ตุลาคม 17, 2021, 05:03:11 AM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
  แสดงกระทู้
หน้า: 1 ... 152 153 154 155 156 [157] 158 159 160
2341  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / คลื่นยักษ์ถล่ม สูญเสียมหาศาลปะการังพินาศ เมื่อ: ธันวาคม 28, 2004, 10:20:18 AM
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 ธันวาคม 2547 07:03 น.
        แทบทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติร้ายแรงในประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่มักเกิดคำถามตามมาเสมอก็คือ ทำไมจึงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ทำไมถึงไม่มีการเตือนภัยให้ทราบล่วงหน้า และใครควรจะรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น
       
       กรณีคลื่นยักษ์ “สึนามิ(Tsunami)” ที่ถล่มภาคใต้ของไทยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 47 ที่ผ่านมาก็เช่นเดียวกัน แน่นอนว่า หน่วยงานที่ตกเป็นจำเลยของสังคมมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น “กรมอุตุนิยมวิทยา” และ “กรมทรัพยากรธรณี” ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง

        อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมควรต้องมานั่งขบคิดและหาคำตอบร่วมกันมากที่สุด ...มากกว่าที่จะหาคนผิดก็คือ โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นนั้น ให้ “บทเรียน” อะไรกับสังคมไทยบ้าง และคลื่นยักษ์ที่เกิดขึ้นจะมีผลต่อสภาพแวดล้อมชายฝั่งทะเลของไทยอย่างไรบ้าง
       
       -1-
       ศ.ดร.เปี่ยมศักดิ์ เมนะเศวต คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ในขณะนี้สิ่งที่ควรรีบทำเป็น อันดับแรก คือ เก็บข้อมูลและพิสูจน์หลักฐานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นส่วนสูงของคลื่น ความเสียหายที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะนำข้อมูลทั้งหมดมาประเมินและหาวิธีป้องกันในอนาคต โดยในวันนี้ (28 ธ.ค 2547) ทางคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะส่งผู้ทำการวิจัยไปเก็บข้อมูลเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน
       
       ส่วนปัญหาในการรับมือต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติครั้งนี้ก็คือ การขาดระบบเตือนภัย เนื่องเพราะในขณะนี้ศูนย์ระบบเตือนภัยมีอยู่เพียงแห่งเดียวเท่านั้นในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่ถ้าเป็นในมหาสมุทรอินเดียยังไม่มีการจัดตั้งศูนย์ระบบเตือนภัยแต่อย่างใด ซึ่งจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งระบบเตือนภัยนั้นต้องอาศัยการร่วมมือกันระหว่างประเทศ
       
       “สำหรับประเทศที่เหมาะสมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมให้เกิดข้อตกลงระหว่างประเทศร่วมกันนั้น น่าจะเป็นประเทศอินโดนีเซียเพราะเป็นประเทศที่ประสบความเสียหายมาก แต่สำหรับประเทศไทยนั้นรัฐบาลก็ควรกระตุ้นและสนับสนุนให้เกิดการศึกษาโดยเร่งด่วน โดยหากเร่งทำอย่างจริงจังแล้วไม่น่าจะใช้เวลาเกิน 1 ปีในการพัฒนาบุคลากรและอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย ซึ่งหลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ กรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง จำเป็นต้องร่วมมือระดมพลังกันช่วยเหลืออย่างเต็มที่” ศ.ดร. เปี่ยมศักดิ์ เมนะเศวตให้ข้อเสนอแนะ
       
       ประเด็นที่น่าสนใจถัดมาก็คือ บุคลากรที่มีความชำนิชำนาญของเมืองไทยมีมากน้อยแค่ไหน และเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ อย่างไร
       
       ในเรื่องนี้ รศ.ดร.ปัญญา จารุศิริ หัวหน้าหน่วยปฏิบัติการธรณีวิทยาแผ่นดินไหวและธรณีแปรสัณฐานพื้นแผ่นดิน คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แสดงความเป็นห่วงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า บุคลากรที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นบุคลากรของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติหรือบุคลากรของกรมอุตุนิยมวิทยายังคงมีจำนวนน้อยมาก ทำให้ไม่สามารถเตือนภัยและป้องกันได้ทันท่วงที
       
       ที่สำคัญก็คือ จริงๆ แล้ว กรณีที่เกิดปรากฏการณ์คลื่นยักษ์สึนามินั้น มีโอกาสเตือนภัยได้ก่อนเวลาถึงหนึ่งชั่วโมงครึ่ง แต่สาเหตุที่ไม่สามารถทำได้เพราะขาดบุคลากรและเครื่องมือ โดยกรมอุตุนิยมวิทยามีนักวิชาการอยู่ไม่ถึง 5 คน เครื่องมือต่าง ๆ ก็ไม่ทันสมัย
       
       “เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์เตือนว่า เราไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดเหตุร้ายก่อนจึงค่อยป้องกัน แต่ควรที่จะหาวิธีรับมือป้องกันไว้ก่อนที่จะเกิดความเสียหายถึงขนาดนี้” รศ.ดร. ปัญญาให้แง่คิด
       
       -2-
       อีกจุดหนึ่งที่สามารถสะท้อนภาพความเป็นจริงได้เป็นอย่างดีก็คือ ความสนใจของคนไทยเกี่ยวกับเรื่องของธรรมชาตินั้น มีค่อนข้างน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของแวดวงวิชาการหรือประชาชนโดยทั่วไปก็ตาม
       
       ผศ.กวี วรกวิน นายกสมาคมภูมิศาสตร์แห่งประเทศไทย อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ให้ความเห็นว่า ประเทศไทยไม่สนใจธรรมชาติไม่เข้าใจธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเด็กประถม มัธยม หรือในระดับมหาวิทยาลัย ตลอดถึงผู้คนทั่วไป ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่ได้มีการสอนเรื่องธรรมชาติ จึงทำให้ไม่เข้าใจธรรมชาติ
       
       ยกตัวอย่างเช่นเรื่องลม ฟ้า อากาศ น้ำท่วม ฝนฟ้าคะนอง แม้แต่เข้าสู่ภาวะแล้งคนไทยก็ไม่สนใจ อยากทำอะไรก็ทำ ตัดต้นไม้ เผาป่า ซึ่งในความเป็นจริงมันมีผลพวงถึงกัน ที่สำคัญคือ ประเทศไทยไม่เคยนำธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่และไม่เคยสังเกตว่าเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้น สิ่งต่างๆ จะต่อเนื่องและส่งผลถึงกัน อาทิ ท้องฟ้าในบางจังหวัดจะมีสีแดงตั้งแต่คืนวันที่ 26 ธ.ค.47 สัตว์ต่างๆ จะหนีหรือซุกซ่อนอยู่ในรู ริมหาดบางจังหวัดจะเงียบจนผิดสังเกต แต่ก็ไม่เคยสังเกต
       
       “คนไทยไม่รู้จักและเข้าใจธรรมชาติ หากผู้คนที่อาศัยอยู่ในแถบริมฝั่งทะเลอันดามัน สังเกตถ้าพบว่าน้ำเริ่มเอ่อล้นขึ้นมา ต้องรู้ว่าคลื่นกำลังดันขึ้นมา หากเป็นคนที่ละเอียดสามารถจะเตือนให้คนอื่นๆ รู้ล่วงหน้าได้ แต่ต้องเป็นคนที่มีประสบการณ์และมีความชัดเจน ช่างสังเกต บางคนเมื่อเห็นน้ำเอ่อล้นขึ้นมาคิดว่าน้ำกำลังขึ้น-ลงตามปกติ ยิ่งคนที่อยู่ริมทะเลอาจจะไม่สังเกตเพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าเห็นน้ำขึ้นมากเกินกว่าระดับน้ำขึ้นในระดับปกติก็ควรจะเตรียมตัวและหนีออกมาได้แล้วไม่ใช่รอคนให้เกิดเหตุร้าย”
 
 
2342  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / USเผยพยายามเตือนเอเชียแล้ว 1ชม.ก่อนคลื่นถึงชายฝั่ง เมื่อ: ธันวาคม 28, 2004, 10:03:09 AM
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 ธันวาคม 2547 23:16 น.
        รอยเตอร์/เอเอฟพี - บรรดาเจ้าหน้าที่สหรัฐฯซึ่งติดตามเหตุแผ่นดินไหวขนาดรุนแรงยิ่ง ที่เกิดขึ้นบริเวณนอกเกาะสุมาตรา ได้พยายามอย่างสุดเหวี่ยงเพื่อเตือนภัยว่า กำลังเกิดคลื่นยักษ์สึนามึซึ่งเคลื่อนตัวมุ่งสู่ชายฝั่งของประเทศที่อยู่ห่างไกลออกไป ไม่ว่าจะเป็นไทยหรือศรีลังกา ทว่าไม่ประสบผล ทั้งนี้เป็นการเปิดเผยของผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยสึนามิย่านแปซิฟิกเมื่อวันอาทิตย์(27)
       
       ชาร์ลส์ แมคคลีรี ผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยดังกล่าว ซึ่งตั้งอยู่ที่นครโฮโนลูลู มลรัฐฮาวาย และสังกัดกับสำนักงานบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ ชี้ว่า บริเวณในมหาสมุทรอินเดีย ที่ถูกฤทธิ์คลื่นยักษ์กระหน่ำคราวนี้ ยังไม่มีระบบเตือนภัยสึนามิอย่างเป็นทางการใดๆ เลย โดยอาจจะเนื่องจากปรากฏการณ์เช่นนี้น้อยนักที่จะเกิดขึ้นในบริเวณนี้ นั่นคือเฉลี่ยทุกๆ 700 ปีจึงจะเกิดสักครั้งหนึ่ง
       
       แมคคลีรีเล่าว่า หลังจากเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งล่าสุดทางสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐฯได้ปรับเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง จาก 8.9 เป็น 9.0 ตามมาตราริกเตอร์ เจ้าหน้าที่ในศูนย์ของเขาได้พยายามทำทุกอย่างที่สามารถทำได้เพื่อเตือนภัย ทว่าในสมุดจดที่อยู่ซึ่งทางศูนย์มีอยู่นั้น ไม่ได้มีหมายเลขโทรศัพท์ที่จะติดต่อกับใครในบริเวณดังกล่าวของโลกเอาเลย
       
       ไม่กี่อึดใจหลังตรวจจับคลื่นแผ่นดินไหวได้ แมคคลีรีกับเจ้าหน้าที่ของเขาได้รีบหมุนโทรศัพท์แจ้งออสเตรเลีย จากนั้นก็เป็นเจ้าหน้าที่ของกองทัพเรือสหรัฐฯ, สถานทูตสหรัฐฯ ในประเทศต่างๆ หลายแห่ง, และสุดท้ายคือกระทรวงการต่างประเทศอเมริกัน
       
       อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ซึ่งพวกเขาติดต่อได้เหล่านี้ ไม่สามารถส่งคำเตือนภัยต่อไปให้ผู้คนนับหมื่นนับแสนในประเทศซึ่งประสบภัยพิบัติได้ทราบก่อน เนื่องจากประเทศเหล่านี้ไม่ได้มีกลไกเตือนภัยสึนามิ หรือมีเครื่องมืออุปกรณ์ตรวจจับคลื่นใต้น้ำในมหาสมุทรเพื่อแจ้งให้ประชาชนระมัดระวังตัว
       
       "จริงๆ แล้ว เราได้ออกรายงานด่วนเกี่ยวกับแผ่นดินไหว ทว่ามันไปถึงแค่พวกประเทศที่ตั้งอยู่ในแถบแปซิฟิก ... ซึ่งเป็นสมาชิกของเรา ... และนั่นก็รวมถึงออสเตรเลียกับอินโดนีเซียด้วย" แมคคลีรีอธิบาย
       
       แต่ในเมื่อไม่ได้มีการจัดตั้งกลไกติดตามเอาไว้ก่อน เจ้าหน้าที่อเมริกันจึงไม่มีทางได้ทราบข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลหรือในทางวิทยาศาสตร์ของพื้นที่แถบซึ่งได้รับความเสียหายจากคลื่นยักษ์สึนามิระลอกล่าสุด และจึงต้องพึ่งพาข้อมูลข่าวสารทั่วๆ ไปเท่านั้น
       
       "ต้องใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงครึ่งกว่าที่คลื่นจะเดินทางจากจุดเกิดแผ่นดินไหวไปจนถึงศรีลังกา และใช้เวลา 1 ชั่วโมง ก่อนมันจะไปถึง ... ชายฝั่งตะวันตกของไทยและมาเลเซีย" เขาแจกแจง "คุณสามารถเดินลึกเข้าไปในแผ่นดินสัก 15 นาที ก็จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยแล้ว"
       
       แมคคลีรีบอกว่า เวลานี้พวกเจ้าหน้าที่สหรัฐฯกำลังพยายามช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในภูมิภาคดังกล่าวจัดตั้งระบบเตือนภัยอย่างไม่เป็นทางการในบางรูปแบบขึ้นมา อีกทั้งรู้สึกย่ำแย่มากที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าที่ได้ทำมาแล้ว
 
       ทางด้าน เวฟเวอร์ลี เพอร์สัน แห่ง ศูนย์ข้อมูลข่าวสารแผ่นดินไหวแห่งชาติ ซึ่งสังกัดสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาของสหรัฐฯ อธิบายเพิ่มเติมว่า รอบๆ มหาสมุทรแปซิฟิกนั้น มีการจัดตั้งระบบเตือนภัยสึนามิ หรือมีการติดตั้งเครื่องมืออุปกรณ์วัดคลื่นใต้น้ำกันเรียบร้อยแล้ว จึงสามารถเตือนภัยประชาชนได้อย่างรวดเร็ว
       
       เพอร์สันกล่าวด้วยว่า เนื่องจากคลื่นสึนามิขนาดมหึมา เป็นสิ่งที่พบเห็นกันน้อยมากในแถบมหาสมุทรอินเดีย ผู้คนจึงไม่เคยเรียนรู้ว่าจะต้องรีบหลบลึกเข้าไปในแผ่นดิน เมื่อรู้สึกถึงการสั่นไหวของแผ่นดินไหว
       
       
       ออสซี่ดำริตั้งศูนย์สึนามิในมหาสมุทรอินเดีย
       
        พรรคเลเบอร์ที่เป็นพรรคฝ่ายค้านของออสเตรเลีย เสนอวันนี้ (27) ว่า ในฐานะที่ออสเตรเลียเป็นประเทศซึ่งตั้งอยู่ริมแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย โดยที่ในฟากแปซิฟิกนั้นได้มีความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในแถบนั้น เรื่องการเตือนภัยคลื่นสึนามิอยู่แล้ว จึงควรพิจารณาผลักดันจัดตั้งศูนย์เตือนภัยด้านมหาสมุทรอินเดียบ้าง
       
        ปรากฏว่า นายกรัฐมนตรีจอห์น โฮเวิร์ด ได้แสดงความสนใจ บอกว่าจะพิจารณาข้อเสนอนี้ดู
       
        อนึ่ง เซฟตัน ซินาดินอฟสกี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวของออสเตรเลีย ให้ความเห็นวานนี้ว่า แผ่นดินไหวความรุนแรงระดับ 8.1 ซึ่งเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดี(23) บริเวณมหาสมุทรระหว่างเกาะแทสเมเนีย กับเกาะ แมคควอรี ของออสเตรเลีย น่าจะเป็นสัญญาณนำหน้าแผ่นดินไหวขนาด 9.0 ที่สุมาตรา ซึ่งก่อให้เกิดคลื่นสึนามิที่สร้างความเสียหายร้ายแรงในเอเชีย
       
        เขาชี้ว่า แผ่นดินไหวทั้ง 2 ครั้งเกิดขึ้นบริเวณด้านตรงกันข้ามกันของแผ่นพิภพอินโด-ออสเตรเลียนพอดี จึงอาจตั้งสมมุติฐานได้ว่า เนื่องจากเกิดแผ่นดินไหวที่ข้างหนึ่งของแผ่นพิภพ ทำให้เกิดความไม่สมดุลขึ้นในอีกข้างหนึ่ง จนนำไปสู่การเกิดแผ่นดินไหวขนาดรุนแรงยิ่ง
       
        อย่างไรก็ดี เขาบอกว่า แม้หลังเกิดแผ่นดินไหวครั้งแรก ซึ่งไม่ค่อยสร้างความเสียหายอะไร เพราะศูนย์กลางอยู่ทะเลลึกมากแล้ว สันนิษฐานได้ว่าต้องมีแผ่นดินไหวเกิดตามมาอีก แต่ไม่สามารถพยากรณ์ได้ชัดเจนว่า จะเป็นแผ่นดินไหวรุนแรงขนาดนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา ความไม่สมดุลที่เกิดขึ้นอาจคลายตัวโดยเกิดแผ่นดินไหวขนาดย่อมๆ หลายๆ ครั้งก็ได้
       
       
 
 
2343  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / Mega-tsunami คลื่นยักษ์ล้างโลก เมื่อ: ธันวาคม 28, 2004, 09:35:06 AM
  จาก www.vcharkarn.com

นักธรณีวิทยาเตือนหลายประเทศในมหาสมุทรแอนแลนติกอาจถูกถล่มด้วยคลื่นยักษ์ที่อาจมีความสูงหลายร้อยเมตร สูงกว่าตึกระฟ้าทุกตึกบนโลก นักธรณีวิทยาเรียกปรากฎการณ์ดังกล่าวว่า แมกกะซูนามิ ( Mega-tsunami ) ซึ่งมีความรุนแรงกว่าคลื่นซูนามิธรรมดานับสิบเท่า จากหลักฐานทางธรณีวิทยาพบว่า คลื่นดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งในอดีต และมีความเป็นไปได้อย่างสูงว่าจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มก่อตัวจากหมู่เกาะเล็กๆในมหาสมุทรแอตแลนติก

หลักฐานแรกที่แสดงให้เห็นถึงพลังอันมหัศจรรย์และน่าสพึงกลัวของธรรมชาติน้ีพบครั้งแรกในปี ค.ศ.1953 เมื่อนักธรณีวิทยาชาวอเมริกัน 2 คือ George Plafker และ Don Miller คนได้่ทำการสำรวจหาน้ำมันที่อ่าวลิทูยา ( Lituya Bay ) ในรัฐอาลาสก้า สหรัฐอเมริกา แทนที่ทั้งสองจะพบน้ำมัน พวกเขากับพบหลักฐานทางธรณีวิทยาว่าบริเวญอ่าวดังกล่าว ได้เคยถูกซัดกระหน่ำด้วยคลื่นยักษ์ ซึ่งมีความสูงกว่า 150 เมตร เทียบได้เท่ากับความสูงของตึก 50 ชั้น การค้นพบนี้ทำให้นักธรณีวิทยาทั้งสองประหลาดใจมาก เพราะไม่ปรากฎว่ามีคลื่นชนิดใดในประวัติศาสตร์ที่จะมีความสูงถึงขนาดนั้น แม้แต่คลื่นยักษ์ที่ทรงพลังที่สุดคือซูนามิ

George Plafker ใด้กล่าวกับนักข่าวบีบีซีว่า ในขณะนั้นมืดแปดด้านไม่รู้เลยว่าจะมีพลังงานอะไรที่สามารถสร้างคลื่นยักษ์ได้สูงขนาดนั้น เพราะแม้แต่คลื่นซูนามิอันทรงพลังที่สุดซึ่งเกิดจากแผ่นดินใหวนั้นยังมีความสูงแค่ 10 ถึง 15 เมตร แต่คลื่นที่ถล่มอ่าวลิทูยาสูงกว่าถึง 10 เท่า

คลื่นยักษ์ซูนามิ ( Tsunami ) เป็นที่รู้จักกันมานานสำหรับนักธรณีวิทยา คลื่นซูนามิที่รุนแรงสุดในรอบ 100 ปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1946 เมื่อคลื่นยักษ์สูง 10 เมตร พัดเข้าถล่มชายฝั่งเมือง Hilo ในหมู่เกาะฮาวาย โดยที่ประชาชนบนเกาะไม่มีทางรู้ตัว เพราะจุดกำเนิดของซูนามิอยู่ห่างจากเกาะฮาวายนับพันกิโลเมตร เหตุการณ์ครั้งนั้นพรากชีวิตผู้เคราะห์ร้ายไปมากกว่า 100 คน เมื่อหลายปีมาแล้ว คนไทยเคยตื่นกลัวกับข่าวของคลื่นยักษ์ซูนามิ ถึงกับเคยมีข่าวลือใหญ่โตว่าจะมีคลื่นยักษ์ซูนามิถล่มเกาะภูเก็ตเลยทีเดียว แต่อยางไรก็ตามประเทศไทยนั้นมีโอกาสน้อยมากที่จะถูกถล่มด้วยซูนามิ เมื่อเทียบหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิค เช่น ฮาวาย ญี่ปุ่น ออสเตเลีย หรือตามชายฝั่งของสหรัฐอเมริกา

คลื่นยักษ์ซูนามินั้น เกิดจากการคลื่นตัวของเปลือกโลกใต้ทะเล ซึ่งมีพลังงานมหาศาล ทำให้เกิดคลื่นยักษ์ที่สามารถเคลื่อนที่ข้ามมหาสมุทรใหญ่ๆ ไปถล่มชายฝังของอีกซีกโลกได้อย่างสบายๆ อย่างไรก็ตามขนาดความสูงของคลื่นซูนามินั้นมีลิมิตไม่เกิน 10 ถึง 15 เมตร ความสูงของคลื่นนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่ให้กำเนิดมัน การเกิดแผ่นดินใหวในบริเวณใต้มหาสมุทรนั้น อาจจะทำให้เปลือกโลกบริเวณนั้นแยกตัวออกจากกัน เปลือกโลกด้านหนึ่งอาจจะยกตัวสูงขึ้น เป็นผลทำให้เกิดแรงดันมหาศาล ดันน้ำทะเลที่อยู่เหนือมันสูงขึ้น เป็นปริมาณเท่าๆกับที่แผ่นดินถูกยกขึ้น น้ำทะแลที่ถูกแผ่นดินดันขึ้นมาแทนทีนั้น จะวิ่งออกไปด้วยความเร็วมหาศาล และเมื่อเข้าใกล้ชายฝั่งมันก็จะดันตัวสูงขี้น เท่ากับขนาดของพื้นดินที่เลื่อนขึ้นมา เกิดเป็นคลื่นยักษ์ซูนามิพัดเข้าถล่มชายฝั่ง ถึงกระนั้นก็ตามแผ่นดินใหวที่รุนแรงที่สุด ก็สามารถที่จะยกผิวโลกใต้ทะเล ให้เลื่อนสูงขึ้นได้มากที่สุดประมาณ 10กว่าเมตร มันจึงเป็นตัวกำหนดขนาดของคลื่นซูนามิไปในตัว และเป็นไปไม่ได้เลยที่กระบวนการนี้จะทำให้เกิดคลื่นสูงถึง 150 เมตรดังที่ถล่มอ่าวลิทูยา

นักธรณีวิทยาไม่ต้องรอนานเพื่อที่จะทราบคำตอบ 5 ปีหลังจากนั้น เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ค.ศ. 1958 คลื่นยักษ์ก็ได้ถล่มอ่าวลิทูยาอีกครั้ง ด้วยความสูงเกือบครึ่งกิโลเมตร สูงกว่าตึกทุกตึกบนโลกมนุษย์ George Plafker และ Don Miller ได้บินกลับไปสำรวจพื้นที่อีกครั้ง ในที่สุดเขาก็พบคำตอบของปริศนา

คลื่นยักษ์ดังกล่าวเกิดจากการที่ภูเขาในบริเวณใกล้เคียงได้เกิดถล่มลง หินจากภูเขาสูงปริมาณมหาศาล ได้ถลายหล่นลงจากความสูงกว่า 1100 เมตร เมื่อมันกระทบกับพื้นน้ำก็จะปลดปล่อยพลังงานมหาศาล เกิดเป็นคลื่นยักษ์ขนาดมหึมาเข้าถล่มพื่นที่อ่าวใกล้เคียง ซึ่งนักธรณีวิทยาเรียกคลื่นดังกล่าวว่า แมกกะซูนามิ ( Mega-tsunami )

ทั้นทีที่นักวิทยาศาสตร์เช้าใจถึงกลไกการเกิดคลื่นยักษ์ด้วยปรากฎการณ์ดินถล่ม ( landslide ) พวกเขากังวลว่าแมกกะซูนามิอาจเกิดขึ้นได้อีก ถ้าหากมีการเกิดดินถล่มครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีก และได้ค้นหาร่องรอยทางแผ่นดินถล่มครั้งใหญ่ๆในอดีต ซึ่งอาจจะบอกเราได้ถึงการถล่มครั้งต่อๆไปในอนาคต จากการศึกษาของนักธรณีวิทยาพบว่า พื้นที่ๆล่อแหลมต่อการเกิดแผ่นดินถล่มครั้งมหึมา ก็คือบริเวณเกาะภูเขาไฟขนาดใหญ่ๆ ซึ่งเกาะลักษณะดังกล่าวกระจายอยู่ตามมหาสมุทรทั่วโลก เกาะภูเขาไฟเหล่านี้กำเนิดมาเป็นเวลาหลายล้านปี เริ่มจากการประทุของภูเขาไฟใต้พื้นมหาสมุทร เมื่อลาวาที่ใหลออกมาเย็นตัวลงก็จะจับตัวกันแข็ง ทับถมกันชั้นแล้วชั้นเล่า จนกระทั้งสูงพ้นผิวมหาสมุทรขึ้นมา เกาะเหล่านี้ไม่ค่อยเสถียรนัก ทุกๆหนึ่งหรือสองพันปีมักจะพบว่า หนึ่งในเกาะเหล่านี้ถล่มลงสู่พื้นมหาสมุทร สำหรับการเกิดแผ่นดินถล่มบนเกาะภูเขาไฟ ซึ่งขนาดใหญ่พอที่จะเกิดเมกกะซูนามินั้น ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่หมู่เกาะในหมาสมุทรอินเดีย เมื่อ 4,000ปีที่แล้ว ซึ่งคลื่นเมกกะซูนามิที่สร้างขึ้นวิ่งถล่มชายฝั่งทวีปออสเตเลีย โดยใช้เวลาเดินทางเพียงแค่แปดชั่วโมงเท่านั้น

ด้วยเหตุที่ว่าปรากฎการณ์แผ่นดินถล่มของเกาะภูเขาไฟนี้ เกิดขึ้นในอดีตเก่ากว่าประวัติศาสตร์ของเรา จึงไม่มีมนุษย์คนไหนเคยเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวมาก่อน มีเพียงหลักฐานที่เชื่อถือได้จากทางธรณีวิทยาเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยมาก จึงทำให้นักวิทยาศาสตร์คาดเดาได้ยากว่า เกาะใดจะเกิดปรากฎการแผ่นดินถล่ม

ในจำนวนเกาะภูเขาไฟที่กระจัดกระจายอยู่ทั้งหมด มีอยู่เกาะหนึ่งที่ส่งสัญญานอันตรายที่ไม่น่าไว้ใจที่สุด ถ้าหากเกาะดังกล่าวถล่มลง มันจะสร้างคลื่นยักษ์เมกกะซูนามิ ซึ่งอาจจะพัดข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เข้าซัดถล่มชายฝั่งด้านตะวันออกของสหรัฐอเมริกา นักธรณีวิทยาพบว่าเกาะภูเขาไฟที่อาจจะมีการเกิดดินถล่มครั้งต่อไป อาจจะเป็นเกาะแห่งหนึ่งในหมู่เกาะ แคนนารี (Canary Islands) ซึ่งตั้งอยู่นอกชายฝั่ง ของทวีปแอฟริกา เกาะดังกล่าวมีชื่อว่า ลาพาล์มา (La Palma) ในราวๆทศวรรษที่ 90 นักธรณีวิทยาชาวอังกฤษ ได้เดินทางไปสำรวจภูเขาไฟบนเกาะดังกล่าวซึ่งชื่อว่า Cumbre Vieja ซึ่งยังเป็นภูเขาไฟที่ยังไม่ดับและพร้อมจะประทุ พวกเขาพบว่าโครงสร้างของภูเขาไฟบนเกาะนั้นค่อนข้างประหลาด เนื่องจากมีน้ำขังอยู่ข้างในเป็นจำนวนมาก ลึกเข้าไปในภูเขาไฟบนเกาะลาพาล์มา ประกอบด้วยหินสองชนิด ชนิดหนึ่งทำตัวคล้ายฟองน้ำดูดซับน้ำไว้จนเต็ม ในขณะเดียวกันก็มีโครงสร้างเป็นหินแข็งที่ไม่ยอมให้น้ำซึมผ่านวางตัวอยู่ในแนวดิ่ง เหมือนเป็นเขื่อนกักน้ำฝนอยู่ภายในปล่องภูเขาไฟ

จากการศึกษาในห้องแล็ป ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า หากภูเขาไฟดังกล่าวประทุขึ้นเมื่อใด ความร้อนจากหินละลาย บวกกับความดันของน้ำที่ขังอยู่ในปล่องภูเขาไฟ จะทำให้เกิดแผ่นดินถล่มครั้งมหึมา นักธรณีวิทยาคำนวนว่า การระเบิดของภูเขาไฟบนเกาะนี้จะทำให้ดินและหินนับล้านๆ ตันถล่มลงสู่มหาสมุทรอย่างรวดเร็ว ซึ่งสามารถที่จะสร้างคลื่นยักษ์เมกกะซูนามิได้อย่างสบายๆ ปัญหาที่เหลือสำหรับนักวิทยาศาสตร์คือ เมื่อไหร่ภูเขาไฟดังกล่าวจึงจะประทุขึ้นอีกครัง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ไม่สามารถบอกได้อย่างแน่นอน ตามหลักฐานทางธรณีวิทยาพบว่า ภูเขาไฟ Cumbre Vieja เคยประทุมาแล้วหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ปี 1646, ปี 1712 และครั้งสุดท้ายในปี ค.ศ. 1949 ประมาณว่าทุกๆ 100-200 ปี ครั้งสุดท้ายนั้นเมื่อประมาณ 50 ที่แล้ว จึงอาจะเป็นไปได้ว่ามันอาจจะประทุขึ้นอีกในศตวรรษหน้า ซึ่งถ้าหากเป็นจริงดังที่นักธรณีวิทยาคาดการณ์ไว้ คงสร้างความเสียหายให้มนุษย์ชาติอย่างไม่ต้องสงสัย


[ไฟล์แนบถูกลบโดยผู้ดำเนินการ]
2344  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / สึนามิคืออะไร เมื่อ: ธันวาคม 28, 2004, 09:10:56 AM
คลื่นซึนามิ

แผ่นดินไหวขนาดใหญ่บริเวณที่แผ่นเปลือกโลกชนกันอาจก่อให้เกิดคลื่นซึนามิ (Tsunami) โดยคลื่นซึนามินี้อาจสร้างความเสียหายมากกว่าแผ่นดินไหวโดยตรง ตัวอย่างเช่น แผ่นดินไหวที่มลรัฐอะแลสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา บริเวณอ่าวปรินซ์วิลเลียมซาวนด์ (Prince William Sound) เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๗ ปรากฏว่า มีผู้เสียชีวิตจากแผ่นดินไหวโดยตรง ๑๕ คน แต่มีผู้เสียชีวิตจากคลื่นซึนามิถึง ๑๑๐ คน
คำว่า ซึนามิ มาจากภาษาญี่ปุ่นแปลว่า คลื่นท่าเรือ คลื่นนี้สามารถสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อชุมชนบริเวณชายฝั่งมหาสมุทร และเกาะต่างๆในมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากแผ่นดินไหวแล้ว คลื่นซึนามิยังอาจเกิดได้จากแผ่นดินถล่มใต้มหาสมุทร (Submarine Landslide) หรือจากภูเขาไฟระเบิด
สาเหตุของการเกิดคลื่นซึนามิอธิบายโดยสังเขปได้ดังนี้ ในระหว่างการเกิดแผ่นดินไหว พื้นท้องทะเลอาจเคลื่อนตัวได้ถึง ๒ - ๓ เมตร ทำให้ปริมาณน้ำจำนวนมากเกิด การเคลื่อนตัวในทันทีทันใด การเคลื่อนตัวของน้ำจะมีลักษณะแกว่งตัวไปมา โดยการแกว่งตัวอาจเกิดต่อเนื่องเป็นเวลา ๒ - ๓ ชั่วโมง ทำให้เกิดคลื่นวิ่งข้ามมหาสมุทรด้วย ความเร็วประมาณ ๘๐๐ กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งเร็วพอๆกับเครื่องบินโดยสารไอพ่น มีพลังงานและโมเมนตัมพอที่จะทำให้คลื่นเคลื่อนที่ไปได้ไกลหลายพันกิโลเมตร
ขณะที่คลื่นนี้เคลื่อนที่อยู่กลางมหาสมุทร ความสูงของคลื่นมีเพียงเล็กน้อย เรือเดินสมุทรที่วิ่งผ่านคลื่นนี้ในทะเลลึกแทบจะไม่รู้สึกอะไร แต่ทันทีที่คลื่นเคลื่อนที่ เข้าใกล้ฝั่ง ท้องทะเลที่ตื้นจะทำให้ปริมาณน้ำจำนวนมากนี้ทับถมขึ้นจนเป็นกำแพงน้ำสูงโถมซัดขึ้นฝั่ง กวาดล้างทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง โดยระยะเวลาในการก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงน้ำโถมเข้าหาฝั่ง จนกระทั่งลดระดับลงเป็นปกติ จะใช้เวลาเพียง ๒ - ๓ นาที เท่านั้น
ตัวอย่างการเกิดคลื่นซึนามิที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ได้แก่ เหตุการณ์ภูเขาไฟกรากะตัว (Krakatoa) ปะทุใน พ.ศ. ๒๔๒๖ ภูเขาไฟกรากะตัวตั้งอยู่ในช่องแคบซุนดา ระหว่างเกาะสุมาตรากับเกาะชวาในประเทศอินโดนีเซีย การปะทุของภูเขาไฟในครั้งนั้นก่อให้เกิดคลื่นซึนามิโถมซัดทำลายหมู่บ้านบนเกาะสุมาตราและเกาะชวา ๑๖๕ หมู่บ้าน มีประชาชนเสียชีวิต ประมาณ ๓๖,๐๐๐ คน สามารถตรวจจับคลื่นได้ไกลถึงคาบสมุทรอาหรับ ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า ๗,๐๐๐ กิโลเมตร
จากความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ต่างๆที่เกิดขึ้นจากคลื่นซึนามิ จึงได้มีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลนานาชาติซึนามิ (International Tsunami Center) ขึ้นใน พ.ศ. ๒๕๐๘ ศูนย์นี้มีหน้าที่แจ้งเตือนการเกิดซึนามิจากแผ่นดินไหว รวมทั้งแจ้งความสูงของคลื่นที่อาจเกิดขึ้น โดยจะรับข้อมูลจากสถานีวัดแผ่นดินไหว และสถานีวัดคลื่นรอบมหาสมุทรแปซิฟิก และที่หมู่เกาะฮาวาย
สยามรัฐ: ตอน กำเนิดโลก
2345  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / คลื่นยักษ์'ถล่มสถานีวิจัยทรัพยากรชายฝั่งระนอง มก.พังย่อยยับ เมื่อ: ธันวาคม 28, 2004, 09:04:53 AM
'
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 ธันวาคม 2547 07:03 น.
 
 
       สถานีวิจัยทรัพยากรชายฝั่งระนอง มก. กิ่งอำเภอสุขสำราญ ประสบเหตุคลื่นยักษ์ 'สึนามิ'ถล่มเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 ได้รับความเสียหายอย่างหนักทั้งสถานี รวมถึงบุคลากรและครอบครัว รายงานข่าวพบผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ราย สูญหาย 3 ราย บาดเจ็บสาหัส 3 ราย พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสุขสำราญ จังหวัดระนอง
       
       วานนี้ (27 ธ.ค.)เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) นำโดย รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ อธิการบดี ได้เดินทางไปที่สถานีวิจัยทรัพยากรชายฝั่งระนอง เมื่อเวลา 04.00 น.โดยทางรถยนต์และได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดของ มก. รวมถึงแจ้งไปที่ส่วนกลาง เพื่อให้ความช่วยเหลือโดยด่วน ทั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่ จากวิทยาเขตกระบี่ เจ้าหน้าที่จากสถานีวิจัยสิทธิพรกฤดากร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ของ มก. เข้าไปให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวสถานีวิจัยทรัพยากรชายฝั่งระนองแล้ว
       
       สำหรับรายชื่อผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นบุคลากรและครอบครัวของสถานีวิจัยทรัพยากรชายฝั่งระนอง มก. จำนวน 5 ราย คือ
       1. นางภารดี พงษ์เกษตร ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งพนักงานประมง 2
       2. บุตรสาว วัย 2-3 ขวบของนางภารดี พงษ์เกษตร
       3. นายซอลาฮุดีน สำลี ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งคนงาน
       4. นางสาวสุจิตรา เพิ่มพูนสินสุข ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งวิชาการประมง 3 บัณฑิตคณะประมง สำเร็จการศึกษา 3 ปี ครึ่ง รอรับปริญญา
       5. บุตรชายของนายสามจิตร พงษ์ประเสริฐ
       
       สำหรับผู้สูญหาย จำนวน 3 ราย ได้แก่
       1.นายกิติศักดิ์ รักษ์ศรี ข้าราชการ ตำแหน่งนักวิชาการเกษตร 4
       2.บุตรสาววัย 1-2 ขอบของนายกิติเว้น
       3.มารดาของนายกิติศักดิ์ รักษ์ศรี
       
       นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส อีกจำนวน 3 ราย คือ
       1. นายวิสัย คงแก้ว ข้าราชการ ตำแหน่งพนักงานประมง 4 กลับที่พักแล้ว
       2. นางสาวณัฐกานต์ หาญจิตร ลูกจ้างชั่วคราวตำแหน่งพนักงานการเงินและบัญชี พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จังหวัด
       3. นายบิเด็น ถลาง ลูกจ้าง ลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งคนงาน (รปภ.) กลับที่พักแล้ว
       
       สำหรับสถานีวิจัยทรัพยากรชายฝั่งระนอง มก. นั้น จัดตั้งขึ้น เมื่อปี 2524 มีพื้นที่ 220 ไร่ โดยอยู่ห่างจากตัวระนองมาทางอำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ประมาณ 90 กิโลเมตร มีมูลค่าสิ่งก่อสร้าง 12,581,888 บาท ประกอบด้วย อาคารปฏิบัติการ 2 ชั้น 1 หลัง อาคารประชุม 1 หลัง บ้านพัก 6 ห้อง บ้านพักข้าราชการ 3 หลัง บ้านพักรับรอง 2 หลัง โรงเพาะฟัก 1 หลัง โรงสูบ 1 หลัง ครุภัณฑ์ 600 รายการ เป็นเงินกว่า 8 ล้านบาท พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติป่าชายเลน 15 ล้านบาท
       
       ทั้งนี้ยังไม่นับรวมครุภัณฑ์ของโครงการวิจัยต่างๆอีกหลายรายการ การลงทุนด้านถนน เส้นทางคมนาคม สาธารณูปโภคและระบบไฟฟ้า รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 35 ล้านบาท สถานีวิจัยทรัพยากรชายฝั่งระนอง มก. มีภาระหน้าที่ในการศึกษาวิจัยและสนับสนุนการเรียนการสอนเกี่ยวกับ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชายฝั่งทะเล ครอบคลุมงานด้านการศึกษาความหลากหลาย ทางชีวภาพชายฝั่ง ระบบนิเวศวิทยาคุณภาพน้ำชายฝั่งการประมง การเพาะเลี้ยงชายฝั่งโดยเน้นการศึกษาชนิดสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีปริมาณลดลง เพื่อเพาะพันธ์ปล่อยเสริมในธรรมชาติ เช่น กุ้งมังกร ปูทะเล และหอยตะโกรม เป็นต้น การให้บริการวิชาการแก่ชุมชน เช่น การตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพน้ำ เพื่อการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง ตลอดจนการส่งเสริมกรรมอนุรักษ์ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
       
       มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ได้ส่งสารแสดงความเสียใจมาถึงบุคลากรและครอบครัวของผู้ประสบเหตุ อย่างไม่คาดฝันในครั้งนี้ไปทุกวิทยาเขตแล้ว และนอกจากที่สถานีวิจัยทรัพยากรชายฝั่งระนอง มก. ที่ประสบ มหันตภัยร้ายแรงแล้ว รศ.ดร.วิโรจ อิ่มพิทักษ์ อธิการบดี มก. ยังได้ขอให้บุคลากรที่มีถิ่นฐานอยู่ทางภาคใต้และประสบภัย ได้แจ้งเหตุเข้าที่ มก. บางเขน ทราบเป็นระยะด้วย เพื่อจะได้เร่งระดมให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที โดยในขั้นต้นนี้ ขอให้ชาว มก.ทุกวิทยาเขตที่ทราบเรื่อง ช่วยกันบริจาค เงิน สิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค ต่างๆ มาได้ที่ กองคลัง มก. บางเขน โทร.0-2942-8147 ต่อ 4301-2 หรือ หากจะร่วมจะบริจาคเงินผ่านบัญชี ธนาคารทหารไทย สาขามหาวิทยาลัยเกษตร ชื่อบัญชี “เงินรับบริจาค มก.ร่วมใจช่วยภัยใต้” เลขที่บัญชี 069-2-33033-5
 
 
2346  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / มันคือ "สึนามิ" คลื่นยักษ์กลืนชีวิตคน เมื่อ: ธันวาคม 28, 2004, 08:58:02 AM
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 ธันวาคม 2547 17:15 น.
 
       หลังคลื่นยักษ์ม้วนตัวกวาดบ้านเรือนในพื้นที่จังหวัดภาคใต้ราบพนาสูญ พร้อมกับจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนเรือนพัน คลื่นมหึมาลูกดังกล่าวถูกเรียกขานด้วยชื่อที่แตกต่างกันออกไ ป มีทั้ง “ซูนามิ” และ “สึนามิ”
       
       คณะกรรมการจัดทำอักขรานุกรมภูมิศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน ได้บัญญัติ คำ “tsunami”ว่า “คลื่นสึนามิ” ซึ่งถือเป็นชื่อเรียกที่ถูกต้องและเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของคลื่นดังกล่าว
       
       คณะกรรมการจัดทำอักขรานุกรมภูมิศาสตร์ ราชบัณฑิตยสถาน ได้อธิบายคำว่าคลื่นสึนามิว่า เป็นคลื่นในทะเลที่มีช่วงคลื่นยาวประมาณ 80-200 กิโลเมตร เกิดจากความสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวหรือแผ่นดินถล่ม หรือภูเขาไฟระเบิดที่พื้นท้องสมุทร
       
       คลื่นนี้อาจเคลื่อนข้ามมหาสมุทรซึ่งห่างจากตำบลที่เกิดเป็นพันๆ กิโลเมตร โดยไม่มีลักษณะผิดสังเกตเพราะมีความสูงเพียง 30 เซนติเมตร เคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 600-1,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เรือที่แล่นผ่านคลื่นนี้จะได้รับความสั่นสะเทือน ทำให้เรือโคลงอย่างแรง มีเสียงดังเหมือนเสียงปืนใหญ่หรือเสียงฟ้าผ่าติดตามมา ทำให้คนประจำเรือเข้าใจว่าเรือเกยหินใต้ทะเล
       
       หากคลื่นนี้เคลื่อนตัวผ่านที่ตื้น จะเพิ่มความสูงขึ้นอย่างรวดเร็วประมาณ 15 เมตร ก่อให้เกิดอันตรายแก่มนุษย์และสิ่งก่อสร้างในบริเวณชายหาดนั้นๆ
       
       มหันตภัยที่วิ่งเข้าสู่ฝั่งและพลัดเอาผู้คนจำนวนมากสูญหายไปนั้น มีชื่อว่า “สึนามิ” ซึ่งเชื่อว่าคนไทยคงจำชื่อนี้ไปอีกนานทีเดียว
 
 
2347  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / เอกชนไทยผิดหวังผลประกาศภาษีเอดีกุ้งสหรัฐ เมื่อ: ธันวาคม 21, 2004, 02:39:08 PM

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 ธันวาคม 2547 11:04 น.
       
       นายกสมาคมกุ้งไทยและนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยผิดหวังผลประกาศมาตรการเรียกเก็บภาษี (เอดี) สินค้ากุ้งขั้นสุดท้ายของสหรัฐที่ลดลงเพียงเล็กน้อยเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่งในการส่งออก คาดปีหน้ามูลค่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้นหากได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(GSP)ของสหภาพยุโรปคืน
       
       นายสมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยว่า รู้สึกผิดหวังผลการประกาศเรียกเก็บอัตราภาษีเอดีสินค้ากุ้งขั้นสุดท้ายของสหรัฐที่ได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวานนี้ (20 ธ.ค.) โดยเมื่อเปรียบเทียบตัวเลขของแต่ละประเทศที่ถูกขึ้นบัญชีในครั้งนี้ประเทศไทยถูกปรับลดอัตราภาษีเอดีกุ้งลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
       
       ทั้งนี้ ผลประกาศเรียกเก็บภาษีเอดีกุ้งที่สหรัฐประกาศออกมาและจะใช้เรียกเก็บภาษีนำเข้ากุ้งแก่ประเทศต่าง ๆ ไป 5 ปี ประกอบด้วย บราซิลเดิมถูกเรียกเก็บภาษีร้อยละ 23 เอดีใหม่เรียกเก็บอยู่ที่ร้อยละ 10.40 หรือลดลงร้อยละ 13 เอกวาดอร์เดิมถูกเรียกเก็บภาษีร้อยละ 7.30 เอดีใหม่เรียกเก็บอยู่ที่ร้อยละ 3.26 หรือลดลงร้อยละ 4 เวียดนามถูกเรียกเก็บภาษีร้อยละ 16 เอดีใหม่เรียกเก็บอยู่ที่ร้อยละ 4.02 หรือลดลงร้อยละ 12 อินเดียถูกเรียกเก็บภาษีร้อยละ 14.20 เอดีใหม่เรียกเก็บอยู่ที่ร้อยละ 9.45 หรือลดลงร้อยละ 5 จีนถูกเรียกเก็บภาษีร้อยละ 49 เอดีใหม่เรียกเก็บอยู่ที่ร้อยละ 55 และไทยถูกเรียกเก็บภาษีร้อยละ 6.39 เอดีใหม่อยู่ที่ร้อยละ 6.03 หรือลดลงร้อยละ 0.36
       
       “เมื่อพิจารณาอัตราการเรียกเก็บภาษีเอดีสินค้ากุ้งดังกล่าว ประเทศไทยถูกปรับลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงรู้สึกผิดหวังอย่างมาก แต่เท่าที่ได้ติดตามรัฐบาลไทยได้ส่งจดหมายร้องเรียนความไม่เป็นธรรมให้องค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ให้เข้ามาช่วยเหลือแล้ว และคงต้องรอต่อไป และอยากให้รัฐบาลได้เข้ามาช่วยเหลือเอกชนที่ได้ต่อสู้คดีในเรื่องนี้เกี่ยวกับค่าจ้างทนายความและอยากแนะนำผู้เลี้ยงกุ้งและผู้ส่งออกควรลดต้นทุนและรักษาคุณภาพสินค้ากุ้งไทยให้มากขึ้น” นายสมศักดิ์ กล่าว
       
       นายผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังผลประกาศเอดีกุ้งขั้นสุดท้ายของสหรัฐ แต่หากพิจารณาดูข้อมูลคู่แข่งที่ถูกประกาศเอดีในครั้งนี้ไทยยังสามารถแข่งขันในตลาดสหรัฐได้ ซึ่งคู่แข่งที่น่ากลัวในตลาดสหรัฐคือเวียดนาม ดังนั้น ผู้ส่งออกและผู้เลี้ยงกุ้งไทยจะต้องรักษาระดับคุณภาพสินค้ากุ้งไทยให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งเร่งเจาะตลาดใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยในปี 2548 ยังคาดหวังว่าปริมาณการส่งออกสินค้ากุ้งไทยยังน่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 200,000 ตัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาท และสิ่งที่ภาคเอกชนกำลังรอคือผลการพิจารณาการคืนสิทธิพิเศษภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สินค้ากุ้งของสหภาพยุโรป (อียู) เมื่อไทยได้รับสิทธิดังกล่าวกลับคืนมาก็เชื่อว่าในระยะยาวสินค้ากุ้งไทยน่าจะแข่งขันกับคู่แข่งได้
       
       นายราเชนทร์ พจนสุนทร อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ผลประกาศการไต่สวนเอดีกุ้งขั้นสุดท้ายที่สหรัฐประกาศออกมาแล้วนั้น แต่ละประเทศคงต้องดูว่าสหรัฐจะประกาศความเสียหายสินค้ากุ้งภายในประเทศขั้นสุดท้ายในช่วงปลายเดือนมกราคม 2548 ก่อนว่าเป็นอย่างไรบ้าง แม้ว่าผลประกาศเอดีจะออกมาก็ยังไม่มีการเรียกเก็บภาษีกับประเทศที่ถูกประกาศเอดีแต่อย่างใด ดังนั้น คงต้องรอการประกาศขั้นตอนความเสียหายสุดท้ายก่อนที่จะถูกเรียกเก็บภาษีดังกล่าวไปถึง 5 ปี ส่วนรายละเอียดที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมตัวเลขการเรียกเก็บภาษีเอดีสินค้ากุ้งในครั้งนี้ขอหารือและประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน
 
 
2348  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / มะกันปรับเอดีกุ้งไทย 5.79 -6.82% เมื่อ: ธันวาคม 21, 2004, 02:37:32 PM

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 ธันวาคม 2547 07:31 น.
 
       กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ แถลงวานนี้ (20) จะใช้ภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) กับกุ้งที่นำเข้าจากบราซิล เอกวาดอร์ อินเดีย และไทยต่อไป โดยปรับช่วงภาษีของไทยจากอัตรา 5.56-10.25% เป็น 5.79 -6.82%
       
       กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ยังยืนยันการตัดสินใจเดิม ที่เคยระบุไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมว่า ไทย บราซิล เอกวาดอร์ และอินเดีย ส่งออกกุ้งไปสหรัฐฯ ในราคาต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมของตลาด จึงจำเป็นต้องกำหนดภาษีเพื่อชดเชยราคานำเข้า แต่ปรับอัตราภาษีใหม่ โดยลดเพดานภาษีสูงสุดให้ทุกประเทศยกเว้นบราซิล
       
       ทั้งนี้ สหรัฐฯ จะเรียกเก็บเอดีจากไทยในอัตรา 5.79 -6.82% จากอัตราเบื้องต้น 5.56-10.25% เอกวาดอร์ 2.35-4.48% จาก 6.08-9.35% และอินเดีย 5.02-13.42% จาก 3.56-27.49% ขณะที่บราซิลถูกเรียกเก็บในอัตรา 9.69-67.80% จากเดิมที่ 0-67.80%
       
       ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ตัดสินใจกำหนดภาษีเอดีมากถึง 27.89-112.81% ต่อจีน และ 4.13-25.76% ต่อเวียดนาม ไปเมื่อเดือนที่แล้ว และมีกำหนดตัดสินใจขั้นสุดท้าย ต่อการกำหนดภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดกุ้งส่งออกจากจีนและเวียดนามราวๆ วันที่ 12 มกราคมปีหน้า ส่วนของไทย บราซิล เอกวาดอร์ และอินเดียกำหนดวันที่ 31 มกราคม โดยจะตัดสินว่าว่าอุตสาหกรรมกุ้งของสหรัฐฯ ได้รับความเสียหายจากการนำเข้ากุ้งจากทั้ง 6 ประเทศหรือไม่ ซึ่งส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ เป็ฯสัดส่วน 75% ของกุ้งที่ชาวอเมริกันบริโภคทั้งหมด
       
       การตัดสินใจดังกล่าวได้รับการชื่นชมจากเกษตรกรอเมริกัน แต่ถูกวิจารณ์จากผู้นำเข้าว่าจะทำให้ผู้บริโภคต้องซื้อกุ้งในราคาที่สูงขึ้น
       
 
 
2349  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / นวัตกรรมใหม่ไทย "ตรวจสอบย้อนกลับ" หาต้นตอกุ้งส่งออกได้ เมื่อ: ธันวาคม 14, 2004, 02:44:22 PM

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 ธันวาคม 2547 02:24 น.
 
ดร.ดิดิเยร์ มงเต้ต์ อธิบายถึงระบบการตรวจสอบย้อนกลับในประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป

       สนช. ประสานกำลังกับสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เปิดตัว “ระบบตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับในอุตสาหกรรมกุ้งไทย” รับมาตรการของอียู ชูระบบเยี่ยมรู้ที่มากุ้งตั้งแต่เป็นตัวอ่อนจนถึงมือคนกิน ลดปัญหาอาหารส่งออกไทยด้อยคุณภาพ รอศึกษาระบบการเก็บข้อมูล พร้อมขยายฐานให้ความรู้โดยร่วมกับกระทรวงวิทย์ฯ และเนคเทคก่อนเอามาใช้จริงจัง
       
       วานนี้ (7ธ.ค.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย และสถาบันอาหาร เปิดตัว “ระบบการตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมกุ้ง” ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องจากในต้นปี 2548 ข้างหน้านี้กลุ่มสหภาพยุโรปหรือ EU เป็นกำหนดที่ “กฎหมายทั่วไปว่าด้วยอาหารของสหภาพยุโรปอีซี 178/2002” (EC General Food Law Regulation 178/2002) จะมีผลบังคับให้ประเทศต่างๆ ที่ส่งอาหารเข้าประเทศสมาชิกในอียูต้องปฏิบัติตาม โดยประเทศผู้ส่งออกอาหารต้องมีมาตรการในการตรวจสอบย้อนกลับอาหาร สำหรับการตรวจสอบย้อนกลับ
 เชษฐา อุดมวงศ์ บรรยายถึงประโยชน์ของซอฟต์แวร์ที่นำมาใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับ
 
       ดร. ดิดิเยร์ มงเต้ต์ (Dr.Didier Montet) ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันซีร้าด (CIRAD) ประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า ในระบบการตรวจสอบย้อนกลับของกลุ่มสหภาพยุโรปที่จะให้มีขึ้นเป็นมาตรการทางความปลอดภัยด้านอาหาร ระบบนี้ได้นำมาใช้กันบ้างแล้วในกลุ่มประเทศในยุโรป ซึ่งในต่างประเทศที่พบก็มีสถานการณ์คล้ายๆกับกับในไทยที่มีวัตถุปนเปื้อนในอาหารมาจากสินค้าที่รับซื้อมาจากต่างประเทศ ซึ่งหากมีการนำระบบนี้มาใช้ก็จะสามารถหาต้นตอที่มาและปลายทางที่ส่งไปได้
       
       วัตถุประสงค์ที่ใช้ระบบนี้ขึ้นเพราะปัญหาเรื่องสารปนเปื้อนหรือคุณภาพของอาหารที่นำเข้านั้นอย่างไรก็ยังคงมีเกิดขึ้น แต่เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นถ้ามีการตรวจสอบได้ก็สามารถที่จะบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ให้ลุกลามต่อไปได้ เพราะรู้ทั้งที่มาและที่ไปของตัวสินค้าว่ามาจากไหนและจะส่งไปที่ได้บ้าง ด้วยการใช้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) การใช้ระบบนี้สามารถตรวจสอบได้ทั้งการควบุคมคุณภาพอาหาร กระบวนการผลิต การบรรจุ หรือแม้แต่การขนส่ง โดยของทุกอย่างจะมีบาร์โค้ด(barcode)กำกับมาด้วย ทำให้สามารถตรวจสอบได้ตั้งแต่เริ่มการผลิตในทุกขั้นตอน
       
       ทั้งนี้ในส่วนของซอฟท์แวร์ที่นำมาใช้ นายเชษฐา อุดมวงศ์ ผู้แทนสมาคมซอฟท์แวร์ไทย เผยว่า ถ้าทุกขั้นตอนมีการเก็บข้อมูลไว้เช่นตั้งแต่คัดลูกพันธุ์มาจากไหน จำนวนเท่าไหร่ มีกี่บ่อและมาจากแห่งไดบ้าง ด้วยการบันทึกข้อมูลในส่วนนี้ไว้ตั้งแต่ขั้นอนุบาล และผู้ที่รับต่อมาแต่ละทอดก็มีการบันทึกในส่วนของตัวเองไว้หมด เมื่อถึงส่วนของผู้ประกอบการที่มีการส่งต่อไปอีกก็สามารถที่จะตรวจสอบดูได้ว่ารับมาจากเจ้าใดบ้าง สำหรับในซอฟท์แวร์นี้ สามารถเลือกดูได้ทั้งผลการตรวจสอบที่แสดงออกมาในรูปรายงาน หรือต้องการให้แสดงเป็นแบบผังหรือห่วงโซ่ผู้ผลิตได้ซึ่งก็จะสามารถตรวจสอบได้ง่ายกว่า และยังสามารถนำส่วนนี้ไปยืนยันกับลูกค้าได้ เรียกได้ว่าสามารถตรวจสอบได้
   
ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารไทยแช่แข็ง ร่วมสนับสนุนให้ประเทศไทยเห็นความสำคัญกับระบบนี้
 
 
       “เริ่มจากบ่อดินดูว่าลูกกุ้งมาจากไหนจะเห็นเลยว่าเตรียมบ่อยังไงเอาลูกกุ้งมาจากไหน จำนวนเล่าไหร่ลงยังไง แล้วไปดูว่ามาจากบ่ออนุบาลไหน ใช้ยาอะไร ลูกกุ้งรับมายังไงไล่ดูมาได้เลย เรียกว่าดูได้เลยว่าพ่อมันชื่ออะไร รับมาเท่าไหร่ มีชื่อผู้ขายกุ้งมาให้ และรับมาลงที่บ่อไหนบ้าง กินอาหารอะไร เพราะฉะนั้นคำตอบที่ทางอียูต้องการ ถ้าเราคีย์ข้อมูลเข้าสู่ระบบนี้และเราคลิกเลือกการแสดงผลที่หน้าจอในแต่ละแบบก็จะสามารถตอบได้หมด” นายเชษฐา กล่าว
       
       ในส่วนแผนการในอนาคตนั้นการจะนำระบบนี้มาใช้งานครั้งแรกคงจะต้องมีการศึกษาระบบดูก่อนว่าจะเก็บข้อมูลกันอย่างไร ในเรื่องเทคโนโลยีไทยเรามีความพร้อมอยู่แล้วอยู่ที่การขยายฐานให้ความรู้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงในเรื่องนี้ด้วยโดยต้องอาศัยความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงวิทย์ฯและศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค (NECTEC) ซึ่งเร็วๆนี้คงจะมีการทำเวิคชอปกัน ส่วนอีกแผนหนึ่งคือการร่วมมือกับทางกรมประมงทำเป็นออนไลน์ คือเป็นระบบเปิดที่คนขายเข้าไปกรอกข้อมูลได้เลย และลูกค้าก็สามารถดูข้อมูลผ่านทางเวปไซด์ได้เลย คาดว่าระบบนี้คงใช้เวลาอีกประมาณ 1-2เดือน
       
       “ในประเทศไทยการนำมาตรการการตรวจสอบย้อนกลับมาใช้นี้ ไทยควรจะไปตกลงกันว่าให้มีการตรวจสอบย้อนกลับกันได้ และประเทศเราเองก็ไปตกลงกับฝรั่งเศสไว้ว่าให้อียูเข้ามาเทรสของเราได้ก็คือนอกจากรู้ว่าส่งจากไหนไปไหนแล้วส่วนที่อยู่ในโรงงานถ้ามั่วยังไงก็ต้องบอกได้ด้วย ดังนั้นในไทยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำเทคโนโลยีการสืบค้นมาใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการส่งออกกุ้งของเรา  เท่าที่ได้ทดลองทำมาถ้าทำได้สักประมาณ 30 เปอเซนต์ของลูกค้าที่มีอยู่ก็น่าจะถือว่าใช้ได้ แต่ถ้ามีการบังคับว่าต้องมีการตรวจสอบได้ 100 เปอร์เซนต์ทั้งหมดถึงจะรับซื้อเลยก็คงจะออกขายกันไม่ได้ อีกอย่างในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานี้มูลค่าการส่งออกกุ้งของเราลดลงการนำระบบนี้เข้ามาใช้น่าจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกให้ไทยได้” ดร. ผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหาร แช่เยือกแข็งไทย กล่าว
 
 
2350  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / ส้มตำปูสะเทือน!เมื่อป่าชายเลนวิกฤติขนาดไม่มีปูแสมจะดองเค็ม เมื่อ: ธันวาคม 14, 2004, 10:35:16 AM
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 14 ธันวาคม 2547 09:35 น.
 
 
       หากใครที่เคยได้ยินคำว่าเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวแล้วยังไม่เข้าใจ ขอแนะนำให้ลองอ่านข่าวเกี่ยวข้องกับผลการสำรวจของนักวิชาการในพื้นที่ป่าชายเลนที่เข้าขั้นวิกฤติ ขนาดที่ว่าทำให้ปูแสมมีจำนวนน้อยลง ซึ่งปูดังกล่าวประชาชนนิยมนำไปบริโภค โดยเฉพาะตำส้มตำ และต้องนำเข้าจากพม่าปีละ 20–30 ล้านตัว คิดเป็นมูลค่าถึง 100 ล้านบาท ถือเป็นปัญหาหนึ่งที่ควรให้มีการศึกษาอย่างเร่งด่วน

 
 
อีกหน่อยลูกหลานเราอาจได้รู้จักกับปูแสมผ่านรูปถ่ายหรือรูปเขียนแทน  
 
 
       ในการสัมมนาเพื่อกำหนดกรอบแนวทางวิจัยเพื่อให้การสนับสนุนทุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้านการวิจัยเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง ในวานนี้ (13 ธ.ค.) ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานคณะกรรมการพิจารณากรอบการจัดทำแผนวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันป่าชายเลนถูกทำลายเป็นจำนวนมากจนทำให้ปูแสมมีจำนวนน้อยลง ซึ่งปูดังกล่าวประชาชนนิยมนำไปบริโภค โดยเฉพาะตำส้มตำ และต้องนำเข้าจากพม่าปีละ 20–30 ล้านตัว คิดเป็นมูลค่าถึง 100 ล้านบาท ถือเป็นปัญหาหนึ่งที่ควรให้มีการศึกษาอย่างเร่งด่วน รวมทั้งโครงการศึกษาวิจัยทรัพยากรทางทะเลต่าง ๆ ที่มีศักยภาพเพื่อการส่งออก อาทิ สาหร่ายทะเลที่เป็นที่นิยมในญี่ปุ่น ปลิงทะเล ซึ่งเป็นที่ต้องการของจีน เป็นต้น สำหรับกรอบงานวิจัยเพื่อศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพ สกว. จะเน้นโครงการวิจัยที่มีศักยภาพ รวมทั้งจัดสรรงบประมาณไว้ทั้งสิน 30 ล้านบาท ในระยะเวลาการศึกษา 5 ปี
 
 
2351  ข่าวสารจากNICAonline.com / ข่าวจากNICAonline / Re:การเลี้ยงปลาคราฟ เมื่อ: ธันวาคม 13, 2004, 02:22:28 PM
ต้องมีระบบกรองที่ดี ประมาณ30 %องปริมาตรบ่อ เมื่อเลี้ยงไปได้ระยะปลาจะเริ่มมีท้อง ขนาดไม่ต่ำกว่า25 ซม แยกปลาออกมาเพาะโดยใส่วัสดุให้ใข่ปลามาติดรายละเอียดอ่านในบทความการเลี้ยงปลา ลองค้นดูครับ
2352  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / อียูขีดเส้นตาย 1 ม.ค.48 ประเทศผู้ส่งออกกุ้งต้องมีระบบตรวจสอบย้อนหลัง เมื่อ: ธันวาคม 08, 2004, 04:56:32 PM
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 7 ธันวาคม 2547 17:59 น.
       
        นายกร ทัพพะรังสี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า อียูได้ขีดเส้นตายตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ปีหน้า ประเทศผู้ส่งออกกุ้งจะต้องมีระบบตรวจสอบย้อนหลัง ถ้าผู้ส่งออกรายใดไม่มีระบบดังกล่าว จะเกิดปัญหาและอุปสรรคในการส่งออกกุ้งไปอียู โดยขณะนี้สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติได้คิดค้นซอฟต์แวร์ฝีมือคนไทย เป็นโปรแกรมที่ช่วยตรวจสอบได้ ตั้งแต่อาหารที่เกษตรกรใช้เลี้ยงกุ้ง กระบวนการแปรรูปในโรงงานไปจนถึงมือผู้บริโภค
 
 
2353  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / มุมปลาสวยงาม / รื้อกม.เปิดช่องส่งออกปลาสวยงาม เมื่อ: ธันวาคม 08, 2004, 04:54:10 PM

    กรมประมงเตรียมแก้กฎหมายเพาะเลี้ยงปลาสวยงามเพื่อการส่งออก หวังดันไทยเป็นศูนย์กลางการส่งออกปลาสวยงามชิงอันดับหนึ่งของโลกจากประเทศสิงคโปร์ นายจรัลธาดา กรรณสูต รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่ส่งออกปลาสวยงามและพันธุ์ไม้น้ำออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ด้วยมูลค่าส่งออกปีละ 1,000 ล้านบาท แต่ก็ยังเป็นรองประเทศสิงคโปร์ที่ถือเป็นศูนย์กลางส่งออกปลาสวยงามและพันธุ์ไม้น้ำอันดับหนึ่งของโลก ทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่นิยมสั่งซื้อสินค้าจากสิงคโปร์ เพราะมีพันธุ์ปลาให้เลือกหลากหลาย ทั้งที่สิงคโปร์ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพยากรสัตว์น้ำเอง ด้วยเหตุนี้สิงคโปร์จึงไม่มีความจำเป็นต้องมีกฎหมายบังคับ หรือห้ามจับสัตว์น้ำ ทำให้การค้าเป็นไปด้วยความคล่องตัว ไม่ต้องมีข้อจำกัดในด้านกฎหมายให้ยุ่งยาก ขณะที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรม-ชาติที่มีความอุดมสมบูรณ์มากมาย ทำให้ภาครัฐมีความระมัดระวังในการกำหนดเงื่อนไข ระเบียบต่างๆ ในการส่งออก โดยเฉพาะปลาสวยงามที่มีการออกประกาศเป็นกฎกระทรวงห้ามไม่ให้เอกชนเพาะพันธุ์เพื่อจำหน่ายเอง และในบางพื้นที่ เช่น ภูเก็ต กระบี่ และพังงา ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็ ออกประกาศห้ามการจับหรือค้าขายปลาสวยงามในพื้นที่ดังกล่าวโดยเด็ดขาด เนื่องจากที่ผ่านมามีการตรวจสอบพบว่าส่วนใหญ่ผู้ที่ลักลอบขนปลาสวยงามมาส่งยังแหล่งจำหน่ายต่างๆ มักจะลักลอบจับปลาสวยงามจากพื้นที่ 3 จังหวัดดังกล่าว หากไม่มีการออกกฎหมายคุ้มครองอย่างเข้มงวด อาจจะทำให้ปลาสวยงามในประเทศสูญพันธุ์ไป ส่งผลเสียหายต่อทรัพยากรโดยรวมของชาติที่นับวันก็ร่อยหรอลงไปมาก จากกลุ่มผู้ลักลอบทำผิดกฎหมาย นายจรัลธาดา กล่าวด้วยว่า จากการที่ประเทศไทยได้กำหนดระเบียบข้อห้ามต่างๆ ไว้นั้น ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการเชิงพาณิชย์ กรมประมงจึงได้มอบหมายให้สำนักบริหารจัดการรับผิดชอบเกี่ยวกับการพิจารณาเพื่อแก้ไขกฎหมายระเบียบต่างๆ ที่อาจเป็นอุปสรรคในการทำการค้าปลาสวยงาม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอกชนสามารถเพาะพันธุ์ปลาสวยงามเพื่อการจำหน่ายได้ และในอนาคตผู้ประกอบการก็ไม่จำเป็นต้องต้องสั่งนำเข้าพันธุ์ปลาดังกล่าวจากต่างประเทศอีกต่อไป และจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกปลาสวยงามและพันธุ์ไม้น้ำเป็นอันดับ 1 ของโลกแทนสิงคโปร์ สร้างรายได้เข้าประเทศได้เพิ่มขึ้นจากที่เป็นอยู่ “ตอนนี้กรมประมงกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อแก้ไขระเบียบต่างๆ ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกปลาสวยงามและพันธุ์ไม้น้ำของไทย คาดว่าในเร็วๆ นี้จะดำเนินการแล้วเสร็จ จากนั้นก็จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ต้องการเพาะพันธุ์ปลาสวยงามเพื่อการพาณิชย์ มาขึ้นทะเบียนกับกรมประมง เพื่อให้สะดวกต่อการตรวจสอบย้อนหลังกับผู้ประกอบการ และป้องกันการลักลอบจับปลาสวยงามจากทะเลมาจำหน่ายในเชิงพาณิชย์” นายจรัลธาดา กล่าว  
 
  จากหนังสือพิมพ์ โพสต์ทูเดย์   หน้า A3    
 
2354  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / นายกฯเฉ่ง“จักรภพ”ล้ำเส้นมั่ว“อียู”คืนสิทธิพิเศษกุ้งไทย เมื่อ: ธันวาคม 08, 2004, 04:40:30 PM
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 8 ธันวาคม 2547 14:17 น.
          นายกฯระบุ“จักรภพ”แถลงล้ำเส้นกรณี “อียู”จะคืนสิทธิพิเศษทางภาษีให้กุ้งไทย แจงแค่ “วัฒนา”รายงานความคืบหน้าจะเรียกร้องความเป็นธรรมในที่ประชุมสหภาพยุโรปเดือนนี้
       
       วันนี้ (8 ธ.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสหภาพยุโรปจะคืนสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) เรื่องกุ้งไทยให้ประเทศไทยว่า เรื่องนี้ความจริงแล้วโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีล้ำเส้นไป ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่นายวัฒนา เมืองสุข รมว.พาณิชย์รายงานความคืบหน้าเรื่องจีเอสพีซึ่งจะมีการประชุมภายในเดือนนี้เพื่อบรรจุวาระเรื่องนี้ไปเพราะเราไม่ได้รับความเป็นธรรมทำให้การแข่งขันไม่เป็นธรรม เขาก็คิดว่าได้เห็นตัวเลขชัดเจนจากยอดส่งออก 100 เหลือเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ เขาจะให้ความเป็นธรรมในส่วนนี้ซึ่งจะมีขั้นตอนอยู่ ซึ่งในเดือนนี้ที่จะมีการประชุมเราจะรอผลการประชุม แต่โฆษกฯ รีบพูดรีบสรุปไปนิดหนึ่งมันไม่ใช่ แต่เป็นการรายงานความคืบหน้าของกระทรวงพาณิชย์ที่รายงานขั้นตอนจะเป็นอย่างนี้
       
       ผู้สื่อข่าวถามว่า แนวโน้มมีความเป็นไปได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แนวโน้มค่อนข้างจะเป็นไปได้สูงเพราะหลายประเทศที่ไปพบและพูดให้เขาฟังว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรมเขาก็บอกว่าเรื่องไม่ได้รับความเป็นธรรมนั้นไม่ได้หรอกหากตัวเลขพิสูจน์ชัดเจนว่าเราไม่ได้รับความเป็นธรรมเขาก็พร้อมจะสนับสนุน คืนความเป็นธรรมให้เราเป็นแบบนั้นมากกว่า
       
       สำหรับในส่วนของประเทศฝรั่งเศสที่เราจะซื้อเครื่องแอร์บัสของเขาโดยต่อรองให้เขาช่วยซื้อสินค้าเกษตรกรของเรานั้น ทางประธานาธิบดีของเขาได้สนับสนุนคืนความเป็นธรรมให้แก่เราตลอดเวลา ส่วนขั้นตอนการซื้อเครื่องบินนั้นเรายังไม่รีบ ยังรอได้
       
       เมื่อถามว่า สิ่งที่เราขอคือให้คืนสิทธิ์เท่าๆกับประเทศอื่นหรือไม่พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า คือคืนความเป็นธรรมให้เราเป็นการขอความเป็นธรรม
 
 
 
 
 
 
2355  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / "ทักษิณ"ทวงอียูคืนจีเอสพีกุ้ง เมื่อ: ตุลาคม 13, 2004, 01:56:37 PM


 นายวัฒนา เมืองสุข รมว.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังจากเอกอัครราชทูตอังกฤษเข้าพบว่า ก่อนหน้านี้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้หารือกับประเทศอิตาลีและฝรั่งเศสเพื่อขอให้คืนสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี) สินค้ากุ้งแก่ไทย โดยให้เก็บในอัตรา 14% เช่นเดียวกับประเทศเวียดนาม เนื่องจากอัตราภาษีที่เก็บจากไทยโดยไม่ให้สิทธิ์จีเอสพีสูงถึงกว่า 20% ทำให้ไทยส่งออกกุ้งไปกลุ่มประเทศสหภาพอียูได้น้อยลงและเสียเปรียบในด้านการแข่งขัน ทั้งนี้อังกฤษก็ควรจะพิจารณาทบทวนคืนสิทธิ์จีเอสพีให้ไทยด้วยเพื่อให้เป็นแนวทางเดียวกับอิตาลี ฝรั่งเศสและสวีเดนที่จะสนับสนุนข้อเสนอของไทย อย่างไรก็ตาม หากอังกฤษไม่คืนสิทธิ์จีเอสพีให้ไทยทางไทยก็ต้องระงับการซื้อเครื่องบินของอังกฤษต่อไปอีก

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ไทยจะทำหนังสือถึงคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอเข้าสู่การพิจารณาของอียูภายในสิ้นปีนี้ เพื่อขอให้ทบทวนคืนสิทธิ์จีเอสพีกุ้งแก่ไทย โดยขณะนี้เป็นช่วงของการเจรจาต่อรอง หากอิตาลี ฝรั่งเศสไม่คัดค้านข้อเสนอดังกล่าวก็เป็นเรื่องง่ายที่ไทยจะได้รับจีเอสพีคืนเนื่องจากประเทศดังกล่าวเป็นผู้ผลิตกุ้งที่สำคัญของอียู อย่างไรก็ตาม ในการเจรจาจะมีการนำข้อต่อรองต่างๆมาหารือร่วมด้วย แต่ขณะนี้ไม่สามารถเปิดเผยได้เพื่อประโยชน์ของประเทศ สำหรับกรณีที่อียูตัดสิทธิ์จีเอสพีกุ้งไทยเนื่องจากเห็นว่าไทยมีศักยภาพในการส่งออกกุ้งไปอียูเป็นปริมาณที่สูงกว่าประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ

"นายกฯตั้งใจจะเอาจีเอสพีที่อียูตัดสิทธิ์ไปคืนให้กับคนไทยเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ และขณะนี้เป็นช่วงขอการต่อรองหากประเทศในกลุ่มอียูเห็นด้วย จะทำให้การยื่นหนังสือขอทบทวนคืนสิทธิ์จีเอสพีจะง่ายขึ้น และหากไม่มีการคัดค้านใดๆ อย่างน้อยไทยก็ไม่ต้องเสียภาษีสูงกว่าเวียดนาม 7-8% เหมือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้"นายวัฒนากล่าว

(กรอบบ่าย)  
- ข่าวสด
หน้า: 1 ... 152 153 154 155 156 [157] 158 159 160