"มะละกอ" เพื่อการส่งออก เปิดช่องทำเงินบน "ผืนดินพระราชทาน"

(1/1)

nanriga:
"มะละกอ" เพื่อการส่งออก เปิดช่องทำเงินบน "ผืนดินพระราชทาน"



 
 

 

 
 
     เนื่องในโอกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษาในปี 2550 นี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้เร่งขับเคลื่อน    “งานบริการสู่ชุมชนเกษตร เขตที่ดินพระราชทาน” ใน 5 จังหวัด ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา นครนายก และนครปฐม  รวมพื้นที่ 44,321 ไร่ โดยมุ่งพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิตผลเกษตรและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรจำนวน 3,346  ครัวเรือนในเขตผืนดินพระราชทานให้ดีขึ้น 


 นายอนันต์ ภู่สิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า ส.ป.ก. ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรได้จัดทำ “โครงการผลิต กล้าพันธุ์ดีสนับสนุนการปลูกมะละกอเพื่อการส่งออก” โดยเบื้องต้นได้มอบหมายให้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดสุพรรณบุรี (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) เร่งดำเนินการผลิตต้นกล้า มะละกอพันธุ์ปลักไม้ลาย จำนวน 100,000 กล้า ส่งมอบให้เกษตรกรในเขตผืนดินพระราชทานนำไปปลูกเพื่อสร้างอาชีพและสร้างรายได้ ขณะเดียวกันยังมีการผลิตต้นกล้าพืชผักอีก 6 ชนิด ได้แก่ กล้วย พริกลูกผสม มะเขือเปาะลูกผสม มะเขือยาวลูกผสม ผักหวานบ้าน และ หน่อไม้ฝรั่ง รวม 700,000 ต้น เพื่อส่งเสริมสนับสนุน ให้เกษตรกรในผืนดินพระราชทานปลูกด้วย


 ขณะนี้ ส.ป.ก.ได้จัดทำแปลงปลูกมะละกอปลักไม้ลาย แบบกางมุ้ง จำนวน 10 ไร่ อยู่ที่อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี เพื่อเป็นแปลงต้นแบบให้กับเกษตรกรที่สนใจเข้าไปศึกษาเรียนรู้ และนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ ซึ่งการปลูกแบบมุ้งจะช่วยลดปัญหาเรื่องโรคและแมลงศัตรูพืชได้ โดยเฉพาะเพลี้ยอ่อนที่เป็นพาหะนำ โรคใบด่าง ทั้งยังช่วยให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพเพิ่มมากขึ้น สำหรับการส่งเสริมการปลูกมะละกอในเขตผืนดินพระราชทานเพื่อการส่งออกนี้ อยู่ภายใต้การบูรณาการงานร่วมกันของหน่วยงานในสังกัด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์


 ทางด้าน นายวิชัย ตู้แก้ว นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร  7 ว ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดสุพรรณบุรี (พันธุ์พืชเพาะเลี้ยง) กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า มะละกอปลักไม้ลายเป็นพันธุ์ที่สามารถตอบสนองและเจริญเติบโตได้ดีใน สภาพแวดล้อมของไทย ปัจจุบันเกษตรกรปลูก กันมากในแถบจัง หวัดนครปฐม   สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี มีจุดเด่น คือ ผลมีรูปทรงกระบอก มีผิวเปลือกหนา ไม่บอบช้ำง่ายต่อการขนส่ง จึงเหมาะที่จะส่งออก เนื้อมีสีส้มอมแดง หนาประมาณ 0.5-1 นิ้ว ทั้งยังมีรสชาติหวาน มีกลิ่นหอม ไม่มีกลิ่นยางมะละกอ ทำให้น่ารับประทาน ขณะที่การปลูกและการดูแลรักษาง่าย เนื่องจากมะละกอปลักไม้ลายมีสภาพทรงต้นใหญ่ ข้อลำต้นดี มีรากแขนงและรากฝอยจำนวนมาก หาอาหารได้ดี ทำให้เจริญเติบโตเร็ว เปอร์เซ็นต์การหักล้มต่ำ และยังให้ผลดก


 การปลูกมะละกอปลักไม้ลาย 1 ไร่ ใช้ต้นกล้าอายุ 30 วันประมาณ 200 ต้น ระยะห่าง 3x3 เมตร พื้นที่ปลูกต้องไม่มีน้ำท่วมขัง เพราะโอกาสที่จะเกิดรากเน่ามีสูง ดังนั้น ต้องมีระบบระบายน้ำดี เมื่ออายุ 4-5 เดือน มะละกอปลักไม้ลายจะเริ่มออกดอกและหลังปลูกประมาณ 8 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตจำหน่ายได้ไปจนกระทั่งอายุ 2 ปี โดยให้ผลผลิตประมาณ 2 ตัน/ไร่ หรือเฉลี่ย 100 ผล/ต้น/ปี น้ำหนักผลประมาณ 0.8-2 กิโลกรัม/ผล สำหรับมะละกอที่ผลิตเพื่อส่งออกมีน้ำหนักผลเฉลี่ยที่ 1.5 กิโลกรัม/ผล ซึ่งเป็นขนาดพอเหมาะ


 มะละกอปลักไม้ลายเหมาะสำหรับการรับประทานสุก ขณะนี้กำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วไป ทั้งตลาดโมเดิร์นเทรด ภัตตาคารและโรงแรมต่าง ๆ ซึ่งนิยมใช้เป็นออร์เดิร์ฟผลไม้  การซื้อขายในตลาดปัจจุบัน ผลสุกเกรด A ที่มีน้ำหนัก 1 กิโลกรัมขึ้นไป ราคาส่งหน้าสวนอยู่ที่กิโลกรัมละ 10 บาท เกรด B น้ำหนัก 0.5-0.9 กิโลกรัม ราคา 7 บาท และเกรด C น้ำหนักต่ำกว่า 0.5 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 5 บาท ส่วนใหญ่พ่อค้าจะส่งต่อไปยังตลาดไท และตลาดสี่มุมเมือง 


 จากการที่ได้ประสานกับบริษัท แวนการ์ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นผู้ส่งออกพืชผักและผลไม้รายใหญ่ เบื้องต้นบริษัทดังกล่าวมีความสนใจและต้องการเดือนละประมาณ 60 ตัน โดยมีแผนจะส่งออกมะละกอปลักไม้ลายไปยังประเทศญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้คาดว่าจะมีการจัดทำระบบคอนแทร็ก ฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) ขึ้น น่าจะเป็นทางออกเรื่องตลาดรองรับผลผลิตเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ที่ต้องเร่งปรับปรงคุณภาพสินค้าให้ได้ตามเงื่อนไขการรับซื้อและเป็นไปตามความต้องการของตลาด

 อย่างไรก็ตาม ถือเป็นเรื่องดีที่จะช่วยให้เกษตรกรในเขตผืนดินพระราชทาน มีอาชีพ  มีรายได้จุนเจือครอบครัว อยู่เย็น เป็นสุข ใต้ร่มพระบารมี “ในหลวง” ของเรา... ขอพระองค์ทรงพระเจริญ...
 
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์  วันที่ 11 มิถุนายน 2550

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ