ตุลาคม 25, 2014, 10:27:09 AM
ข่าว:
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: จับหลักให้มั่นกับการอนุบาลลูกกุ้งขาวแวนนาไม  (อ่าน 4785 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
nanriga
systems Research
YaBB God
******

Karma: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3772


สวัสดีจ้า


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2007, 09:52:21 AM »

จับหลักให้มั่นกับการอนุบาลลูกกุ้งขาวแวนนาไม




เมื่อคราวที่แล้ว ผมพูดถึงการเพาะลูกกุ้งขาวแวนนาไม โดยเน้นจุดสนใจที่ผู้เพาะลูกกุ้งขาวแวนนาไม หน้าใหม่ควรต้องรู้ แม้จะเป็นผู้เพาะลูกกุ้งกุลาดำมาก่อนก็ตาม มาคราวนี้ ผมจะมาต่อเรื่องถึงตอนอนุบาลลูกกุ้งที่มีความแตกต่างจากกุ้งกุลาดำพอสมควร

ระยะการพัฒนาของตัวอ่อน

ตัวอ่อนของกุ้งขาวแวนนาไมจะพัฒนาร่างกายขึ้นภายในไข่ที่มีลักษณะกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.22 มิลลิเมตร หลังได้รับการผสมพันธุ์ ไข่ของกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าน้ำทะเล จะจมลงสู่พื้น และฟักออกเป็นตัวอ่อน ภายในระยะเวลา 14 ชั่วโมง แล้วจึงค่อยๆ พัฒนาและเปลี่ยนรูปร่างหลายครั้ง จนกระทั่งรูปร่างเหมือนตัวเต็มวัย โดยแบ่งระยะการเปลี่ยนแปลงออกเป็น 4 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 นอเพลียส (nauplius) ตัวอ่อนมีรูปร่างคล้ายแมงมุม ยังไม่ต้องการอาหาร เนื่องจากถุงอาหาร (yolk sac) ที่ติดอยู่กับลำตัวจะเป็นแหล่งอาหารในระหว่างตัวอ่อนยังไม่พร้อมที่จะหาอาหารกินเอง เมื่อลอกคราบ 6 ครั้ง กินเวลา 36-48 ชั่วโมง ตัวอ่อนจะผ่านระยะที่ 1 นี้ไปสู่ระยะที่ 2

ระยะที่ 2 โปรโตซูเอี้ย (protozoea) ตัวอ่อนระยะนี้มีรูปร่างยาวขึ้น โดยเฉพาะลำตัว เราสามารถแยกความแตกต่างระหว่างส่วนหัวและลำตัวได้อย่างชัดเจน ระยะนี้มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง 3 ขั้นตอน ใช้ระยะเวลาประมาณ 4-7 วัน

ระยะที่ 3 ไมซีส (mysis) ตัวอ่อนระยะนี้มีลักษณะคล้ายลูกกุ้งวัยรุ่น แต่การว่ายน้ำยังว่ายน้ำแบบหัวทิ่มลงและเคลื่อนที่ด้วยการดีดตัวขึ้นและลง ระยะนี้มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง 3 ขั้นตอน ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 5-7 วัน

ระยะที่ 4 โพสต์ลาวา (post larva) ตัวอ่อนระยะนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับลูกกุ้งวัยรุ่นมากที่สุด มีอวัยวะต่างๆ เกือบครบทุกส่วน และพัฒนาการไปเรื่อยๆ จนเข้าสู่ระยะกุ้งวัยรุ่น ความยาวของกุ้งระยะโพสต์ลาวาอยู่ระหว่าง 0.88-3.00 มิลลิเมตร

ส่วนระยะลาวา (3 ระยะแรก) ลูกกุ้งมีความยาวระหว่าง 1.95-2.73 มิลลิเมตร ลูกกุ้งจะไม่มีหนามแหลมที่แผ่นปิดหน้าอก (sternite) ที่ 7 และความยาวของกรีเมื่อเทียบกับความยาวตาแล้วจะมีอัตราส่วนประมาณ 2:5-3:5 แต่ไม่เกิน 4:5

ในระยะโพสต์ลาวา จะเห็นขาเดิน 3 คู่ ของลูกกุ้ง โดยคู่แรกมองเห็นเป็นก้ามชัดเจน หางแคบเข้า ลูกกุ้งระยะนี้เป็นระยะที่มีรยางค์ครบ มีขากรรไกร (mandible) ที่ชัดเจน ขาว่ายน้ำเจริญให้เห็นชัดเจนขึ้นกรีสั้นกว่าดวงตา ระยะระหว่างตากางออกมองเห็นได้ชัดเจน ลักษณะลำตัวสั้นป้อม จะมีลักษณะใส มีเส้นสีน้ำตาลพาดยาวจากบริเวณหนวดถึงหาง โดยปล้องท้อง ปล้องที่ 6 จะยาวกว่าปล้องหัวเล็กน้อย

ในการเพาะเลี้ยงในบ่อดิน หากอนุบาลลูกกุ้งให้โตไปจนถึงช่วงโพสต์ลาวา PL-15 เป็นต้นไป ก็สามารถที่จะใช้เป็นพันธุ์สำหรับปล่อยเลี้ยงในบ่อดินได้ ในต่างประเทศ เช่น ประเทศเม็กซิโก จะอนุบาลลูกกุ้งไปจนถึงขนาด PL-45 ถึงจะปล่อยลงบ่อดิน



สภาพแวดล้อมในการเพาะเลี้ยง

กุ้งขาวแวนนาไม เป็นกุ้งที่เลี้ยงได้ทั้งระบบธรรมชาติ และระบบกึ่งหนาแน่น ลักษณะพิเศษของกุ้งสายพันธุ์นี้คือ สามารถปรับตัวภายใต้สภาพการเพาะเลี้ยงได้หลายรูปแบบ สามารถเพาะเลี้ยงพ่อแม่กุ้งได้จากในบ่อเพาะเลี้ยง ซึ่งสภาพแวดล้อมในการอนุบาลลูกกุ้งชนิดนี้ต้องอาศัยน้ำทะเลหรือน้ำที่มีคุณสมบัติเดียวกับน้ำทะเลตลอด 24 ชั่วโมง จึงทำให้การเพาะเลี้ยงประสบความสำเร็จ กุ้งขาวแวนนาไมเป็นกุ้งที่มีลักษณะพิเศษคือ สามารถปรับตัวภายใต้สภาพการเพาะเลี้ยงได้หลายรูปแบบ เลี้ยงได้ทั้งระบบธรรมชาติ และระบบกึ่งหนาแน่น

ความเค็มและอุณหภูมิของน้ำ เป็นคุณภาพน้ำที่สำคัญที่สุดในบ่อเพาะฟัก และควรควบคุมให้อยู่ในช่วงแคบที่สุดคือ ความเค็ม 27-36 พีพีที อุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส ขึ้นลงไม่เกิน 2 องศา นอกจากนี้ก็มีเรื่อง pH 7.8 + ไม่เกิน 0.2 (หรือปกติค่าที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง pH 7.2-8.6) ค่าอัลคาไลน์ควรอยู่ระหว่าง 100-180 ค่าความกระด้างควรมีค่าประมาณ 120 มิลลิกรัม ต่อลิตร ให้แสงนาน 14 ชั่วโมง และมืด 10 ชั่วโมง ให้ออกซิเจนละลายน้ำ 5 พีพีเอ็ม

ส่วนคุณสมบัติของน้ำด้านอื่นๆ ได้แก่ ระดับสารประกอบไนโตรเจน (โดยเฉพาะแอมโมเนียและไนไตรต์) ไม่ควรมีหรือมีน้อยที่สุด NH4-ประมาณ 0.02-0.04 มิลลิกรัม ต่อลิตร ไนไตรต์ NO2 ประมาณ 0.01-0.02 มิลลิกรัม ต่อลิตร ไนเตรต NO3 ประมาณ 0.1-0.2 มิลลิกรัม ต่อลิตร ซึ่งปริมาณไนไตรต์เกิน 0.1 มิลลิกรัม ต่อลิตร จะทำให้มีปัญหาเลี้ยงลูกกุ้งไม่ติดได้



การอนุบาลลูกกุ้ง

จะอนุบาลในถังใหญ่ 30-40 ตัน ปริมาณของน้ำเฉลี่ยในถังอยู่ที่ 20-35 ตัน ความหนาแน่นของการปล่อย 150-200 ตัว ต่อลิตร หรือ 150,000-200,000 ตัว ต่อตัน ในบ่ออนุบาลจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือบ่ออนุบาลนอเพลียสจนถึง พี 4 และหลังจากนั้นจะย้ายกุ้ง พี 4 ไปอนุบาลอีกบ่อหนึ่ง จนถึง พี 12 ในช่วงของ ซูเอี้ย ถึง ไมซิส จะถ่ายน้ำ 30-60% ทุกวัน เมื่อกุ้งเข้าระยะพี จะต้องถ่ายน้ำทุกวัน 70-100%

ปัญหาที่เจอในระยะซูเอี้ยนี้คือ โรคซูเอี้ย ซินโดรม จะมีลักษณะของแบคทีเรียหรือโปรโตซัว ที่อยู่ระหว่างเซลล์ จะทำให้ลูกกุ้งตายในระยะซูเอี้ย ซึ่งมีสาเหตุมาจากเรื่องความสะอาดของสาหร่ายที่นำมาให้ลูกกุ้งกิน



ลักษณะบ่ออนุบาล

ในต่างประเทศ การออกแบบบ่ออนุบาลลูกกุ้งพี จะใช้ระบบเรสเวย์ คือทำเป็นบ่อรูปยาวและหมุนเวียนหรือปล่อยให้น้ำไหลผ่านตลอดเวลา โดยจะอนุบาลลูกกุ้งจาก พี 12 ถึง พี 45 ก่อนปล่อยลงสู่บ่อดิน อาหารจะให้พวกอาร์ทีเมีย ตัวเต็มวัย หรือใช้อาหารสำเร็จบางตัวที่กุ้งพอจะกินได้ อุณหภูมิภายในระบบควบคุม ให้อยู่ที่ 24-26 องศาเซลเซียส ความหนาแน่นในการปล่อยขึ้นกับระยะเวลาที่จะอนุบาล ว่าต้องการอนุบาลไว้นานแค่ไหน เฉลี่ยจะอยู่ที่ พี 20-40 ซึ่งอัตรารอดของการอนุบาลจะอยู่ที่ 95%

แต่ในเมืองไทยก็ยังมีคนใช้ระบบบ่ออนุบาล ขนาด 2 ตัน เหมือนที่อนุบาลลูกกุ้งกุลาดำ ซึ่งก็ได้ผลดี

โดยทั่วไปบ่ออนุบาลลูกกุ้งในไทยจะเป็นบ่อซีเมนต์ อาจจะเป็นบ่อกลมหรือบ่อสี่เหลี่ยมลบมุม แต่ที่นิยมกันแพร่หลายคือ บ่อสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดตั้งแต่ 10 ตัน ถึง 20 ตัน ความลึกของบ่อประมาณ 1.00-1.50 เมตร ผนังบ่อด้านในควรจะทาสีเพื่อง่ายต่อการทำความสะอาดบ่อและป้องกันการสะสมของเชื้อโรคต่างๆ

ระบบน้ำ ใช้น้ำทะเลที่มีความเค็ม 28-33 พีพีที มาฆ่าเชื้อด้วยสารประกอบไฮโปคลอไรด์เข้มข้น 20-30 พีพีเอ็ม ให้ฟองอากาศอย่างแรง 5-7 วัน หรือใช้ Povidone Iodine เข้มข้น 1-3 พีพีเอ็ม ให้ฟองอากาศ 1-2 วัน ฯลฯ ก่อนใช้น้ำต้องตรวจเช็คจนแน่ใจว่าไม่มีสารพิษตกค้าง

ระบบให้อากาศ ในบ่ออนุบาลลูกกุ้งจะต้องให้อากาศทุกบ่อ ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง หากขาดอากาศ หรือระบบให้อากาศไม่ทำงาน ลูกกุ้งอาจตายทันที ส่วนใหญ่ระบบให้อากาศที่ใช้ในบ่ออนุบาลลูกกุ้งจะใช้เครื่องปั๊มอากาศผ่านท่อ พีวีซี สายยางและหัวทราย โดยจะมีวาล์วคอยควบคุมปริมาณลมแต่ละหัวทรายให้มากน้อยตามที่ต้องการ อากาศจะผ่านท่อและสายยางลงไปในน้ำจนถึงหัวทราย หัวทรายจะทำหน้าที่กระจายอากาศออกเป็นฟองเล็กๆ ทำให้อากาศสามารถละลายน้ำได้ดี การจัดสายยางและหัวทรายให้ปริมาณอากาศกระจายอย่างทั่วถึงทั้งบ่ออนุบาลนั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยทั่วไปนั้น ควรมีหัวทราย 1-2 หัว ต่อพื้นที่ 1 ตารางฟุต นอกจากนี้ ควรป้องกันการไหลกลับของน้ำเวลาเครื่องปั๊มอากาศไม่ทำงาน โดยยกระดับท่อ พีวีซี ที่เป็นท่อเมน ให้สูงกว่าระดับขอบบ่อไม่น้อยกว่า 1 เมตร

การควบคุมแสง ใช้ผ้าใบสีเข้มคลุมตลอด 24 ชั่วโมง โดยอาจคลุมทับลงบนกระเบื้องปิดปากบ่อก็ได้ การใช้ผ้าใบคลุมนี้นอกจากควบคุมแสงแล้วยังช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเเพลงตอนพืช การติดเชื้อโรค และสิ่งเจือปนอื่นๆ อีกด้วย

เครื่องทำความร้อน (Heater) ใช้เพื่อเพิ่มอุณหภูมิได้ หากจำเป็น

การเตรียมบ่ออนุบาล ล้างบ่ออนุบาลลูกกุ้งด้วยคลอรีนเข้มข้น หรือฟอร์มาลินเข้มข้นจนบ่อสะอาด ล้างด้วยน้ำจืดอีกครั้งหนึ่ง แล้วตากบ่อให้แห้ง เติมน้ำทะเลที่ฆ่าเชื้อแล้วใส่ลงในบ่ออนุบาล ให้ฟองอากาศเบาๆ โดยการจัดสายลมและหัวทราย ให้กระจายอย่างทั่วถึง โดยเฉลี่ยพื้นที่ 1 ตารางฟุต มีหัวทราย 1-2 หัว และจัดผ้าใบคลุมบ่ออนุบาลให้มิดชิด เพื่อป้องกันฝน ลม และสิ่งเจือปนอื่นๆ ตลอดจนช่วยควบคุมอุณหภูมิและแสงสว่าง เพื่อให้เปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด

การเตรียมอุปกรณ์อื่นๆ ในบ่ออนุบาลลูกกุ้งนั้น สายลมและหัวทรายก็เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพราะว่าสายลมและหัวทรายเก่าๆ เป็นแหล่งเพาะและแพร่กระจายเชื้อโรคต่างๆ เป็นอย่างดี ฉะนั้น ในการเตรียมอุปกรณ์ ถ้าหากเป็นสายลมและหัวทรายใหม่ ให้แช่น้ำจืดแล้วล้างให้สะอาดตากให้แห้งก็ใช้ได้เลย แต่ถ้าเป็นสายลมและหัวทรายเก่าๆ จำเป็นต้องแช่น้ำยาฆ่าเชื้อโรค โดยแช่ในน้ำยาฟอร์มาลินเข้มข้น 500-1,000 พีพีเอ็ม 1 คืน เสร็จแล้วล้างให้สะอาดและล้างด้วยน้ำจืดอีกครั้งหนึ่ง ตากให้แห้งแล้วนำไปใช้ นอกจากสายลมและหัวทรายแล้ว อุปกรณ์อื่นๆ เช่น แก้ว กะละมัง กระบวย ถังพลาสติค สวิง และผ้ากรองต่างๆ ที่ใช้ในการอนุบาลลูกกุ้ง ต้องแช่น้ำยาฆ่าเชื้อโรค แล้วล้างให้สะอาดจนมั่นใจว่าปราศจากเชื้อโรค จึงนำไปใช้



การปล่อยลูกกุ้ง

ควรคัดเลือกนอเพลียส (Nauplius) แข็งแรง จากแหล่งเพาะนอเพลียสที่เชื่อถือได้ อาจดูจากประวัติการทำงานของบ่อเพาะ การรับรองจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือสอบถามจากผู้เลี้ยงรายอื่น ซึ่งจะช่วยยืนยันผลงานของบ่อเพาะนอเพลียสได้เป็นอย่างดี นอเพลียสที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

- ลำตัวค่อนข้างใส ไม่ขุ่น

- ว่ายทวนน้ำ มีลักษณะตื่นตัว เคลื่อนที่เร็ว

- เมื่อตักใส่ภาชนะทิ้งไว้ จะว่ายน้ำขึ้นผิวน้ำ จะไม่จมกองอยู่ที่ก้นภาชนะ

- เมื่อหยุดลมจะว่ายน้ำขึ้นผิวน้ำเข้าหาแสงแดดเป็นกลุ่มก้อน

เมื่อได้นอเพลียสมาถึงบ่ออนุบาล ควรสุ่มนับจำนวน ตรวจสอบก่อนปล่อยลงบ่ออนุบาล เพื่อประโยชน์ในการคำนวณอัตรารอดและหาปริมาณอาหารที่เหมาะสม

ตรวจเช็คอุณหภูมิและความเค็มของน้ำในถุงลำเลียง นอเพลียสและในบ่ออนุบาลก่อนปล่อยทุกครั้ง เพื่อปรับอุณหภูมิและความเค็มให้เท่ากัน จึงจะดำเนินการปล่อย

ในการปล่อยนอเพลียสลงบ่ออนุบาลทุกครั้ง ต้องตรวจสอบและดำเนินการอย่างพิถีพิถันละเอียดรอบคอบ โดยเน้นเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษ

ความหนาแน่นที่เหมาะสมของนอเพลียส ในบ่ออนุบาลนั้น ประมาณ 100 ตัว ต่อลิตร



อาหาร และการให้อาหาร

กุ้ง เป็นสัตว์น้ำที่กินอาหารทั้งพืชและสัตว์ ทั้งที่มีชีวิตและตาย ดังนั้น อาหารของลูกกุ้งจึงมีมากมายหลายชนิด ดังนี้

ก. อาหารมีชีวิต ได้แก่

- แพลงตอนพืช

- แพลงตอนสัตว์

ข. อาหารไม่มีชีวิต ได้แก่

- Algae ผง

- Artificial Feed

- ไข่ตุ๋น

- อาหารเม็ด

ปริมาณอาหาร โดยทั่วไปแล้วปริมาณอาหารที่ให้ลูกกุ้งกินในแต่ละครั้งนั้น ไม่ค่อยแน่นอนตายตัวนัก จะขึ้นอยู่กับขนาดของลูกกุ้งและขนาดของอาหาร แต่จะมีหลักยึดถือโดยทั่วๆ ไปว่า จะให้อาหารแต่ละมื้อจำนวนน้อยๆ แต่จะให้บ่อยครั้ง เป็นวิธีที่ดีที่สุด เพราะจะไม่ทำให้น้ำเสียและลูกกุ้งมีโอกาสกินอาหารอย่างทั่วถึง

การให้อาหาร ระยะเวลาในการให้อาหารลูกกุ้งนั้น เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก การที่ให้ลูกกุ้งมีอาหารกินอย่างสม่ำเสมอและมีปริมาณพอสมควร ไม่มากไม่น้อยนั้น เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้อาหารบ่อยๆ ครั้ง ดีกว่าที่จะให้อาหารครั้งละมากๆ ควรแบ่งมื้ออาหาร ดังนี้

ครั้งที่ 1 เวลา 06.00 - 07.00 น.

ครั้งที่ 2 เวลา 09.00 - 10.00 น.

ครั้งที่ 3 เวลา 14.00 - 15.00 น.

ครั้งที่ 4 เวลา 22.00 - 23.00 น.

ครั้งที่ 5 เวลา 02.00 - 03.00 น.

การตรวจสอบปริมาณอาหารว่าเพียงพอหรือไม่นั้น สามารถทำได้โดยการตักน้ำในบ่ออนุบาลขึ้นมาใส่แก้วใส ส่องตรวจดูปริมาณกุ้งและอาหารที่เหลืออยู่ เปรียบเทียบกัน หากอาหารกุ้งเป็นแพลงตอนพืช ก็ตรวจดูความเข้มสีน้ำ ว่าเขียวมากแค่ไหน แต่ถ้าเป็นแพลงตอนสัตว์ก็ต้องอาศัยนับตัวอาร์ทีเมีย เปรียบเทียบกับจำนวนลูกกุ้งที่ตักขึ้นมา ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ แต่ถ้าเรามีหลักเกณฑ์ที่มั่นคงแล้ว จะปรับไปอย่างไรก็ได้



การดูแล

การดูแลกุ้งหรือการปฏิบัติงานประจำวัน ได้แก่ การให้อาหาร การทำความสะอาดบ่อ การเปลี่ยนถ่ายน้ำ การตรวจสุขภาพทั่วไป การตรวจสอบเครื่องมือเครื่องใช้ให้อยู่ในสภาพใช้การได้อยู่เสมอ เป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นประจำ อย่าได้ขาด ซึ่งต้องอาศัยหลักการที่กล่าวถึงเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติงาน

สรุป

ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นหลักการในการอนุบาลกุ้งขาว ซึ่งหากรู้หลักการที่ถูกต้องแล้ว เชื่อว่าจะสามารถเลี้ยงกุ้งได้ดีแน่นอน


หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 19 ฉบับที่ 411 หน้า 100
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: