ธันวาคม 19, 2014, 09:22:24 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: เกษตรอินทรีย์ ชีวภาพ และจุลินทรีย์ ทางเลือก ทางรอดใหม่ของเกษตรไทย?  (อ่าน 5038 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Nicaonline
Nicaonline
Administrator
YaBB God
*****

Karma: -1
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3042



ดูรายละเอียด
« เมื่อ: พฤศจิกายน 24, 2007, 08:40:59 AM »

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 20 ฉบับที่ 419

เทคโนโลยี่ชาวบ้าน

ภราดร เทพพานิช

เกษตรอินทรีย์ ชีวภาพ และจุลินทรีย์ ทางเลือก ทางรอดใหม่ของเกษตรไทย? (ตอนที่ 4) รอบรู้เข้าใจจุลินทรีย์ ช่วยฟื้นฟูดินและลดต้นทุนการผลิต

ต่อเนื่องจากครั้งที่แล้ว วิทยากรผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านเกษตรอินทรีย์ทั้ง 4 ท่าน ได้ให้แง่คิดดีๆ เกี่ยวกับการทำการเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาเป็นอย่างมาก สำหรับครั้งนี้ถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีความน่าสนใจไม่น้อยกว่าครั้งที่ผ่านมา โดยทางนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านยังคงนำเสนอด้านการใช้จุลินทรีย์ในการทำการเกษตร โดยได้เรียนเชิญวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาให้ความรู้เกี่ยวกับจุลินทรีย์ในแง่มุมต่างๆ

อาจารย์ประทีป กุณาศล พิธีกรดำเนินรายการ และได้รับเกียรติจาก คุณเอ็นนู ซื่อสุวรรณ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวถึงการส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกรหันมาทำเกษตรอินทรีย์

คุณเอ็นนู กล่าวว่า "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนใจภาคการเกษตรเป็นอย่างมาก จากจำนวนโครงการของพระองค์ท่าน 3,000 กว่าโครงการ เป็นโครงการภาคการเกษตร ประมาณ 80% นอกจากนั้น ยังมีพระราชดำรัสว่าเศรษฐกิจของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2507 ขึ้นอยู่กับภาคการเกษตร รายได้ที่นำมาพัฒนาประเทศส่วนใหญ่มาจากภาคการเกษตร จึงเชื่อว่าการเกษตรยังเป็นทิศทางที่สามารถดำเนินต่อไปได้ ปัจจัย 4 ประการ ที่สำคัญในการพัฒนาการเกษตร คือ คน เริ่มจากการทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำ และมีความรู้ในสิ่งนั้น รวมถึงการมีความสามัคคี ดิน หากรักษาดินให้มีคุณภาพแล้ว ดินจะเลี้ยงพืชเอง น้ำ ต้องมีคุณภาพดี ป่า ต้องเริ่มปลูกป่าในใจคนก่อนที่จะปลูกป่าจริง งานพัฒนา พัฒนาตามสังคม คือทางระบบภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรม และสิ่งที่สำคัญในการทำการเกษตรอินทรีย์ คือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข พอประมาณ มีเหตุผล ภูมิคุ้มกัน และอยู่ภายใต้ 2 เงื่อนไข คือมีความรู้คู่คุณธรรม"

หลักแนวคิดการทำการเกษตรอินทรีย์นั้น ต้องมีความตั้งใจว่า เราจะมีชีวิตที่เรียบง่าย เราจะประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย เราจะยึดทางสายกลางรู้จักพอ มีความเมตตาเอื้ออาทร ร่วมมือช่วยเหลือกัน ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ขยันประกอบสัมมาอาชีพ ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน พึ่งพาตนเองได้ และไม่ควรมีอบายมุขเข้ามาเกี่ยวข้อง

คุณเอ็นนู เล่าว่า มีความพยายามส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดความเข้าใจถึงระบบทุนนิยมว่า ระบบทุนนิยมเป็นการเน้นการแข่งขัน เน้นเรื่องดัชนีมวลรวมประชาชาติ ส่วนระบบเศรษฐกิจพอเพียงเป็นระบบสร้างความพอดี เน้นความสุขของชาวบ้าน มีการช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน การค้าที่ยุติธรรมต้องมีการเปิดโอกาส แต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขการแบ่งปันกัน ดังนั้น เศรษฐกิจพอเพียงต้องเริ่มจากจิตใจที่พอเพียงก่อน ตามด้วยสังคม ทรัพยากร เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ โดยคิดเรื่องเงินเป็นอันดับสุดท้าย เหล่านี้จะช่วยในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ในส่วนของเกษตรทฤษฎีใหม่เรื่องทฤษฎี 3 ขั้นบันได ขั้นที่หนึ่งคือ การพึ่งพาตนเอง ขั้นที่สองคือ การพึ่งพาซึ่งกันและกัน และขั้นที่สามคือการร่วมมือกับแหล่งทุนภายนอก

ธ.ก.ส. ได้นำหลักทฤษฎีนี้มาเผยแพร่และให้ความรู้กับชาวบ้าน หากทำขั้นที่หนึ่งประสบความสำเร็จแล้วขั้นต่อไปคือการทำในระดับชุมชน การพัฒนาต้องเป็นไปตามขั้นตอน แต่ส่วนใหญ่เกษตรกรมักกระโดดข้ามขั้นทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จ

สำหรับเกษตรกรตัวอย่างของ ธ.ก.ส. มีหลายคนที่ประสบความสำเร็จในการทำการเกษตรอินทรีย์ โดยยกตัวอย่าง คุณมณี ชูตระมึงล เกษตรกรจังหวัดอุทัยธานี ทำการเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน โดยเลี้ยงปลาในนาข้าว ทำสวนผลไม้ ห่มดินโดยนำฟางข้าวมาคลุมดิน จากเนื้อที่ 38 ไร่ สามารถเพิ่มเป็น 60 ไร่ ภายในระยะเวลา 6 ปี สามารถทำนาข้าวได้ปีละ 3 ครั้ง ในเขตนาน้ำฝน ปัจจุบันพื้นที่ทำการเกษตรเหล่านี้ยังเป็นศูนย์เรียนรู้ของ ธ.ก.ส. อีกด้วย

อีกหนึ่งตัวอย่างของเกษตรกรของ ธ.ก.ส. มีพื้นที่ทำการเกษตร 3 ไร่ ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก พืชสมุนไพรหลายร้อยชนิด และแต่ละชนิดปลูกอย่างละ 10 ต้น ต้นที่หนึ่งสำหรับกินและใช้ในครัวเรือน ต้นที่สองแจกจ่าย ที่เหลืออีกแปดต้นจำหน่าย ซึ่งสามารถทำให้ครอบครัวอยู่รอด และสามารถเลี้ยงครอบครัวได้

หากมีพื้นที่ทำการเกษตรน้อย ตัวอย่างคือ เกษตรกรจังหวัดจันทบุรี มีพื้นที่ 1 ไร่ โดยพื้นที่ 100 ตารางวา ปลูกพืชสมุนไพร 30 ตารางวา ทำโรงเพาะเห็ด 20 ตารางวา เลี้ยงหมู 10 ตารางวา เลี้ยงปลาดุก 10 ตารางวา พื้นที่ที่เหลือปลูกผัก ปลูกไม้ยางนา ไม้สัก เมื่อคิดเฉลี่ยต่อปีแล้ว จะมีรายได้วันละ 1,000 บาท ข้อสำคัญต้องมีความขยัน

วิทยากรท่านต่อมา รศ.ดร.สุดฤดี ประเทืองวงศ์ บรรยายในหัวข้อจุลินทรีย์เพื่อควบคุมโรคพืช โดยได้เล่าถึงจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อภาคการเกษตรหลายชนิด ซึ่งได้ยกตัวอย่าง รา แบคทีเรีย โปรโตซัว ไส้เดือนฝอย ไวรัส และนอกจากนั้นยังเล่าถึงจุลินทรีย์ที่ดี ซึ่งพบมากในพืชที่มีลักษณะสมบูรณ์แข็งแรงตามจุดเจริญต่างๆ คือบริเวณปลายยอดอ่อน ตา โดยทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้คัดแยกเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์สำหรับช่วยในการเจริญเติบโตของพืชต่อไป

การใช้จุลินทรีย์หลายตัวผสมกัน ดีจริงหรือ

จุลินทรีย์แต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่โดดเด่นแตกต่างกันไป ตัวจุลินทรีย์สามารถสร้างสารปฏิชีวนะฆ่าเชื้อโรค สามารถกินเชื้อโรคหรือพวกเดียวกันเองได้ ในการใช้จุลินทรีย์ควรดูวัตถุประสงค์ในการใช้งานเป็นสำคัญ นอกจากนั้น จุลินทรีย์ยังมีกลไกที่จะส่งเสริมการเจริญเติบโต โดยจะช่วยเป็นตัวกระตุ้นให้พืชผลิตเอง

"เหตุผลที่ต้องทำการคัดเลือกสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ เนื่องจากจุลินทรีย์บางชนิดสามารถสร้างสารปฏิชีวนะได้ บางชนิดไม่สามารถสร้างได้ และบางชนิดสามารถสร้างได้มากกว่า 1 ชนิด จากการตรวจสอบข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์พบว่าจุลินทรีย์สามารถสร้างสารปฏิชีวนะได้ถึง 3 ชนิด ที่แตกต่างกันไป เมื่อจุลินทรีย์สร้างสารปฏิชีวนะเพื่อยับยั้งเชื้อโรคได้ถึง 3 ชนิด หมายความว่า สามารถฆ่าเชื้อโรคหรือหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้มากชนิดขึ้นไป" อาจารย์สุดฤดีกล่าว

จุลินทรีย์เหล่านี้สามารถควบคุมอาการของโรคต่างๆ ที่ทำความเสียหายให้กับพืช และสามารถที่จะรักษาได้ แต่ต้องพิจารณาจากระดับความรุนแรงของโรค และการถูกทำลายด้วย หากระดับความรุนแรงของโรคและการถูกทำลายน้อย จุลินทรีย์สามารถช่วยได้ แต่หากพืชเป็นโรคระดับรุนแรงจุลินทรีย์ไม่สามารถช่วยได้

จากการศึกษาวิจัยพบว่า อัตราการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์เร็วมาก เปรียบเหมือนมดที่ได้พบน้ำหวานแล้วจะส่งสัญญาณเรียกเพื่อนๆ มาอย่างรวดเร็ว ยิ่งไปกว่านั้นจุลินทรีย์ยังสามารถยับยั้งและฆ่าเชื้อโรคได้ การทำงานของเชื้อโรคคือจะปลดกลไกการป้องกันของพืชโดยไม่ให้พืชรู้ตัว แต่จุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์จะเป็นตัวตัดสัญญาณของเชื้อโรคให้สลายไป ทำให้เชื้อโรคไม่สามารถทำลายพืชได้

นอกจากนั้น จุลินทรีย์ยังส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช โดยฮอร์โมนของจุลินทรีย์ไปกระตุ้นให้พืชสร้างฮอร์โมนได้ดีขึ้น จุลินทรีย์เหล่านี้จะอยู่บริเวณรากของพืชทั้งหมด ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคในดินได้ โดยเชื้อโรคไม่สามารถเกาะรากพืชได้ ทำให้พืชไม่เป็นโรค จากผลการทดลองพืชที่ได้รับจุลินทรีย์ ที่เป็นประโยชน์จะเจริญเติบโตและแข็งแรง

จะใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรคพืชอย่างไร ให้ประสบความสำเร็จ

การนำจุลินทรีย์ไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ ก่อนอื่นต้องเลือกลักษณะสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ที่ดี ซึ่งในปัจจุบันมีจำหน่ายทั้งแบบชนิดผง ชนิดน้ำ และชนิดเม็ด ส่วนวิธีในการนำไปใช้สามารถนำไปคลุกกับเมล็ดพืช ผสมกับดินที่จะปลูก หรือจุ่มรากพืชก่อนปลูก ช่วงเวลาที่ใช้จุลินทรีย์ได้อย่างเหมาะสมอาจต้องขึ้นอยู่กับอายุพืชเป็นสำคัญ เช่น ช่วงที่ต้องการให้พืชเจริญเติบโตเร็วขึ้น หรือช่วงที่โรคพืชเข้าทำลายในระยะเริ่มต้น จำนวนครั้งที่ใช้นั้นขึ้นอยู่กับจำนวนของโรคและแมลงที่ระบาด และสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องที่

วิทยากรท่านต่อมา คุณวิทยา ธนานุสนธิ์ นักวิชาการเกษตร จากกรมวิชาการเกษตร ผู้เชี่ยวชาญด้านจุลินทรีย์ บรรยายเรื่องจุลินทรีย์และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย โดยเล่าถึงการตรึงไนโตรเจนของจุลินทรีย์ ซึ่งจุลินทรีย์ที่ตรึงธาตุอาหารไนโตรเจนจะอยู่ร่วมกับพืช โดยการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ได้แก่ ไรโซเบียมกับพืชตระมึงลถั่ว (การสังเกตลักษณะของปมถั่วที่ดี หากเป็นสีแดงสามารถสร้างปุ๋ยไนโตรเจนให้กับต้นถั่วได้ดี แต่หากเป็นสีขาวจะไม่สามารถสร้างไนโตรเจนได้) สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินกับแหนแดง แพงเกียงกับสน หรือไม้โตเร็วบางชนิด สามารถสร้างปุ๋ยไนโตรเจนได้ 50-100% สำหรับสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินจะสร้างปุ๋ยไนโตรเจนให้กับแหนแดงสามารถใช้ในการทำปุ๋ยพืชสดได้ โดยที่สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินจะมีไนโตรเจนในน้ำหนักแห้งอยู่ 2-7% ส่วนแหนแดง มีไนโตรเจนในน้ำหนักแห้งอยู่ 5%

จุลินทรีย์ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยและดูดซับธาตุอาหารให้แก่พืช ได้แก่ เชื้อราไมโครไรซา ซึ่งอาศัยอยู่ภายในพืชหรือบริเวณรอบรากพืช จะดูดซึมธาตุอาหารฟอสฟอรัส และช่วยในการป้องกันโรครากเน่าโคนเน่าให้แก่พืชที่อาศัยอยู่ด้วย นอกจากนั้น เชื้อราไมโครไรซา ช่วยให้รากพืชกระจายตัวได้มากขึ้น ทำให้พืชมีประสิทธิภาพในการหาอาหารได้ดี สามารถใช้กับพืชตระมึงลไม้ผลได้ดี วิธีการใช้เชื้อราไมโครไรซา ควรใส่ในระยะที่พืชยังเป็นต้นกล้า โดยใช้รองก้นหลุม ใส่เพียงครั้งเดียว สำหรับพืชที่โตแล้วสามารถใช้ได้เช่นเดียวกัน โดยขุดเป็นแนวรอบลำต้นบริเวณรากฝอย จากนั้นนำจุลินทรีย์โรยเป็นแนวรอบลำต้นแล้วกลบดิน หากใช้ร่วมกับหินฟอสเฟตจะเป็นประโยชน์แก่พืชเพิ่มมากขึ้น

สุดท้ายนี้ มีวิธีการในการตรวจสอบปุ๋ยชีวภาพหรือผลิตภัณฑ์ชีวภาพ โดยการสังเกตผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายตามท้องตลาดดังต่อไปนี้คือ ดูชื่อของจุลินทรีย์ ปริมาณจุลินทรีย์ต่อหน่วย วัสดุที่นำมาผลิตปุ๋ยชีวภาพ วิธีการเก็บรักษา เนื่องจากจุลินทรีย์เป็นสิ่งมีชีวิตสามารถหมดอายุได้

บันทึกการเข้า

ความรู้ ข่าวสาร สร้างปัญญา

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: