สิงหาคม 13, 2022, 02:20:56 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 13
1  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ / ปลาซีกเดียว (Indian spiny turbot ) เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2021, 10:35:35 AM
ปลาซีกเดียวที่ศึกษาในครั้งนี้เป็นชนิด Indian spiny turbot หรือ Indian halibut มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psettodes erumei  (Bloch & Schneider, 1801) (ภาพที่ 1) เป็นปลาในกลุ่มปลาซีกเดียวชนิดหนึ่งที่พบในทะเลสาบสงขลา แต่พบได้บริเวณที่น้ำมีความเค็มค่อนข้างสูงดังเช่น ในทะเลสาบตอนนอก ปากทะเลสาบ เกาะหนู เกาะแมว และบริเวณชายฝั่งทะเลโดยทั่วไป

เป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มปลาซีกเดียวที่พบในทะเลสาบสงขลาคือมีความยาวสูงสุดถึง 64 เซนติเมตร และพบน้ำหนักสูงสุดถึง 9 กิโลกรัม ลักษณะเด่น คือ มีฟันซี่เล็กๆที่แหลมคม (ภาพที่ 2) เป็นปลากินเนื้อ (carnivorous fish) โดยกินสัตว์หน้าดินและลูกปลาขนาดเล็กเป็นอาหาร หากินบริเวณพื้นท้องน้ำที่เป็นทรายหรือโคลน โดยเฉพาะในเวลากลางคืน (Fishbase, 2016)

ภาพที่ 1 ปลาซีกเดียว (Psettodes erumei Bloch & Schneider, 1801) ด้านหลัง (บน)และด้านท้อง (ล่าง)

ภาพที่ 2 ซี่ฟันที่แหลมคมของปลาซีกเดียวซึ่งเป็นลักษณะของปลากินเนื้อ

ผลการตรวจสอบการกินอาหารจากกระเพาะปลาที่จับได้ยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าปลาซีกเดียวเป็นปลากินเนื้อ อาหารที่พบส่วนใหญ่เป็นลูกปลาขนาดเล็กแม้กระทั่งในกลุ่มปลาซีกเดียวด้วยกันเองในปริมาณ 0.34-2.33 เปอร์เซ็นต์/วัน  นอกจากนั้นยังพบว่าปลาชนิดนี้กินปลาหมึกเป็นอาหารด้วย (ภาพที่ 3) ชนิดของอาหารที่กินชี้ให้เห็นว่านอกจากการกินอาหารบริเวณหน้าดินแล้ว ยังมีพฤติกรรมการกินบริเวณกลางน้ำได้อีกด้วย

ภาพที่ 3 อาหารที่พบในกระเพาะอาหารของปลาซีกเดียว

ปลาซีกเดียวเป็นปลาที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ชนิดหนึ่งในทะเลสาบสงขลา จากการสอบถามชาวประมงพื้นบ้านพบว่าปริมาณปลาที่จับได้ลดน้อยลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับปลาชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิด การศึกษาชีววิทยาสืบพันธุ์ปลาซีกเดียวชนิดนี้มีไม่มากนัก ทั้งๆที่เป็นปลาที่มีศักยภาพในการเพาะขยายพันธุ์สูงอีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีรสชาติดี มีสัดส่วนของเนื้อมากเนื่องจากส่วนหัวมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับลำตัว จึงมีการศึกษาการเพาะขยายพันธุ์และเพาะเลี้ยงปลาในกลุ่มนี้แล้วในหลายประเทศโดยเฉพาะประเทศในเขตอบอุ่น (Daniels and Watanabe, 2010) ศูนย์วิจัยฯ จึงได้ศึกษาข้อมูลชีววิทยาสืบพันธุ์เบื้องต้นของปลาซีกเดียว เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาการเพาะขยายพันธุ์ต่อไปในอนาคต โดยการรวบรวมพันธุ์ปลาที่จับได้บริเวณปากทะเลสาบสงขลาจากเครื่องมือประมงประเภทอวนลอย  ในช่วงเดือนมกราคม ถึงเดือนเมษายน ซึ่งพบว่าช่วงดังกล่าวนี้น่าจะเป็นช่วงฤดูวางไข่ของปลาชนิดนี้ เนื่องจากพบปลาที่มีความสมบูรณ์เพศค่อนข้างมาก (ภาพที่ 4) นอกจากนี้       ยังพบว่าหลังจากช่วงเวลาดังกล่าวไม่สามารถจับปลาชนิดนี้ได้อีก หรือจับได้น้อยมาก จึงเป็นไปได้ว่าปลาชนิดนี้อาจอพยพมาวางไข่ในแหล่งวางไข่บริเวณดังกล่าวแล้วอพยพเคลื่อนย้ายออกไปบริเวณอื่นซึ่งต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต สำหรับชีววิทยาสืบพันธุ์ของปลาซีกเดียวในเบื้องต้นสามารถจำแนกได้ดังนี้

1.การจำแนกเพศและสัดส่วนเพศ

การจำแนกเพศของปลาซีกเดียวโดยใช้ลักษณะภายนอกพบว่าค่อนข้างยาก เนื่องจากรูปร่างลักษณะมีความคล้ายคลึงกันมาก นอกจากเป็นปลาที่มีความสมบูรณ์เพศซึ่งเพศเมียจะมีท้องอูมเป่งมากกว่าเพศผู้อย่างเห็นได้ชัด รวมทั้งเพศผู้ที่สามารถรีดน้ำเชื้อออกมาได้ อย่างไรก็ตามพบว่าปลาเพศผู้มักมีขนาดเล็กกว่าปลาเพศเมีย และพบปลาทั้งสองเพศในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน


ภาพที่ 4 ปลาซีกเดียวสมบูรณ์เพศ เพศเมียมีไข่ (บน) และเพศผู้ที่มีอัณฑะ (ล่าง) (ศรชี้ดปลาสมบูรณ์เพศ

2.ขนาดปลาสมบูรณ์เพศ

ปลาซีกเดียวสมบูรณ์เพศที่จับได้พบว่าปลาเพศผู้มีขนาดเล็กกว่าปลาเพศเมียประมาณ 1 เท่า คือ มีน้ำหนักเฉลี่ย 302.13+70.42 กรัม และ 602.50+216.58 กรัม ในปลาเพศผู้และเพศเมีย ตามลำดับ และมีความยาวเหยียด  28.04+2.95 เซนติเมตร และ 35.00+2.12 เซนติเมตร ในปลาเพศผู้และเพศเมีย ตามลำดับ (ตารางที่ 1)

ตารางที่ 1  น้ำหนักและความยาวเหยียดของปลาซีกเดียว (n=80)

3.อวัยวะสืบพันธุ์และดัชนีความสมบูรณ์เพศ

รังไข่ : รังไข่ปลาปลาซีกเดียวมีลักษณะเช่นเดียวกับปลาทะเลที่มีไข่นาดเล็กโดยทั่วไป เช่น ปลากะพงขาว ปลากะรัง เป็นต้น กล่าวคือ รังไข่มี 2 พู คือ ซีกซ้ายและขวา เป็นรูปสามเหลี่ยมยาวขนานไปกับความยาวของลำตัวไปทางด้านหลัง (ventral) แทรกตัวอยู่ภายในช่องท้องติดกับตับและลำไส้ มีสีเหลืองปนส้ม จัดเป็นประเภท cystovarian ovary (ภาพที่ 5) ส่วนใหญ่พบแม่ปลาที่มีไข่แก่ (ระยะที่ 3-4) ที่รังไข่อยู่ในระยะ vitellogenic oocyte (ภาพที่ 6) ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมในการกระตุ้นการวางไข่หรือตกไข่โดยใช้ฮอร์โมน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย 844.75+197.53 ไมโครเมตร

ภาพที่ 5 รังไข่ปลาซีกเดียวระยะที่ 4

ภาพที่ 6 ไข่ปลาซีกเดียวระยะ vitellogenic oocyte

อย่างไรก็ตามการศึกษาในครั้งนี้พบแม่ปลาในระยะที่ 5 หรือระยะวางไข่ (spawning) ด้วย กล่าวคือ สามารถรีดไข่ออกมาได้เมื่อใช้มือบีบบริเวณท้องเบาๆ ระยะนี้แม่ปลาจะมีขนาดของรังไข่ขยายใหญ่จนเต็มช่องท้อง (ภาพที่ 7) เนื่องจากเม็ดไข่มีการดูดซับน้ำเข้ามาในเซลล์ไข่ (hydration) เพื่อเตรียมที่จะวางไข่ ทำให้ไข่มีขนาดใหญ่ที่สุด นอกจากนั้นเม็ดไข่มันขนาดใหญ่จะปรากฏอยู่กลางเซลล์ไข่เพียงเม็ดเดียว มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเฉลี่ย 1,326.83+216.23 ไมโครเมตร (ภาพที่ เจ๋ง เช่นเดียวกับปลากะพงขาวแต่ขนาดไข่ใหญ่กว่า ปลาซีกเดียวชนิดนี้จึงจัดเป็นปลาทะเลไข่ลอยที่มีไข่ขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ข้อสังเกตประการหนึ่งที่พบคือ   ไข่ปลาจะทยอยสุกไปจากด้านข้าง (lateral) ของรังไข่ ไม่ได้สุกพร้อมกันในครั้งเดียว ฤดูกาลวางไข่ของปลาชนิดนี้จึงอาจมีการวางไข่หลายครั้งในฤดูวางไข่เป็นแบบ multiple-spawning ดัชนีความสมบูรณ์เพศเฉลี่ยของแม่ปลา คือ 4.05+3.69

ภาพที่ 7 รังไข่ปลาซีกเดียวระยะ spawning


ภาพที่ 8 ไข่ปลาซีกเดียวเมื่อตกไข่

อัณฑะ : อัณฑะปลาซีกเดียวมีลักษณะเป็นพูรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า 2 พู เช่นเดียวกับรังไข่แต่มีขนาดเล็กกว่ามากและมีสีขาวขุ่น (ภาพที่ 9) เมื่อมีความพร้อมที่จะผสมพันธุ์ หรือ running male กล่าวคือ เมื่อบีบส่วนท้องของพ่อปลาเบาๆ ก็จะมีน้ำเชื้อสีขาวขุ่นไหลออกมา (ภาพที่ 10) ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการเพาะพันธุ์     ในอนาคตโดยเฉพาะหากใช้วิธีผสมเทียม ดัชนีความสมบูรณ์เพศเฉลี่ยของพ่อปลา คือ 1.48+0.64 สำหรับคุณภาพและปริมาณน้ำเชื้ออาจต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการเพาะขยายพันธุ์


ภาพที่ 9 อัณฑะปลาซีกเดียวที่พร้อมผสมพันธุ์ (running male)

ภาพที่ 10 ปลาซีกเดียวที่พร้อมผสมพันธุ์ (running male) จะมีน้ำเชื้อไหลออกมาเมื่อบีบบริเวณส่วนท้องเบาๆ

4.ความดกไข่

จำนวนไข่ของปลาซีกเดียวอยู่ในช่วง 38,063-192,630 ฟอง (เฉลี่ย 78,301+11,715 ฟอง) เมื่อคำนวณโดยเทียบกับน้ำหนักของแม่ปลา (relative fecundity) พบว่ามีค่าเฉลี่ยที่ 104.25+10.72 ฟอง/กรัม

ปัญหาและอุปสรรค

การรวบรวมปลาซีกเดียวจะใช้วิธีการจับด้วยอวนลอย ปลาที่ได้โดยส่วนใหญ่มีความบอบช้ำและตายในเวลาต่อมา พ่อแม่ปลาที่รวบรวมได้สามารถเลี้ยงได้นานที่สุดเพียง 5-6 วัน และเนื่องจากความบอบช้ำของแม่ปลาๆ จึงเกิดความเครียด การทดลองกระตุ้นการตกไข่โดยใช้ฮอร์โมนกระตุ้น 2 ครั้ง จึงไม่ได้ผลเนื่องจากแม่ปลาไม่ตอบสนองต่อฮอร์โมน (ภาพที่ 11)


ภาพที่ 11 การทดลองฉีดฮอร์โมนกระตุ้นการตกไข่ปลาซีกเดียวเพื่อการผสมเทียม

 

เอกสารอ้างอิง

                Fishbase. 2016. Species summary : Psettodes erumei. http://fishbase.org.

                Daniels, H. and W.O. Watanabe, (eds.). 2010. Practical Flatfish Culture and Stock

                Enhancement. United States Aquaculture Society, Oxford. 392 pp.

 

 

ที่มา : รายงานประจำปี 2558 สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง  หน้า 77 - 85

 



















2  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / ????พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า (22 พ.ย.64) เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2021, 10:16:16 AM
ฮืม?พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า (22 พ.ย.64) : บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงระลอกใหม่ประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมถึงเวียดนามตอนบนแล้ว คาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในวันนี้ (22 พ.ย. 64) ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝน/ฝนฟ้าคะนองบางแห่ง หลังจากนั้นอุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส และมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง ส่วนภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไปโดยอุณหภูมิจะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไว้ด้วย  สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้เริ่มมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้นในวันที่ 23 พ.ย. 64 โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร
ฮืม?พยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้า (22 - 28 พ.ย.64) : บริเวณความกดอากาศสูงกำลังค่อนข้างแรงระลอกใหม่จากประเทศจีน จะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยตอนบน มีอากาศเย็นลง โดยมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรงบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ    สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้บริเวณภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นกับมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้นด้วย โดยอ่าวไทยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ประชาชนบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือดูแลรักษาสุขภาพเนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลง และประชาชนที่อาศัยบริเวณพื้นที่เสี่ยงภัยในภาคใต้ ระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมในระยะนี้ไว้ด้วย และประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง
ฮืม?สถานการณ์แผ่นดินไหวในช่วง  21 ? 22 พ.ย.64 :ตรวจพบเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขนาด 2.3  ขนาด 2.1 และขนาด 3.1 มีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศเมียนมา ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยแต่อย่างใด



























3  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / สภาวะสัตว์น้ำรอบทะเลสาบสงขลา เดือนตุลาคม 2564 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2021, 09:22:45 AM
?หน้าน้ำ?เป็นคำที่ชาวประมงลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาใช้พูดกันในช่วงเริ่มต้นฤดูฝน ซึ่งจะตรงกับเดือนตุลาคมของทุกปี และในช่วงนี้ ฝูงกุ้งปลานานาพันธุ์ ต่างพากันแหวกว่ายตามน้ำกันมา ให้ชาวประมงได้จับกันอย่างหน้าชื่นตาบาน

 แต่ในเดือนตุลาคมปีนี้สัตว์น้ำหลายชนิดไม่ได้มาตามนัดเหมือนทุกๆปีที่ผ่านมา หรืออาจเป็นเพราะสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงทำให้ฤดูฝนปีนี้มาช้า ประกอบกับช่วงนี้ตลาดหลายแห่งปิดทำการชั่วคราวเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด19 ชาวประมงหลายพื้นที่ต้องลดการทำการประมงเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด แต่ในมุมกลับกันการลดปริมาณการจับสัตว์น้ำในช่วงหน้าฝนก็เป็นการเพิ่มปริมาณสัตว์น้ำให้มีจำนวนมากขึ้น เพราะช่วงนี้สัตว์น้ำหลายชนิดจะเริ่มวางไข่ ถ้าเราจับน้อยลงเชื่อเถอะครับปริมาณสัตว์น้ำในทะเลสาบสงขลาบ้านเราจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ส่วนปริมาณสัตว์น้ำในเดือนนี้เป็นอย่างไรกันบ้างเรามาติดตามสถานการณ์พร้อมๆกันเลยครับ.

โซนทะเลน้อย   ปลานิลดำ 68 กก. ปลาตะเพียนขาว 60 กก. ปลาช่อน 42 กก. ปลาหมอช้างเหยียบ 38 กก. ปลาสลาด 36 กก. ปลากระสูบขีด 33 กก. ปลาตาแดง 21 กก. ปลาบู่ทราย 11 กก. ปลาแขยงนวล 7 กก. ปลาไหล 7 กก. ปลากราย 3 กก. ปลากดเหลือง 3 กก.(ปริมาณสัตว์น้ำกิโลกรัมต่อวัน)

เกาะใหญ่และโซนทะเลหลวง   ปลาหัวแข็งหนวดอ่อน 1,145 กก. ปลามะลิ 720 กก. ปลานิลดำ 370 กก. กุ้งก้ามกราม 105 กก. ปลาดุกทะเล 99 กก. ปลาหัวอ่อนหนวดแข็ง 71 กก. ปลากระสูบขีด 30 กก. ปลาหมอช้างเหยียบ 23 กก. ปลาช่อน 20 กก. กุ้งกะต่อม 20 กก. ปลาตะเพียนขาว 20 กก. ปลาชะโด 11 กก. ปลากดเหลือง 10 กก. ปลากะพงหิน 7 กก. ปลาตะเพียนทราย 7 กก. ปลาไหล 5 กก. (ปริมาณสัตว์น้ำกิโลกรัมต่อวัน)

คูขุดปากพะยูนและเกาะใหญ่โซนทะเลสาบตอนใน  ปลานิลดำ 625 กก. ปลาดุกทะเล 315 กก. กุ้งกะต่อม 265 กก. กุ้งหัวมัน 250 กก. ปลาหัวแข็งหนวดอ่อน 135 กก. ปลาช่อน 115 กก. ปลากระสูบขีด 99 กก. กุ้งก้ามกราม 49 กก. ปลาหัวอ่อนหนวดแข็ง 45 กก. กุ้งตะกาดขาว 40 กก. ปลาชะโด 25 กก. ปลากระบอกดำ 21 กก. ปลามะลิ 20 กก. กุ้งตะกาด 20 กก. กุ้งกุลาดำ 17 กก. ปลาแขยงนวล 10 กก. ปลากดเหลือง 7 กก. (ปริมาณสัตว์น้ำกิโลกรัมต่อวัน)

โซนทะเลสาบตอนนอก    กุ้งตะกาดขาว 1,495 กก. กุ้งตะกาด 335 กก. ปลาดุกทะเล 121 กก. ปลากดขี้ลิง 115 กก. ปลาหัวแข็งหนวดอ่อน 77 กก. ปูม้า 58 กก. ปลาท่องเที่ยว 50 กก. กุ้งแชบ๊วย 49 กก. ปลากระเบน 32 กก. ปลาหัวอ่อนหนวดแข็ง 30 กก. ปลากระบอกดำ 23 กก. กุ้งขาว 22 กก. ปลาขี้จีน 20 กก. ปลาเห็ดโคน 17 กก. ปูดำ 16 กก. ปลาตะกรับ 8 กก. (ปริมาณสัตว์น้ำกิโลกรัมต่อวัน)

 

อำรัน  บังมึงสัน...รายงาน








4  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / รายงานปริมาณออกซิเจนบริเวณแหล่งเลี้ยงปลาในกระชัง ม.1, ม.2, ม.5, ม.7, ม.8 และ ม.9 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2021, 09:19:55 AM
5  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การประมง / Line Official Account ?จีเอพี กรมประมง? เมื่อ: ตุลาคม 26, 2021, 10:21:44 AM
เปิดตัวช่องทางการติดต่อสื่อสารใหม่ของหน่วยรับรอง กมป. กรมประมง Line Official Account ?จีเอพี กรมประมง?

เพื่อความสะดวกของเกษตรกรและผู้ประกอบการในการสืบค้นข้อมูลผู้ผลิตสัตว์น้ำที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมประมง และสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับมาตรฐานฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่หน่วยรับรอง กมป. ให้การรับรอง

โดยสามารถแอดผ่านลิงค์ https://lin.ee/NUAuw6R

6  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ / อิทธิพลของอุณหภูมิและแอมโมเนียต่อพฤติกรรมการกินอาหารและการเติบโตของปลาตะกรับ เมื่อ: กันยายน 22, 2021, 02:05:16 PM
อิทธิพลของอุณหภูมิและแอมโมเนียต่อพฤติกรรมการกินอาหารและการเติบโตของปลาตะกรับ

(Scatophagus argus  Linnaeus, 1766) ที่เลี้ยงในระบบน้ำหมุนเวียน

 เพ็ญศรี  เมืองเยาว์1* ปณิตา ชุมเชื้อ1 ไวทัศน์  หนูกล่ำ1 และนายยงยุทธ  ปรีดาลัมพะบุตร2

นายพุทธ  ส่องแสงจินดา2 นายจิระยุทธ รื่นศิริกุล

1ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 (สงขลา), กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง, กรมประมง

2 กองผู้เชี่ยวชาญ, กรมประมง

 รหัสทะเบียนวิจัย 63-1-0111-62070-06

 

ปลาตะกรับ Scatophagus argus (Linnaeus, 1766) เป็นปลาท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบสงขลา    (อังสุนีย์, 2539) มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ทั้งในตลาดปลาสวยงามและปลาเนื้อสำหรับนำมาบริโภค เนื่องจากเป็นปลาเนื้อขาวที่มีรสชาติดีทำให้นิยมนำมาบริโภคกันมากโดยมีราคาค่อนข้างสูงโดยเฉพาะปลาที่มี  ไข่แก่ ซึ่งจากการสอบถามชาวประมงเมื่อปี 2550 ทราบว่า มีราคาสูงถึง 300-400 บาทต่อกิโลกรัมศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 (สงขลา) ได้ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาตะกรับ  โดยวิธีผสมเทียม (จิระยุทธ และคณะ, 2551) และได้ปรับปรุงและพัฒนาเทคนิคในการเพาะพันธุ์อย่างต่อเนื่อง    อีกทั้งมีการถ่ายทอดความรู้และผลิตลูกพันธุ์เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรนำไปเลี้ยงเป็นปลาขนาดตลาด     ซึ่งนับวันมีความต้องการสูงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การศึกษาเพื่อพัฒนาการเลี้ยงให้มีการเติบโตเป็นปลาขนาดตลาดยังมีอยู่อย่างจำกัด ส่วนใหญ่เป็นการศึกษาทางด้านอาหาร เช่น มีรายงานการศึกษาการเจริญเติบโตและอัตรารอดของปลาตะกรับ(Scatophagus argus Linnaeus, 1766) ที่เลี้ยงด้วยอาหารสำเร็จรูปเสริมด้วยสาหร่ายไส้ไก่ (Ulva intestinalis Linnaeus, 1753) (เพ็ญศรี และคณะ, 2556) และการศึกษาผลของระดับโปรตีนและไขมันในอาหารผสมสำเร็จรูปต่อการเจริญเติบโตและอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อของปลาตะกรับ (Scatophagus argus  Linnaeus, 1766) (เพ็ญศรี และคณะ, 2559) การเจริญเติบโตของปลาตะกรับที่เลี้ยงด้วยอาหารชนิดแตกต่างกัน (เยาวนิตย์ และคณะ, 2547) หรือ การศึกษาศึกษาประเภทของอาหารต่อการเจริญเติบโตของปลาตะกรับ (มาวิทย์ และคณะ, 2547) จะเห็นว่าส่วนใหญ่เป็นการศึกษาเกี่ยวกับอาหาร  ที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงปลาตะกรับ ยังขาดข้อมูลเกี่ยวกับระบบ สิ่งแวดล้อมหรือการจัดการเลี้ยงที่เหมาะสม  ทำให้ผลการเลี้ยงไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ปลามีการเติบโตช้า ใช้ระยะเวลาเลี้ยงนานและไม่สามารถผลิตปลาตะกรับได้เพียงพอกับความต้องการของตลาดการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบน้ำหมุนเวียน (RAS: Recirculating Aquaculture System) เป็นระบบการผลิตสัตว์น้ำที่กำลังได้รับความนิยมมากทั่วโลกในปัจจุบัน (Al-Hafedh et al., 2003) ทั้งในยุโรป อเมริกา และสแกนดิเนเวีย เนื่องจาก RAS ทำให้สามารถเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับสัตว์น้ำชนิดนั้น ๆ โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อลดทอนข้อจำกัดเหล่านั้น ทำให้การใช้พื้นที่เกิดประโยชน์สูงสุด สามารถควบคุมปัจจัยการเลี้ยงทั้งภายนอกและภายในให้มีความสมดุลเหมาะสม เช่น สามารถจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับ สัตว์น้ำที่เลี้ยงและควบคุมคุณภาพน้ำให้เหมาะสมเมื่อมีการผลิตสัตว์น้ำด้วยความหนาแน่นสูง เพื่อให้มีความปลอดภัยด้านอาหารและสามารถปรับให้เข้ากับมาตรฐานการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกิดความยั่งยืน ลดข้อจำกัดในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเรื่องฤดูกาล มลพิษ และมลภาวะจากแหล่งเลี้ยงที่เสื่อมโทรม เช่น การเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังที่มีความเสี่ยงต่อความแปรปรวนของสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงสูง

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 (สงขลา) ได้ดำเนินการศึกษาและพัฒนาการเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบน้ำหมุนเวียนแบบปิดมาเป็นเวลามากกว่า 10 ปี โดยได้วิจัยเกี่ยวกับการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาทะเลและต่อมาได้วิจัยและพัฒนาการอนุบาลปลากะพงขาว และได้ทดลองเลี้ยงปลาขนาดตลาดโดยเลี้ยงในถังไฟเบอร์กลาส ขนาด 5 ลบ.ม. จนได้ผลผลิตสูงถึง 100 กก./ปริมาตรน้ำในถังเลี้ยง 1 ลบ.ม. ซึ่งการพัฒนารูปแบบของการผลิตสัตว์น้ำในระบบน้ำหมุนเวียน ที่ผ่านมาศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 (สงขลา) ได้พัฒนาขึ้นนั้น แสดงให้เห็นว่า สามารถใช้ระบบดังกล่าวเลี้ยงสัตว์น้ำได้ผลิตสูง มีโอกาสและความเป็นไปได้ในการนำระบบมาใช้พัฒนาการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบน้ำหมุนเวียนที่ผ่านมายังมีอัตราการเติบโตช้า และอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อมีค่าสูง ซึ่งการเติบโตของปลานั้นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน เป็นผลลัพธ์สุทธิของกระบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งทางกายภาพและพฤติกรรมของปลาหลายๆ กระบวนการ เริ่มตั้งแต่การกินอาหารเข้าไปจนสุดท้ายได้เป็นเนื้อที่เพิ่มขึ้นมา (Brett and Groves, 1979) ซึ่งในกระบวนการต่าง ๆ นั้น มีปัจจัยต่าง ๆ มาเกี่ยวข้องหลายปัจจัยด้วยกัน

สำหรับการนำระบบน้ำหมุนเวียนมาพัฒนาการเลี้ยงปลาตะกรับนั้น จำเป็นต้องมีการศึกษาถึงปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการกินอาหารและการเติบโต เนื่องจากปัจจุบันการเลี้ยงปลาตะกรับต้องใช้เวลานานกว่า 10 เดือนจึงได้ปลาขนาดตลาด ซึ่งการเลี้ยงในรูปแบบเดิมมีความเสี่ยงในเรื่องของปัจจัยสิ่งแวดล้อมและฤดูกาล โดยอุณหภูมิน้ำเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการกินอาหารของปลาโดยตรง เนื่องจากปลาเป็นสัตว์พวก poikilothermic ที่อุณหภูมิร่างกายและอัตราการเผาผลาญขึ้นอยู่กับอุณหภูมิน้ำ โดยมีรายงานว่า ปลากินอาหารเพิ่มขึ้นในฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูร้อนที่มีอุณหภูมิสูงขึ้น ขณะเดียวกันปลากินอาหารน้อยลงในช่วงฤดูหนาวที่มีอุณหภูมิลดลง   (Lall and Tibbetts, 2009) และสำหรับปริมาณแอมโมเนีย เป็นปัจจัยสำคัญมากที่ต้องควบคุมให้อยู่ในระดับ  ที่ปลอดภัยต่อต่อสัตว์น้ำ โดยเฉพาะการเลี้ยงสัตว์น้ำในระบบน้ำหมุนเวียนที่มีการหมุนเวียนน้ำเดิมกลับมาใช้โดย   ไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ อาจมีผลทำให้ปริมาณแอมโมเนียเพิ่มสูงขึ้นในบางช่วงของการเลี้ยง ซึ่งแอมโมเนียจะเป็นพิษต่อสัตว์น้ำแม้จะมีความเข้มข้นต่ำก็ตาม (Boyd and Tucker, 1998) จะทำให้สัตว์น้ำเกิดความเครียดและ  กินอาหารลดลง ส่งผลให้มีการเติบโตช้าลงตามไปด้วยดังนั้นการศึกษาถึงอิทธิพลของอุณหภูมิและแอมโมเนียต่อพฤติกรรมการกินอาหารของปลาตะกรับ จึงมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อที่จะพัฒนาการเลี้ยงปลาตะกรับในระบบน้ำหมุนเวียนให้มีการเติบโตที่ดี  ลดความเสี่ยงในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ลดระยะเวลาการเลี้ยง อันส่งผลต่อการลดต้นทุนการเลี้ยง อีกทั้งยังสามารถนำรูปแบบการเลี้ยงนี้ไปส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ต่อไปได้

 

วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษาผลของอุณหภูมิต่อการกินอาหารและการเติบโตของปลาตะกรับที่เลี้ยงในระบบน้ำหมุนเวียน
เพื่อศึกษาผลของแอมโมเนียต่อการกินอาหารและการเติบโตของปลาตะกรับที่เลี้ยงในระบบน้ำหมุนเวียน
เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการกินอาหาร การเติบโต ต้นทุนค่าอาหาร และผลตอบแทนของการเลี้ยงปลาตะกรับในระบบน้ำหมุนเวียนที่มีการจัดการแตกต่างกัน 2 รูปแบบ
 

วิธีดำเนินการ
สถานที่ดำเนินการวิจัย
   ดำเนินการทดลองที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

        2.การดำเนินการวิจัย

การศึกษาอิทธิพลของอุณหภูมิต่อการกินอาหารของปลาตะกรับ
           วางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด (Completely Randomized Design : CRD) แบ่งการทดลองออกเป็น 4 ชุดการทดลอง โดยทดสอบการกินอาหารของปลาตะกรับที่เลี้ยงในน้ำอุณหภูมิต่างกัน   4 ระดับ คือ 26, 28, 30 และ 32 องศาเซลเซียส แต่ละชุดการทดลองมี 3 ซ้ำ (Replication) ดังนี้

                       ชุดการทดลองที่ 1 : อุณหภูมิน้ำ 26 องศาเซลเซียส

                       ชุดการทดลองที่ 2 : อุณหภูมิน้ำ 28 องศาเซลเซียส

                       ชุดการทดลองที่ 3 : อุณหภูมิน้ำ 30 องศาเซลเซียส

                       ชุดการทดลองที่ 4 : อุณหภูมิน้ำ 32 องศาเซลเซียส

ทดสอบการกินอาหารของปลาตะกรับตามแผนการทดลอง โดยทดสอบในปลาตะกรับ       3 ขนาด ได้แก่ ขนาดเล็ก (ความยาว 1-2 ซม.) ขนาดกลาง (ความยาว 4-5 ซม.) และขนาดใหญ่ (ความยาว 7-8 ซม.) โดยใช้ตู้กระจกเป็นหน่วยทดลอง

          โดยปล่อยปลาตะกรับในตู้กระจก จำนวน 10 ตัวต่อตู้ ให้ปลาปรับสภาพและคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมเป็นเวลา 24 ชม. จากนั้นจึงให้อาหารสำเร็จรูปวันละ 3 ครั้ง ในเวลา 8.00, 12.00 และ 16.00 น. โดยให้กินจนอิ่ม ทดสอบการกินอาหารเป็นเวลา 5 วัน

บันทึกปริมาณอาหารที่กินแต่ละวัน เมื่อสิ้นสุดการทดลอง ชั่งน้ำหนักปลาทั้งหมดและบันทึกจำนวนปลาที่เหลือ คำนวณอัตราการกินอาหารต่อวัน น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและอัตราการรอดตาย

การศึกษาอิทธิพลของแอมโมเนียต่อการกินอาหารของปลาตะกรับ
                       วางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด (Completely Randomized Design : CRD) แบ่งการทดลองออกเป็น 4 ชุดการทดลอง โดยทดสอบการกินอาหารของปลาตะกรับที่เลี้ยงในน้ำที่มีความเข้มข้นของแอมโมเนียต่างกัน 4 ระดับ คือ 0, 1, 2 และ 3 มก./ล. แต่ละชุดการทดลองมี 3 ซ้ำ (Replication) ดังนี้

                       ชุดการทดลองที่ 1 : แอมโมเนีย 0 มก./ล.

                       ชุดการทดลองที่ 2 : แอมโมเนีย 1 มก./ล.

                       ชุดการทดลองที่ 3 : แอมโมเนีย 2 มก./ล.

                       ชุดการทดลองที่ 4 : แอมโมเนีย 3 มก./ล.

ทดสอบการกินอาหารของปลาตะกรับตามแผนการทดลอง โดยทดสอบในปลาตะกรับ        3 ขนาด และเก็บข้อมูลเช่นเดียวกับการทดสอบในข้อ 2.1

ศึกษาการกินอาหาร การเติบโต ต้นทุนค่าอาหาร และผลตอบแทนของการเลี้ยงปลาตะกรับ 2 รูปแบบในระบบน้ำหมุนเวียน โดยแบ่งเป็น 2 ชุดการทดลอง ๆ ละ 3 ซ้ำ ดังนี้
                       ชุดการทดลองที่ 1 : เลี้ยงปลาตะกรับในระบบน้ำหมุนเวียนในสภาวะปกติ

                       ชุดการทดลองที่ 2 : เลี้ยงปลาตะกรับในระบบน้ำหมุนเวียนในสภาวะที่มีการจัดการอุณหภูมิและปริมาณแอมโมเนียให้อยู่ในระดับที่ปลามีการกินอาหารดีที่สุด (ใช้ผลจากการทดสอบในข้อ 2.1 และ 2.2)

                       เลี้ยงปลาตะกรับขนาดเริ่มต้นความยาว 2-3 ซม. น้ำหนักเริ่มต้นประมาณ  1.0 - 2.0 กรัม โดยให้อาหารสำเร็จรูปวันละ 3 ครั้ง ในเวลา 8.00, 12.00 และ 16.00 น. ให้กินจนอิ่ม จนปลาได้ขนาดตลาด (น้ำหนัก 100 - 200 กรัม)

วัดการเติบโตโดยชั่งน้ำหนักเดือนละ 1 ครั้ง และบันทึกจำนวนปลา เก็บข้อมูลปริมาณอาหารที่กินจริง วัดคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงทุกวัน ได้แก่ วัดความเค็มของน้ำด้วยเครื่องวัดความเค็ม            (Salino- refractometer ยี่ห้อ ATAGO) วัดอุณหภูมิน้ำและปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำด้วยเครื่อง          DO meter ยี่ห้อ YSI รุ่น 57 และ วัดความเป็นกรด-ด่างของน้ำด้วยเครื่อง pH meter ยี่ห้อ WTW รุ่น Multiline P4 วิเคราะห์ความเป็นด่าง (Alkalinity) ด้วยวิธี Potentiometric titration (APHA, 1985) วิเคราะห์ปริมาณแอมโมเนียรวม  ด้วยวิธี Modified indo-phenol blue (Sasaki and Sawada, 1980) และไนไตรท์ ด้วยวิธี Diazotization (Bendschneider and Robinson, 1952)

การเตรียมลูกปลาตะกรับ
         ลูกปลาที่ได้จากการผสมเทียมตามวิธีการของ จิระยุทธ และคณะ (2551) และอนุบาลตามวิธีการของ จิระยุทธ และคณะ (2552) ที่โรงเพาะพันธุ์ปลาของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา) จนลูกปลาอายุ 30 วัน มีน้ำหนักเฉลี่ยเริ่มต้นประมาณ 0.5 - 1.0 กรัม นำมาฝึกให้กินอาหารสำเร็จรูป (โปรตีนไม่น้อยกว่า 40%) จนปลากินอาหารสำเร็จรูปได้ทุกตัว และมีขนาดที่ต้องการตามแผนการทดลองจึงนำไปทดลอง

การคำนวณผลและวิเคราะห์ข้อมูล
คำนวณอัตราการเติบโตจำเพาะ (% น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น/วัน) ตามสมการ ดังนี้
= 100 x [ln น้ำหนักสุดท้าย (กรัม) ? ln น้ำหนักเริ่มต้น (กรัม)] / วัน

คำนวณอัตราการกินอาหาร (กรัม/ตัว/วัน)
= ปริมาณอาหารที่กินทั้งหมด (กรัม) / (จำนวนปลา ? จำนวนวันที่เลี้ยง)

คำนวณอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (FCR)
= ปริมาณอาหารที่กินทั้งหมด (กรัม) / น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น (กรัม)

คำนวณอัตราการรอดตาย
= (จำนวนปลาเมื่อสิ้นสุดการทดลอง / จำนวนปลาเมื่อเริ่มต้นการทดลอง) ? 100

วิเคราะห์สหสัมพันธ์ (Correlation) ของตัวแปรต่าง ๆ ได้แก่ ปริมาณการกินอาหารและอุณหภูมิ แอมโมเนีย โดยใช้โปรแกรม SPSS Version 17.0
วิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของอัตราการเติบโตจำเพาะ อัตราการกินอาหารต่อวัน อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ และ อัตรารอดตายของปลาตะกรับแต่ละชุดการทดลอง ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (Analysis of variance : One way ANOVA)  และเปรียบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Duncan?s New Multiple Range Test และ Sample T-Test ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ด้วยโปรแกรม SPSS for window Version 1

ความก้าวหน้าของงานวิจัย

เก็บข้อมูลการทดลองย่อยเรื่องที่ 1 : อิทธิพลของแอมโมเนียต่อการกินอาหารของปลาตะกรับ  โดยทดสอบการกินอาหารของปลาตะกรับที่เลี้ยงในน้ำที่มีความเข้มข้นของแอมโมเนียต่างกัน 4 ระดับ คือ 0, 1, 2 และ 3 มก./ล เสร็จสิ้น อยู่ระหว่างการคำนวณผล และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ โดยมีผลการทดลองบางส่วน ดังนี้




2.เก็บข้อมูลการทดลองย่อยเรื่องที่ 2 : อิทธิพลของอุณหภูมิต่อการกินอาหารของปลาตะกรับ โดยทดสอบการกินอาหารของปลาตะกรับที่เลี้ยงในน้ำอุณหภูมิต่างกัน 4 ระดับ คือ 26, 28, 30 และ 32 องศาเซลเซียส เสร็จสิ้น อยู่ระหว่างการคำนวณผล และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้ โดยมีผลการทดลองบางส่วน ดังนี้

เก็บข้อมูลการทดลองย่อยเรื่องที่ 3 : ศึกษาการกินอาหาร การเติบโต ต้นทุนค่าอาหาร และผลตอบแทนของการเลี้ยงปลาตะกรับในระบบน้ำหมุนเวียน ในสภาวะที่มีการจัดการอุณหภูมิและปริมาณแอมโมเนียให้อยู่ในระดับที่ปลามีการกินอาหารดีที่สุด เปรียบเทียบกับการเลี้ยงในสภาวะปกติ เสร็จสิ้น อยู่ระหว่างการคำนวณผล และวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้





ที่มา : รายงานประจำปี 2563 สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง  หน้า 23 - 33

7  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / รายงานปริมาณฝนสถานี 24 ชม. บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออก ประจำวันที่ 22 กันยายน 2564 เมื่อ: กันยายน 22, 2021, 11:00:57 AM
8  คอมพิวเตอร์ไอที / คอมพิวเตอร์อัพเดท / คีย์ลัดที่หลายท่านไม่เคยรู้ เมื่อ: กันยายน 22, 2021, 10:58:02 AM


 Ctrl + a - เลือกทุกอย่าง
 Ctrl + B - ตัวหนา
 Ctrl + c - คัดลอก
 Ctrl + d - เติม
 Ctrl + f - ค้นหา
 Ctrl + G - อ้วน
 Ctrl + h - แทนที่
 Ctrl + I - ตัวเอียง
 Ctrl + k - แทรกลิงก์ไฮเปอร์เท็กซ์
 Ctrl + n - ตู้เก็บเอกสารใหม่
 Ctrl + o - เปิด
 Ctrl + P - พิมพ์
 Ctrl + r - ไม่มีอะไรด้านขวา
 Ctrl + s - บันทึก
 Ctrl + u - ขีดเส้นใต้
 Ctrl + V - Coller
 Ctrl w - ปิด
 Ctrl + x - ตัด
 Ctrl + y - ทำซ้ำ
 Ctrl + z - ยกเลิก
 F1 - ผู้ช่วย
 F2 - ?dition
 F3 - วางชื่อ
 F4 - ทำซ้ำการกระทำล่าสุด
 F4 - เมื่อเข้าสู่สูตรให้สลับระหว่างการอ้างอิงแบบสัมบูรณ์ / การอ้างอิงแบบสัมพัทธ์
 F5 - ข้ามไป
 F6 - บานหน้าต่างถัดไป
 F7 - ตรวจสอบการสะกด
 F8 - การขยายตัวของแฟชั่น
 F9 - คำนวณการยึดประสานใหม่ทั้งหมด
 F10 - เปิดใช้งาน Menubar
 F11 - กราฟิกใหม่
 F12 - บันทึกใต้
 Ctrl +: - แทรกเวลาปัจจุบัน
 Ctrl +;  - ใส่วันที่ปัจจุบัน
 Ctrl + "- คัดลอกค่าของเซลล์ด้านบน
 Ctrl + -copy สูตรจากเซลล์ด้านบน
 อัปเดต - การปรับความล่าช้าสำหรับฟังก์ชั่นเพิ่มเติมในเมนู excel
 Shift + F1 - มันคืออะไร
 Shift + f2 - แก้ไขความคิดเห็นของเซลล์
 Shift + F3 - Coller la fonction และสูตร
 Shift + F4 - Rechercher Suivant
 Shift + F5 - ค้นหา
 อัปเดต + f6 - แผงก่อนหน้า
 Shift + f8 - เพิ่มไปยังส่วนที่เลือก
 Shift + F9 - คำนวณแผ่นงานที่ใช้งานอยู่
 Shift + f10 - แสดงเมนูตามบริบท
 Shift + f11 - แผ่นการคำนวณใหม่
 Shift + f12 - บันทึก
 Ctrl + f3 - กำหนดชื่อ
 Ctrl + f4 - ปิด
 Ctrl + F5 - XL ขนาดของหน้าต่างการคืนค่า
 Ctrl + F6 - หน้าต่างของแฟ้มประสานต่อไปนี้
 Maj + Ctrl + F6 - ภาษาฝรั่งเศสเริ่มต้น
 Ctrl + f7 - ย้ายหน้าต่าง
 Ctrl + f8 - หน้าต่างปรับขนาด
 Ctrl + f9 - ย่อแฟ้มประสาน
 Ctrl + f10 - หน้าต่างขยายใหญ่สุดหรือเรียกคืน
 Ctrl + F11 - แทรกใบไม้แมโคร 4.0
 Ctrl + f1 - เปิดไฟล์
 Alt + F1 - แทรกแผนภูมิ
 Alt + F2 - บันทึกใต้
 Alt + F4 - ออก
 Alt + f8 - กล่องโต้ตอบแมโคร
 Alt + F11 - ตัวแก้ไข Visual Basic
 Ctrl + shift + F3 - สร้างชื่อโดยใช้ชื่อของป้ายชื่อบรรทัดและคอลัมน์
 Ctrl + update + f6 - หน้าต่างก่อนหน้า
 Ctrl + update + F12 - พิมพ์
 Alt + update + f1 - แผ่นการคำนวณใหม่
 Alt + update + F2 - บันทึก
 Alt + = - บันทึกอัตโนมัติ
 Ctrl + `- Valeur de basculement / affichage de la formule
 Ctrl + Shift + A - Ins?rez les noms d'arguments และสูตร
 Alt + Arrow down - รายการแสดงผลอัตโนมัติ
 Alt + กล่องโต้ตอบรูปแบบ
 Ctrl + shift + ~ - รูปแบบทั่วไป
 Ctrl + Shift +!  - รูปแบบจุลภาค
 Ctrl + shift + @ - รูปแบบเวลา
 Ctrl + shift + # - รูปแบบวันที่
 Ctrl + shift + $ - รูปแบบคำขวัญ
 Ctrl + shift +% - รูปแบบเปอร์เซ็นต์
 Ctrl + shift + ^ - รูปแบบเอ็กซ์โปเนนเชียล
 Ctrl + shift + & - วางขอบของรูปร่างรอบ ๆ เซลล์ที่เลือก
 Ctrl + update + _ - ลบขอบของรูปร่าง
 Ctrl + shift + * - เลือกภูมิภาคปัจจุบัน
 Ctrl ++ - แทรก
 Ctrl + - - ลบ
 Ctrl + รูปแบบ 1 ของกล่องโต้ตอบของเซลล์
 Ctrl + 2 - ตัวหนา
 Ctrl + 3 - อิตาลิค
 Ctrl + 4 ขีดเส้นใต้
 Ctrl + 5 - Strikethrough
 Ctrl + 6- แสดง / ซ่อนวัตถุ
 Ctrl + 7-show / hide แถบเครื่องมือมาตรฐาน
 Ctrl + 8 - สลับสัญลักษณ์เค้าร่าง
 Ctrl + 9- ซ่อนบรรทัด
 Ctrl + 0- ซ่อนคอลัมน์
 Ctrl + shift + (- แสดงบรรทัด
 Ctrl + update +) - แสดงคอลัมน์
 Alt ou F10 - เมนู Activer le
 Ctrl + แท็บ - ในแถบเครื่องมือ: แถบเครื่องมือถัดไป
 Shift + CTRL + แท็บ - ในแถบเครื่องมือ: แถบเครื่องมือก่อนหน้า
 Ctrl + แท็บ - ในเครื่องผูก: เปิดตู้เก็บเอกสารถัดไป
 Shift + CTRL + แท็บ - ในตู้เก็บเอกสาร: เปิดใช้งานตู้ก่อนหน้า
 แท็บ - เครื่องมือต่อไปนี้
 Shift + tab - เครื่องมือก่อนหน้า
 เข้ามา - ทำการสั่งซื้อ
 Shift + Ctrl + F - แสดงรายการนโยบายตำรวจ
 Shift + CTRL + F + f - แท็บแบบอักษรของกล่องโต้ตอบแบบอักษร
 อัปเดต + CTRL + p - ขนาดรายการแบบหล่นลง
 ศูนย์อ้างอิงการอ้างอิงของศูนย์
cr.paiboon mondaiwongse
9  คอมพิวเตอร์ไอที / คอมพิวเตอร์อัพเดท / ส่อง 6 เทรนด์เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในปี 2564 ที่ทุกคนต้องเรียนรู้และอยู่กับมันไป เมื่อ: กันยายน 22, 2021, 10:55:24 AM


ส่อง 6 เทรนด์เทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในปี 2564 ที่ทุกคนต้องเรียนรู้และอยู่กับมันไปตลอด
1.5G และ Wi-Fi 6 ระบบการเชื่อมต่อช่วยลดช่องว่างดิจิทัล
ทุกวันนี้ประชากรโลกราวครึ่งหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ จึงขาดโอกาสทางการศึกษา
ธุรกิจ และการรักษาพยาบาล และในเกือบทุกประเทศปัญหาช่องว่างดิจิทัล (Digital Divide) ส่งผลกระทบ
อย่างมากต่อผู้คนในชนบทและผู้ยากไร้ เทคโนโลยีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไร้สาย รวมถึง 5G และ Wi-Fi 6 จะ
ช่วยลดปัญหาช่องว่างดิจิทัลลงได้ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานด้านแบนด์วิธ ความเร็ว การ
หน่วงเวลา และเข้าถึงพื้นที่ที่การเชื่อมต่อด้วยสาย Fiber มีค่าใช้จ่ายสูงมาก
ช่วยให้บุคลากรที่ทำงานนอกสถานที่ บริษัทที่ต้องการใช้ระบบทำงานที่บ้าน (Work from Home) บริการ
สาธารณสุขทางไกล ภาคการผลิต และการศึกษา จะได้รับประโยชน์อย่างถ้วนหน้าจากระบบไร้สายรุ่นใหม่นี้เชื่อว่าการเชื่อมต่อไร้สายที่มีอยู่ในทุกๆ ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดช่องว่างดิจิทัล เนื่องจากเทคโนโลยี
ใหม่นี้จะช่วยกระตุ้นการเติบโต การสร้างสรรค์นวัตกรรม และมอบโอกาสให้แก่ผู้คนนับล้านที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม
2. เซ็นเซอร์(Sensor) จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง
นอกจากเรื่องของ Internet of Things (IoT) แล้ว ยังมีเทคโนโลยีอื่นที่เข้ามาช่วยให้ IoT สามารถทำงานได้จริง ทั้ง เทคโนโลยีเครือข่ายขั้นสูง ระบบไร้สาย เทคโนโลยี AI เป็นต้น แต่ทั้งหมดจะต้องทำงานผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า?เซ็นเซอร์ (Sensor)? ซึ่งจะช่วยให้สามารถสื่อสารระหว่างเครื่องจักรต่างๆ และผู้คนทั่วโลกในรูปแบบที่แปลกใหม่ สถานที่ทำงานคือตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เซ็นเซอร์จะช่วยให้องค์กรสามารถจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการ
ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และปลอดภัยต่อสุขภาพ เมื่อผนวกรวมเข้ากับ Wi-Fi และเทคโนโลยีการระบุ
ตำแหน่งที่ตั้ง และเชื่อมโยงเข้ากับแพลตฟอร์มสำหรับการทำงานร่วมกัน จะสามารถระบุพื้นที่ที่มีคนหนาแน่น
มากเกินไป หรือพื้นที่ที่มีการใช้งานน้อยเกินไป ทั้งยังสามารถตรวจสอบควบคุมสภาวะต่างๆ เช่น อุณหภูมิห้อง
ความชื้น คุณภาพของอากาศ และแสงสว่าง อย่างไรก็ดี เซ็นเซอร์ยังสามารถใช้งานได้หลากหลาย เช่น เซ็นเซอร์ที่ใช้ในการแข่งกีฬาจะแจ้งเตือนเกี่ยวกับการชนกระแทกของนักกีฬา เซ็นเซอร์ตรวจจับความเหนื่อยล้าของพนักงานที่อาจเป็นอันตราย ข้อมูลทั้งหมดนี้
จะถูกเก็บรวบรวมและแปรเปลี่ยนเป็นข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ โดย AI จะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในการรายงานข้อมูลเหล่านี้เพื่อช่วยให้ตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น
3. ระบบรักษาความปลอดภัยที่มั่นคงแต่ใช้งานง่าย
Cloud กลายเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากต่อธุรกิจในปัจจุบัน ช่วยให้สามารถทำงานได้อย่างคล่องตัวโดยเฉพาะ
ในช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา แต่เพราะจำเป็นต้องใช้งานอย่างกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ รวมถึงการเข้า
ระบบ Cloud ผ่านอุปกรณ์มากมาย ส่งผลให้ปล่อยปละละเลยขาดการดูแลเรื่องระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ ระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจรที่ทำงานโดยอัตโนมัติ ที่ช่วยให่ง่ายต่อการใช้งานและ
สามารถตรวจสอบภัยคุกคามได้ จึงกลายเป็นเทรนด์เทคโนโลยีที่สำคัญของธุรกิจอนาคต โดยรายงานด้านความ
ปลอดภัยประจำปี 2564 (2021 Security Outcomes Study) ของ Cisco ชี้ว่า การบูรณาการด้านเทคโนโลยี
อย่างเหมาะสมคือปัจจัยสำคัญที่สุดต่อความสำเร็จขององค์กร
หนึ่งในความท้าทายที่สำคัญที่สุดในเรื่องการรักษาความปลอดภัยคือ การรู้ว่าอะไรคือปัญหาที่เกิดขึ้นจริงและ
อะไรคือภัยคุกคามที่มีความซับซ้อน แนวทาง Zero Trust คือแนวทางที่เน้นการตรวจสอบทุกสิ่ง รวมถึงผู้ใช้
ทุกคน ก่อนที่จะอนุญาตให้เข้าสู่ระบบ เพื่อให้แน่ใจว่ามีการใช้งานเฉพาะผู้ใช้หรืออุปกรณ์ที่ได้รับอนุญาต
เท่านั้น โดยพบว่ากว่า 39% ต้องการปฏิบัติตามแนวทาง Zero Trust ขณะที่ 38% กำลังดำเนินการอยู่ และ
หนึ่งในระบบรักษาความปลอดภัยที่ปลอดภัยที่นิยมใช้อย่างมากในองค์กรต่างๆ คือ ไบโอเมตริก (Biometrics)
4. ค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีคิดอัตราตามการใช้งานจริง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา องค์กรต่างๆ ได้ลงทุนติดตั้งโซลูชันเทคโนโลยีเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลง
(Disruption) ที่ใช้ได้กับทุกองค์กร (One Size Fits All) ซึ่งนั่นหมายความว่าองค์กรต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับฟีเจอร์บางอย่างที่ผู้ใช้อาจไม่ได้ใช้งานเลยในความเป็นจริง แต่ปัจจุบันซอฟต์แวร์ในรูปแบบบริการ (Software
as a Service ? SaaS) ช่วยให้องค์กรเสียค่าใช้จ่ายเฉพาะในส่วนของฟีเจอร์และเทคโนโลยีที่ตนเองต้องการใช้งานในขณะนั้น และมีทางเลือกที่จะขยายไปสู่บริการอื่นๆ ได้อย่างรวดเร็วและคล่องตัวเมื่อถึงคราวจำเป็น รูปแบบการใช้งานจะยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีฟีเจอร์และความสามารถ
ต่างๆ ที่พร้อมใช้งานผ่านทางซอฟต์แวร์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งในองค์กรหรือใน
ระบบคลาวด์ ความยืดหยุ่นและการประหยัดค่าใช้จ่ายที่เป็นผลมาจากรูปแบบการคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งาน
จริงนับเป็นประโยชน์อย่างมากต่อองค์กรการเปลี่ยนแปลงไปสู่รูปแบบการคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง ซึ่งจะช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถคาดการณ์ค่าใช้จ่ายและจัดการงบประมาณด้านไอทีได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น โดยรายงานการสำรวจความคิดเห็นของ
ผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศและผู้บริหารฝ่ายไอที พบว่า 85% ของผู้บริหารฝ่ายสารสนเทศ (CIO) และผู้บริหารฝ่ายไอที เห็นว่าการจ่ายตามการใช้งานจริงมีความสำคัญต่อองค์กรธุรกิจ
5. Application กุญแจสู่อนาคต ช่วยให้คล่องตัวและยืดหยุ่น
แม้ว่าในช่วงระยะแรกของการแพร่ระบาด องค์กรต่างๆ ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ ระบบคลาวด์กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัว แต่ในเวลา
ต่อมา แอปพลิเคชันจะกลายเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ แต่กลับมีการใช้งานอย่างกระจัดกระจาย ส่งผลให้ต้องรองรับปริมาณการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน สำหรับในอนาคต ทีมงานฝ่ายไอทีจะต้องทำงานหนักมากขึ้น โดยจะต้องการความคล่องตัวเพิ่มขึ้นและระบบ
การตรวจสอบที่ดีขึ้น เพื่อช่วยให้สามารถตรวจสอบเฉพาะข้อมูลหรือข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญ รวมถึงระบบงาน
อัตโนมัติจะมีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการเติบโตของธุรกิจในอนาคต รวมถึงการเสริมสร้างขีดความสามารถ
ด้านการแข่งขันและความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน
6. พัฒนาการให้บริการสู่การสร้างความพึงพอใจ
ทุกวันนี้ Mobile Application รองรับการทำกิจกรรมแทบทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นช้อปปิ้ง โอนถอนเติมจ่าย
การเรียน คลายหิวหรือการดูแลสุขภาพ แถมยังช่วยเกาะติดสถานการณ์การแพร่ระบาดได้อีกด้วย นอกจากนั้น
ยังช่วยให้ภาครัฐและเอกชนสามารถเชื่อมต่อระบบเข้าด้วยกัน และทำความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ใช้ในรูปแบบที่ไม่
เคยทำได้มาก่อน
แน่นอนว่าหลายธุรกิจส่วนใหญ่เริ่มดำเนินการบนแอปพลิเคชัน การใช้งานแอปพลิเคชันอย่างเหมาะสมจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้าและผู้ใช้งาน อีกทั้งยังช่วยให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้
อย่างทันท่วงที สิ่งสำคัญธุรกิจจะต้องแปลงข้อมูลแบบเรียลไทม์ให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้งานได้ในทางปฏิบัติ และจะต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว

10  คอมพิวเตอร์ไอที / คอมพิวเตอร์อัพเดท / Microsoft rolls out first test build of Windows 11 เมื่อ: กันยายน 22, 2021, 10:53:59 AM

ต้องบอกก่อนว่าสำหรับ Build 22000.51 ยังไม่มีครบทุกฟีเจอร์ที่ทาง Microsoft ประกาศเมื่อวันที่ 24 ที่ผ่านมา แต่หน้าตาหลักๆมีการอัปเดต Store App, หน้าตา Office UI, Taskbar, layout, Settings รวมถึง Widget ที่นำไปสู่ MSN Weather, News, To do list และ Photo จาก OneDrive ได้ แต่แม้ว่าจะลงเวอร์ชันนี้ได้แต่ Microsoft ก็ไม่การันตีว่าจะสามารถลงเวอร์ชันจริงได้หรือไม่ ซึ่งยังน่าสับสนเรื่อง Requirement หลายอย่าง ต้องรอดูกันต่อไปอีกสักพักอีกสักระยะถึงความเป็นไปของ Windows 11 และอนาคตของ Windows 10 ครับ

ผู้สนใจทดลอง Windows 11 สามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองได้ที่ https://insider.windows.com/

ผู้ที่สนใจฟีเจอร์ใหม่ๆ เราได้อัปเดตไฮไลต์สำคัญไปแล้วที่ https://www.techtalkthai.com/10-new-features-in-windows-11/

ที่มา :https://www.zdnet.com/article/microsoft-rolls-out-first-test-build-of-windows-11/?fbclid=IwAR37SZYoWD_dsLn3NsidiXBolbEAcE11zZpDBv2L44S-uKmFYuHNwOpVw9g
11  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ / ปลาตะกรับ สัตว์น้ำเศรษฐกิจ เมนูเด็ดยอดฮิตขึ้นภัตตาคาร เพาะเลี้ยงง่าย เมื่อ: สิงหาคม 05, 2021, 02:17:53 PM

ปลาตะกรับหรือปลาขี้ตัง เป็นปลาเศรษฐกิจที่อาศัยอยู่ได้ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม รูปร่างลักษณะลำตัวป้อมสั้น เกล็ดเล็ก ครีบหลังยาว  มีจุดสีดำเทากลมกระจายอยู่ทั่วลำตัวคล้ายเสือดาว รูปร่างแบนข้างรูปสี่เหลี่ยมคล้ายปลาผีเสื้อ เป็นปลาที่กินทั้งพืชและสัตว์ เช่น ลูกกุ้ง ลูกปลา  สัตว์หน้าดิน แพลงก์ตอนและสาหร่ายรวมถึงซากเน่าเปื่อยเป็นอาหาร

ปลาตะกรับจะพบอยู่บริเวณภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณปากแม่น้ำ  นากุ้งและชายฝั่งทะเลสาบสงขลา สามารถพบได้ตลอดทั้งปี ทำให้เป็นที่น่าสนใจว่า ปลาชนิดนี้สามารถอาศัยอยู่ได้ในช่วงความเค็มกว้าง

ปลาตะกรับ เป็นปลาที่นิยมตกเป็นเกมกีฬาและรับประทาน ซึ่งเป็นอาหารที่นิยมอย่างมากโดยเฉพาะในภาคใต้ คือ แกงส้มปลาตะกรับ จะเป็นอาหารเมนูเด็ดตามร้านอาหารและภัตตาคารที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง ซึ่งถ้าหากใครที่จะรับประทานปลาชนิดนี้ต้องไปแต่เนิ่นๆ เพื่อรีบสั่งแกงส้มปลาตะกรับ หรือปลาขี้ตัง เพราะหากไปช้าจะถูกจองหมด เพราะว่านอกจากคนไทยแล้วปลาตะกรับยังเป็นปลายอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาว ฟิลิปปินส์ ใต้หวัน และอีกหลายๆ ประเทศที่มาเที่ยวอีกด้วย

คุณฝารี่ดา สันสาคร หนึ่งในเกษตรกรที่เข้าอบรมการเพาะเลี้ยงปลาตะกรับของกรมประมง ได้นำความรู้จากการฝึกอบรมมาทดลองเลี้ยงจริงในพื้นที่บ่อกุ้งร้าง ซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ตำบลเกาะหมาก อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง

คุณฝารี่ดา เล่าว่า ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบเลี้ยงปลาอยู่แล้ว ขณะที่รับบทบาทเป็นแม่บ้านอยู่นั้นก็ประกอบอาชีพเพาะเลี้ยงปลาควบคู่กันไปด้วย โดยปี 2548  เริ่มเพาะเลี้ยงปลา กระพงขาว

?ตอนนั้น ความต้องการปลากระพงขาวในตลาดมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราเห็นว่ามีตลาดรองรับ จึงนำมาทดลองเลี้ยง เลี้ยงอยู่ได้ระยะหนึ่งปลากระพงก็เริ่มมีคนหันมาเพาะเลี้ยงเพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคาขายถูกลง จึงหันไปมองหาปลาชนิดอื่นที่ยังไม่มีคนเลี้ยงมาเสริม ซึ่งในช่วงนั้น ปลาตะกรับ หรือ ปลาขี้ตัง เป็นปลาชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่น้อยไปกว่าปลากระพงขาว มีราคาชื้อขายกิโลกรัมละ 300-400 บาท จึงนำเข้ามาทดลองเลี้ยงควบคู่กันไป?

?เริ่มเลี้ยงครั้งแรก 1,000 ตัว ปล่อยลงไปในกระชัง ขนาด 4?4 เมตร ตลอดการเพาะเลี้ยงก็ทำการศึกษาดูว่าปลาชนิดนี้ เป็นอย่างไร กินอะไรเป็นอาหาร จนทำให้ทราบว่าตามธรรมชาติแล้วปลาตะกรับเป็นปลากินทั้งพืชและสัตว์ ขึ้นอยู่ที่ว่าจะให้กินอะไรก่อนหลัง และสิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญ คือ ปลาชนิดนี้จะสามารถเจริญเติบโตได้ดีในน้ำกร่อย?

ในระหว่างที่ทดลองเลี้ยงรุ่นแรก เริ่มมีปลาตายบ้างเพราะยังไม่รู้ว่าจะให้กินอะไร แต่หากนำเทียบกับปลาอื่นๆแล้วอัตราการรอดยังสูงกว่าปลาที่เคยทดลองเลี้ยงมา เนื่องเป็นปลาที่มีความต้านทานโรคที่สูง สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้

หลังจากที่ลองผิดลองถูกมาระยะหนึ่ง ก็ได้สูตรการเลี้ยงที่ลงตัว จึงเริ่มขยายการเลี้ยงเพิ่มขึ้น จากเลี้ยงในทะเลก็ปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงในบ่อกุ้งแทน เพราะเนื่องจากการเลี้ยงในบ่อสามารถควบคุมคุณภาพน้ำ อาหาร ตลอดจนการจับจำหน่ายง่ายกว่าการเลี้ยงในท้องทะเล ที่สำคัญอยู่ใกล้บ้านสามารถดูแลได้มากกว่า

การเลี้ยงปลาตะกรับในบ่อกุ้งสามารถทำได้ 2 แบบ คือ ปล่อยเลี้ยงในบ่อกุ้ง และ การเลี้ยงในกระชังขึงกางในบ่อ ซึ่งรูปแบบที่ได้รับความนิยมและทำกันอยู่ในตอนนี้คือ การเลี้ยงในกระชังขึงกางในบ่อกุ้ง เนื่องจากมีการเจริญเติบโตที่ดีกว่าการเลี้ยงในบ่อดินโดยตรงในช่วง 1-4 เดือน เนื่องจากปลาอยู่ในพื้นที่ที่จำกัดทำให้สามารถกินอาหารได้อย่างทั่วถึง

?การเลี้ยงในบ่อดิน สามารถว่างกระชังได้ทั้งแบบแพลอยและแบบผูกติดกับเสาติดดิน แต่แพลอยจะมีต้นทุนสูงกว่า จึงเลือกทำแบบผูกติดเสาเพื่อลดต้นทุนลง โดยใช้เสาไม้หรือเสาเหล็ก ขนาด 3 นิ้ว ขึงกระชังขนาด 4X 4 ให้ตึงทั้ง 4 มุม ยึดมุมกระชังด้านบนและด้านล่างให้ติดกับเสาให้แน่น ใช้ตะขอตอกรอบก้นกระชัง เพื่อยึดก้นกระชังให้ติดกับดิน เพื่อป้องกันกระชังเคลื่อนที่ กระชังที่ใช้เลี้ยงจะไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกิดไป?

ขนาดกระชัง มี 3 ขนาด คือ กระชังอวนฟ้า กระชังอวนสีแดงขนาดตา 1 เซนติเมตร กระชังอวนสีดำ ขนาดตา 1 นิ้ว


เริ่มปล่อยลูกปลาลงในกระชังอวนฟ้าก่อน เมื่อเลี้ยงไปประมาณ 1 เดือน ก็จะย้ายลงอวนแดง ขนาดตา 1 เซ็นติเมตร เลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 2 เดือน ปลามีขนาดใหญ่ขึ้นก็จะเปลี่ยนมาเลี้ยงในกระชังอวนสีดำ ขนาดตา 1 นิ้ว และเลี้ยงต่อจนปลาได้ขนาดซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 7-8 เดือน แต่ถ้าหากใช้อวนที่โปร่งน้ำ มีการไหลถ่ายเทได้ดีจะทำให้ปลาโตเร็วขึ้นและไม่ทำให้ปลาขาดอากาศในช่วงเช้ามือ อย่างไรก็ตามภายในบ่อก็จะมีกังหันน้ำช่วยเติมอากาศในบางช่วงเวลา นอกจากนี้เพื่อความสะดวกในการดูแลและการเปลี่ยนกระชังก็จะทำสะพานไม้ผ่านเพื่อให้ง่ายต่อการการให้อาหารและการจับปลาอีกด้วย

?หลังจากเตรียมกระชังเลี้ยงพร้อมแล้ว ก่อนนำน้ำเข้าบ่อเลี้ยงจะใช้ผ้าอวนมุ้งกรองลูกปลาและไข่ปลาที่ติดมากับน้ำไม่ให้เข้ามาภายในบ่อเลี้ยง เพื่อป้องกันลูกปลาชนิดอื่นมาแย่งอาหารลูกปลาตะกรับ และนอกจากศัตรูที่จะเข้ามาทำลายแล้ว ความเค็มของน้ำจะต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม คือ ความเค็มระหว่าง 5-10 พีพีที พีเอช 7-9 อุณหภูมิน้ำ 27-30 องศาเซลเซียส ค่าอัลคาลินิตี้ 90-130 มิลลิกรัมต่อลิตร และปริมาณออกซิเจนละลายน้ำอยู่ระหว่าง 5-6 มิลลิกรัมต่อลิตร?

สำหรับพันธุ์ปลาและอัตราการปล่อยในแต่ละกระชัง คุณคุณฝารี่ดา บอกว่า ใช้พันธุ์ปลาที่ผ่านการฝึกให้กินอาหารเม็ดมมอย่างดี ซึ่งจะมีอายุประมาณ 1 เดือนครึ่ง หลังจากฟักเป็นตัว มีขนาด 0.5 กรัม โดยอัตราการปล่อยที่เหมาะสมที่สุด คือ 2,000 ตัว/กระชัง  อัตราการรอด 90 เปอร์เซ็นต์

ปลาตะกรับ ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 8 เดือน ดังนั้นอาหารที่ให้จะไม่ใช้เพียงอาหารเม็ดเพียงอย่างเดียว จะมีอาหารที่สามารถหาจากธรรมชาติ เช่น สาหร่าย เป็นตัวเสริม เพื่อเป็นการช่วยลดต้นทุนการผลิตลงได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งโดยช่วงเวลาการให้นั้นขึ้นอยู่กับว่าจะให้เสริมในช่วงเวลาใด เช้า กลางวัน กลางคืน ซึ่งอาหารเม็ดสำเร็จรูปจำเป็นต้องมีเปอร์เซ็นต์โปรตีนอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์

ปัจจุบันคุณฝารี่ดา มีกระชังปลาตะกรับ ทั้งหมด 5 กระชัง สามารถเพาะเลี้ยงปลาได้ผลผลิตออกจำหน่ายส่งไปขายยังตัวจังหวัดพัทลุง จังหวัดสงขลา ในราคากิโลกรัมละ 300-400 บาท สร้างเม็ดเงินต่อรุ่น/กระชัง มูลค่าหลักแสนบาท

ผู้ที่สนใจทดลองเลี้ยง แนะนำว่า ควรเริ่มเลี้ยงจำนวนน้อยประมาณ 1,500 ตัว เพราะการเลี้ยงน้อยๆเช่นนี้ไม่ต้องลงทุนมาก กระชังเพียง  1 ชุดก็เพียงพอ  แต่หากยังไม่มั่นใจหรือต้องการความรู้เพิ่มเติมก่อนที่จะตัดสินใจเลี้ยง สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่คุณฝารี่ดา สันสาคร บ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 6 ตำบลเกาะหมาก อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง โทรศัทย์ (084) 266-3253


ที่มา  https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_26688
ที่มา   กองบรรณาธิการเทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์
เผยแพร่   วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2564
12  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / 2 สูตรอาหารปลาดุก จากผักตบชวาและพืชหาง่าย ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เมื่อ: สิงหาคม 05, 2021, 02:06:19 PM


ทำอาหารปลาดุก ด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่าย อย่างผักตบชวา ซึ่งตามท้องน้ำหลายแห่งในบ้านเรา มักเห็นต้นผักตบชวาเติบโตจนเต็มผิวน้ำ สร้างปัญหาในการสัญจรทางน้ำ ทั้งยังขัดขวางการระบายน้ำ ต้องคอยกำจัดกัน วันนี้เรามาลองแปรรูปผักตบชวาให้เป็นอาหารปลาดุก โดย คุณพ๊อต-อภิวรรษ สุขพ่วง แห่งไร่สุขพ่วง  จังหวัดราชบุรีกันค่ะ
คุณพ๊อตเล่าว่า ต้นทุนอาหารเม็ดสำเร็จรูปค่อนข้างเป็นภาระต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาเขาเลี้ยงปลาดุกประมาณ 3,000 ตัว แต่ละวันปลากินอาหารมากกว่า 10 กิโลกรัม ซึ่งอาหารเม็ดสำเร็จรูปกิโลกรัมละ 25 บาท ก็ต้องจ่ายค่าอาหารกว่า 250 บาท ในแต่ละวัน เขาจึงหาข้อมูลว่าปลาดุกกินอะไร



?ปลาดุกมีลำไส้สั้นเหยียดตรง กินเศษพืขผักและซากสัตว์เป็นอาหาร จึงนำวัตถุดิบที่ปลากินแล้วไม่เป็นพิษ หาง่ายในท้องถิ่น เช่น ผักตบชวา ต้นกล้วย ผักบุ้ง ปอสา ใบหม่อน มาเป็นส่วนประกอบ อาหารปลาดุกที่เราทำจึงช่วยลดต้นทุนค่าอาหาร ปลาจะโตเร็ว และยังช่วยปรับสภาพน้ำในบ่อ เพราะเราใช้น้ำหมักชีวภาพเป็นตัวช่วยด้วย เมื่อนำน้ำเลี้ยงปลาไปรดผัก ก็ทำให้พืชผักเจริญงอกงามอีกครับ?

สำหรับสัดส่วนที่ใช้ คือ ผักตบชวา+ต้นกล้วย+ใบหม่อน+ปอสา = 30% ปลายข้าวต้ม = 30% รำละเอียด = 30% และน้ำหมักจุลินทรีย์ + กล้วยน้ำว้าสุก = 10% มีขั้นตอนดังนี้


Step 1 หั่นผักตบชวาและผักต่าง ๆให้ละเอียด

Step 2 ต้มปลายข้าว กวนจนสุก

Step 3 ผสมผักตบชวา ปลายข้าวต้ม รำละเอียด และน้ำหมักจุลินทรีย์ คลุกให้เข้ากัน

Step 4 เทส่วนผสมเข้าเครื่องบด

Step 5 นำอาหารที่ได้มาปั้นเป็นก้อน วางริมตลิ่งให้ปลาดุกกิน

นอกจากวิธีการข้างต้น อาจใช้ใบและยอดกระถินเป็นวัตถุดิบแทนอัตราส่วน กระถิน ปลายข้าว และรำละเอียดอย่างละ 3 และน้ำหมักกับผลไม้สุกอีก 1 ส่วน เริ่มจาก


Step 1 เตรียมกระถิน เด็ดเฉพาะใบและยอด

Step 2 ต้มปลายข้าวกวนจนสุก

Step 3 ใส่ใบกระถินลงได้กวนจนส่วนผสมเข้ากัน

 Step 4 ใส่รำละเอียดลงไปกวนให้เข้ากัน

Step 5 รอให้เย็น ผสมน้ำหมักกับผลไม้สุก นวดให้เข้ากัน แล้วปั้นเป็นก้อนไว้ให้ปลากิน หรือใช้เป็นอาหารไก่อาหารหมูได้เช่นเดียวกัน

Tips

ผักตบชวา กระถิน และพืชผักอื่นๆที่ใช้เป็นส่วนผสม ควรมาจากแหล่งน้ำ และพื้นที่เติบโตที่สะอาดปลอดสารเคมี
อาหารสดที่ได้ไม่ลอยน้ำ ควรให้อาหารปลาที่ริมตลิ่งเท่านั้น ไม่ควรโยนลงน้ำทั้งก้อน
อาหารสดที่ได้ควรเก็บใส่ถุงพลาสติกวางในที่ร่ม เก็บได้ 1-2 สัปดาห์โดยไม่ต้องแช่เย็น เพราะมีจุลินทรีย์จากน้ำหมักช่วยควบคุมอยู่
ถ้าไม่มีน้ำหมักก็ไม่ต้องใส่ได้ แต่ต้องใช้อาหารให้หมด เพื่อไม่ให้เน่าเสีย
อาหารสดที่ได้ใช้เลี้ยงทั้งปลาดุกและปลากินพืชชนิดอื่น ทั้งยังใช้เป็นอาหารหมูและไก่ได้
อาหารที่เราทำเอง จะมีคุณสมบัติเหมือนกับ EM-Ball ซึ่งช่วยปรับสภาพน้ำไม่ให้เน่าเสีย และใช้รดพืชผักช่วยให้เติบโตได้ดีอีกด้วย
อัตราการให้อาหารปลาดุก ปลาอายุ 15 วัน ถึง 1 เดือน ใช้วันละ 2 ? 3 กิโลกรัม ต่อ ปลา 1,000 ตัว ปลาอายุ 1 ? 3 เดือน ขึ้นไป  ใช้วันละ 4 ? 5 กิโลกรัม ต่อ ปลา 1,000 ตัว
ใครที่เลี้ยงปลาและปลูกพืชผักไว้รอบๆ บ้านไว้อยู่แล้ว ลองมาลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์กันนะคะ รับรองว่า นอกจากช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงปลาแล้ว ผักที่เราปลูกก็จะให้ผลผลิตดีขึ้นอีกด้วยค่ะ


ที่มา https://www.baanlaesuan.com/235513/garden-farm/farming-step-by-step/catfish
































































13  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / เลี้ยงกุ้งก้ามแดง ต้องเตรียมอะไรบ้าง เมื่อ: สิงหาคม 05, 2021, 02:02:33 PM


เมื่อคิดจะ เลี้ยงกุ้งก้ามแดง ลองถามใจตัวเองก่อนว่าเลี้ยงเพื่อจุดประสงค์ใด เช่น เพื่อความสวยงาม เพาะพันธุ์ลูกกุ้ง หรือทำกุ้งเนื้อจำหน่ายเป็นรายได้เสริมหรือทำเป็นอาชีพ วันนี้บ้านและสวนมีหลักการดีๆเกี่ยวกับกุ้งก้ามแดง จากหนังสือ My Little Farm VOL.5 กุ้งก้ามแดงเพื่อให้คุณได้เตรียมพร้อมมาแนะนำกันครับ



เตรียมบ้านต้อนรับน้องกุ้ง
สามารถใช้ภาชนะ เลี้ยงกุ้งก้ามแดง ได้หลากหลายขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เลี้ยงและสภาพพื้นที่ ซึ่งแต่ละอย่างก็มีข้อดี ? ข้อเสียต่างกัน ดังนี้

ตู้กระจกหรือกะละมัง
ไม่ว่าจะเป็นของเก่าหรือของใหม่ ก่อนใช้ต้องล้างให้สะอาดทุกชิ้นเพื่อป้องกันสารเคมีที่อาจปนเปื้อนมา ลงแช่น้ำทิ้งไว้ 2 ? 3 วัน ถ่ายน้ำใหม่แล้วปรับสภาพน้ำ โดยพักน้ำทิ้งไว้ประมาณ 1 วันเป็นอย่างน้อย แล้วจึงนำกุ้งลงเลี้ยง




 8 เม.ย. 2021


เมื่อคิดจะ เลี้ยงกุ้งก้ามแดง ลองถามใจตัวเองก่อนว่าเลี้ยงเพื่อจุดประสงค์ใด เช่น เพื่อความสวยงาม เพาะพันธุ์ลูกกุ้ง หรือทำกุ้งเนื้อจำหน่ายเป็นรายได้เสริมหรือทำเป็นอาชีพ วันนี้บ้านและสวนมีหลักการดีๆเกี่ยวกับกุ้งก้ามแดง จากหนังสือ My Little Farm VOL.5 กุ้งก้ามแดงเพื่อให้คุณได้เตรียมพร้อมมาแนะนำกันครับ

เลี้ยงกุ้งก้ามแดง


เตรียมบ้านต้อนรับน้องกุ้ง
สามารถใช้ภาชนะ เลี้ยงกุ้งก้ามแดง ได้หลากหลายขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เลี้ยงและสภาพพื้นที่ ซึ่งแต่ละอย่างก็มีข้อดี ? ข้อเสียต่างกัน ดังนี้

ตู้กระจกหรือกะละมัง
ไม่ว่าจะเป็นของเก่าหรือของใหม่ ก่อนใช้ต้องล้างให้สะอาดทุกชิ้นเพื่อป้องกันสารเคมีที่อาจปนเปื้อนมา ลงแช่น้ำทิ้งไว้ 2 ? 3 วัน ถ่ายน้ำใหม่แล้วปรับสภาพน้ำ โดยพักน้ำทิ้งไว้ประมาณ 1 วันเป็นอย่างน้อย แล้วจึงนำกุ้งลงเลี้ยง

กุ้งก้ามแดง

เลี้ยงกุ้งก้ามแดง

ข้อดี

สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย บริหารจัดการได้ง่าย
เหมาะเลี้ยงเพื่อความสวยงาม ทดลองเลี้ยงหรืออนุบาลลูกกุ้ง
ง่ายต่อการสังเกตการเจริญเติบโตและพฤติกรรมของกุ้ง
ข้อเสีย

ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อย ประมาณเดือนละ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย
ต้องเพิ่มแร่ธาตุเสริมให้กุ้ง
อัตราการเติบโตช้ากว่าการเลี้ยงในบ่อดิน
บ่อพลาสติก
เริ่มใช้กันในกลุ่มผู้เลี้ยงปลาดุกและเลี้ยงกบในพื้นที่และทนน้อย ไม่มีกำลังมากพอที่จะขุดบ่อดิน กลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งจึงทดลองนำแผ่นพลาสติกกรุเป็นบ่อขนาดย่อมเยาเพื่อใช้เลี้ยงกุ้งก้ามแดงบ้าง แต่ด้วยพฤติกรรมของกุ้งก้ามแดงที่ชอบกัดแทะ จึงไม่เหมาะทำเป็นบ่อสำหรับขยายพันธุ์ ผสมพันธุ์ หรือขุนกุ้งเนื้อ แต่เหมาะใช้เป็นบ่ออนุบาลลูกกุ้งตั้งแต่ระยะลงเดินจนถึงระยะขนาด 2 นิ้วเท่านั้น โดยแผ่นพลาสติกที่จำหน่ายในท้องตลาดมีให้เลือกหลายขนาด

เมื่อติดตั้งบ่อพลาสติกเสร็จแล้วต้องล้างบ่อหรือแช่น้ำทิ้งไว้ 1 ? 2 วัน จากนั้นถ่ายน้ำออกแล้วเติมน้ำพักทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน จึงค่อยนำกุ้งลงเลี้ยง




ข้อดี

ลงทุนน้อย
น้ำหนักเบา สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย ติดตั้งง่าย
เหมาะสำหรับอนุบาลลูกกุ้งขนาดไม่เกิน 2 นิ้ว
จัดการบ่อได้ง่าย
ข้อเสีย

พลาสติกฉีกขาดง่าย
กุ้งที่มีขนาดใหญ่กว่า 2 นิ้ว จะเริ่มกัดแทะพื้นบ่อบริเวณที่เป็นรอยย่น ทำให้บ่อรั่วซึม
 

บ่อปูนหรือบ่อซีเมนต์
บ่อปูนเก่าหรือบ่อซีเมนต์ที่ผ่านการใช้งานมาแล้วไม่มีปัญหา สามารถใช้งานได้เลย แต่หากเป็นบ่อปูนที่สร้างขึ้นใหม่ควรแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน โดยนำต้นกล้วยมาสับแล้วแช่น้ำในบ่อปูนนั้นเพื่อช่วยลดความเค็มของปูนซึ่งเป็นอันตรายต่อกุ้งได้ หลังจากแช่บ่อทิ้งไว้แล้วควรล้างทำความสะอาดอีกรอบ และพักน้ำทิ้งไว้อีกครั้งก่อนนำกุ้งลงเลี้ยง





ข้อดี

จัดการบ่อได้ง่าย
เหมาะสำหรับใช้เป็นบ่ออนุบาล ผสมพันธุ์ หรือเป็นห้องคลอด
กุ้งที่เลี้ยงในบ่อลักษณะนี้มักสะอาดและมีสีสวย
ข้อเสีย

ลงทุนสูง
ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกเดือน
ควรติดตั้งปั๊มออกซิเจน
ควรเสริมธาตุอาหาร
บ่อดิน
สำหรับมือใหม่ใจถึง แนะนำให้เริ่มทำจากขนาดเล็กก่อน เริ่มต้นที่พื้นที่ประมาณ 1 ตารางเมตร ขุดดินลึก 30 ถึง 50 เซนติเมตร ถ้า 2-3 เดือนเห็นว่าได้ผลดีจึงเริ่มขยายทำที่ขนาด 10 ตารางเมตร เพื่อทดลองเลี้ยงในพื้นที่ที่ใหญ่ขึ้น เมื่อมั่นใจในฝีมือแล้วจึงทดลองทำในพื้นที่ 1 ไร่ได้เลย ดอยบ่อเลี้ยงควรมีความลึกประมาณ 1 ถึง 1.50 เมตร เพื่อให้อุณหภูมิในน้ำช่วงกลางวันไม่ร้อนเกินไป และสามารถจัดการน้ำที่ใช้เลี้ยงได้ง่ายขึ้น





ก่อนปล่อยกุ้งลงบ่อดินควรตากบ่อทิ้งไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ จากนั้นจึงนำปุ๋ยคอกหรือมูลสัตว์มาใส่ในบ่อปริมาณ 300 ถึง 500 กิโลกรัมต่อไร่ หรือประมาณครึ่งกิโลกรัมต่อ 1 ตารางเมตร แล้วเติมน้ำจนถึงระดับเลี้ยงปกติ ทิ้งไว้อย่างน้อย 7 วันจึงนำกุ้งลงเลี้ยง

ปุ๋ยคอกที่ใส่ในบ่อเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติให้กุ้งและควรเติมจุลินทรีย์เพื่อลดก๊าซที่เกิดขึ้นในบ่อ หาบ่อดินที่เตรียมไว้ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ แนะนำให้รองพื้นบ่อด้วยพลาสติกที่ใช้เลี้ยงกุ้งทั่วไป เพื่อลดต้นทุนจากการสูบน้ำเติมลงบ่อบ่อยๆครับ

บ่อดินที่เป็นนาข้าว
การทำบ่อดินที่เป็นนาข้าวต้องปรับพื้นที่นาก่อนครับ เพื่อตอบโจทย์ทั้งการทำงานและการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง จากประสบการณ์ของผมควรเตรียมความพร้อมดังนี้



แบ่งพื้นที่ 30 เปอร์เซ็นต์ในแปลงนาสำหรับขุดดินให้ลึกกว่าพื้นหน้าอย่างน้อย 0.50 ถึง 1 เมตร เพื่อให้ง่ายต่อการจับกุ้ง เป็นหลุมหลบภัยให้กุ้งขนาดยังเล็ก และยังช่วยควบคุมอุณหภูมิน้ำไม่ให้ร้อนหรือเย็นเกินไป
ทำคันนาให้มีความสูง 40 เซนติเมตรขึ้นไป
สร้างที่กั้นรอบคันนาเพื่อป้องกันกุ้งก้ามแดงหลุดสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยแนะนำให้ใช้ผ้ามุ้งเขียวหรือซาแรนพรางแสงก็ได้
ตราบดินทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ และโรยปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินและน้ำในบ่อ
ขณะสูบน้ำเข้านาควรใช้ผ้ามุ้งเขียวกรองน้ำเพื่อป้องกันปลากินเนื้อหลุดเข้ามาในแปลงนา
เมื่อปรับสภาพพื้นที่เรียบร้อยแล้วจึงปล่อยกุ้งลงเลี้ยงรักษาระดับน้ำในแปลงนาให้อยู่ในช่วง 5 ถึง 15 เซนติเมตร ซึ่งเหมาะสมทั้งเลี้ยงกุ้งและทำนา โดยปล่อยกุ้งขนาด 1 นิ้วขึ้นไปลงเลี้ยงในอัตรา 4,000 ตัวต่อพื้นที่ 1 ไร่ เนื่องจากข้าวทั่วไปมีอายุตั้งแต่ปลูกถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 4 เดือน เมื่อปล่อยลูกกุ้งขนาด 1 นิ้วจะได้กุ้งขนาดประมาณ 4 นิ้วมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์

ข้อดี

กุ้งเจริญเติบโตได้ดีช่วยลดต้นทุนในการเลี้ยง
ไม่ต้องใช้ออกซิเจนช่วยในบ่อ
เลี้ยงกุ้งได้ปริมาณมาก
ข้อเสีย

กุ้งมาเป็นโรคสนิมและหางพอง
ตัวกุ้งจะมีสีคล้ำ
เสียงต่อศัตรูในธรรมชาติ เช่น ปลากินเนื้อ นกกระยาง
 

เตรียมน้ำที่ใช้เลี้ยง
น้ำที่เหมาะใช้เลี้ยงกุ้งก้ามแดงควรมีอุณหภูมิ 20 ถึง 30 องศาเซลเซียส ค่าความเป็นกรดด่าง (pH) 7 ? 8.5 มีค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (Dissolved Oxygen : DO) มากกว่า 5.0 มิลลิกรัมต่อลิตร ค่าแอมโมเนียรวม (Total Ammonia : TAN) น้อยกว่า 0.5 มิลลิกรัมต่อลิตร และมีสภาพด่าง (Alkalinity) มากกว่า 100 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยควบคุมระดับความสูงของน้ำที่ใช้เลี้ยงในที่ร่ม 15 เซนติเมตรขึ้นไป ส่วนการเลี้ยงในบ่อดินระดับน้ำควรสูงกว่า 1 เมตร เพื่อไม่ให้น้ำร้อนในช่วงกลางวัน



น้ำประปา ? ใช้เลี้ยงกุ้งก้ามแดงได้ แต่ผู้เลี้ยงควรระวังสารคลอรีนที่ใช้ในการผลิตน้ำประปาด้วย เพราะกุ้งอาจตายได้ จึงควรพักน้ำไว้ในภาชนะที่ต้องการเลี้ยงก่อน 1 ? 2 วัน แล้วจึงปล่อยกุ้งลงภาชนะ

น้ำบาดาล ? ในน้ำบาดาลมีแร่ธาตุมากมายซึ่งช่วยให้กุ้งเติบโตได้ดี แต่ก็มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ค่อนข้างมาก และมีปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำน้อย จึงไม่ควรใช้น้ำจากบ่อบาดาลโดยตรงเพราะกุ้งอาจตายได้ ควรพักน้ำในบ่อหรือถังพักแล้วใช้น้ำที่พักแล้วเท่านั้น

น้ำจากแหล่งธรรมชาติ ? สามารถนำน้ำมาใช้ได้โดยตรง แต่เพื่อความมั่นใจของผู้เลี้ยงจึงควรพักน้ำ 1 ? 2 วันก่อนนำมาเลี้ยง หากเป็นบ่อดินหรือนาข้าวควรพักน้ำในแปลงประมาณ 1-2 สัปดาห์จึงปล่อยกุ้งลงเลี้ยงต่อไป

เตรียมอากาศ
การเลือกซื้อปั๊มลม

กุ้งเครย์ฟิชเป็นสัตว์น้ำที่ใช้ออกซิเจนเพียง 5.0 มิลลิกรัมต่อลิตรเท่านั้น แต่ถ้าออกซิเจนในน้ำน้อยเกินไปก็อาจทำให้กุ้งน็อคน้ำหรือจมน้ำตายได้ ดังนั้นหากเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำกุ้งจะยิ่งเติบโตดี โดยเลือกซื้อปั๊มลมและปั๊มน้ำให้เหมาะสมกับการใช้งานดังนี้





ปั๊มแบบลูกสูบ
ปั๊มลมเล็ก
ปั๊มลมแบบโรตารี่หรือไดอะเฟรม
ปั๊มลมแบบมีแบตเตอรี่สำรองในตัว
การเลือกซื้อปั๊มน้ำ

ปั๊มน้ำที่จำหน่ายในท้องตลาดมีหลายแบบ ผู้เลี้ยงเลือกซื้อได้ตามความพร้อมและสภาพพื้นที่ครับ การซื้อปั๊มน้ำไม่เน้นปริมานปั๊ม แต่ให้สังเกตความสูงและระยะทางว่าต้องการดึงน้ำขึ้นสูงกี่เมตร ซึ่งปั๊มน้ำแต่ละแบบจะระบุสเปคไว้แล้ว ตัวอย่างเช่น Hmax หรือ Max Jet เป็นตัวบอกว่าสามารถปั๊มน้ำได้สูงกี่เมตร เป็นต้น

 

เตรียมที่หลบภัย
มีความสำคัญมากสำหรับการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงโดยเฉพาะขณะลอกคราบซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่มันอ่อนแอที่สุด เพราะลำตัวจะนิ่มเหมือนกุ้งนิ่มหรือปูนิ่ม และต้องรอเวลา 2 ถึง 3 วันกว่าจะฟื้นตัวหรือกลับมาเป็นปกติ ชั่วโมงนี้จึงถือว่าอันตรายมาก หากไม่มีที่หลบภัยแล้วเขาจะกลายเป็นอาหารให้เพื่อนได้




เราสามารถดัดแปลงวัสดุรอบตัวที่ทนน้ำทำเป็นที่หลบภัยให้กุ้งได้ เช่น ท่อพีวีซีตัดเป็นท่อน ซาแรนพรางแสง อิฐบล็อกเก่า หิน ขอนไม้ กระถางแตก ยางรถเก่า ขวดน้ำพลาสติก แผงไข่ไก่ เป็นต้น ขึ้นอยู่กับความคิดสร้างสรรค์ครับ

เตรียมอาหาร
กุ้งก้ามแดงกินอาหารได้หลากหลาย ทั้งพืชผัก รากไม้ ใบไม้ สาหร่าย จอกแหน รวมถึงสัตว์น้ำชนิดอื่นๆที่อ่อนแอกว่าหรือที่ตายแล้วจะกินกันเอง แต่อาหารที่นิยมใช้เลี้ยงกุ้งก้ามแดงมีดังนี้

ปลาดิบ กุ้งฝอย
พืชน้ำ
อาหารเม็ด
ข้าวสุก
ผักและผลไม้ที่จมน้ำ
ไส้เดือน




ที่มา                : https://www.baanlaesuan.com/56474/garden-farm/farming-101/crayfish-2
ข้อมูลจากหนังสือ : My Little Farm VOL.5 กุ้งก้ามแดง































14  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / เลี้ยงกุ้งก้ามแดง สัตว์น้ำทางเลือก สวยงาม เลี้ยงง่าย กินได้ด้วย เมื่อ: สิงหาคม 05, 2021, 01:57:47 PM




หนังสือ My Little Farm vol.5 กุ้งก้ามแดง Red Claw Crayfish เรียบเรียงโดยคุณชินวุฒิ ปิดทองคำ แนะนำเทคนิคการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง ตั้งแต่เคล็ดลับเพาะลูกกุ้ง การเลี้ยงในพื้นที่จำกัดจนถึงพื้นที่ขนาดใหญ่ ถอดรหัสปัญหาและวิธีแก้ไขผ่านการปฏิบัติในรูปแบบที่เข้าใจง่าย รวมถึงโอกาสสร้างอาชีพที่น่าสนใจสำหรับมือใหม่และผู้มองหาทางเลือกเพิ่มรายได้


กุ้งที่เราบริโภคกันทุกวันนี้มีอยู่มากมายหลายชนิด ทั้งกุ้งทะเลอย่างกุ้งกุลาดำ กุ้งขาว กุ้งแชบ๊วย และกุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่อย่างกุ้งมังกรหรือล็อบสเตอร์และกุ้งแม่น้ำ ปัจจุบันมีกุ้งเครย์ฟิชหรือกุ้งก้ามแดงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง โดยนิยมเลี้ยงกุ้งเครย์ฟิชสายพันธุ์ซี (C) ซึ่งเป็นสายพันธุ์จากประเทศออสเตรเลีย

มาทำความรู้จักกุ้งก้ามแดง

กุ้งก้ามแดงเป็นสัตว์น้ำที่เลี้ยงง่าย ชอบน้ำสะอาด รักสงบ หากินในเวลากลางคืน ขณะที่ช่วงเวลากลางวันหมดไปกับการซ่อนตัวในที่หลบภัย โดยเฉพาะตอนลอกคราบ ซึ่งเป็นช่วงที่มันอ่อนแอที่สุด เพราะตัวจะนิ่ม ทำให้โดนกุ้งตัวอื่นกินได้ง่าย


กุ้งก้ามแดงมีลักษณะก้ามใหญ่ ก้ามเรียบ ไม่มีหนาม


เนื่องจากกุ้งก้ามแดงสามารถกินอาหารได้ทุกชนิด ทั้งพืชผัก รากไม้ ใบไม้ สาหร่าย จอก แหน รวมถึงสัตว์น้ำชนิดอื่นที่อ่อนแอกว่าหรือที่ตายแล้ว แถมยังกินกันเองด้วย ผู้เลี้ยงจึงควรทำที่หลบภัยไว้หลาย ๆ จุด เพื่อให้กุ้งตัวน้อยเข้าไปอาศัย



กุ้งก้ามแดงสามารถผสมพันธุ์ได้ทุกฤดูกาล แม้เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพอากาศได้ดี แต่ก็ต้องการอุณหภูมิไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป หากน้ำมีอุณหภูมิต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียสจะไม่ค่อยกินอาหาร แต่ถ้าต่ำกว่า 5 องศาเซลเซียสอาจตายได้ ยิ่งหากน้ำเน่าเสียกุ้งจะทยอยตาย ทั้งยังแพ้สารเคมีและน้ำมันหอมระเหยทุกชนิด กุ้งก้ามแดงจึงเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพน้ำได้เป็นอย่างดี และเป็นกุ้งที่ปลอดภัยสำหรับบริโภคด้วย



กุ้งก้ามแดงเลี้ยงได้ทั้งในบ่อปูน บ่อดิน และในภาชนะ




เสริมปั๊มลมเพิ่มออกซิเจนในบ่อเลี้ยงเพื่อให้กุ้งโตไวและแข็งแรงยิ่งขึ้น
ข้อดี โตเร็ว มีรสชาติอร่อย ผู้เลี้ยงสามารถขยายพันธุ์ได้เอง เลี้ยงได้ทั้งในน้ำประปา น้ำคลอง น้ำบาดาลทุกภูมิภาคในประเทศไทย

ข้อเสีย อัตราการไข่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับกุ้งขาวและกุ้งก้ามกราม หากเลี้ยงเป็นกุ้งเนื้อต้องใช้พื้นที่ ประมาณ 10 ตัวต่อตารางเมตร จึงจะได้กุ้งขนาด 4 ? 5 นิ้วขึ้นไปตามที่ตลาดต้องการ

เกร็ดน่ารู้ กุ้งก้ามแดงมีอายุขัยเฉลี่ยประมาณ 4 ปี สามารถแยกเพศได้ชัดเจนเมื่อตัวโตประมาณ 3 นิ้ว และพร้อมผสมพันธุ์เมื่อมีอายุ 5 ? 6 เดือน

อยากเลี้ยงต้องรู้อะไรบ้าง

ศึกษาและทำความเข้าใจก่อนว่าต้องการเลี้ยงเพื่ออะไร เช่น เพื่อความสวยงามเพื่อเพาะพันธุ์ลูกกุ้ง หรือเพื่อทำกุ้งเนื้อเป็นรายได้เสริมหรือทำเป็นอาชีพ
เนื่องจากกุ้งก้ามแดงเป็นสัตว์น้ำควบคุม ดังนั้นผู้เลี้ยงทุกคนที่ต้องการเพาะพันธุ์หรือผลิตกุ้งเนื้อเป็นการค้าต้องขึ้นทะเบียนกับกรมประมงก่อน
หากต้องการเลี้ยงเพื่อทำกุ้งเนื้อ ควรรวมกลุ่มกันเพื่อสะดวกในการวางแผนทำงานด้านการตลาดและโลจิสติกส์
มือใหม่ควรเริ่มเลี้ยงกุ้งขนาด 1 นิ้ว ประมาณ 10 ตัว เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อศึกษาว่าผู้เลี้ยงเหมาะกับกุ้งก้ามแดงหรือไม่ ก่อนตัดสินใจลงทุนซื้อกุ้งมาเลี้ยงเพิ่ม

ที่มา : https://www.baanlaesuan.com/187868/garden-farm/red-claw-crayfish
เรื่อง : อังกาบดอย
ภาพ : ธนกิตติ์ คำอ่อน



















































15  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ / เลี้ยงกบในคอนโดยางรถยนต์ เลี้ยงง่าย ต้นทุนเพียงหลักร้อย เมื่อ: สิงหาคม 05, 2021, 01:54:02 PM

กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว เนื้อมีรสชาติดีวิธีเลี้ยงทำได้หลายรูปแบบ ทั้ง เลี้ยงกบ ในบ่อดินบ่อซีเมนต์ และในกระชัง รวมถึงการประยุกต์เลี้ยงแบบคอนโดโดยใช้ยางล้อรถยนต์เก่า
ทำให้กบกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกชนิดที่เกษตรกรนิยมเลี้ยง ทั้งเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม สำหรับคนที่มีพื้นที่จำกัดแต่อยาก เลี้ยงกบ ก็ไม่ยากมาเรียนรู้เคล็ดลับการเลี้ยงกบแบบคนเมืองกับ คุณไวพจน์ นิตทิม ประมงอาสา แห่งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร แขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชันกรุงเทพฯ กัน

เลี้ยงกบเนื้อชนิดใดดี
กบเนื้อที่นิยมเลี้ยงและบริโภคมี 2 ชนิด ได้แก่ กบนา (Rugose Frog) เป็นกบพื้นเมืองที่พบเห็นได้ทั่วไปตามทุ่งนาและแหล่งน้ำขังทุกภาค ตัวขนาดกลาง ด้านหลังมีสีน้ำตาลจุดดำ ผิวขรุขระมีรอยย่น เลี้ยงง่าย โตเร็ว ให้เนื้อเหนียวนุ่มและมีรสชาติอร่อย และกบบูลฟร็อก (Bullfrog) เป็นกบต่างประเทศที่นำเข้ามาเลี้ยงในบ้านเรานานแล้ว ตัวใหญ่ด้านหลังมีสีเขียวปนน้ำตาลและมีจุดประทั่วลำตัว ผิวค่อนข้างเรียบและลื่น เลี้ยงง่าย แต่ใช้เวลาเลี้ยงนานกว่ากบนา กบทั้งสองชนิดมีวิธีเลี้ยงคล้ายกัน 30 เม.ย. 2021


กบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว เนื้อมีรสชาติดีวิธีเลี้ยงทำได้หลายรูปแบบ ทั้ง เลี้ยงกบ ในบ่อดินบ่อซีเมนต์ และในกระชัง รวมถึงการประยุกต์เลี้ยงแบบคอนโดโดยใช้ยางล้อรถยนต์เก่า
ทำให้กบกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจอีกชนิดที่เกษตรกรนิยมเลี้ยง ทั้งเป็นอาชีพหลักและอาชีพเสริม สำหรับคนที่มีพื้นที่จำกัดแต่อยาก เลี้ยงกบ ก็ไม่ยากมาเรียนรู้เคล็ดลับการเลี้ยงกบแบบคนเมืองกับ คุณไวพจน์ นิตทิม ประมงอาสา แห่งศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร แขวงบางเชือกหนัง เขตตลิ่งชันกรุงเทพฯ กัน

เลี้ยงกบเนื้อชนิดใดดี
กบเนื้อที่นิยมเลี้ยงและบริโภคมี 2 ชนิด ได้แก่ กบนา (Rugose Frog) เป็นกบพื้นเมืองที่พบเห็นได้ทั่วไปตามทุ่งนาและแหล่งน้ำขังทุกภาค ตัวขนาดกลาง ด้านหลังมีสีน้ำตาลจุดดำ ผิวขรุขระมีรอยย่น เลี้ยงง่าย โตเร็ว ให้เนื้อเหนียวนุ่มและมีรสชาติอร่อย และกบบูลฟร็อก (Bullfrog) เป็นกบต่างประเทศที่นำเข้ามาเลี้ยงในบ้านเรานานแล้ว ตัวใหญ่ด้านหลังมีสีเขียวปนน้ำตาลและมีจุดประทั่วลำตัว ผิวค่อนข้างเรียบและลื่น เลี้ยงง่าย แต่ใช้เวลาเลี้ยงนานกว่ากบนา กบทั้งสองชนิดมีวิธีเลี้ยงคล้ายกัน


การเลือกว่าจะเลี้ยงชนิดใดนั้นให้คำนึงถึงแหล่งซื้อขายลูกกบในแต่ละพื้นที่เป็นสำคัญ สำหรับคนเมืองแนะนำให้เลี้ยงกบบูลฟร็อก เนื่องจากหาซื้อได้ง่าย มีจำหน่ายตามตลาดสัตว์น้ำทั่วไป


กบบูลฟร็อก (Bullfrog) เป็นกบต่างประเทศ ตัวใหญ่ด้านหลังมีสีเขียวปนน้ำตาลและมีจุดประทั่วลำตัว ผิวค่อนข้างเรียบและลื่น เลี้ยงง่าย แต่ใช้เวลาเลี้ยงนานกว่ากบนา
เตรียมบ้านให้น้องกบ
การเตรียมบ้านสำหรับเลี้ยงกบคอนโดนั้นง่ายมากขั้นแรก มองหาทำเลเหมาะๆ นั่นคือ เงียบสงบ ร่มรื่นและชุ่มชื้น จะเป็นข้างบ้าน หลังบ้าน หรือพื้นที่ว่างในสวนก็ได้ โดยเลือกบริเวณที่มีแสงแดดรำไรหรือมีซาแรนพรางแสงช่วยลดความร้อนขั้นที่สอง สร้างคอนโด 3 ชั้น จำนวน 2 หลัง แต่ละหลังใช้วงบ่อซีเมนต์ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร ที่เจาะรูต่อท่อด้านข้างสำหรับระบายน้ำทิ้ง เป็นฐานชั้นล่างสุดจากนั้นนำยางรถยนต์เก่า 2 เส้นวางซ้อนกัน แล้วปิดทับด้วยฝาครอบพัดลมขนาดกำลังดียี่ห้อใดก็ได้ ก็เป็นอันเรียบร้อย

หลังจากคอนโดสร้างเสร็จ สมาชิกก็พร้อมเข้าอยู่ ก่อนปล่อยลูกกบให้เติมน้ำในวงบ่อซีเมนต์เพียงแค่พอให้กบยืนอยู่ที่พื้นได้ ไม่ควรใส่น้ำมากเกินไปจนท่วมตัว จากนั้นปล่อยลูกกบรุ่นเล็ก (อายุ 1 -2 เดือน) ซึ่งมีขนาดประมาณเหรียญ5 บาท จำนวน 100 ตัวลงในคอนโดหลังแรก เมื่อเลี้ยงได้ 1 เดือนจึงแยกกบที่มีขนาดใหญ่ 50 ตัวออกไปเลี้ยงในคอนโดอีกหลัง ใช้เวลาเลี้ยง 3-4 เดือน ก็ได้ขนาดที่ตลาดต้องการ

เลี้ยงอย่างไร?ให้กบแข็งแรง
เรื่องอาหารการกินของกบให้เพียงอาหารเม็ดก็พอ โดยให้ช่วงเย็นวันละหนึ่งครั้งตามขนาดตัว นั่นคือ ระยะแรกให้อาหารปลาดุกเม็ดเล็ก เมื่อกบตัวโตขึ้นก็เปลี่ยนให้อาหารปลาดุกเม็ดใหญ่ หรือจะเสริมด้วยอาหารสด พวกกุ้ง หอย ปู ปลา ร่วมด้วยก็ได้
การเลี้ยงกบคอนโดแม้ทำได้ง่าย แต่ผู้เลี้ยงต้องขยันหมั่นเปลี่ยนถ่ายน้ำในคอนโดทุกวัน เพื่อความสะอาดและไม่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค หากไม่เปลี่ยนถ่ายน้ำ กบที่เลี้ยงมักเกิดโรคเท้าเปื่อย ซึ่งทำให้กบตัวนั้นอ่อนแอและอาจถูกเพื่อน ๆ ที่แข็งแรงกว่ากินเป็นอาหารได้ แต่หากเจอกบเป็นโรคก็ไม่ต้องตกใจ แก้ไขง่าย ๆ ด้วยการแยกออกมาใส่ยาฆ่าเชื้อ(เบตาดีน) เมื่อรอยแผลหายดีจึงนำกลับไปเลี้ยงในคอนโดเดิม



เติมน้ำในคอนโดให้สูงเพียงแค่พอให้กบยืนอยู่ที่พื้นได้
ต้นทุน
การเลี้ยงกบคอนโดลงทุนไม่มาก ทั้งยางรถยนต์และฝาครอบพัดลมสามารถนำของเก่าเหลือทิ้งมาใช้ได้ ต้นทุนหลักจึงอยู่ที่ค่าลูกกบและค่าอาหาร ดังนี้

? ลูกกบรุ่นเล็ก ราคาตัวละ 2 บาท จำนวน 100 ตัว
200 บาท
? อาหารปลาดุกเม็ดเล็ก 1 กิโลกรัม 100 บาท
? อาหารปลาดุกเม็ดใหญ่ 1 กระสอบ 400 บาท

กบ 1 รุ่น (ระยะเวลาเลี้ยง 3-4 เดือน)

รวมต้นทุน 700 บาท

**ราคาอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

Tips
คอนโด 1 หลังสามารถเลี้ยงกบขนาดตัวเต็มวัยได้ถึง 100 ตัว
ไม่ควรวางคอนโดไว้กลางแจ้ง เพราะยางรถยนต์ดูดความร้อน ทำให้น้ำร้อนไปด้วย ส่งผลให้กบกินอาหารได้น้อยลงและโตช้า
คอนโดควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำ เพื่อสะดวกในการเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน หากไม่มีวงบ่อซีเมนต์ จะใช้ยางรถยนต์ทั้ง 3 ชั้นก็ได้ แต่ต้องเจาะท่อระบายน้ำที่ยางเส้นล่างสุด และต้องเตรียมพื้นสำหรับใส่น้ำเลี้ยงด้วย
ปิดฝาครอบพัดลมด้านบนคอนโดให้แน่นหนาเพื่อป้องกันงูและสัตว์อื่นมากินกบ


ขอบคุณข้อมูล คุณไวพจน์ นิตทิม ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร แขวงบางเชือกหนัง โทรศัพท์ 08-6757-8052

ที่มา https://www.baanlaesuan.com/229822/garden-farm/farming-101/bullfrog





หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 13