ตุลาคม 17, 2021, 04:26:14 AM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
  แสดงกระทู้
หน้า: 1 ... 150 151 152 153 154 [155] 156 157 158 159 160
2311  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / สุราษฎร์เตรียมเปิดเวทีระดมสมองสร้างศักยภาพกุ้งไทย เมื่อ: มกราคม 31, 2005, 04:23:03 PM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 31 มกราคม 2548 15:53 น.
 
 
       
        นายเอกพจน์ ยอดพินิจ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า การสัมมนาทางวิชาการ "งานวันกุ้งไทย" ครั้งที่ 15 ระหว่างวันที่ 26-27 กุมภาพันธ์นี้ ที่โรงแรมวังใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะแยกเป็น 2 ส่วน คือ 1. ในส่วนการสัมมนาทางวิชาการเกี่ยวกับสถานการณ์เพื่อให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในความเป็น "กุ้งไทย" ได้รับประโยชน์สูงสุด เช่น การป้องกันและแก้ปัญหาการระบาดของโรคกุ้งในพื้นที่เลี้ยง ประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดโลก แนวโน้มผลผลิตและราคา รวมทั้งการรักษาคุณภาพกุ้งและการตรวจสอบย้อนกลับ 2. ในส่วนของบูธแสดงสินค้า เพื่อให้เกษตรกรได้ชมสินค้านวัตกรรมใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาการเลี้ยงกุ้งให้ประสบความสำเร็จ
 
 
2312  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / ชาวประมงคุระบุรี ร้อง ยังไม่เคยได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐหลังโดนสึนามิถล่ม เมื่อ: มกราคม 28, 2005, 11:44:27 AM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 28 มกราคม 2548 11:36 น.
 
 
       
        นายสมศักดิ์ บุญมาเกิด ชาวบ้านหมู่ 4 อ.คุระบุรี จ.พังงา เปิดเผยว่า ครอบครัวของตนมีอาชีพทำประมง หลังจากที่ได้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิถล่ม ทำให้บ้านได้รับความเสียหายเล็กน้อย แต่เรือและอวนหาปลาที่ใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินได้รับความเสียหายทั้งหมด ซึ่งตอนนี้ครอบครัวยังไม่ได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานราชการเลย ตั้งแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันนี้ ได้รับเงินเพียง 2,500 บาทเท่านั้น จากชาวต่างชาติ
        ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ยังกล่าวอีกว่า อยากเรียกร้องให้หน่วยงานราชการเห็นความสำคัญของผู้ประกอบการรายย่อย และชาวบ้านที่ต้องสูญเสียเครื่องมือทำมาหากิน เพราะชาวบ้านเหล่านี้ต้องการมีงานทำให้เร็วที่สุด
 
 
2313  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / คพ.ชี้น้ำทะเลสาบสงขลาวิกฤตเกินธรรมชาติจะเยียวยา เมื่อ: มกราคม 28, 2005, 10:48:29 AM

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 27 มกราคม 2548 19:29 น.
        สงขลา – กรมควบคุมมลพิษยันผลตรวจสอบคุณภาพน้ำ ในทะเลสาบสงขลาเสื่อมโทรมลงทุกปี แถมปัญหาสะสมเกินกว่าธรรมชาติจะเยียวยาด้วยตัวเอง การแก้ไขต้องเข้าไปให้ถึงแหล่งกำเนิดน้ำเสีย ด้านสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ยกเทียบพื้นที่อ่าวที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำเหมือนกันในญี่ปุ่น เน้นทุกภาคส่วนในสังคมเข้ามีส่วนร่วมฟื้นฟูและพัฒนา เผยความคืบหน้า 9 โครงการตามแผน “หุ้นส่วน...ฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา” ที่เดินหน้าไปแล้วตั้งแต่ปี 2547
       
       สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (สสท.) ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) จัดการประชุมสัมมนาสรุปผลการดำเนินโครงการ “หุ้นส่วน...ฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา” ภายใต้การดำเนินงานของกรมควบคุมมลพิษ ในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ปี 2547 ณ ห้องตะกั่วป่า โรงแรม เจ.บี.หาดใหญ่ จ.สงขลา วันที่ 27 มกราคม 2548 โดยมีผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ประชาชน นักวิชาการ องค์กรภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ตลอดจนหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 200 คน พร้อมมีการมอบรางวัลแก่โรงงานนำร่องดีเด่นด้วย
       
       นายอภิชัย ชวเจริญพันธ์ อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบคุณภาพน้ำในทะเลสาบสงขลาของกรมควบคุมมลพิษพบว่า แต่ละปีคุณภาพน้ำอยู่ในขั้นเสื่อมโทรมเรื่อยๆ แม้จะมีการฟื้นฟูและพัฒนาทุกปีอย่างต่อเนื่อง
       
       จากการสำรวจครั้งล่าสุดในปี 2547 คุณภาพน้ำดีขึ้นกว่าเดิม ทว่าโดยภาพรวมแล้วก็ยังอยู่ในระดับเสื่อมโทรม หากมองย้อนไปในอดีตถึงการแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย มักมองแค่ระบบบำบัดน้ำเสียเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งปัจจุบันปัญหานี้ได้สะสมเกินว่าที่ธรรมชาติจะฟื้นฟูด้วยตัวเอง จึงจำเป็นที่ต้องมองย้อนไปถึงแหล่งกำเนิดน้ำเสียและเข้าไปแก้ไขเพื่อลดปัญหาให้มากที่สุด
       
       สาเหตุของน้ำเสียในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากภาคอุตสาหกรรม ทั้งอุตสาหกรรมยาง อาหารทะเล อุตสาหกรรมพื้นบ้านที่รัฐกำลังส่งเสริมในรูปของ OTOP และการเกษตรระดับชุมชน เช่น การเลี้ยงกุ้งและสุกร เป็นต้น หากผู้ประกอบการนำแนวทางการแก้ไขถึงสาเหตุไปใช้แล้ว เชื่อว่าจะสามารถประหยัดวัตถุดิบ น้ำ และพลังงานได้ด้วย
       
       ทั้งนี้ จะต้องมีการสำรวจพฤติกรรมการใช้น้ำ และการจัดการน้ำ โดยในรอบปีที่ผ่านมาได้รณรงค์ให้มีการใช้ระบบนำร่อง สำหรับการจัดบำบัดน้ำเสียในชุมชนและอุตสาหกรรม ซึ่งได้ผลตอบรับทำให้ประหยัดน้ำได้ร้อยละ 21 ประหยัดวัตถุดิบได้ร้อยละ 21 ประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ร้อยละ 13 และลดปริมาณการเกิดของเสียได้ร้อยละ 6
       
       ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวเสริมว่า ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ แต่กำลังเผชิญปัญหาน้ำเสียและทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม อู่ข้าวอู่น้ำที่เสื่อมโทรมนี้เป็นเหมือนกับพื้นที่อ่าวที่เป็นแหล่งพัฒนาและเป็นอู่ข้าวอู้น้ำในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งครอบคลุม 3 จังหวัดเหมือนกันด้วยคือ จังหวัดโตเกียว โยโกฮาม่า และคานาซาว่า
       
       การแก้ไขปัญหาจึงต้องมีแกนนำเป็นเจ้าภาพ ในการร่วมพูดคุยแก้ไขปัญหา มีการจัดการประชุมให้ทุกภาคส่วนของสังคมในพื้นที่ได้มีส่วนร่วม โดยมี 3 จังหวัดทั้งสงขลา พัทลุงและนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นชุมชนที่มีความเชื่อมโยงกับทะเลสาบสงขลา ขับเคลื่อนการประชุมฟื้นฟูระบบนิเวศทางวิทยา และต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน
       
       ด้าน ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ กล่าวถึงภาพรวมการดำเนินตามแผน “หุ้นส่วน...ฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา” ทั้ง 9 โครงการ เริ่มจากโครงการเสริมสร้างศักยภาพการจัดการมลพิษจากแหล่งกำเนินประเภทอุตสาหกรรมว่า
       ปัจจุบันมีการสร้างเครือข่ายและเพิ่มศักยภาพทั้งการฝึกอบรม การเยี่ยมชมสถานประกอบการที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี และการเยี่ยมชมกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่ดี เช่น การปลูกป่า การทำปุ๋ยหมักน้ำชีวภาพ (EM) ผ่านสมาชิกเครือข่าย “รักษ์...เลสาบ” จำนวน 270 ราย ประกอบด้วย โรงงานอุตสาหกรรม, อุตสาหกรรมชุมชน, หน่วยงานท้องถิ่น, องค์กรท้องถิ่น, ประชาชน เป็นต้น ด้วยเป้าหมายสูงสุดที่จะให้คนในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเป็นสมาชิก 90% ในอนาคตอันใกล้
       
       จากการสำรวจมีโรงงานในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา รวม 175 โรงงาน แบ่งเป็น 5 ประเภทคือ อุตสาหกรรมยาง, อุตสาหกรรมอาหารทะเลแช่เยือกแข็ง, อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป, อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ และอุตสาหกรรมยางแผ่นรมควัน หากมีการนำแนวทางการลดและป้องกันมลพิษ โดยเน้นเฉพาะมาตรการที่ไม่มีการลงทุน จะส่งผลให้ลดการเกิดน้ำเสียประมาณ 1,700 ลูกบาศก์เมตร/วัน ซึ่งได้มีโรงงานนำร่องในการประยุกต์ใช้ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงานทั้ง 5 ประเภทไปแล้ว
       
       โครงการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด โดยมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางสังคม บริเวณพื้นที่โดยรอบทะเลสาบสงขลา ในพื้นที่ 7 ลุ่มน้ำคือ คลองอู่ตะเภาตอนบน-ล่าง, คลองรัตภูมิ, คลองพะวงและคลองบางโหนด, คาบสมุทรสทิงพระตอนบน-ล่าง และบริเวณทะเลสาบตอนล่าง ได้มีการแบ่งระดับโรงงานไว้ 5 ระดับ ผลปรากฏว่า ระดับ “ยอดเยี่ยม” ไม่มีโรงงานอุตสาหกรรมใดได้รับ ระดับ “ดีมาก” มีจำนวน 7 แห่ง (9%) ระดับ “ดี” มีจำนวน 3 แห่ง (4%) ระดับ “พอใช้” มีจำนวน 27 แห่ง (35%) และระดับ “ปรับปรุง” มีจำนวน 40 แห่ง (52%)
       
       โครงการนำร่องระบบการจัดการน้ำเสียจากแหล่งกำเนิด ประเภทชุมชนขนาดเล็ก มีการก่อสร้างระบบบำบัดน้ำเสียที่คลองรี และ อ.ปากพะยูน โดยอยู่ในช่วงทดลองเดินระบบเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสีย
       
       โครงการนำร่องระบบการจัดการน้ำเสียจากฟาร์มสุกรในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลามี อบต.ท่าหิน อ.สะทิงพระ จ.สงขลา เข้าร่วมโครงการ และได้จัดการสร้างระบบบำบัดน้ำเสียแบบก๊าซชีวภาพ ขนาด 600 ลบ.ม. รองรับนำเสียจากสุกร 2,500 ตัว จาก 7 ฟาร์มสุกรที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณวันละ 300 ลบ.ม. ใช้หุงต้มในครัวเรือนประมาณ 300 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการต่อเชื่อมท่อกับระบบให้อยู่ในชุมชนต่างๆ โดยในช่วงแรกยังคงให้บริการฟรี ก่อนที่จะมีการเก็บค่าบริการภายหลัง คาดว่าจะสามารถเดินระบบได้ภายในเดือนมีนาคมปีนี้
       
       โครงการเสริมสร้างศักยภาพการจัดการมลพิษจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเกษตรกรด้านเทคนิคการเลี้ยง การรักษาคุณภาพน้ำ และการบำบัดที่เหมาะสม มีเกษตรกรเข้ารวมงานสัมมนา “ชาวนากุ้งรักษ์...เลสาบได้อย่างไร” เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2547 ที่จังหวัดสงขลา จำนวน 220 คน สามารถสร้างรายได้ใน 3 จังหวัดทั้งสงขลา พัทลุง และนครศรีธรรมราช ได้เป็นอย่างดี
       
       โครงการนำร่องระบบบำบัดน้ำเสียจากแหล่งกำเนิดประเภทการเพราะเลี้ยงสัตว์น้ำ เริ่มจากการประเมินปริมาณมลสารจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำพบว่า มีบีโอดี 362.8 ตันต่อปี และไนโตรเจนรวม 208.6 ตันต่อปี แนวทางการบำบัดน้ำทิ้งที่เหมาะสมคือ ระบบบำบัดที่ใช้ร่วมกัน เนื่องจาก 73% เป็นเกษตรกรรายย่อย โดยนำเสนอแนวทางการจัดทำระบบน้ำทิ้งในพื้นที่ อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง และ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา
       
       โครงการจัดทำต้นแบบระบบการจัดการของเสียจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีชมรมผู้เลี้ยงกุ้งปากพะยูน อ.ปากพะยูน จ.พัทลุงจำนวน 11 ราย เป็นพื้นที่จัดทำต้นแบบด้วยการทำบ่อทิ้งเลน บ่อเติมอากาศ และบ่อตกตะกอน เพื่อให้สามารถนำน้ำที่ใช้แล้วมาใช้ได้อีกครั้ง
       
       โครงการเฝ้าระวังและติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเลสาบสงขลาในฤดูแล้ง (เมษายน) และฤดูฝน (สิงหาคม) โดยได้กำหนดสถานีเก็บตัวอย่างน้ำจำนวน 15 สถานี ในทะเลน้อย ทะเลหลวง และทะเลสาบสงขลา โดยสรุปคุณภาพน้ำในทะเลน้อยและทะเลหลวงอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนทะเลสาบสงขลามีคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม มีปัญหาการปนเปื้อนของแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์ม และปริมาณแอมโมเนียในแหล่งน้ำ
       
       
       
 
 
2314  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / ปี48ครม.อนุมัติ338ล้าน พัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เมื่อ: มกราคม 26, 2005, 10:22:03 PM

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 มกราคม 2548 19:52 น.
 
 
       สงขลา – ครม.อนุมัติโครงการตามแผนบูรณาการงบประมาณ การพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ปี 2548 วงเงินกว่า 338.567 ล้านบาท รวม 28 โครงการ ระบุเพื่อฟื้นฟู อนุรักษ์และพัฒนาร่วมกับหน่วยงานรัฐและสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น ภายใต้การดูแลของบอร์ดทะเลสาบสงขลา ที่มี “ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์” นั่งแท่นเป็นประธาน
       
       
       เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 16 เปิดเผย ว่าหลังจากปี 2547 การพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาดำเนินลุล่วงไปแล้ว 18 โครงการ วงเงิน 286.4 ล้านบาท ส่วนในปีงบประมาณ 2548 คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติโครงการตามแผนบูรณาการงบประมาณ การพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา เป็นเงินทั้งสิ้น 338.567 ล้านบาท จำนวน 28 โครงการ
       
       ทั้งนี้ เพื่อฟื้นฟู อนุรักษ์และพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบ ร่วมกับหน่วยงานรัฐและสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น ภายใต้การดูแลคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยมีรองนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เป็นประธาน โดยเป้าหมายการพัฒนาด้านต่างๆ มีดังนี้
       
       1.อนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นค่าใช้จ่ายในการสนับสนุน การบริหารจัดการเชิงบูรณาการการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำนวน 6.000 ล้านบาท
       
       โครงการติดตามประเมินผลการดำเนินงาน ภายใต้แผนงบประมาณในเชิงบูรณาการ และการสร้างตัวชี้วัดระบบการพัฒนาในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำนวน 9.000 ล้านบาท
       
       กรมทรัพยากรธรณี ในโครงการสำรวจเพื่อจัดการทรัพยากรธรณีลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำนวน 20.200 ล้านบาท, สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นค่าใช้จ่ายสนับสนุนการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการกำกับ ติดตาม และประเมินผล จำนวน 5.000 ล้านบาท,
       
       กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในโครงการฟื้นฟูที่ต้นน้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ จำนวน 26.000 ล้านบาท, กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทะเลสาบสงขลา จำนวน 10.875 ล้านบาท และโครงการศึกษาและจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง จำรวน 5.931 ล้านบาท
       
       กรมพัฒนาที่ดิน ในโครงการอนุรักษ์ดินและน้ำบนพื้นที่ตอนใน พื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลาและพัทลุง จำนวน 3.750 ล้านบาท, กรมประมง ในโครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงในทะเลสาบสงขลา จำนวน 12.000 ล้านบาท,
       
       กรมควบคุมมลพิษ ในโครงการควบคุมมลพิษจากแหล่งกำเนิด โดยมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางสังคม จำนวน 3.540 ล้านบาท, กรมควบคุมมลพิษ ในโครงการเสริมสร้างศักยภาพและขยายผลโครงการนำร่องระบบการจัดการน้ำเสีย สาธิตสำหรับชุมชน ฟาร์มสุกร และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำนวน 1.000 ล้านบาท
       
       โครงการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแหล่างย้ำ จำนวน 3.000 ล้านบาท, โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูคุณภาพน้ำในพื้นที่วิกฤต คลองลำปำ และคลองอู่ตะเภา จำนวน 7.500 ล้านบาท
       
       กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการน้ำเสียชุมชนขนาดเล็ก จำนวน 2.000 ล้านบาท, กรมควบคุมมลพิษ ในโครงการเสริมสร้างศักยภาพการจัดการมลพิษจากแหล่งกำเนิดประเภทอุตสาหกรรม ในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำนวน 5.000 ล้านบาท
       
       กรมโรงงานอุตสาหกรรม ในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ในส่วนของมลพิษทางน้ำจากโรงงานอุตสาหกรรม จำนวน 0.460 ล้านบาท, โครงการส่งเสริมการพัฒนาระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำนวน 7.000 ล้านบาท, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในโครงการรณรงค์เชิงรุก ในการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 7.500 ล้านบาท
       
       2.บริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ในโครงการศึกษาผลกระทบจากการเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีต่อน้ำบาดาลในคาบสมุทรสะทิงพระ และแนวทางการป้องกันแก้ไขและฟื้นฟู จำนวน 14.320 ล้านบาท, โครงการพัฒนาระบบอนุรักษ์น้ำบาดาล ในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำนวน 25.000 ล้านบาท
       
       3.ใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาระบบชุมชนและคุณภาพชีวิตบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ในโครงการส่งเสริมการผลิตแบบผสมผสาน เพื่อฟื้นฟูที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำนวน 13.250 ล้านบาท, โครงการจัดงานมหกรรมเกษตรลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำรวน 0.250 ล้านบาท, กรมทางหลวงชนบท โครงการก่อสร้างถนนสายบ้านไสกลิ้ง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง – บ้านหัวป่า อ.ระโนด จ.สงขลา จำนวน137.500 ล้านบาท
       
       4.สงวน อนุรักษ์ ฟื้นฟู บูรณะ และใช้ประโยชน์จากแหล่งและสิ่งแวดล้อมของแหล่งศิลปกรรม ศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ โบราณคดี วิถีชีวิต และภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยกรมศิลปากร ในโครงการสำรวจเพื่อขยายฐานความรู้ทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำนวน 1.000 ล้านบาท
       
       มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา โครงการการสร้างเครือข่ายชุมชนแบบมีส่วนร่วมในการฟื้นชีวิตศิลปการแสดงโนรา หนังตะลุง ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา จำนวน 1.175 ล้านบาท
       
       สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โครงการจัดทำแนวทางและแผนแบบบูรณาการ เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมศิลปกรรม ประวัติศาสตร์ โบราณคดี วัฒนธรรม วิถีชีวิตและภูมิปัญญาชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำ จำนวน 3.000 ล้านบาท, สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา โครงการพัฒนาการจัดการพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาด้านการท่องเที่ยว จำนวน 6.400 ล้านบาท
       
       5. ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมแบบบูรณาการกรมป่าไม้ โครงการหมู่บ้านรักษ์ป่าสงขลา (หมู่บ้านสีเขียว) จำนวน 2.657 ล้านบาท
       
       ด้านความคืบหน้าของแผนพัฒนาฯ ในปี 2549 ร่างแผนแม่บทโดย 3 สถาบันการศึกษาทั้งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสงขลา และมหาวิทยาลัยทักษิณ ขณะนี้ได้เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา จำนวน 58 โครงการ ในวงเงิน 1,320 ล้านบาท
       
       นอกจากนี้ในวันที่ 27 ม.ค.2548 สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 16 จะจัดสัมมนาเสนอผลงานการดำเนินงานในหัวข้อ “หุ้นส่วน..ฟื้นฟูทะเลสาบสงขลา” ณ ห้องตะกั่วป่า โรงแรม เจ.บี.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมี ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสำนักจัดการคุณภาพน้ำ กรมควบคุมมลพิษ เป็นผู้กล่าวรายงาน และบรรยายภาพรวมของการดำเนินโครงการ
       

 
 
2315  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / สถาบันกุ้งแห่งชาติ จะเกิดหรือแท้งก่อนคลอด เมื่อ: มกราคม 25, 2005, 03:30:06 PM
การร่วมประชุมจัดตั้งสถาบันกุ้งแห่งชาติ ระหว่างวันที่ 10-12 ม.ค. 2548
ผู้รายงาน น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ  
จากเวบ สยามมารีน
ความเป็นมา
1. เมื่อ ปี 2539 ขมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี ได้เป็นแกนนำจัดตั้ง สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทยขึ้น เพื่อให้เป็นองค์กรกลางในการประสานงานกิจกรรมพัฒนาและแก้ไขปัญหาร่วม ของภาคการผลิตกุ้งและให้เป็นองค์กรนิติบุคคล และเป็นตัวแทนภาคการผลิตกุ้ง ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐและองค์กรนอกอุตสาหกรรมกุ้งทั้งในและต่างประเทศ
2. ปี 2541 สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย ได้เป็นเจ้าภาพการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ณ กรุงเทพฯ เพื่อให้มีองค์กรกิจกรรมประสานงานและเป็นตัวแทนกลางของอุตสาหกรรมกุ้งไทยทั้งระบบสู่เป้าหมายความเป็นหนึ่งเดียวทั้งระบบอุตสาหกรรม อันจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาและพัฒนาต่อเนื่องบรรลุผลได้เต็มประสิทธิภาพ
3. ปี 2541-2542 อ.จิตต์ เพชรเจริญ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรีในขณะนั้น ได้ช่วยเดินสายชักชวนผู้เลี้ยงกุ้งและผลักดันเรื่ององค์กรกลางกุ้ง (คณะกรรมการกุ้งแห่งชาติ) เสนอต่อภาครัฐและเสนอให้ธุรกิจกุ้งเข้าเป็นภารกิจส่วนหนึ่งของคณะกรรมการการประมงและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง หอการค้าไทย พร้อมการร่วมเสนอในที่ประชุมกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ว่า ภาคผู้เลี้ยงกุ้งยินดีร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในองค์กรกลางนี้ด้วย
4. ปี 2543-2545 ได้มีการพยายามตั้งสถาบันกุ้ง โดยมีผู้ประสงค์เป็นเจ้าภาพหลายหน่วยงาน ที่เด่นชัด คือ สถาบันอาหาร และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์(กรมประมง)
5. ปี 2546-2547 สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เสนอเรื่องสถาบันกุ้งแก่ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี แต่ติดปัญหาอยู่ที่หน่วยงานภาครัฐ (หลายกระทรวง) อยากให้เป็นสถาบันกุ้งที่ภาครัฐเป็นแกนนำหรืออย่างน้อยต้องสามารถมีบทบาทควบคุมและกำกับดูแลอย่างชัดเจน ส่วนภาคเอกชนต้องการความคล่องตัว ประสิทธิภาพและความรวดเร็ว ซึ่งเรื่องนี้ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี เห็นด้วยกับการมีสถาบันกุ้งแต่ตัดสินใจไม่ได้ เพราะข้อเสนอเข้าไปไม่มีเอกภาพพอ
6. - ปัจจุบันได้เสนอให้ ตั้งองค์กรกลางของอุตสาหกรรมกุ้ง ภายใต้ หอการค้าแห่งประเทศไทยไปก่อน หอการค้าได้ดำเนินการถึงระยะพร้อมที่จะตั้งสถาบันกุ้งภาคเอกชนขึ้นได้แล้ว โดยใช้เงินทุนจากภาคเอกชนทั้งภาคการผลิตและส่งออก ที่ระดับงบประมานลงขันน้อยที่สุด ระยะแรก 5 สต.ต่อ ก.ก. ระยะต่อไปที่ไม่เกิน 10 ส.ต./ก.ก. และอาจเพิ่มขึ้นเมื่อปรับเป็นสถาบันกุ้งแห่งชาติเต็มรูปแบบมีผลงานชัดเจนและเป็นที่ยอมรับแล้ว
- ภาคราชการ โดยสภาพัฒน์, สวทช, กรมประมง ต่างเร่งกิจกรรมจัดตั้งสถาบันกุ้ง (องค์กรพัฒนากุ้ง) ในขณะที่กระทรวงพาณิชย์ได้จัดตั้งผู้บริหาร " กุ้ง" (มิสสิสกุ้ง) แล้ว

สรุปการเข้าร่วมประชุม
10 มกราคม 2548 - ประชุม "การตั้งสถาบันกุ้ง (คลัสเตอร์กุ้ง) ของสภาพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ"
ผลสรุปในที่ประชุม คือ
1. ควรเป็นสถาบันที่ดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง และให้ภาคธุรกิจเอกชนเป็นแกนนำ ภาครัฐกำกับดูแล สนับสนุน และบริการ ทั้งนี้เพื่อให้ตรงตามนโยบายของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี
2. ให้กรมบัญชีกลางศึกษาวิธีการหาทุนเข้าสมทบสถาบัน
3. ให้หอการค้าไทย+ภาคธุรกิจ ช่วยหาข้อมูลการดำเนินการในลักษณะนี้ของประเทศคู่แข่ง โดยให้ระยะรวบรวมข้อมูล 30 วัน
4. จะนำเรื่องสถาบันกุ้งฯ เข้าที่ประชุม ครม. ภายใน 90 วัน เพื่อการจัดตั้งให้เรียบร้อย

11 มกราคม 2548 - ประชุม "เตรียมการจัดตั้งสถาบันส่งเสริมและพัฒนากุ้งไทย ของหอการค้าไทย"
ผลสรุปในที่ประชุม คือ
1. ให้มีกรรมการ 18 คน ภาคการผลิต 6 (สมาคมฯ + ฟาร์มเพาะ+ที่ปรึกษา) ภาคการค้า, ส่งออก 6 และอื่นๆ 6
2. เก็บเงิน 2 ส่วน

2.1 ลงขันช่วงแรกเตรียมการ 1,000,000 บาท โดยภาคการเพาะเลี้ยงจ่าย 200,000.- (สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย 50,000.-)
2.2 ลงขันต่อเนื่อง โดยเก็บจากฟาร์มเลี้ยง ระยะแรก 0.05 บาท (5 สต./กก.) ส่งออก 0.05 บาท (5 สต./กก.) จากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ชื่อว่า "กุ้ง"

3. ดำเนินการด้วยงบประมาณอย่างประหยัด โดยเน้นที่พัฒนาการเลี้ยง พัฒนาคุณภาพ พัฒนาระบบสอบย้อนกลับ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าและขยายตลาด
4. ให้คณะทำงาน 5 คน ทำร่างสถาบันฯ ขึ้นใหม่ พร้อมรายละเอียดการดำเนินงานภายใน 20 มกราคม นี้

12 มกราคม 2548 - ประชุม "คณะกรรมการบริหารสถาบันกุ้งแห่งประเทศไทย ของ สวทช."
ความเป็นมา
1. ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (ในฐานะประธานคณะกรรมการ สวทช.) ได้ให้ สวทช. เป็นเจ้าภาพประสานจัดตั้งสถาบันกุ้ง (คลัสเตอร์กุ้ง)
2. สวทช. แต่งตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นแล้ว โดยมีตัวแทนหอการค้า (ประธานสถาบันกุ้งฯ ภาคเอกชนของหอการค้าไทย - คุณสมเกียรติ อนุราษฎร์) เป็นตัวแทนภาคธุรกิจกุ้งทั้งหมด ที่เหลือเป็นส่วนราชการ มหาวิทยาลัย และผู้ทรงคุณวุฒิ ผลสรุปในที่ประชุม (ดร.โฆษิต ปันเปี่ยมรัตน์ เป็นประธานฯ) คือ

1. ปัญหาการตั้งสถาบันกุ้งที่คาราคาซัง เพราะไม่มีเอกภาพ ต่างองค์กรต่างเสนอและมีความเห็น เข้าครม.โดยหน่วยงานจากหลายกระทรวง
2. ประธานฯจึงให้ทุกองค์กรทำ Roadmap (ผังงาน) เป็นหนึ่งเดียวเพื่อนำเสนอ ครม. ร่วมกัน
3. ไม่ควรเน้นว่าจะใช้เงินทุนจากภาคเอกชนอย่างเดียว ถ้าภาครัฐสนับสนุนงบประมาณ จะทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
4. ในฐานะตัวแทนภาคผู้เลี้ยงกุ้ง (สมาคมผู้เลี้ยงกุ้งทะเลไทย) ได้ขอเวลาหลังจบวาระการประชุมเพื่อให้ข้อมูลผลกระทบระยะสั้น ปานกลาง และระยะยาว จากคลื่น "สึนามิ" ต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทย แต่ที่ประชุมไม่ให้เวลา อันเป็นการสื่อความหมายว่า ภาคธุรกิจเอกชน(โดยเฉพาะผู้เลี้ยงกุ้ง)มีความสำคัญน้อยมากในสายตาราชการ


ข้อคิดเห็นจาก น.สพ.สุรศักดิ์ ดิลกเกียรติ
โดยส่วนตัว ผมมีความเห็นว่า ถึงปัจจุบันไม่จำเป็นต้องมีสถาบันกุ้งฯ แล้ว และยิ่งไปเกี่ยวข้องมากจะยิ่งเปลืองตัว (เวลา และเงินสมทบ) แต่เหนี่ยวรั้งไม่ได้ เพราะความเข้าใจและวิสัยทัศน์ (การคาดการณ์อย่างถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์) ของชาวกุ้งไทยแตกต่างกันมาก
ที่มีความเห็นเช่นนี้ เพราะสถานการณ์ธุรกิจกุ้งโลกได้เปลี่ยนไปมากแล้ว ณ วันนี้ ถึงยุคที่ทำอย่างไร คนไทยจะหากินกับ "กุ้ง" ได้ในทุกประเทศทั่วโลก โดยไทยเป็นศูนย์กลาง
ดังนั้น เรื่องภายในประเทศ (สถาบันกุ้ง) ควรให้สถาบันอาหารซึ่งมีนโยบาย 3 ตัว (ข้าว สัปปะรดกระป๋อง กุ้ง) อยู่แล้ว เป็นเจ้าภาพดำเนินการไปเลย โดยย้ายสถาบันอาหารไปขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี (สำนักนายก) เพราะที่ผ่านมาสถาบันอาหารทำไม่ได้ เนื่องจาก ไปขึ้นกับกระทรวงอุตสาหกรรม จึงถูกกระทรวงพาณิชย์ เกษตรฯ และอื่นๆ กีดกัน ประกอบกับระยะแรกเราไม่แน่ใจในกิจกรรมทางสถาบันอาหารมากนัก
ทั้งนี้ จะมีหรือไม่มีสถาบันกุ้งแห่งชาติ ผมก็เชื่อว่ายอดธุรกิจส่งออกกุ้งไทย ไม่ต่างกัน(ที่ระดับ 70,000 ล้านบาท หรือใกล้เคียง)เพราะผลผลิตกุ้งโลกได้มากแล้วและหากยิ่งมากราคายิ่งตกเพื่อปรับฐานอุปสงค์อุปทาน
หมายเหตุ สินค้าอาหารหลักในอนาคต คือ พืชที่ปลูกระยะสั้นและปลา(ทุกระดับความเค็ม) ที่ใช้ฐานอาหารจากพืชเป็นหลัก ดังนั้นกุ้งจะเป็นสินค้าที่ถูกจำกัดตลาดอย่างถาวร
 
2316  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / คลื่นยักษ์-ภาษีเอดีดับฝันอุตฯกุ้งเอเชีย เมื่อ: มกราคม 23, 2005, 09:13:00 PM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 17 มกราคม 2548 17:01 น.
 
 
       เอเอฟพี – ภัยจากคลื่นสึนามิถล่มเมื่อเดือนก่อน ผนวกกับมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) ของสหรัฐฯ ถือเป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดของอุตสาหกรรมกุ้งเอเชีย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบุ อาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นตัว
       
       ทั้งนี้ คลื่นยักษ์สึนามิที่พัดถล่มชายฝั่งอินเดียและไทยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงกุ้งในประเทศเหล่านี้ ซึ่งจิม กัลคิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ของสยาม แคนาเดียน กรุ๊ป ระบุว่า การสูญเสียการผลิตจากปัจจัยภัยธรรมชาติดังกล่าวผนวกกับมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาดของสหรัฐฯ จะส่งผลต่ออุตสาหกรรมกุ้งและการจ้างงาน
       
       เมื่อวันที่ 6 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (ไอทีซี) ตัดสินว่า การนำเข้ากุ้งเป็นภัยคุกคามต่ออุตสาหกรรมกุ้งสหรัฐฯ พร้อมออกคำสั่งขั้นสุดท้ายเรื่องการตอบโต้การทุ่มตลาด ซึ่งระบุว่า ไทย อินเดีย จีน และเวียดนาม รวมถึงประเทศอเมริกาใต้อีก 2 ประเทศ ขายกุ้งให้สหรัฐฯ ต่ำกว่าต้นทุนการผลิต
       
       อนึ่ง การตรวจสอบเรื่องดังกล่าวเริ่มขึ้นในเดือนธันวาคม 2003 หลังจากที่ผู้เลี้ยงกุ้งอเมริกันในเครือของ “พันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งทางตอนใต้” ซึ่งเป็นการรวมตัวของอุตสาหกรรมกุ้งใน 8 รัฐ ได้ยื่นฟ้องให้มีการเรียกเก็บภาษีกุ้ง โดยอ้างว่า การนำเข้ากุ้งซึ่งคิดเป็นเกือบ 90% ของกุ้งที่บริโภคในสหรัฐฯ จาก 6 ประเทศที่ถูกตรวจสอบ เพิ่มขึ้น 71% จากปี 2000 ถึง 2003 อยู่ที่ 360 ล้านกิโลกรัม ขณะที่ราคานำเข้าลดลง 42%
       
       ดร.ผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยกล่าวว่า “ประเด็นเรื่องการตอบโต้การทุ่มตลาด ทำให้ต้องรับมือกับส่วนต่างผลกำไรต่ำ และอุตสาหกรรมต้องมีศักยภาพในการแข่งขันสูง” พร้อมเสริมว่า “นี่คือสถานการณ์ที่น่ากลัว”
       
       อย่างไรก็ตาม สำหรับอินเดียและไทยแล้ว ไอทีซีกล่าวว่า จะรวบรวมข้อมูลและยอมให้ยื่นคำร้องว่า ผลกระทบจากสึนามิต่ออุตสาหกรรมกุ้งอยู่ในข่าย “การทบทวนสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป” หรือไม่
       
       การดำเนินการข้างต้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนิวเดลี เนื่องจากยอดส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ คิดเป็น 45% ของการส่งออกกุ้งแดนภารตะ ด้านสุดารชัน สวามี นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงกุ้งอินเดียกล่าวว่า หลังเหตุการณ์สึนามิ หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบ จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสหรัฐฯ ที่จะพิจารณายกเลิกการเก็บภาษี เพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมกุ้ง
       
       ด้านองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) คาดการณ์ว่า ความเสียหายเฉพาะรัฐทมิฬนาฑู ในอินเดียคิดเป็นมูลค่าถึง 13 ล้านดอลลาร์
       
       ส่วนอีกฟากหนึ่งของอ่าวเบงกอล สมศักดิ์ ปณีตัธยาศัย นายกสมาคมกุ้งไทยระบุว่า สึนามิทำลายผู้ส่งออกกุ้งไทยราว 500 ล้านดอลลาร์ พร้อมเสริมว่า ผู้เลี้ยงกุ้งตามชายฝั่งทางใต้ของประเทศ อาจใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนในการสร้างฟาร์มและผลิตกุ้ง
       
       เขาเปิดเผยระหว่างการให้สัมภาษณ์เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า “ราว 30% ของกุ้งที่ใช้เพาะพันธุ์และอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงถูกทำลาย ขณะที่คนงานกว่า 100 คนเสียชีวิต และทรัพย์สินราว 1,000 ล้านบาท (25.5 ล้านดอลลาร์) ได้รับความเสียหาย”
       
       กระนั้นก็ดี บรรดาผู้เชี่ยวชาญมองว่า อาจเอาชนะผลกระทบจากสึนามิได้ง่ายกว่ามาตรการด้านภาษีของสหรัฐฯ ทั้งนี้ ดร.ผณิศวรระบุว่า อาจฟื้นตัวจากสึนามิภายใน 6 หรือ 8 เดือน แต่อาจใช้เวลาราว 5 ปีสำหรับมาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด
       
       อนึ่ง ในแต่ละปี วอชิงตันจะทบทวนมาตรการภาษีและใช้บังคับย้อนหลังบริษัทส่งออกแต่ละแห่ง โดยกัลคินกล่าวว่า “ปัญหาสำคัญคือ ความเสี่ยงสำหรับผู้นำเข้า เนื่องจากมีความไม่แน่นอนมากมาย”
       
       ทั้งนี้ จีนและเวียดนาม ซึ่งไม่ได้รับความเสียหายจากคลื่นสึนามิ ได้รับผลกระทบจากมาตรการของสหรัฐฯ อย่างเต็มที่ โดยบริษัทแดนมังกรบางแห่งถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 112%
       
       อย่างไรก็ตาม บางประเทศในเอเชียอาจได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวของสหรัฐฯ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บังกลาเทศ ศรีลังกา และอินโดนีเซีย กล่าวคือ สึนามิก่อให้เกิดความเสียหายต่อฟาร์มกุ้งเพียง 73 ล้านดอลลาร์ ในจังหวัดอาเจะห์ของอินโดนีเซีย ซึ่งผลิตกุ้งส่งออกเพียง 10,000 ตันจากการส่งออกทั้งประเทศ 240,000 ตัน
 
 
2317  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / กรมประมงปรับยุทธศาสตร์หลัง"สึนามิ" เมื่อ: มกราคม 23, 2005, 09:08:40 PM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 มกราคม 2548 17:26 น.
 
 
       กรมประมงเตรียมจัดประชุมร่วมผู้ประกอบการกุ้งเป็นการด่วน หวังปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหม่หลังคลื่นยักษ์สึนามิถล่มแหล่งเพาะเลี้ยงกุ้งสำคัญสำหรับยุทธศาสตร์กุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้งนั้นจะมุ่งเน้นในการปรับโครงสร้างการผลิต รวมทั้งปรับปรุงและแก้ไขระเบียบเพื่อขยายพื้นที่ที่เหมาะสมในการเลี้ยงกุ้ง และการพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลผลิตและผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก
       
       นายอาทิตย์ นามะสนธิ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงเตรียมจัดประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงกุ้งเพื่อปรับแผนยุทธศาสตร์กุ้งและผลิตภัณฑ์ใหม่ เนื่องจากผลกระทบเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ ทำให้ผู้ประกอบการด้านการเพาะเลี้ยงกุ้งและโรงเพาะฟักได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ทำให้หลายฝ่ายเกรงว่าจะมีผลกระทบถึงปริมาณการผลิตกุ้งภายในประเทศ ตลอดจนการส่งออกในภาพรวม
       
       รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ในช่วงที่สหรัฐได้เรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดกุ้งนำเข้าจากไทย รวมถึงประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) ได้กีดกันการนำเข้าจากไทย โดยการตัดสิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากร (จีเอสพี) จากไทย ทำให้ผู้ส่งออกของไทยต้องเสียภาษีสูงที่สุดในบรรดาประเทศที่ส่งกุ้งเข้าไปอียู จนทำให้การส่งออกกุ้งไทยชะลอตัวและผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงกุ้งในประเทศบางส่วนเกิดความไม่มั่นใจในการประกอบอาชีพ ทั้งยังเลิกกิจการไปเพราะไม่สามารถแบกรับต้นทุนการผลิตได้
       
       สำหรับยุทธศาสตร์กุ้งและผลิตภัณฑ์กุ้งนั้น มีระยะเวลาดำเนินการระหว่างปี 2547-2551 โดยตั้งเป้าหมายการผลิตกุ้งในปี 2551 เป็นจำนวนทั้งสิ้น 481,250 ตัน มูลค่าการส่งออกกุ้งและผลิตภัณฑ์ 100,800 ล้านบาท ซึ่งจะมุ่งเน้นในการปรับโครงสร้างการผลิตและผลผลิต รวมทั้งปรับปรุงและแก้ไขระเบียบเพื่อขยายพื้นที่ที่เหมาะสมในการเลี้ยงกุ้ง พัฒนาและจัดระบบการเลี้ยงเพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำและการเลี้ยงกุ้งขาว บริหารจัดการเพื่อปรับสัดส่วนการผลิตกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวพร้อมกับการพัฒนาและผลิตพันธุ์กุ้งคุณภาพโดยการปล่อยเสริมลูกพันธุ์กุ้งคุณภาพสู่ธรรมชาติ การตั้งศูนย์ผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งที่มีศักยภาพสูง คือ เลี้ยงง่าย โตเร็ว และต้านทานโรค รวมทั้งการพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าของผลผลิตและผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก ตลอดจนดำเนินการเพื่อสนองต่อโครงการฟู้ดเซฟตี้ และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศเพื่อลดการกีดกันทางการค้าและขยายตลาดใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
       
       “ขณะนี้กรมประมงได้รับอนุมัติเงินงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นสึนามิจำนวน 1,340 ล้านบาท ซึ่งกรมประมงจะนำงบประมาณบางส่วนที่ได้รับ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงกุ้งและโรงเพาะฟักเบื้องต้นรายละ 20,000 บาท และจะได้ประสานไปยังธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อให้ความช่วยเหลือในการพักชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี และสนับสนุนในด้านสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหากต้องการประกอบอาชีพต่อไป อย่างไรก็ตาม แนวโน้มตลาดกุ้งในปี 2548 มั่นใจว่าจะยังคงสดใส เนื่องจากประเทศในกลุ่มอียูมีแนวโน้มว่าจะคืนสิทธิจีเอสพีให้กับไทย และผู้ประกอบการไทยก็สามารถปรับตัวเพื่อให้เกิดการผลิตสินค้ากุ้งที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของประเทศผู้นำเข้าได้ โดยเฉพาะสหรัฐและญี่ปุ่น”
       

 
 
2318  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / สหรัฐเปลี่ยนแบบฟอร์มยื่นเอกสารนำเข้าสินค้ากุ้ง เมื่อ: มกราคม 23, 2005, 09:03:00 PM
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 มกราคม 2548 18:14 น.
 
 
       สหรัฐเปลี่ยนนโยบายว่าด้วยเอกสารประกอบการนำเข้ากุ้ง (DS 2031) โดยระบุว่าหากต้องการส่งกุ้งหรือผลิตภัณฑ์ไปสหรัฐต้องมีใบรับรองแบบฟอร์ม DS 2031 ตัวจริง และช่องที่ 8 และ 9 จะต้องเซ็นลายเซ็นจริง เพื่อรับรองว่าเป็นกุ้งที่ได้จากการเพาะเลี้ยงมิใช่กุ้งที่จับจากธรรมชาติ โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ม.ค.นี้
       
       นายสิทธิ บุณยรัตผลิน อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่าขณะนี้สหรัฐได้เปลี่ยนนโยบายว่าด้วยเอกสารประกอบการนำเข้ากุ้ง (DS 2031) โดยกำหนดให้ผู้ส่งออกและรัฐบาลของประเทศผู้ส่งออกกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้รับการรับรองว่ากระบวนการจับกุ้งทะเลไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับเต่าทะเล โดยประเทศเหล่านั้น รวมทั้งประเทศไทยหากต้องการส่งกุ้งหรือผลิตภัณฑ์ไปสหรัฐต้องมีใบรับรองแบบฟอร์ม DS 2031 ตัวจริง ช่องที่ 8 และ 9 และต้องเซ็นลายเซ็นจริง เพื่อรับรองว่าเป็นกุ้งที่ได้จากการเพาะเลี้ยงมิใช่กุ้งที่จับจากธรรมชาติ และต้องแนบเป็นเอกสารประกอบการขนส่งทุกเที่ยว โดยไม่สามารถใช้เอกสารการถ่ายสำเนา หรือแฟกซ์จากเอกสารตัวจริงได้ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2548 เป็นต้นไป โดยใบรับรอง DS 2031 (SHRIMP EXPORT’S /IMPORTER’S DECLAEATION) ดังกล่าว เพื่อการส่งออกสินค้ากุ้งและผลิตภัณฑ์เข้าไปจำหน่ายในประเทศสหรัฐ ซึ่งก่อนหน้านี้สหรัฐได้ประกาศห้ามนำเข้ากุ้งและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการจับจากทะเลในประเทศไทย เนื่องจากเครื่องมือประมงของชาวประมงไทยที่ใช้ในการจับกุ้งไม่ได้ติดเครื่องมือแยกเต่าทะเล (TEDs) ตามกฎหมายของสหรัฐ โดยเกรงว่าเครื่องมือประมงเหล่านั้นอาจไปทำอันตรายกับเต่าธรรมชาติ แต่กุ้งที่ได้จากการเลี้ยงสามารถนำเข้าได้ตามปกติ แต่ต้องได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐว่าเป็นกุ้งที่ได้จากการเพาะเลี้ยงจริง ซึ่งได้เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2547 ที่ผ่านมา  
 
2319  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การประมง / เกษตรฯ - เอฟเอโอ ร่วมลงนามฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัย"สึนามิ"พรุ่งนี้ เมื่อ: มกราคม 23, 2005, 08:49:17 PM
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 23 มกราคม 2548 15:01 น.
 
 
       กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) เตรียมลงนามสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิในวันพรุ่งนี้ (24 ม.ค.) โดยจะเน้นชาวประมงใน 6 จังหวัดภาคใต้ ขณะที่สหรัฐเตรียมส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจความเสียหายด้านประมงพร้อมนำมาพิจารณาทบทวนเรื่องการใช้มาตรการเอดีสินค้ากุ้งไทยใหม่ ในเร็ว ๆ นี้
       
       นายพินิจ กอศรีพร รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (24 ม.ค.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับเอฟเอโอ ประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จะร่วมกันลงนามความตกลงตามโครงการสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์ โดยเน้นเฉพาะเกษตรกรที่เป็นชาวประมงในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งภายใต้โครงการดังกล่าวทางเอฟเอโอ จะเสนอให้การสนับสนุนงบประมาณแก่ประเทศไทยเป็นวงเงิน 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 16 ล้านบาท สำหรับจัดหาเครื่องมือทางการประมง หรือปัจจัยทางการผลิตอื่น ๆ ซึ่งคาดว่าจะให้การช่วยเหลือเกษตรกรรวมประมาณ 8,700 ราย ภายในระยะเวลาของโครงการรวม 10 เดือน คือ ตั้งแต่เดือนมกราคม - ตุลาคมนี้
       
       “ในปีที่ผ่านมา ทางเอฟเอโอได้ให้การช่วยเหลือกับไทยเช่นกัน จากที่เกษตรกรของไทยได้รับผลกระทบอุทกภัยที่จังหวัดสุโขทัย วงเงิน 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งการสนับสนุนด้วยวิธีการนี้ถือว่าเป็นไปตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยทางเอฟเอโอจะเป็นผู้กำหนดรายการปัจจัยการผลิตที่ต้องการจัดซื้อเอง เพื่อให้การดำเนินการทั้งหมดมีความโปร่งใส” นายพินิจ กล่าว
       
       นายพินิจ กล่าวถึง กรณีที่สหรัฐอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนเรื่องการใช้มาตรการเอดีสินค้ากุ้งไทยใหม่ หลังจากที่ไทยได้รับผลกระทบจากคลื่นยักษ์สึนามิ ว่า ทางสหรัฐจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสำรวจความเสียหายทางด้านประมงของไทยในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าทางสหรัฐจะหยิบข้อมูลของเอฟเอโอมาประกอบด้วยเช่นเดียวกับการพิจารณาข้อมูลของอินเดียที่นำผลการสำรวจให้ความช่วยเหลือของเอฟเอโอมาพิจารณาเช่นกัน ดังนั้น จากที่เอฟเอโอให้ความช่วยเหลือกับไทยในวงเงินสูงสุดถึง 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ นั้น แสดงให้เห็นว่า ทางเอฟเอโอ เห็นว่าไทยได้ผลกระทบทางด้านการเกษตรมาก
       
 
 
2320  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / นักวิชาการทางทะเลค้านสร้างเขื่อนกันสึนามิแบบญี่ปุ่น เมื่อ: มกราคม 23, 2005, 12:57:17 PM
 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 มกราคม 2548 15:45 น.
 
 
       นักวิชาการทางทะเลออกตัวค้านล่วงหน้าหากจะมีการสร้างเขื่อนแบบญี่ปุ่นเพื่อป้องกันคลื่นสึนามิ ชี้ไทยกับญี่ปุ่นใช้ประโยชน์ชายหาดคนละวัตถุประสงค์ หนุนสร้างระบบเตือนภัยและสถาปัตยกรรมแนวใหม่ต้นทุนถูกแต่แก้ปัญหาได้ดีกว่า ด้านเวทีสัมมนา “เขื่อนริมทะเล ช่วยหรือทำลาย” เรียกร้องให้รัฐเปิดโอกาสประชาชนริมทะเลมีส่วนร่วมมากขึ้น และศึกษาผลดีผลเสียจากการก่อสร้างในอดีต
       

 
       คณะอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเวทีสัมมนาเรื่อง “เขื่อนริมทะเล ช่วยหรือทำลาย” ขึ้นที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดย นายวสันต์ พานิช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เป็นประธานเปิดการสัมมนาและกล่าวว่า หลายจังหวัดริมทะเลเกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง
       
       ขณะที่การแก้ปัญหาคือการสร้างกำแพงริมทะเลด้วยเงินงบประมาณมหาศาล แต่กำแพงไม่สามารถป้องกันการพังทลายของชายหาดได้ อย่างไรก็ตาม แนวนโยบายของรัฐหลังเกิดคลื่นสึนามิ ต้องการสร้างเขื่อนกันสึนามิขึ้น จึงต้องการให้มีการศึกษาผลดีผลเสีย และให้ประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วม
       
       “ตัวอย่างชายทะเลช่วงปากพนังถึงอำเภอระโนด นครศรีธรรมราช ชาวบ้านที่มีบ้านพักอยู่ริมทะเล ปรากฏว่า การกัดเซาะของคลื่นน้ำทะเลดึงบ้านของชาวบ้านพังลงทะเล เราจึงอยากให้มองความเสียหายเหล่านี้ จะได้พึงสังวรว่าควรจะทำเขื่อนริมทะเลหรือไม่” นายวสันต์ กล่าว
       
       ด้าน ดร.ศุภิชัย ตั้งใจตรง อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (จุฬา) และรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อมจุฬาฯ กล่าวว่า เขื่อนริมทะเลหรือผนังกันคลื่นมีความจำเป็นในกรณีที่ทรายชายหาดถูกกัดเซาะไปแล้วจำนวนมาก หากชายหาดยังอยู่ในภาวะปกติของสมดุลธรรมชาติ การสร้างผนังกันคลื่นต้องเป็นทางเลือกสุดท้ายโดยใช้วิธีการถอยล่นชุมชนและสิ่งปลูกสร้าง ฯลฯ ออกจากแนวชายหาดจะดีที่สุด
       
       ดร.ศุภิชัย กล่าวต่อว่า เขื่อนสามารถป้องกันความแรงของสึนามิได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่คุ้มค่ากับการสูญเสียความสวยงามของหาดและระบบนิเวศน์ชายฝั่ง ยกเว้นกรณีที่มีชุมชนติดทะเล อย่างไรก็ตาม เห็นว่า 6 จังหวัดฝั่งทะเลอันดามันที่ถูกสึนามิพลัดถล่ม รวมทั้งจังหวัดที่เสี่ยงต่อการถูกสึนามิพลัดถล่มไม่ควรมีการสร้างเขื่อนเพื่อป้องกัน แต่ใช้วิธีการถอยล่น ก่อสร้างอาคารที่พักอาศัย รวมทั้งถนนแนวใหม่ ที่ไม่ตั้งฉากกับแนวของคลื่น
       
       ขณะที่ผศ.ดร.สมบูรณ์ พรพิเนตรพงศ์ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า การสร้างเขื่อนริมทะเลในอนาคตควรมีการประเมินจากการก่อสร้างที่ผ่านมาเสียก่อนและมีการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ประกอบเพื่อให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วม เนื่องจากการสร้างเขื่อนในทะเลจะยับยั้งการเคลื่อนที่ของทรายซึ่งด้านหน้าเขื่อนจะเกิดพื้นที่ชายหาดงอกออก ส่วนหลังเขื่อนจะถูกกัดเซาะและเกิดการพังทลายของชายหาด ซึ่งผู้ที่สูญเสียที่ผ่านมายังไม่ได้ค่าชดเชย
       
       “ต้องเรียกร้องให้ชาวบ้านออกมามีส่วนร่วม เพราะเป็นคนใช้พื้นที่จะรู้ดีมากที่สุด ทั้งในการเริ่มต้นโครงการ จบโครงการ และขั้นตอนการประเมินข้อผลดีข้อผลเสีย” ผศ.ดร.สมบูรณ์กล่าว
       
       ทางด้านผศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าวต่อว่า ที่ประเทศญี่ปุ่นมีโครงการสร้างเขื่อนป้องกันสึนามิ แต่ประโยชน์การใช้ชายฝั่งญี่ปุ่นกับไทยต่างกัน โดยญี่ปุ่นไม่ได้ใช้ประโยชน์ชายฝั่งเพื่อการท่องเที่ยวแต่ใช้เพื่อการอุตสาหกรรม เช่น ทำท่าเรือ ดังนั้น โครงสร้างชายฝั่งจะลอกเลียนแบบจากญี่ปุ่นไม่ได้ เพราะวัตถุประสงค์ต่างกัน หากมีการก่อสร้างลักษณะเขื่อนแบบญี่ปุ่นชายหาดจะหายไปทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าชายฝั่งของไทยมีไว้เพื่อการท่องเที่ยว จึงยังไม่เห็นประโยชน์ชัดเจนจากการสร้างเขื่องป้องกันสึนามิ แต่เห็นด้วยกับการสร้างระบบการเตือนภัย เพราะลงทุนน้อยแต่มีประสิทธิภาพมากกว่าการก่อสร้างเขื่อน
       
       ผศ.ดร.สมบูรณ์ กล่าวถึงการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำแยงซี ในจีนว่า เปลือกโลกอยู่ในภาวะสมดุลมานาน แต่เมื่อมีการสร้างเขื่อนทำให้เปลือกโลกในบริเวณก่อสร้างต้องแบกรับน้ำ ซึ่งมีน้ำหนักมากเท่ากับเป็นการเพิ่มแรงกดใต้เปลือกโลก ประกอบกับน้ำหนักที่มากทำให้แรงเหวี่ยงของโลกเสียสมดุล จึงมีผลทำให้ชั้นเปลือกโลกขยับตัวได้ นอกจากนี้ จะมีผลให้ชั้นบรรยากาศของโลกเปลี่ยนแปลง เช่น เกิดฝนตกมากบริเวณตอนเหนือของไทย ฉะนั้น นักธรณีวิทยาต้องทำการวิเคราะห์ให้ละเอียด ไม่เพียงมองผลประโยชน์ของแต่ละประเทศ
 
 
2321  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การประมง / ชาวประมงพึ่ง“บิ๊กจิ๋ว”ถูกจับ-ยึดเรือ 4 ลำข้อหาจับปลาเขตหวงห้าม เมื่อ: มกราคม 21, 2005, 03:40:03 PM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 21 มกราคม 2548 15:08 น.
 
 
       ศูนย์ข่าวภูเก็ต-กลุ่มประมงพื้นบ้านท่าฉัตรไชย ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจาก พล.อ.ชวลิต หลังถูกเจ้าหน้าที่ประมงจับกุม-ยึดเรือ 4 ลำ เหตุจับปลาเขตหวงห้าม
       
       เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (21 ม.ค.) ภายหลังจากที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธียกเสาเอกสร้างบ้านถาวรให้กับประชาชนในพื้นที่ หมู่ที่ 5 ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่ม ได้มีตัวแทนกลุ่มชาวประมงบ้านท่าฉัตรไชย นำโดยนางวันงาม จันทร์เจ้า เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมจาก พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
       
       หนังสือร้องเรียนดังกล่าวมีใจความว่า "ชาวประมงบ้านท่าฉัตรไชยและกลุ่มชาวประมงภูเก็ต ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ได้รับความเดือดร้อนจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ประมง ที่ได้ทำการจับกุมเรือประมงของชาวบ้าน เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยตั้งข้อกล่าวหาว่า กลุ่มเรือประมงดังกล่าวได้ทำการจับปลาล้ำเขตหวงห้าม แต่ชาวบ้านที่ทำการประมงไม่มีเจตนาที่จะเข้าไปจับปลาในเขตหวงห้ามเหล่านั้น
       
       จึงโดนเจ้าหน้าที่ประมงจับกุมเรือประมงจำนวน 4 ลำ ทำให้ชาวประมงซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากภัยธรรมชาติที่ทำให้เรือประมงบางส่วนได้รับความเสียหาย บ้านเรือนได้รับผลกระทบ ลูกเรือเสียชิวิตจากเหตุการดังกล่าว ได้รับความเดือดร้อนเพิ่มขึ้นอีกเนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่จับกุม ทำให้ไม่สามารถออกไปจับปลาได้"
       
       การยื่นหนังสือในครั้งนี้กลุ่มชาวประมงบ้านท่าฉัตรไชย จึงได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมจากรองนายกรัฐมนตรี 3 ข้อด้วยกัน คือ
       
       1.ขอนำเรือประมงปลากะตักเข้าไปทำการประมงในเขต จ.กระบี่ นอกเขตชายฝั่ง 3,000 เมตร ในช่วงกลางคืนโดยใช้อวนยกและอวนครอบ
       
       2.ขออนุญาตนำเรือประมงอวนครอบปลากะตักเข้าทำการประมงในเขตประกาศเป็นพื้นที่หวงห้ามในพื้นที่เกาะพีพี เกาะไม้ไผ่ หินมูสัง และหน้าหาดกะตะ หาดป่าตอง ภายในระยะเวลา 7 เดือนหลังจากนี้
       
       และข้อที่ 3.ขอเรือประมงที่ถูกเจ้าหน้าที่อายัดกลับมาให้กับชาบประมงเพื่อที่จะได้นำมาประกอบอาชีพต่อไป
       
       อย่างไรก็ตาม หลังจากรับหนังสือร้องเรียนจากตัวแทนกลุ่มชาวประมงบ้านท่าฉัตรไชยแล้ว พล.อ.ชวลิต ไม่ได้พูดอะรำเกี่ยวกับเรื่องนี้เพียงแต่บอกว่าจะนำหนังสือร้องเรียนไปอ่านบนรถ
       
 
 
2322  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / พิษสึนามิถล่มส่งออกกุ้งพัง 3แสนคนตกงานสูญ2หมื่นล. เมื่อ: มกราคม 20, 2005, 04:42:42 PM
เศรษฐกิจ

20 มกราคม 2548    กองบรรณาธิการไทยโพส

'พาณิชย์' ชงข้อมูลผลกระทบ 'สึนามิ' ยื่นสหรัฐทบทวนเอดีกุ้ง สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งคาดส่งออกสูญ 2 หมื่นล้าน ฟาร์มชายฝั่งเกลี้ยง ผลผลิตลูกกุ้งลดลง 40% แรงงาน 3 แสนคนเคว้ง


สทน.เร่งจับมือกระทรวงแรงงานช่วย ผนึก 4 สายการบิน จัดทัวร์ "เที่ยวเพื่อช่วย" ใช้น้ำใจฟื้นฟู 6 จังหวัด หวั่นคนไทยไหลทะลักเที่ยวนอก

นายราเชนทร์  พจนสุนทร อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยได้รายงานความเสียหายเบื้องต้นในอุตสาหกรรมกุ้งของไทย    หลังคลื่นยักษ์สึนามิพัดถล่มพื้นที่เพาะเลี้ยงใน  6  จังหวัดชายฝั่งทะเลอันดามัน  และกรมฯ กำลังรอข้อมูลความเสียหายจากกรมประมง เพื่อยื่นให้คณะกรรมาธิการทางการค้าสหรัฐ (ไอทีซี) ทบทวนการเรียกเก็บอากรตอบโต้การทุ่มตลาด (เอดี) สินค้ากุ้งไทย   ซึ่งไอทีซีจะเดินทางมาดูข้อมูลราวต้นเดือน  ก.พ.นี้  หลังจากที่กฎหมายการเรียกเก็บอากรเอดีกุ้งจากไทยมีผลบังคับใช้  คาดใช้เวลาพิจารณา 2 เดือน

ทั้งนี้  สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งประเมินความเสียหายโดยตรงทันที และความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งระยะสั้น  ปานกลาง และระยะยาว โดยเบื้องต้นพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวมีความเสียหายคิดเป็นมูลค่ากว่า 50  ล้านบาท  เพราะฟาร์มกุ้งใน จ.ภูเก็ต, กระบี่ และพังงา เสียหายทั้งหมด โดยเฉพาะฟาร์มเพาะฟักและอนุบาลกุ้ง  2  ใน  3  ของโรงเพาะฟักลูกกุ้งชายฝั่งอันดามัน  ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตลูกกุ้งถึง 60% ของประเทศถูกทำลายทั้งหมด  ทำให้ผลผลิตลูกกุ้งครึ่งปีแรกจะลดลง  40% คิดเป็นกว่า 1,000 ล้านบาท ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนซ่อมแซมและฟื้นฟู

สำหรับฟาร์มเลี้ยงกุ้งมีมูลค่าความเสียหายไม่ต่ำกว่า  200  ล้านบาท  เพราะเกือบทั้งหมดเพาะเลี้ยงกุ้งไม่ได้อีก   แม้บางฟาร์มเพาะเลี้ยงได้แต่เสี่ยงที่จะล้มเหลวเกินกว่า  50% และมีปัญหาคุณภาพของกุ้ง นอกจากนี้ยังมีปัญหาคุณภาพน้ำ หากฟาร์มใดเกิดโรคระบาดอาจเกิดความต่อเนื่องและเสียหายเป็นวงกว้าง

ด้านการส่งออกคาดว่า ปีนี้ไทยจะเสียรายได้จากการส่งออกกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ  20,000  ล้านบาท เพราะผลผลิตกุ้งใหญ่ลดลงกว่า 30% และจะมีแรงงานมากกว่า 3 แสนคนตกงาน จากทั้งหมดกว่า  1  ล้านคน รวมถึงมีผลต่อเนื่องไปยังภาคการผลิตในส่วนบ่อเลี้ยงกุ้ง, โรงงาน/ห้องเย็นแปรรูปกุ้ง, การขนส่ง, โรงงานผลิตปัจจัยการผลิตกุ้ง และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

นางสาวมัสลิน   สุขพัฒนานรากุล   นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) กล่าวในการประชุมทิศทางการท่องเที่ยวหลังเกิดเหตุการณ์คลื่นสึนามิว่า  สมาคมฯ มีแผนช่วยเหลือพนักงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและที่เกี่ยวข้อง  โดยประสานกับกระทรวงแรงงานเป็นศูนย์กลางรับแจ้งจากผู้ประกอบการที่ต้องการรับพนักงานเพิ่ม หลังจากนั้นในต้นเดือน ก.พ.จะมีการรับสมัครงานที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งผลการสำรวจของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาใน  6  จังหวัด  มีคนตกงานประมาณ 200,000 คน

นอกจากนี้  สมาคมฯ ร่วมมือกับสายการบิน  4  สายคือ ภูเก็ตแอร์, พีบีแอร์, โอเรียนท์ไทย และบางกอกแอร์เวย์ส จัดแพ็กเกจทัวร์ลดราคามากกว่า  50%  ภายใต้ชื่อ "เที่ยวเพื่อช่วย"  2 รูปแบบคือ อีซี่แพ็กเกจ  รวมตั๋วเครื่องบิน,  ที่พัก, อาหาร และรถรับส่ง กับฟูลแพ็กเกจ นั่งรถชมเมือง (ซิตี้ทัวร์) และนั่งเรือชมหมู่เกาะต่างๆ ซึ่งภายใน 2-3 วันจะสรุปราคาแพ็กเกจต่างๆ คาดอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน พักโรงแรมระดับ 3-5 ดาว เริ่มขายสัปดาห์หน้า

"สทน.ต้องเร่งสร้างกระแสให้คนไทยเที่ยวไทย   เพราะกลัวนักท่องเที่ยวหายช็อกแล้วจะไปต่างประเทศแทนเช่นจีน ที่แพ็กเกจทัวร์ราคาถูก" นางสาวมัสลินกล่าวและว่า  คลื่นสึนามิจะทำให้ภาพรวมท่องเที่ยวในประเทศเสียหาย  80-90%  กระทบยาวถึงไตรมาส  2  ล้มทั้งระบบยาวถึงตรุษจีนและปิดเทอม  คาดสูญเสียรายได้ตลอดทั้งปีใน  3 จังหวัดหลักคือ กระบี่, ภูเก็ต และพังงา 43,000 ล้านบาท จากเป้าหมาย 1.3 แสนล้านบาท

2323  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การประมง / พระองค์โสมฯประทานเรือ 6ลำให้ชาวไทยใหม่ เมื่อ: มกราคม 20, 2005, 09:47:19 AM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 มกราคม 2548 15:46 น.
 
 
       ศูนย์ข่าวภูเก็ต -พระองค์เจ้าโสมสวลีฯเสด็จเยี่ยมผู้ประสบภัยจ.พังงา และประทานเรือและอุปกรณ์อาชีพประมง
       
       เที่ยงวันนี้ (19 ม.ค.) พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาธินัดดามาตุ เสด็จจากท่าอากาศยานเมืองภูเก็ต โดยรถยนต์ที่นั่งมายังท่าเรือทับละมุ อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เพื่อพระราชทานเรือหัวโทงจำนวน 6 ลำ แก่ผู้ประสบภัยจากคลื่นใต้น้ำสึนามึ โดยร่วมกับมูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก มูลนิธิกองทุนนิยมไทย และสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา โดยมีนายสมใจนึก เองตระมึงล ประธานมูลนิธิกองทุนนิยมไทย กล่าวรายงาน
       
       สำหรับผู้ที่ได้รับประทานเรือจำนวน 6 ลำ เป็นชาวไทยใหม่ จาก ต.บางวัน อ.คุระบุรี จ.พังงา จำนวน 3 คน มีคุณสมบัติควรแก่การช่วยเหลือ คือกำพร้าพ่อแม่ และประสงค์จะทำอาชีพประมงต่อ
       
       ได้แก่ นายสมโภชน์ กล้าทะเล อายุ 20 ปี นายสนาน กล้าทะเล อายุ 15 ปี ราฎรหมู่1 และนายภราดร เอี๋ยวสกุล อายุ 25 ปี ราษฎรหมู่3 รับมอบเรือพร้อมอุปกรณ์หาปลาในวันนี้ และยังมีชาวบ้านรอรับการช่วยเหลืออีกหลายครอบครัว ซึ่งกำลังอยู่ในการตรวจสอบคุณสมบัติดังกล่าว
       
       ด้านนายสนาน กล้าทะเล ยอมรับว่ามีความกลัวต่อภัยธรรมชาติอยู่บ้าง ซึ่งก่อนหน้านี้เคยช่วยพ่อออกหาปลาด้วยเรือเล็ก ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถสืบทอดอาชีพนี้ต่อไปได้ แม้จะมีน้าเป็นหัวหน้าครอบครัวที่สูญเสียไป แต่ยังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบดูแลทั้งย่าซึ่งแก่ชรา และน้องอายุ 8 ขวบ กำลังเรียนหนังสือ หากได้เรือไปแล้วก็พร้อมจะประกอบอาชีพนี้ทันที
       
       fhkoนายภักดี ธุระเจน ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมการต่อเรือนครศรีธรรมราช ซึ่งนำนักศึกษาระดับปวช.2 และปวส.3 ครู และคนงานมาช่วยซ่อมเรือให้กับชาวประมงพื้นบ้าน เปิดเผยว่า
       ขณะนี้ยังมีเรืออีกหลายลำ ที่ชาวบ้านลงขันช่วยกันมึง้ขึ้นมารอรับการซ่อมแซม เพราะยังไม่มีหน่วยงานราชการใดมาเป็นแกนนำ แต่ความร่วมมือของชาวบ้านเอง มีความสามัคคีและช่วยเหลือกันเองเป็นอย่างดี ทั้งร่วมลงแรงซ่อมเรือและทำอุปกรณ์หาปลา
       
       โดยมี อบต.บ้านลำแก่นประสานงาน และจัดลำดับการซ่อมตามความเดือดร้อน ซึ่งน่าเสียดายที่หากเรือเสียหายมากกว่า 50 % จะไม่สามารถซ่อมแซมได้อีก และทางมูลนิธิฯ ก็ช่วยเหลือได้เพียงการซ่อมแซมแทนการซื้อใหม่เท่านั้น
       
       อย่างไรก็ตาม ยังได้รับการช่วยเหลือด้านเงินทุนจากหน่วยงานเอกชน อาทิ มูลนิธิกองทุนเพื่อนพึ่ง (ภา) ยามยาก,มูลนิธิกองทุนนิยมไทย, บริษัททิพยประกันภัย จำกัด, มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย, ธนาคารทหารไทย จำกัด มหาชน และนางราตรี ซอโสถิตกุล โดยล็อตแรกที่จะซ่อมจำนวน 10 ลำ คิดเป็นเงินประมาณลำละ 1.5 แสนบาทตามสภาพความเสียหาย
       
       นอกจากนี้ยังมีอีกหลายลำที่กำลังมึง้ขึ้นมาจากทะเล ขณะที่ด้านตัวนักศึกษาและบุคลลากรของวิทยาลัยฯ จะเร่งให้เสร็จภายใน15 วัน เนื่องจากถือเป็นการฝึกภาคปฏิบัติ แต่ยังมีภารกิจด้านการสอนและการเรียนอย่างอื่นอีก
       
       ในวันเดียวกันนี้ ที่จ.พังงา ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลและไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวติจากคลื่นยักษ์ ณ สนามกีฬากลางเทศบาลตะกั่วป่า ตั้งแต่เวลา 07.00 – 19.10 น. โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานในพิธี และปิดท้ายด้วยพิธีปล่อยโคมลอยจำนวน 2,000 ดวง
       
 
 
2324  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / “สึนามิ”ทำประมงพังงาเสียหายกว่า700ล. เมื่อ: มกราคม 19, 2005, 02:52:59 PM
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 19 มกราคม 2548 11:28 น.
 
 
       ศูนย์ข่าวภูเก็ต-ประมงพังงาเสียหายจากสึนามิถล่ม 738 ล้านบาท ทางการเร่งจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นวันนี้
       
       นายกวิ สารณาคมน์กุล ประมงจังหวัดพังงา กล่าวถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบอาชีพทางด้านประมงทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์ถล่มในพื้นที่ เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมาว่า เหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มจังหวัดพังงาส่งผลให้ผู้ประกอบอาชีพประมงในพื้นที่จังหวัดพังงาได้รับความเสียหายจำนวนมาก บางรายถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว รวมมูลค่าความเสียหายในส่วนของอาชีพประมงในพื้นที่จังหวัดพังงาจำนวน 738 ล้านบาท
       
       สำหรับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเรือประมงมีจำนวนทั้งสิ้น 1,260 ลำ ผู้ประกอบการจำนวน 761 ราย แยกเป็นเรือประมงขนาดใหญ่จำนวน 266 ลำ มูลค่าความเสียหายประมาณ 322 ล้านบาท เรือประมงขนาดเล็กจำนวน 994 ลำ มูลค่าความเสียหายจำนวน 45 ล้านบาท
       
       นอกจากนั้นยังมีพื้นที่เพาะเลี้ยงปลาประเภทกระชัง บ่อเลี้ยงปลา โรงเพาะฟัก ราวแขวนหอยมุก ได้รับความเสียหายจำนวน 1,507 ราย พื้นที่เสียหายจำนวน 158 ไร่ มูลค่าความเสียหายประมาณ 371 ล้านบาท
       
       นายกวิ กล่าวต่อว่า สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบอาชีพประมงในพื้นที่จังหวัดพังงานั้นได้ให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นไปแล้วในส่วนของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยช่วยเงินช่วยเหลือไปแล้วจำนวน 666 ราย เป็นเงินประมาณ 13 ล้านบาทเศษ
       
       ส่วนการจ่ายชดเชยความเสียหายในส่วนของเรือประมงนั้นจะเริ่มจ่ายวันนี้ (19 ม.ค.) เป็นวันแรก โดยจุดแรกที่จะทำการจ่ายเงินชดเชยให้กับเจ้าของเรือประมงคือพื้นที่อำเภอเกาะยาว ส่วนพื้นที่อำเภออื่นๆจะทยอยจ่ายไปเรื่อยๆจนครบทุกพื้นที่
       
 
 
2325  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การประมง / มูลนิธิกองทุนนิยมไทย-เอกชนรับบริจาคฟื้นฟูอาชีพประมง เมื่อ: มกราคม 18, 2005, 04:30:26 PM

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 18 มกราคม 2548 15:00 น.
 
 
       มูลนิธิกองทุนนิยมไทย จับมือภาคเอกชน ช่วยผู้ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิ ใน 8 จังหวัดภาคใต้ จัดโครงการรับบริจาค เพื่อนำเงินไปซื้อเรือและอุปกรณ์หาปลา ให้ชาวประมง หวังฟื้นฟูอาชีพประมง ให้ผู้รอดชีวิต โดยเตรียมมอบเรือชุดแรกพรุ่งนี้( 19 ม.ค.) โดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีฯ เสด็จเป็นประธานฯในพิธีมอบ
       
       ดร.อาทร จันทวิมล รองประธานมูลนิธิกองทุนนิยมไทยเปิดเผยว่า นายสมนึก เองตระมึงล ประธานมูลนิธิกองทุนนิยมไทย ร่วมกับธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) และบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด(มหาชน) จัดโครงการช่วยเหลือ ผู้ประสบมหันตภัย คลื่นยักษ์สึนามิ ใน 6 จังหวัดภาคใต้ ด้วยการจัดเรือหางยาว และอุปกรณ์ประมงขนาดเล็ก ให้กับผู้ประสบภัย เพื่อนำไปประกอบอาชีพประมงต่อไป
       
       สำหรับโครงการดังกล่าว เป็นโครงการที่ช่วยสนับสนุนและแบ่งเบาภาระของรัฐบาล โดยจะเปิดรับบริจาคทุนทรัพย์จากผู้มีจิตศรัทธา ซึ่งเป้าหมายการจัดการเรือพร้อมอุปกรณ์ รวมทั้งสิ้น 200 ชุด ราคาชุดละ 150,000 บาท มูลค่ารวม 30ล้านบาท ผู้สนใจสามารถร่วมบริจาคได้ที่ ศูนย์ประสานงาน หมายเลข 0-2 248-0095 ต่อ 2758 2767 และ 2754
       
       ทั้งนี้ ล่าสุด ได้มีผู้ร่วมบริจาคซื้อเรือประมง พร้อมอุปกรณ์แล้วจำนวน 6 ลำ ประกอบด้วย มูลนิธิเพื่อพึ่ง(ภา) ยามยาก มูลนิธิกองทุนนิยมไทย มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ธนาคารทหารไทย จำกัด(มหาชน) บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด(มหาชน) และคุณราตรี โสตถิกุล
       
       เรือประมงพร้อมอุปกรณ์ชุดแรก ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสร็จเป็นองค์ประธานมอบเรือทั้ง 6 ลำในวันพรุ่งนี้( 19 มกราคม 2548) ที่ท่าเรือทับละมุ จ.พังงา
 
 
หน้า: 1 ... 150 151 152 153 154 [155] 156 157 158 159 160