นครพนม บูมเลี้ยงปลาเผาะ ส่งออกป้อนตลาดสหภาพยุโรป

(1/1)

nanriga:
ชนะ วสุรักคะ not.007@ hotmail.com

นครพนม บูมเลี้ยงปลาเผาะ ส่งออกป้อนตลาดสหภาพยุโรป


พื้นที่ของจังหวัดนครพนม มี 3 อำเภอ คือ อำเภอบ้านแพง เมือง และธาตุพนม ที่อยู่ติดกับริมแม่น้ำโขงเป็นแนวยาวประมาณ 153 กิโลเมตร ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้ริมน้ำนอกจากมีอาชีพประมงแล้ว ยังพากันนิยมเลี้ยงปลาในกระชัง ทั้งปลาหนังและปลามีเกล็ด เช่น ปลานิล ปลาแข้ ปลาคัง ปลาโจก ปลาประเภทดังกล่าวส่วนใหญ่หากนำไปประกอบอาหาร ขึ้นโต๊ะจีน ร้านอาหาร โรงแรม เป็นที่นิยมชมชอบของนักชิม อีกทั้งรสชาติของเนื้อปลาหวาน อร่อย ที่สำคัญไม่ค่อยมีกลิ่นคาวเพราะเลี้ยงในน้ำไหล

แต่ปัจจุบันยังมีปลาอีกชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านติดริมน้ำต่างพากันเลี้ยงเป็นจำนวนมาก หากใครได้มองลงไปริมตลิ่งจะเห็นกระชังปลายาวสุดลูกหูลูกตา ไม่ต้องแปลกใจและไต่ถามให้ยากเพราะเป็นโครงการพัฒนาสัตว์น้ำเพื่อการส่งออก (ปลาเผาะ) ที่หลายหน่วยงานให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างรายได้และเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับชาวนครพนม

ปลาเผาะ หรือปลาโมง เป็นปลาตระมึงลเดียวกันกับปลาสวาย พบกระจายพันธุ์ในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจำนวนมาก ในประเทศไทยพบมากในแม่น้ำโขงและแม่น้ำเจ้าพระยา เนื้อปลามีสีขาวและรสชาติดี เป็นที่ต้องการของตลาดโลก เช่น ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หรือ อียู คือ สหรัฐอเมริกา สเปน รัสเซีย และอีกหลายประเทศในแถบเอเชีย จนทำให้ปลาชนิดนี้มีราคาถีบตัวสูง ซื้อขายเฉลี่ยกิโลกรัมละ 80-100 บาท

จากข้อมูลพบว่า ประเทศเวียดนามเป็นแหล่งผลิตและส่งออกรายที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งในปี 2547 มีปริมาณการส่งออกถึง 120,000 ตัน มูลค่าประมาณ 17,000 ล้านบาท แต่ประสบกับปัญหาในการเลี้ยง เนื่องจากเนื้อปลาไม่ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด เนื้อปลาน้ำหนักลด สีของเนื้อปลามีหลายสี ทั้งที่ตลาดยุโรปต้องการเนื้อเป็นสีขาว เป็นเหตุให้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มเบนเข็มให้ความสนใจประเทศไทย เนื่องจากมีสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะเลี้ยง

ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เป็นตำบลหนึ่งที่อยู่ติดริมแม่น้ำโขง อาชีพของชาวบ้านส่วนใหญ่นอกจากทำนา ยังหาปลาเป็นรายได้เสริมไปพร้อมๆ กับเลี้ยงปลาในกระชังควบคู่กัน เฉกเช่นกับ คุณทศพล ใสส่อง หนุ่มสไตล์เพื่อชีวิต ไว้หนวดเครารกใบหน้า ตรงกันข้ามกลับอัธยาศัยดี วัย 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 122 หมู่ที่ 11 บ้านห้อม ตำบลอาจสามารถ หันมาเลี้ยงปลาเผาะในกระชังริมแม่น้ำโขง หมู่ที่ 4 จำนวน 16 กระชัง

เขาเป็นคนหนุ่มพื้นเพหมู่บ้านดังกล่าว แรกเริ่มเดิมทีช่วงเป็นวัยรุ่น ไปขายแรงที่ประเทศไต้หวันได้ 2 ปี มีเงินเก็บ 200,000-300,000 บาท เที่ยวเตร่ใช้จ่ายโดยไม่รู้คุณค่าของเงินที่หามาด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน ไม่นานก็หมด อยู่บ้านนอกจากมีฝีมือเป็นช่างทำเฟอร์นิเจอร์ ยังช่วยครอบครัวทำนาอีกแรง จึงคิดหารายได้เสริมด้วยการเข้าร่วมโครงการโดยการแนะนำของ คุณกิตติศักดิ์ สามพัน สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) หมู่ที่ 11 ที่ต้องการให้ลูกบ้านมีรายได้เสริมโดยการเลี้ยงปลาเผาะในกระชัง ร่วมกับผู้เลี้ยงรายอื่นในโครงการทั้งหมด 13 ราย

คุณทศพล หรือชื่อเดิมคุณปรีชา กล่าวว่า ตนไม่มีความรู้เรื่องเลี้ยงปลากระชังมาก่อน ภายหลังเข้าร่วมประชุมอบรม 3-4 ครั้ง โดยเข้ารับฟังการบรรยายถึงวิธีการเลี้ยงแล้ว ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ทั้งจากภาคเอกชนและภาคราชการที่เกี่ยวข้อง ได้นำภาพวิดีโอมาฉายให้ดู ทำให้ทราบว่าที่ประเทศเวียดนาม เมืองหนึ่งทั้งเมืองจำชื่อไม่ได้ เขาเลี้ยงเฉพาะแต่ปลาเผาะในกระชัง ข้างริมถนนที่ตั้งร้านค้าติดป้ายโฆษณาหราจำหน่ายหัวอาหารปลายี่ห้อต่างๆ เต็มเมือง ทราบอีกว่าหลายครอบครัวเขาเลี้ยงเป็นอาชีพหลักเป็นล่ำเป็นสันมีฐานะดีถึงขนาดมีเงินส่งเสียลูกให้เรียนเมืองนอก จึงอยากทดลองเลี้ยงดูบ้างเพราะมีคนมาชักชวน ใช้เวลาว่างช่วงเช้าและเย็นเท่านั้น คนมีงานทำประจำก็เลี้ยงได้ไม่ผิดกติกา

คุณทศพลกล่าวต่อว่า ขณะอบรมเขาบอกว่า เมื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผู้เลี้ยงแล้วจะไม่ขาดทุนแน่นอน จะให้อยู่ได้ทั้ง 2 ฝ่าย มีตลาดรับซื้อทางสหภาพยุโรป แต่จะรับซื้อก่อนส่งออกในราคากิโลกรัมละเท่าไหร่เขาไม่บอก เบื้องต้นจะให้ค่าเลี้ยงจนได้ขนาดตัวละ 5 บาท โดยทางโครงการพัฒนาสัตว์น้ำเพื่อการส่งออกปลาเผาะ มีอดีต ส.ส.นครพนม เขต 1 คือ คุณชวลิต วิชยสุทธิ์ เป็นคนชักนำชาวบ้านเข้าร่วมโครงการนี้ มีกรงกระชังเหล็กล้อมรอบด้วยตาข่ายพลาสติค ขนาดกว้างยาวและลึก 2.5x2.5 เมตร แจกให้พร้อมถังน้ำพลาสติคเพื่อใช้เป็นทุ่นลอยน้ำ เชือกไนล่อนไว้มัดต่อเป็นแพ หัวอาหารปลาเดือนละ 100 กระสอบปุ๋ย ต่อราย ส่วนไม้ไผ่ สมาชิกแต่ละรายต้องหาซื้อเอง เพื่อผูกมัดต่อเป็นแพเพื่อความแข็งแรงไม่ให้แยกจากกัน ตลอดจนไว้ใช้เป็นทางเดินโดยมีไม้กระดานปูเพื่อสะดวกในการให้หัวอาหาร สรุปแล้วตนต้องควักกระเป๋าซื้อเพิ่มเป็นเงินลงทุน 5,000-6,000 บาท

เริ่มเลี้ยงเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2549 ในจำนวน 16 กระชัง ตามโควต้า กระชังละ 600 ตัว เป็นพันธุ์ปลาเผาะที่อนุบาลมาแล้วจากสถานีประมงน้ำจืดนครพนม ตั้งอยู่ตำบลหนองญาติ ช่วงแรกมีปัญหาระหว่างขนย้ายมาลงกระชังในจำนวน 10,000 ตัว ปลาจะตาย 1,000 ตัว เนื่องจากยังไม่แข็งแรงและตื่นน้ำ หลังจากเลี้ยงผ่านไป 5 เดือน ปลาจะมีน้ำหนัก 5-6 กรัม ช่วงนี้ให้อาหารเช้าเย็นวันละ 4 กระสอบ เฉลี่ยกระชังละ 2 ถ้วยแกง เลี้ยงง่ายเพราะปลาไม่ค่อยมีโรคภัยไข้เจ็บ จะมีปัญหาในหน้าหนาวช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม เท่านั้น ปลาไม่กินอาหาร กินน้อยเลยโตช้า หน้าร้อนและหน้าฝนกินดีโตเร็ว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศด้วย ช่วงหลังๆ จะให้อาหารปลากินในช่วงกลางคืนเวลา 19.00 น. เนื่องจากกลางวันมีชาวประมงขับเรือหาปลาพลุกพล่าน ปลาชนิดนี้ตกใจง่าย เมื่อตื่นกลัวจะไม่กินอาหารเลย

คุณทศพลกล่าวต่อไปว่า ช่วงที่เข้าอบรมเขาบอกว่า จะให้เลี้ยงส่งออกเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ต้องได้ขนาดน้ำหนักปลาตัวละ 1 กิโลกรัม ขึ้นไป พอมาประชุมสัมมนาผู้เลี้ยงครั้งล่าสุดที่ อบจ.นครพนม บอกว่า ต้องได้ขนาด 8 กรัม ขึ้นไปก็ได้ อาจเป็นเพราะว่าหัวอาหารที่เขานำมาส่งให้ถึงบ้านไม่ค่อยได้คุณภาพ เป็นอาหารเม็ด ผู้เลี้ยงหลายรายตำหนิว่าไม่ดี ปลากินแล้วไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควร หัวอาหารและกระสอบปุ๋ยบรรจุภัณฑ์ดูใหม่ๆ แต่เมื่อสังเกตดีๆ เป็นหัวอาหารปลาที่หมดอายุ แทบไม่มีกลิ่นคาวอะไร ซึ่งต่อไปทางโครงการจะส่งผู้เชี่ยวชาญมาควบคุมการให้อาหารเอง ปลาจะกินอาหารชนิดอื่นไม่ได้เด็ดขาด เขารับปากว่าจะดูแลจุดนี้ เพื่อให้ปลาเจริญเติบโตเร็ว ได้น้ำหนักตามที่ตลาดต้องการ คาดว่าภายในเดือนมิถุนายนนี้ปลาเผาะของตนจะได้ขนาด

แต่มีเงื่อนไขว่า เมื่อขายปลาที่เลี้ยงได้แล้ว ทางโครงการจะหักไว้ 20 เปอร์เซ็นต์ ทุกอย่าง เพื่อเป็นค่ากระชัง หัวอาหาร พันธุ์ปลาและวัสดุที่แจกให้ก่อนหน้านี้ พอล่าสุดทางโครงการสรุปจะให้ค่าเลี้ยงตัวละ 5 บาท โดยไม่ให้ค่าตอบแทนเป็นจำนวนกิโลกรัม แล้วหัก 20 เปอร์เซ็นต์

คุณกิตติศักดิ์ สามพัน อายุ 33 ปี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) อาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม กล่าวว่า เดิมทีไม่มีใครอยากเลี้ยงเพราะกลัวจะเป็นหนี้สิน พอไปพูดคุย เขาบอกไม่เป็นหนี้แน่ จึงตัดสินใจให้ชาวบ้านเข้าร่วมโครงการทดลองเลี้ยงดู โดยที่อำเภอท่าอุเทน เขาเลี้ยงเป็นชุดแรก สำหรับตำบลอาจสามารถ เลี้ยงชุดสอง ต่อจากบ้านบัว ตำบลดงขวาง เกษตรกรผู้เลี้ยงบ้านห้อม หมู่ที่ 11 จำนวน 13 ราย เลี้ยงรายละ 16 กระชัง รวมทั้งสิ้น 208 กระชัง กำลังจะขยายให้เลี้ยงเพิ่มที่หมู่ที่ 1 อีก 11 ราย โดยให้พันธุ์ปลาต่อราย 10,080 ตัว เลี้ยงเป็นอาชีพเสริมเพราะเลี้ยงระยะยาว คนที่มีงานทำก็เลี้ยงได้ ไปทำงาน 08.00 น. เลิกงาน 16.00 น. ก็ดูแลให้อาหารเช้าเย็นได้ เลี้ยง 8 เดือน ขึ้นไป ก็สามารถจับขายได้ ตอนที่อบรมบอกจะรับซื้อขนาดตัวละ 1 กิโลกรัม ขึ้นไป ประกันราคารับซื้อตกกิโลกรัมละ 31-40 บาท ล่าสุดยังไม่อยากขยายการเลี้ยงเพิ่ม เพื่อรอดูทิศทางว่า จะไปได้สวยหรือไม่

"ขณะอบรมกับตอนนี้ไม่เหมือนกัน สถานการณ์มันพลิกผัน เนื่องจากชุดที่เลี้ยงก่อนเราที่บ้านบัว พอเลี้ยงแล้วไม่ได้น้ำหนัก 1 กิโลกรัม ต่อตัว ตามที่คิดไว้ ได้น้ำหนักแค่ 7-8 กรัม ภาคทฤษฎีกับภาคปฏิบัติต่างกันเพราะโครงสร้างของปลาโตได้แค่นี้ หลังอบรมครั้งล่าสุดพบว่า อาหารปลาไม่ได้คุณภาพ เดิมใช้ยี่ห้อ เซฟลาเมอร์ ส่วนผสมของอาหารไม่มีกลิ่นคาวเลย บางกระสอบปุ๋ยก็เป็นเชื้อรา ต่อมาจึงเปลี่ยนมาเป็นยี่ห้อ จีเอฟ. 772 ที่สำคัญจะให้อาหารชนิดอื่นให้ปลากินไม่ได้ ทางเจ้าหน้าที่จากประมงจังหวัดเขาห้ามเด็ดขาด ถ้าจะให้ต้องถามเขาก่อน แม้แต่ยาวิตามินก็ให้ไม่ได้ เพราะเกรงว่าจะมีสารเคมีตกค้าง" คุณกิตติศักดิ์ กล่าว

ในเดือนมิถุนายนปลาจะมีอายุ 8 เดือน ขึ้นไป น้ำหนักจะตกอยู่ 7-8 กรัม โครงการจะมารับซื้อโดยมีเจ้าหน้าที่ของสถาบันมาจับและคัดเลือกเอง ให้ค่าตอบแทน ผู้เลี้ยงตัวละ 5 บาท เช่นที่บ้านบัว ซึ่งจ่ายเงินกันไปเรียบร้อยแล้ว เกษตรกรผู้เลี้ยงจะลงทุนเฉพาะตัดไม้ไผ่ ซื้อลวดสลิงผูกยึดแพ และแรงงาน โครงการไม่ค่อยมีเงื่อนไข เป็นห่วงอย่างเดียวคือหัวอาหารปลา ราคาตกกระสอบละ 380 บาท ถ้าหักร้อยละ 20 จริง ผู้เลี้ยงจะเป็นหนี้สินทันที ส่วนปัญหาในการเลี้ยงจะต้องระมัดระวังช่วงเวลาน้ำหลาก กระชังจะหลุดเมื่อน้ำขึ้นสูง จะขุ่นมัว มักจะมีขอนไม้และกิ่งไม้ลอยมากระทบสร้างความเสียหายให้กระชัง

ส.อบต.อาจสามารถกล่าวต่อว่า โครงการนี้ทราบว่ามีเงินลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท ส่งออกปลาเผาะแช่แข็งไปยังประเทศญี่ปุ่น เยอรมนี สหรัฐอเมริกา บางประเทศนำไปกินดิบ ทำเซซามิกินกับมัสตาร์ด รสชาติของเนื้อปลาเผาะอร่อย ประกอบอาหารแบบพื้นบ้านไทยไม่มีกลิ่นคาว นิยมนำไปต้มส้มใบมะขาม ต้มยำ ทอดกระเทียม พ่อค้าที่หัวใสจะประยุกต์ทำลูกชิ้นปลาเผาะ และสเต๊กปลาเผาะ

สำหรับโรงงานชำแหละปลาเผาะและผลิตลูกชิ้น สร้างเสร็จมากว่า 1 ปี ชำแหละอยู่ตลอดเวลา ตั้งอยู่ที่ บ้านเมืองเก่า หมู่ที่ 3 ติดริมแม่น้ำโขง ตำบลท่าค้อ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม ในนาม "วิสาหกิจชุมชน พนมโขงฟิชเชอร์รี่"

สำหรับร้านสเต๊กปลาเผาะที่ขึ้นชื่อคือ "ร้านลูกตาล" เจ้าของร้านทำสเต๊กปรุงสูตรฝรั่งเศสจำหน่ายในราคาบุฟเฟ่ต์หัวละ 69 บาท ตั้งอยู่เลขที่ 83 ถนนบำรุงเมือง (สี่แยกเจ้าพระยา) ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม โทร. (042) 511-456 มีสเต๊กเนื้อ หมู ไก่ สลัดผัก ผลไม้ จ่ายเงินแบบบุฟเฟ่ต์ ใครที่ชื่นชอบลองแวะไปอุดหนุนหรือไปชิมได้

ส่วนลูกชิ้นปลาเผาะมีจำหน่ายทางเข้าตลาดโต้รุ่ง (เป็นบางวัน) เพราะผลิตแทบไม่ทัน และมีจำหน่ายเฉพาะตามงานของจังหวัดหรือส่วนราชการในบางโอกาสเท่านั้น

หากจะแวะไปชมการเลี้ยงปลาเผาะในกระชังของ คุณทศพล ใสส่อง เพื่อนซี้ผู้เขียนสมัยเรียนมัธยมต้น หรือศึกษาดูงานเป็นหมู่คณะ โทร. (042) 593-194 หรือติดต่อ คุณกิติศักดิ์ สามพัน ส.อบต.อาจสามารถ โทร. (084) 798-6562 กรณีไปด้วยตนเอง ขับรถจากตัวเมืองไปตามเส้นทางสายนครพนม-ท่าอุเทน ประมาณ 14 กิโลเมตร ก่อนถึงหลักกิโลเมตรที่ 8 ตรงข้ามด้านซ้ายเป็นบ้านเจ้าของกระชัง เลี้ยวขวาลงไปถึงสามแยกเลี้ยวขวาและเลี้ยวซ้ายข้างศาลาประชาคมหมู่บ้านก็ถึงริมฝั่งแม่น้ำโขง

บรรยากาศและทัศนียภาพดีที่สุด


หนังสือพิมพ์เทคโนโลยีชาวบ้าน  วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 19 ฉบับที่ 409  หน้า 59

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ