทุ่มตลาดสินค้ากุ้งจากประเทศจีน    เวียดนาม  อินเดีย  บราซิล เอกวาดอร์  และไทย   ตั้งแต่วันที่  21  มกราคม  2547   โดยครอบคลุมสินค้ากุ้งแช่แข็ง  กุ้งแปรรูปแช่แข็ง  และกุ้งกระป๋อง  และคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศ  ของสหรัฐฯ  ได้ประกาศผลความเสียหายขั้นต้นเมื่อวันที่  17  กุมภาพันธ์  2547   ว่าอุตสาหกรรมกุ้งสหรัฐฯ  ได้รับความเสียหายจากการนำเข้ากุ้งจากทั้ง  6  ประเทศนั้น   ขอรายงานความคืบหน้าสรุปสถานการณ์กรณีดังกล่าวดังนี้
 เนื่องจากการไต่สวนครั้งนี้มีข้อมูลและรายละเอียดในการพิจารณามาก   กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ  จึงได้เลื่อนกำหนดการตามกระบวนการไต่สวนออกไป  โดยในส่วนของไทย  เป็นดังนี้
กำหนดการใหม่
    -  ประกาศผลอัตราตอบโต้การทุ่มตลาด  AD เบื้องต้น        28  กรกฎาคม  2547
    -  เดินทางมาตรวจสอบข้อเท็จจริงรายบริษัท      ปลายเดือนสิงหาคม 2547
    -  ประกาศผลอัตรา AD  ขั้นสุดท้าย         ไม่เกิน  10  ธันวาคม  2547
    -  ประกาศผลการพิสูจน์ความเสียหายขั้นสุดท้าย      ปลายเดือนธันวาคม  2547
    -  ประกาศใช้มาตรการ AD อย่างเป็นทางการ      มกราคม  2548
1. กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ  มีรายละเอียดเกี่ยวกับการเลือกใช้ข้อมูลในการคำนวณอัตราอากรตอบโต้การทุ่มตลาดขั้นต้น  ที่จะประกาศในวันที่  28  กรกฎาคม  2547  ดังนี้
   1.1  ความสำคัญของอุตสาหกรรมกุ้งต่อเศรษฐกิจของไทย   และผลกระทบต่อไทยในกรณีที่สหรัฐฯ ใช้ AD
   1.2  การที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ  กำหนดให้ผู้ส่งออกไทยกรอกข้อมูลกุ้งไม่มีหัว  มีเปลือกเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบราคา  ซึ่งเป็นอุปสรรคในการตอบแบบสอบถามและการจัดเตรียมการตรวจสอบข้อเท็จจริง
   1.3  ขอให้ DOC  ใช้ราคาที่ไทยขายไปตลาดประเทศที่  3  ที่ใหญ่ที่สุดและมีสินค้าที่คล้ายคลึงกับสินค้าที่ไทยขายให้สหรัฐฯ มากที่สุด  เป็นมูลค่าปกติ  เพื่อเปรียบเทียบกับราคาส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ  ในการคำนวณหาส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด
   1.4  การพิจารณา  Critical Circumstances  ไทยขอให้ DOC  เปรียบเทียบการนำเข้าในช่วง  3  เดือนก่อนและหลังวันที่มีการยื่นคำขอเปิดไต่สวน  AD  ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติปกติของ DOC
   1.5  ขอให้ DOC  ทบทวนการจัดลำดับความสำคัญของลักษณะทางกายภาพของสินค้า  ที่จัดให้สายพันธุ์กุ้ง  มีความสำคัญในลำดับท้ายทั้ง ๆ ที่ราคากุ้งแตกต่างกันมากตามสายพันธุ์  และการเปรียบเทียบราคาของกุ้งแยกย่อยตามขนาดของบรรจุภัณฑ์โดยน้ำหนักในการคำนวณส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด  ซึ่งจะส่งผลต่อการคำนวณส่วนเหลื่อมการทุ่มตลาด
   1.6  DOC  ควรให้เวลาในการตอบแบบสอบถามเพิ่มเติมอย่างเพียงพอ  รวมทั้งมีความยืดหยุ่นในการจัดตารางเวลาการตรวจสอบข้อเท็จจริง
2.  หน่วยงานรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ  สรุปได้ดังนี้
   2.1  ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของไทย  เนื่องจากการเพาะเลี้ยงกุ้งและการแปรรูปเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของไทย  และเป็นสินค้าส่งออกอันดับแรกของประเทศ  นอกจากนี้  พื้นที่การเพาะเลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้ของไทย   ซึ่งขณะนี้กำลังประสบปัญหาด้านความมั่นคง  หากไทยส่งออกกุ้งได้น้อยลงเนื่องจากการเรียกเก็บอากร ตอบโต้การทุ่มตลาดของสหรัฐฯ  แล้ว  อาจทำให้เกิดปัญหาความยากจนและการว่างงานมากขึ้น
   2.2  วิธีการผลิตกุ้งที่แตกต่างกัน  โดยไทยใช้วิธีการเลี้ยงในฟาร์ม  จึงทำให้มีผลผลิตสม่ำเสมอ  และต้นทุนการผลิตต่ำกว่า  ซึ่งแตกต่างจากสหรัฐฯ  ที่ใช้วิธีจับกุ้งจากทะเล
   2.3  ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานในสหรัฐฯ   โดยเฉพาะอุตสาหกรรมต่อเนื่อง  ซึ่งจะต้องประสบปัญหาการว่างงานหากสหรัฐฯ  นำเข้ากุ้งน้อยลง  เนื่องจากสหรัฐฯ  เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าชนิดนี้ถึงร้อยละ  80  เช่นอุตสาหกรรมการแปรรูป   ร้านอาหาร   ร้านค้าส่ง/ปลีก   นอกจากนี้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ  ได้รับผลกระทบจากราคากุ้งที่เพิ่มสูงขึ้น  ในขณะที่ความหลากหลายของสินค้ามีน้อยลง
   2.4  ผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเมล็ดถั่วเหลืองและกากถั่วเหลืองของสหรัฐฯ   เนื่องจากไทยเป็นผู้ซื้อและผู้นำเข้ารายใหญ่ของสินค้าดังกล่าว  เพื่อการเลี้ยงสัตว์  รวมถึงการเลี้ยงกุ้ง  หากส่งออกกุ้งของไทยลดลงจะทำให้ไทยนำเข้าถั่วเหลืองและเมล็ดถั่วเหลืองลดลงด้วย   ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมดังกล่าว
   2.5  ขอให้หน่วยงานรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ  ผลักดันให้การไต่สวนของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ  เป็นไปอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส   โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์อันดีทั้งทางการเมืองและทางการค้าระหว่าง  2  ประเทศ
     
 
2366  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / ผู้เลี้ยงกุ้งกระบี่ผวาราคาผันผวนไม่กล้าลงทุน เมื่อ: สิงหาคม 24, 2004, 11:16:33 AM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 สิงหาคม 2547 11:35 น.
 
 
       กระบี่ -ผู้ประกอบการเลี้ยงกุ้งยังผวา หลังเจอราคาแปรปรวน นักลงทุนหน้าใหม่ และรายย่อยไม่กล้าเสี่ยงลงทุน คงเหลือผู้ประกอบการหน้าเดิม ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งกระบี่ วอนสมาชิกอย่าลดปริมาณการเลี้ยง ให้ช่วยประคองอย่าให้กุ้งขาดตลาด
       
       
       นายบริรักษ์ ชูสิทธิ์ หัวหน้าสำนักงานการค้าภายในจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า หลังจากที่เกษตรกรผู้ประกอบการเลี้ยงกุ้ง ต้องประสบกับภาวะการขาดทุนอย่างหนักเรื่อยมา อันเนื่องมาจากราคากุ้งตกต่ำ แปรปรวนไม่แน่นอน ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยต้องเลิกกิจการไป และรายใหม่ก็ไม่กล้าเสี่ยงที่จะลงทุน
       
       ทั้งๆ ที่ปัจจุบันสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาดของไทยในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 6.39 ซึ่งต่ำกว่าหลายๆ ประเทศ ที่เป็นคู่แข่งทางด้านการค้ากุ้งของไทย เรื่องนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งต่างรู้ดี แต่ก็ยังไม่มีนักลงทุนหน้าใหม่กล้าเสี่ยง คงเหลือผู้เลี้ยงรายเก่าๆ เท่านั้น
       
       นายบริรักษ์กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะไม่มีผู้ประกอบการเลี้ยงกุ้งหน้าใหม่เกิดขึ้น แต่ก็ยังมีผู้ประกอบการรายเก่าๆ เลี้ยงอยู่ในปริมาณที่สูงพอสมควร สังเกตได้จากการที่คณะกรรมการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ได้อนุมัติการรับจำนำกุ้งกุลาดำปี 2547 จำนวน 10,000 ตัน เป็นของจังหวัดกระบี่ประมาณ 8,772 ตันคิดเป็นร้อยละ 3 ของทั้งประเทศ โดยแยกเป็นกุ้งกุลาดำ 5,199 ตัน และกุ้งขาว 3,573 ตัน มีเกษตรกรนำกุ้งกุลาดำมาเข้าโครงการรับจำนำ จำนวนทั้งสิ้น 25 รายๆ ละ 1 ล้านบาท เป็นเงินทั้งสิ้น
       25 ล้านบาท พบว่าหลังจากที่สิ้นสุดโครงการรับจำนำ ราคากุ้งขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าราคากุ้งแนวโน้มคงจะสดใสต่อไปอีก
       
       ทางด้านนายปกครอง เกิดสุข ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดกระบี่กล่าวว่า ในฐานะประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งขอแจ้งให้สมาชิก และผู้เลี้ยงกุ้งทั่วไปว่า อย่าได้กังวลถึงเรื่องของราคาที่มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงตามสถานการณ์ และปัจจัยต่างๆ ซึ่งผู้เลี้ยงกุ้งบางรายถึงกับลดจำนวนกุ้งที่เลี้ยงลง ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตกุ้งลดลงด้วย ขอให้ผู้เลี้ยงกุ้งประคองตลาดไว้ อย่าให้ผลผลิตลดมากจนเกินไปอาจจะทำให้กุ้งขาดตลาด แล้วพ่อค้าจะหันไปพึ่งตลาดของประเทศอื่นแทน
 
 
2367  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ / เพาะขยายพันธุ์ปลาบึก งานหลังเกษียณ ของ เสน่ห์ ผลประสิทธิ์ ตอนที่2 เมื่อ: สิงหาคม 19, 2004, 11:54:10 AM


อนุบาลลูกปลาวัยอ่อน

คุณเสน่ห์ กล่าวถึงการให้อาหารลูกปลาวัยอ่อนว่า "ตอนแรกเรายังไม่เคยมีความรู้เลย เพราะไม่มีใครเขียนตำราการเลี้ยงปลาบึกให้เราอ่าน เราก็เตรียมไว้สารพัดเลย ไรแดงก็เตรียม ไข่แดงต้มก็เตรียม แล้วก็อาร์ทีเมียที่เขาเอามาทำเป็นแผ่นแดงๆ เอามาบดให้ละเอียด ก็อุตส่าห์ซื้อมา แพงก็แพง ท้ายที่สุดมันก็ชอบกินไรแดง ก็กินไรแดงอยู่เป็นสิบวัน จึงเสริมอาหารลูกปลาดุก หรืออาหารที่มีโปรตีนสูงๆ หลังจากนั้น พอมันโตขึ้นก็เลี้ยงด้วยอาหารปลาดุกธรรมดา หรือพวกอาหารปลากินพืชก็ได้"

"แต่ที่จังหวัดเชียงรายนี้หาไรแดงมาให้ลูกปลากินเป็นอาหารยากมาก ผมก็ทดลองทำไข่ตุ๋นผสมปลาป่นเป็นอาหารของลูกปลาแทนไรแดง ปรากฏว่ามันก็กินดีเหมือนกัน" คุณเสน่ห์ กล่าว

ธรรมชาติของปลาบึกช่วงเล็กๆ เป็นปลากินเนื้อ แต่หลังจากโตขึ้นหรือความยาวได้ 50 เซนติเมตร ก็จะเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารใหม่ โดยกลายเป็นปลากินพืชแทน

คุณเสน่ห์จะอนุบาลลูกปลาบึกภายในโรงเพาะฟักประมาณ 7 วัน จากนั้นก็นำไปปล่อยเลี้ยงในบ่อดิน โดยช่วงๆ แรกมีระดับน้ำลึกประมาณ 70 เซนติเมตร เท่านั้น

เมื่อเห็นว่าลูกปลาแข็งแรงและเริ่มเจริญเติบโต คุณเสน่ห์ก็เพิ่มระดับน้ำให้สูงขึ้นเรื่อยๆ

"การเตรียมบ่อดินเพื่อไว้อนุบาลลูกปลานั้น เราต้องทำให้ดี ไม่เช่นนั้นอัตรารอดชีวิตของลูกปลาน้อยลง ผมเริ่มตั้งแต่กำจัดพวกศัตรูปลาที่อยู่ในบ่อ และดูดน้ำเข้าต้องมีการกรองน้ำอย่างดี ไม่เช่นนั้นพวกปลาช่อน หรือปลากินเนื้ออื่นๆ เข้ามาเจริญเติบโต และกินลูกปลาบึกวัยอ่อนเป็นอาหารได้"

"รอบๆ บ่ออนุบาล ผมก็จะใช้มุ้งเขียวกั้นทั้ง 4 ด้าน ทั้งนี้เพื่อป้องกันพวกงู กบ เขียด เข้าไปในบ่อ ซึ่งสัตว์พวกนี้ชอบกินลูกปลามาก แต่หลังจากปลาโตหรืออายุได้ 2-3 เดือน ก็ไม่จำเป็นต้องป้องกันอะไรแล้ว เพราะว่ามันสามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว"

ดังนั้น ช่วงหลังๆ การเปลี่ยนถ่ายน้ำก็ไม่มีการกรองมากนัก

"จริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาหรืออนุบาลลูกปลา ผมไม่ค่อยเปลี่ยนถ่ายน้ำเท่าไรหรอก ส่วนใหญ่จะเติมน้ำเสียมากกว่า และหากเห็นว่าน้ำเริ่มเสียผมนำน้ำชีวภาพมาบำบัด ตอนนี้สามารถควบคุมระบบน้ำหรือคุณภาพน้ำได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว" คุณเสน่ห์ กล่าว



ปลาบึกแท้ๆ ตลาดมีความต้องการ

คุณเสน่ห์ บอกว่า ปลาบึกที่เป็นสายพันธุ์แท้นั้นเจริญเติบโตเร็วมาก เพียงใช้ระยะเลี้ยงประมาณ 2 ปี โดยให้อาหารกินทุกๆ วัน ปลาก็จะให้น้ำหนัก 20-30 กิโลกรัม ต่อตัว เลยทีเดียว

"เราลงทุนเลี้ยงปลาเพียง 2 ปี เท่านั้น ก็สามารถขาย ทำเงินได้แล้ว ซึ่งหากรู้จักเลี้ยงและหาอาหารราคาถูกๆ มาได้ ก็ได้ฟันกำไรมากเลย เนื่องจากปัจจุบันนี้ราคารับซื้อปลาชนิดนี้ยังสูงอยู่ คือประมาณ 100-120 บาท ต่อกิโลกรัม" คุณเสน่ห์ กล่าว

หักต้นทุนแล้ว ก็ยังเหลือกำไรอยู่มาก

ต้นทุนมีค่าพันธุ์ปลาบึกตัวละ 50 บาท (ขนาด 3 นิ้ว) ค่าอาหาร 60 บาท ต่อเนื้อปลา 1 กิโลกรัม และค่าการจัดการหรืออื่นๆ 20 บาท ต่อตัว

"สมมติว่าเราเลี้ยงปลาได้น้ำหนัก 20 กิโลกรัม ต่อตัว ต่อ 2 ปี รวมๆ แล้วเสียค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารประมาณ 1,200 บาท ค่าพันธุ์ปลาและค่าจัดการอีก 70-80 บาท อย่างไรก็ไม่เกิน 1,300 บาท แต่เราสามารถจับปลาขายได้อย่างต่ำ 2,000 บาทแล้ว และหากขายได้กิโลกรัมละ 120 บาท ก็ได้เงินสูงถึง 2,400 บาท เลยทีเดียว" คุณเสน่ห์ กล่าว

เขาบอกว่า อัตราแลกเนื้อของปลาบึก 4.5 ต่อ 1 กล่าวคือ กินอาหาร 4.5 กิโลกรัม ก็จะกลายเป็นเนื้อปลา 1 กิโลกรัม ทั้งนี้อาหารที่ให้ปลากินต้องมีโปรตีนไม่ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์

"ปลาบึกนี้เป็นปลาที่เลี้ยงง่ายและโตเร็ว กินอาหารสำเร็จรูปของปลาดุกหรือทำอาหารให้กินก็ได้ และสามารถปล่อยเลี้ยงในอัตราหนาแน่นได้ด้วย คือ 160-300 ตัว ต่อไร่ ในอนาคตอันใกล้ผมว่าเป็นปลาเศรษฐกิจได้แน่นอน" คุณเสน่ห์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้ปลาบึกยังอยู่ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศที่ห้ามทำการค้าขายสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ ซึ่งเรื่องนี้ทางกรมประมงกำลังดำเนินการแก้ไขกันอยู่ เนื่องจากตอนนี้ปลาชนิดนี้สามารถเพาะขยายพันธุ์และแพร่กระจายพันธุ์ทั่วประเทศแล้ว

"จริงๆ แล้วตลาดรับซื้อปลาบึกมีหลายประเทศ โดยเฉพาะจีนและญี่ปุ่นมีความต้องการมาก แต่เราไม่สามารถส่งออกไปขายได้ คิดว่าคงไม่นานทางอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ อนุญาตให้ซื้อขายกันได้"

"ตอนนี้ส่วนใหญ่ขายภายในประเทศกัน ตามร้านอาหารและห้างสรรพสินค้า ซึ่งได้รับการตอบรับของผู้บริโภคค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นปลาที่กินอร่อย และมีคุณค่าทางอาหารสูงด้วย" คุณเสน่ห์ กล่าว

ปลาบึก เป็นปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และใกล้สูญพันธุ์ ไม่น่าเชื่อว่ากำลังจะกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจสมดังเจตนารมณ์ของ คุณเสน่ห์ ผลประสิทธิ์ บิดาของปลาบึก

เทคโนโลยี่ชาวบ้าน 15 สค 2547
2368  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ / เพาะขยายพันธุ์ปลาบึก งานหลังเกษียณ ของ เสน่ห์ ผลประสิทธิ์ ที่วังปลาบึก เชียงราย เมื่อ: สิงหาคม 19, 2004, 11:46:43 AM
ปลาบึก เป็นปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงมานับพันๆ ปีแล้ว และเป็นอาหารของมนุษย์มาตลอด

เมื่อคนมีปริมาณมากขึ้น ปลาบึกก็ถูกไล่ล่าจนแทบจะสูญพันธุ์จากโลกใบนี้

ช่วง นาวาโทสว่าง เจริญผล เป็นอธิบดีกรมประมง ได้เห็นความสำคัญเรื่องนี้ จึงได้สั่งการให้ คุณเสน่ห์ ผลประสิทธิ์ นักวิชาการของกรมประมง ศึกษาวิจัยการเพาะขยายพันธุ์ปลาบึก

ปี 2526 คุณเสน่ห์ ได้พ่อแม่ปลาบึกจากธรรมชาติมาทดลองเพาะขยายพันธุ์ โดยฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ ปรากฏว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ต่อมาใน ปี 2527 ได้ดำเนินการเพาะพันธุ์อีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้ได้ลูกปลาจำนวนมาก ลูกปลาที่ได้จากการเพาะพันธุ์ถูกส่งไปทดลองเลี้ยงในบ่อดิน ตามสถานีประมงทั่วประเทศ เพื่อศึกษาอัตราการเจริญเติบโต และลักษณะทางชีววิทยาอื่นๆ

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ คุณเสน่ห์ก็ยังอยู่วงการนี้ และลูกปลาบึกที่เกิดจากพ่อแม่ปลาแม่น้ำโขงได้เจริญเติบโตและเข้าสู่วัยผสมพันธุ์แล้ว ซึ่งเมื่อปี 2544 กรมประมงได้นำพันธุ์ปลาบึกที่เลี้ยงในบ่อดินมาตรวจเช็ก พบว่ามีน้ำเชื้อและไข่ จึงทดลองเพาะขยายพันธุ์และได้ลูกปลาจำนวนหนึ่ง

ในทางวิชาการนั้นนับว่ามีความสำคัญมาก เนื่องจากสามารถพัฒนาปลาที่เลี้ยงในบ่อดินเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ และในอนาคตโอกาสที่จะเป็นปลาเศรษฐกิจได้ค่อนข้างแน่นอน

ปัจจุบันนี้มีศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดของกรมประมงหลายแห่งยังได้ศึกษาการเพาะขยายพันธุ์ปลาบึกกันต่อไป

สำหรับ คุณเสน่ห์ ผลประสิทธิ์ ผู้สร้างตำนานปลาบึก ก็ยังไม่ทอดทิ้ง แม้ว่าตอนนี้ปลดเกษียณราชการไปแล้วก็ตาม เขายังอยู่ในวงการนี้ โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมานานกว่า 20 ปี พร้อมด้วย คุณปิยะ ผลประสิทธิ์ บุตรชาย ร่วมกันจัดตั้งฟาร์มเพาะพันธุ์ปลาบึก ชื่อ "วังปลาบึก" ขึ้นที่ อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย โทร. (01) 806-4385, (01) 952-0352 โดยนำพ่อแม่ปลาบึกกว่า 50 ตัว มาเลี้ยงไว้ในบ่อดิน เพื่อใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไป

บนเนื้อที่ 80 ไร่ ถูกขุดให้เป็นบ่อเลี้ยงปลา 25 บ่อ โดยเฉลี่ยบ่อละ 1 ไร่ บ่อเก็บน้ำอีก 20 ไร่ ที่เหลือเป็นโรงเพาะฟัก และที่พักอาศัย

เขาเริ่มเลี้ยงปลาบึกที่ "วังปลาบึก" มาตั้งแต่ปี 2545 ให้อาหารกินเกือบทุกวัน และเมื่อต้นมิถุนายนที่ผ่านมาได้จับปลามาตรวจเช็ดไข่และน้ำเชื้อ ปรากฏว่าพ่อแม่พันธุ์ที่มีความสมบูรณ์เต็มที่ (น้ำหนักประมาณ 30-40 กิโลกรัม) จำนวน 2 คู่ แล้วนำมาฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ จึงได้ลูกปลาวัยอ่อน ประมาณ 600,000 ตัว และคาดว่าเหลือปลาที่แข็งแรง ขนาดประมาณ 3 นิ้ว ไม่ต่ำกว่า 60,000 ตัว

นับเป็นลูกปลาบึกสายพันธุ์แท้ 100% ที่ฟาร์มวังปลาบึกพร้อมออกใบรับรองสายพันธุ์ให้แก่ผู้ซื้อ
ปลาบึกเป็นที่อยู่ในตระมึงลกับปลาสวาย มีนักเพาะพันธุ์บางรายนำสายพันธุ์ปลาบึกมาผสมพันธุ์กับปลาสวาย ทั้งนี้หวังให้ลูกพันธุ์เจริญเติบโตเร็ว กลายเป็นชื่อ "บิ๊กสวาย" ในเวลาต่อมา
มีการซื้อขายกันกิโลกรัมละ 30-40 บาท แต่พ่อค้าบางรายไปหลอกขายผู้บริโภคหรือร้านอาหารว่าเป็นปลาบึก ขายกิโลกรัม 100-120 บาท
แท้จริงแล้วคุณภาพเนื้อปลาบึกกับบิ๊กสวายนั้นแตกต่างกัน กล่าวคือ ปลาบึกเนื้อจะแน่น และมีมันแทรกอยู่ในเนื้อด้วย
รสชาติอร่อยกว่าบิ๊กสวายมากทีเดียว

"มิหนำซ้ำหนังปลาบึกนี้ เมื่อทำให้สุกนิ่มอร่อยมากด้วย" คุณเสน่ห์ กล่าว
นอกจากนี้แล้วหากสังเกตดูลักษณะภายนอกของปลาก็แตกต่างกันด้วย นั่นก็คือ ปลาบึกสายพันธุ์แท้ไม่มีแถบสีขาวเงินข้างลำตัว หัวป้านแบน แฉกหางกว้าง หนวดสั้น และโตเร็ว เลี้ยงในบ่อดินเพียง 2 ปี ก็ได้น้ำหนักถึง 20 กิโลกรัมแล้ว ต่างจากบิ๊กสวายที่มีแถบสีขาวเงินข้างลำตัว หัวแหลมค่อนข้างกลม แฉกหางแคบ หนวดยาว โตช้ากว่า อย่างไรก็ตาม หากช่วงเป็นลูกปลาจะสังเกตได้ยาก

"ถ้าเกษตรกรไม่ทันตรวจสอบก่อนซื้อพันธุ์ปลาไปเลี้ยงก็คงต้องผิดหวังแน่"
"ขณะนี้ฟาร์มวังปลาบึกยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลาบึกพันธุ์แท้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ปลาบึกที่มีคุณภาพ สมดังเจตนารมณ์ของผมที่ต้องการเห็นปลาบึกพันธุ์แท้แพร่หลาย และเป็นปลาเศรษฐกิจของเมืองไทยในอนาคต" คุณเสน่ห์ กล่าว
เพาะขยายพันธุ์ปลาบึก

พ่อแม่พันธุ์ปลาบึกที่คุณเสน่ห์นำมาเลี้ยงไว้ในบ่อดินที่ฟาร์มนั้น เป็นสายพันธุ์ที่เกิดจากปลาแม่น้ำโขง ชาวบ้านนำไปเลี้ยงในบ่อดินมานาน 15-16 ปีแล้ว ซึ่งคุณเสน่ห์ได้ขอพันธุ์มาเลี้ยงในฟาร์ม เมื่อปี 2545 โดยปล่อยเลี้ยงในบ่อดินระดับน้ำลึก 2 เมตร อัตราความหนาแน่นประมาณ 5-10 คู่ ต่อบ่อต่อไร่

"ช่วงปลายังไม่ถึงฤดูเพาะพันธุ์เราเปลี่ยนถ่ายน้ำ 2 อาทิตย์ ต่อหนึ่งครั้ง แต่พอใกล้ๆ ถึงช่วงผสมพันธุ์จะถ่ายน้ำให้ถี่ขึ้น จาก 2 อาทิตย์ครั้ง ก็เป็นอาทิตย์ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พ่อแม่ปลาอยากผสมพันธุ์วางไข่"

"เดือนมิถุนายน เป็นเดือนที่ปลาบึกในบ่อเลี้ยงไข่แก่มากที่สุด แต่ในธรรมชาติจะเร็วกว่านี้ ราวๆ กลางเดือนพฤษภาคม เพราะว่ามีความสมบูรณ์กว่า"

ส่วนอาหารที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาบึกนั้นจะให้กินอาหารผสมเอง โปรตีนไม่ต่ำกว่า 32 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีส่วนผสมดังนี้ ปลาป่น 56 เปอร์เซ็นต์ กากถั่วเหลืองและรำละเอียด อย่างละ 12 เปอร์เซ็นต์ ปลายข้าว 15 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันตับปลา 4 เปอร์เซ็นต์ วิตามินและแร่ธาตุ 1 เปอร์เซ็นต์ โดยให้กินแต่ละครั้งร้อยละ 2 ของน้ำหนักตัวปลา

เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์พ่อแม่ปลาบึกที่อยู่ในบ่อดินก็ถูกจับขึ้นมาตรวจความพร้อมไข่และน้ำเชื้อ ตัวไหนสมบูรณ์ก็จะฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการออกไข่ โดยใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRHa 10 ไมโครกรัม ต่อน้ำหนักแม่ปลา 1 กิโลกรัม ร่วมกับ Domperidone 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักแม่ปลา 1 กิโลกรัม ทิ้งระยะห่าง 8 ชั่วโมง ฉีดฮอร์โมนเข็มที่ 2 โดยใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRHa 20 ไมโครกรัม ต่อน้ำหนักแม่ปลา 1 กิโลกรัม ร่วมกับ Domperidone 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักแม่ปลา 1 กิโลกรัม

"ปลาบึกเพศผู้นั้นไม่ค่อยมีปัญหาในการรีดน้ำเชื้อมากนัก ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จ เพราะว่ามีความสมบูรณ์เพศอยู่แล้ว เพียงแต่ฉีดฮอร์โมน เข็มที่ 1 โดยใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRHa 10 ไมโครกรัม ต่อน้ำหนักพ่อปลา 1 กิโลกรัม ร่วมกับ Domperidone 10 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักพ่อปลา 1 กิโลกรัม ทิ้งระยะห่าง 3 ชั่วโมงเศษ ฉีดเข็มที่ 2 โดยใช้ต่อมใต้สมอง 1 โด๊ส ทิ้งไว้สักระยะหนึ่งก็ตรวจสอบ สามารถรีดน้ำเชื้อได้แล้ว" คุณเสน่ห์ กล่าว

พร้อมกับบอกว่า "การเพาะขยายพันธุ์ปลาบึกนั้นมีขั้นตอนคล้ายๆ กับช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นปลาธรรมชาติในลุ่มแม่น้ำโขง หรือปลาที่เลี้ยงในบ่อดิน ที่เราเพาะขยายพันธุ์สำเร็จเมื่อกลางปี 2544 ส่วนใหญ่เราจะใช้หลักการเดียวกันทั้งหมด"

คุณเสน่ห์นำไข่ของแม่ปลาที่รีดได้ผสมกับน้ำเชื้อ โดยรีดน้ำเชื้อปลาบึกเพศผู้ลงบนไข่ ใช้ขนไก่คนไข่และน้ำเชื้อผสมกันตามวิธีการผสมเทียมแบบแห้ง

ไข่ปลาบึกเมื่อรีดจากท้องแม่ปลามีขนาด 1.4-1.6 มิลลิเมตร มีสีเหลืองอ่อนใส เปลือกไข่มีสารเหนียวใช้ยึดติดกับวัสดุ เมื่อไข่ได้รับการผสมกับน้ำเชื้อจะพองตัวออกเล็กน้อย เมื่อเวลาผ่านไป 25 นาที จะเริ่มเห็นเซลล์ 1 เซลล์ หลังจากนั้น จะแบ่งเซลล์ไปเรื่อยๆ เมื่อพัฒนามาถึงระยะ Late Gastrula ใช้เวลา 10 ชั่วโมง 30 นาที ระยะนี้บลาสโตพอร์จะปิด ไข่ที่ไม่ได้รับการผสมจะเสียหมด

ไข่พัฒนามาถึงระยะ Hatch out หรือฟักออกเป็นตัวใช้เวลา 28 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิน้ำ 26.8-27 องศาเซลเซียส ลูกปลามีความยาว 3.5 มิลลิเมตร

เทคโนโลยี่ชาวบ้าน  15 สค 2547
2369  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / ปรากฎการณ์ขี้ปลาวาฬในทะเล Bohai เมื่อ: สิงหาคม 18, 2004, 02:50:08 PM
ปรากฎการณ์ขี้ปลาวาฬในทะเล   Bohai   ส่งผลกระทบอย่างน่ากลัวต่อการประมงของจีน
     ได้เกิด ปรากฎการณ์ ขี้ปลาวาฬ 2 บริเวณใหญ่  เต็มทะเล Bohai ของจีน ซึ่งส่งผลกระทบให้เกิดการปนเปื้อนในอาหารทะเล ในแหล่งประมงสำคัญของจีน
     ปรากฎการณ์นี้ได้เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ใกล้ปากแม่น้ำเหลืองซึ่งเป็นแม่น้ำที่ยาวเป็นอันดับสองของประเทศจีนส่งผลกระทบครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1850 ตารางกิโลเมตร หรือ 740 ตารางไมล์
     ส่วนอีกบริเวณหนึ่งได้เกิดขึ้น เมื่อวันเสาร์เป็นจุดแรกใกล้ๆเมือง เทียนจิน เมืองท่า สำคัญแห่งหนึ่งตอนเหนือของจีนครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 3200 ตารางกิโลเมตร
     Chen Lianzeng ผู้อำนวยการสำนักจัดการสมุทรศาตร์แห่งมณฑล( SOA) กล่าวว่าพบแมลงและ ยุงจำนวนมาก ลอยอยู่บนผิวน้ำที่เกิดปรากฎการณ์นี้แต่ว่าไม่มีสัญญาณหรือร่องรอยการตายของปลาหรือหอย
     ปรากฎการณ์นี้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและขยายไปเรื่อยๆ ในตอนนี้”ซึ่งเป็นหัวข้อข่าวของสำนักข่าว ซินหัว และ   SOA ได้ออกติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดบริเวณรอบๆ     ทะเล   Bohai เพื่อให้แน่ใจว่าหอยและอาหารทะเลปลอดภัยจากสารพิษก่อนที่จะส่งไปตลาด
     ปรากฎการณ์นี้เกิดจากการที่สาหร่ายเกิดขึ้นอย่างหนาแน่นมากเกินไปและจะดูดก๊าซออกซิเจนจากน้ำและจะปล่อยสารพิษออกมาทำให้มีผลต่อการดำรงชีวิตของปลาอย่างมากและจะมีการปนเปื้อนในอาหารทะเลด้วย
     ปรากฎการณ์ขี้ปลาวาฬนี้เกิดจากของเสียจากเมือง   น้ำทิ้งที่ปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรมของเสียจากฟาร์มเพาะเลี้ยง  และปุ๋ยจากเกตรกรรมที่ปนเปื้อนลงแม่น้ำซึ่งเต็มไปด้วยไนโตรเจนและฟอสฟอรัสซึ่งจะไหลลงสู่ชายฝั่งจากแม่น้ำและลำคลองต่างๆ
     ชายฝั่งของจีนได้ถูกคุกคามและทำลายโดยปรากฎการณ์ขี้ปลาวาฬในปีนี้โดยเฉพาะตอนเหนือของทะเล Bohai   ทะเลจีนตะวันออก และทะเลจีนใต้ใกล้กับปากแม่น้ำ Pearl              
                                               http://sg.new.yahoo.com  
ผู้แปล   ภาสกร .  อนุพงศ์. อาทิตย์ . อำรัน  
2370  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / นายกฯ ทักษิณคุยกับประชาชน ประจำวันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2547 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2004, 09:55:45 PM
www.thainews.com
ราคากุ้งของไทยที่ส่งออกมีแนวโน้มที่สูงขึ้น
เรื่องกุ้งครับ สหรัฐที่ฟ้องว่าที่ไทยทุ่มตลาดกุ้งเมื่อวันที่ 31 ธันวาคมปีที่แล้วตอนนี้ก็ได้ไต่สวนเบื้องต้นและกำหนดภาษีที่เรียกเก็บของไทยค่อนข้างที่จะดีครับ เพราะว่าผมได้ยกเรื่องนี้คุยกับประธานาธิบดี และก็ได้ให้รัฐมนตรรีพาณิชย์เข้าไปยกเรื่องนี้กับรัฐมนตรีพาณิชย์เขาก็ได้มีการเจรจากันมาตลอดภาคเอกชนก็ได้จ้างทนายและก็ LOBBEHIT สู้กันและในที่สุดก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อยครับ ก็เราถูกเรียกเก็บอัตราเฉลี่ยที่ร้อยละ 6.39 ในขณะที่ประเทศอื่นอย่างบราซิลโดน 36.9 อินเดียโดน 14 กว่านะครับ เอวกาว์ดอร์โดน 7 กว่า เวียดนามก็โดนเยอะหน่อย อันน็ก็ถือว่าเราทำได้ดีในระดับหนึ่งแต่ว่าเดือนสิงหาคมนี้เขาก็จะมาตรวจ เพราะฉะนั้นตอนนี้เขาก็จะเก็บในอัตราที่ตกลงนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นไป จนถึงมกราคมปีหน้า เราเพราะฉะนั้นถ้าเก็บอัตรานี้เราสู้ได้ เพราะฉะนั้นการส่งออกกุ้งก็น่าจะเป็นข่าวดีราคากุ้งน่าจะขึ้นนะครับ อันนี้ก็เรียนได้ทราบว่าแต่ว่าเราก็ยังต้องต่อสู้ตอไปนะครับ


ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันช่วยเหลือเกษตรกร
เรื่องน้ำมันปาล์มที่ผมได้พูดไปนะครับ คือว่ามีการไปขายเม็ดปาล์มแล้วก็เกรงว่าเม็ดปาล์มนั้นจะไม่ดีนะครับจะทำให้เวลากว่าจะรู้ได้ว่าปาล์มไม่ออกผลหรือออกผลน้อยนี้ก็อีกตั้ง 5 ปี ทำให้เกษตรกรเดือดร้อนนี้ก็เลยให้มีการตรวจ ดี เอ็น เอ พันธ์ปาล์มนะครับแล้วก็ดูการจดทะเบียนผู้ขายพันธ์ปาล์มให้ถูกต้องนะครับก็สรุปแล้วก็ ขณะนี้ก็ให้น้องประชาชนไปขอใช้บริการได้เลยที่ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมัน อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ครับเพื่อที่จะได้มั่นใจว่าไม่ถูกหลอก คือถูกหรอกก็หลอกได้ไม่นานก็รีบเปลี่ยนพันธ์ซะนะครับ


การเปลี่ยนอาชีพราษฎรปากพนัง
กรณีการปรับเปลี่ยนอาชีพที่ปากพนังที่วันนั้นผมไปตรวจงานที่ปากพนังครับ ก็ขณะนี้ผมได้มอบให้กระทรวงเกษตรคือรัฐมนตรีเนวินนี้ไปดูเรื่องการเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนอาชีพปรับอาชีพสิ่งที่เปลี่ยนไปนะครับ เพราะเนื่องจากว่าเรามีการกั้นประตูน้ำแยกเป็นน้ำจืดน้ำเค็มอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นก็ขณะนี้ก็ใครต้องการจะปรับเปลี่ยนอาชีพเพื่อให้มีอาชีพใหม่ที่อยู่ได้นะครับมีรายได้ดีก็ติดต่อที่สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราชได้แล้วพร้อมแล้วนะครับ


ส่งเสริมอาชีพและรายได้ 3 จังหวัดภาคใต้
เรื่องปรับเปลี่ยนอาชีพในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ก็ผักปลอดสารพิษทั้งหมดทำไป 35 ฟาร์ม นะครับ แล้วก็เอกชนรับซื้อหมดนะครับ ประมงในกระชังแล้วก็เลี้ยงปลาในบ่อดินก็เปิดอบรมไปแล้ว 99 กลุ่ม 1,800 กว่ารายก็จะเริ่มเลี้ยงได้ภายในวันที่ 20 สิงหาคมนี้แล้ว ทางด้านการเลี้ยงแพะ 1,600 ราย 116 กลุ่มก็อบรมไปแล้วนะครับ จะเริ่มก่อสร้างฟาร์มและเลี้ยงได้วันที่ 7 ตุลาคม นี้ก็ทุกอย่างก็พี่น้องประชาชนที่เคารพครับ ก็เราก็พยายามทำกันอย่างเต็มที่ครับก็หวังว่าพี่น้องประชาชนก็คงจะได้ปรับตัวเข้ากับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแล้วก็ที่สำคัญครับ 2 วันนี้นะครับมีเวลากับครอบครัวทำบุญให้มีความสงบทางจิตใจให้ร่างกายแข็งแรงจิตใจแข็งแรงนะครับขอให้มีความสุขทุกท่านครับสวัสดีครับ
 

หน้า: 1 ... 153 154 155 156 157 [158] 159 160