เมษายน 24, 2014, 05:57:20 PM
ข่าว:
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: โครงการปลูกป่าชายเลน เฉลิมพระเกียรติฯ  (อ่าน 19634 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
nanriga
systems Research
YaBB God
******

Karma: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3772


สวัสดีจ้า


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: เมษายน 30, 2007, 09:29:10 AM »

โครงการปลูกป่าชายเลน เฉลิมพระเกียรติฯ

 



 
         ในปี พ.ศ. 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงเล็งเห็นและตระหนักถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น จากสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เสื่อมโทรมของทรัพยากรและจำนวนพื้นที่ป่าไม้ที่ลดลงอย่างรวดเร็ว จึงมีพระราชดำริที่จะพระราชทานป่าไม้แก่ปวงชนชาวไทยทั่วทุกภาค เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ด้วยการจัดทำโครงการปลูกป่าพระราชทาน เพื่อพัฒนาและฟื้นฟูป่าชายเลนขึ้น โดยมุ่งเน้นให้ประชาชนและองค์กรท้องถิ่นในพื้นที่มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และวางแผนการดูแลทรัพยากรป่าชายเลนในแต่ละท้องที่ด้วยตนเอง รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่ป่าชายเลนที่มีประสิทธิภาพซึ่งในระยะแรกของการดำเนินโครงการ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ไป   ยังพื้นที่บ้านหัวเขา จังหวัดสงขลา และทรงร่วมปลูกป่าชายเลนด้วยพระองค์เอง นับเป็นพระมหากรุณา    ธิคุณ และเป็นแบบอย่างให้ประชาชนได้ร่วมใจกันปลูกและดูแลรักษาต้นไม้ป่าชายเลนที่ปลูกขึ้นใหม่ให้เจริญเติบโตต่อไป

        ป่าไม้ที่เกิดขึ้นบริเวณรอยต่อระหว่างแผ่นดินกับผืนน้ำทะเล มีน้ำจืดที่ไหลลงสู่ทะเลผสมผสานกันจนกลายเป็นน้ำกร่อย ยิ่งถ้าหากบริเวณนั้นเป็นอ่าวคลื่นลมสงบ ตะกอนที่มากับแม่น้ำจะตกลงสู่พื้นสะสมรวมตัวเป็นหาดเลนอันกว้างใหญ่ ก่อให้เกิดเหล่าพันธุ์ไม้ที่รากยึดตะกอนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ กลายเป็นสันดอน จนถูกขนานนามว่า ป่าชายเลน

        ป่าชายเลนหรือป่าโกงกางเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสำคัญ ทั้งในด้านการป่าไม้ การประมง และสิ่งแวดล้อมไม้  จากป่าชายเลน โดยเฉพาะไม้โกงกางนำมาทำฟืน เผาถ่าน ให้ถ่านที่มีคุณภาพดี ยังมีไม้ป่าชายเลน   อีกหลายชนิดนำไปทำสิ่งก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ และกลั่นเป็นสารเคมีที่มีประโยชน์ เช่น แทนนิน แอลกอ ฮอล์ กรดน้ำส้ม และน้ำมันดิน

        อีกทั้งเป็นแหล่งผลิตอาหารโปรตีนที่สำคัญ เนื่องจากป่าชายเลนเป็นที่วางไข่และแหล่งอาหารในการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำเศรษฐกิจนานาชนิด ในด้านการประมง ป่าชายเลนเป็นแหล่งขยายพันธุ์ และที่อยู่อาศัยของสัตว์อีกหลายชนิด เช่น กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย จากการศึกษาพบว่า บริเวณป่าชายเลนประเทศไทย มีกุ้งชนิดต่าง ๆ ประมาณ 16 ชนิด กุ้งบางชนิดอาจมีชีวิตวางไข่ในทะเลลึก แล้วเข้ามาเติบโตในชายฝั่ง ขณะที่สัตว์น้ำบางชนิดอาจใช้บริเวณป่าชายเลนเป็นทั้งแหล่งเกิดและอาศัยจนเติบโตสืบพันธุ์ต่อไป

        ส่วนสัตว์น้ำอย่างปลาและกุ้งบางชนิดเลี้ยงตัวอ่อนตามแหล่งน้ำชายฝั่งอันอุดมสมบูรณ์ จนเจริญเติบโตแล้วจึงออกสู่ทะเลลึกเพื่อแพร่พันธุ์ แต่บางชนิดมีถิ่นอาศัยตั้งแต่เกิดจนตายในบริเวณเดียวกัน และพบปลาในวัยอ่อนอาศัยตามบริเวณชายฝั่งมากที่สุด เช่น ปลากระบอก ปลากะพงขาว ปลาเก๋า และปลานวลจันทร์ รวมทั้งสัตว์น้ำประเภทหอย ที่พบมากในบริเวณป่าชายเลนและพื้นที่ใกล้เคียง เช่น บนที่ราบ ดินเลน ที่ราบดินทรายปนเลน ได้แก่ หอยแมลงภู่ หอยแครง หอยนางรม และหอยกะพง

        ยังมีปูที่พบเห็นได้เฉพาะ   ตามป่าชายเลน อย่าง ปูแสม ปูทะเล และปูม้า สำหรับปูทะเลสามารถนำมาเลี้ยงให้มีเนื้อแน่นได้ในบริเวณป่าชายเลน ปูทะเลไม่มีวงจรชีวิตออกสู่ทะเลลึกจะอยู่อาศัยในบริเวณป่าชายเลน และพื้นที่ใกล้เคียงเท่านั้น ซึ่งต่างจากปูม้า ที่ในวัยอ่อนจะหากินบริเวณที่ราบดินเลนใกล้ฝั่งป่าชายเลน แต่พอโตขึ้นจะออกไปหากินและดำรงชีวิตในทะเลห่างออกไป

        นอกจากนี้ ป่าชายเลนยังช่วยป้องกันภัยธรรมชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นเกราะกำบังเพื่อช่วยลดความรุนแรงของคลื่นชายฝั่งทะเล ควบคุมการกัดเซาะพังทลายพร้อมทั้งยังช่วยดักตะกอนสิ่งปฏิมึงลและสารพิษ   ต่าง ๆ มิให้ไหลลงไปสะสมในบริเวณชายฝั่งและในทะเล ทำให้บริเวณนั้นสะอาดอีกด้วย
 
       ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าชายเลนมากเป็นอันดับ 9 ของประเทศในเขตร้อนแถบเอเชีย ตลอดชายฝั่งใน 24 จังหวัด ประมาณ 2,614 กิโล เมตร เป็นพื้นที่ป่าชายเลนร้อยละ 36 ของความยาวชายฝั่งทั้งหมด พื้นที่ป่าชายเลนของประเทศไทย    ในปี พ.ศ. 2504 มีเนื้อที่ทั้งหมด    ประมาณ 2,299,375 ไร่ แต่จากการสำรวจพื้นที่ป่าชายเลนของกรมป่าไม้ โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ในปี พ.ศ. 2532 ปรากฏว่า พื้นที่ป่าชายเลน    ทั้งหมดเหลือประมาณ1,128,494 ไร่ โดยส่วนใหญ่กระจายอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ทางภาคใต้ฝั่งตะวันตกประมาณ 888,564 ไร่ หรือ     คิดเป็นร้อยละ 78.74 ของพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมด รองลงไปอยู่ใน   เขตภาคตะวันออก ภาคใต้ฝั่งตะวันออก และภาคกลาง (หรือก้นอ่าวไทย) มีเนื้อที่ประมาณ 129,430 ไร่, 106,775 ไร่ และ 3,725 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 11.47, ร้อยละ 9.46 และร้อยละ 0.33 ของพื้นที่ป่าชายเลนทั้งประเทศตามลำดับ มาในปี พ.ศ. 2539 ป่าชายเลนลดลงเหลือ   เพียง 1,047,390 ไร่

       สาเหตุมาจากปัญหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเลี้ยงชายฝั่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งการบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อการเพาะเลี้ยงกุ้ง รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อกิจกรรมอื่น เช่น การทำเหมืองแร่ การทำนาเกลือ การทำเกษตรกรรม การขยายชุมชน การสร้างท่าเทียบเรือ การสร้างถนนและสายส่งไฟฟ้า การสร้างโรงงานอุตสาหกรรม และการขุดลอกร่องน้ำ และกิจกรรมอื่น ๆ อีกหลายประเภทได้เจริญเติบโตและขยายตัวอย่างไร้ขอบเขตไปสู่บริเวณชายฝั่งทะเลโดยเฉพาะในพื้นที่ป่าชายเลน จนทำให้พื้นที่ป่าชายเลนลดลงอย่างรวดเร็วและเป็นไปอย่างรุนแรงจนน่าวิตก
 หากประเทศไทยยังไม่มีการดูแลบริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนอย่างชัดเจนอย่างมีระบบ ป่าชายเลนที่มีอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลอันดา มันและอ่าวไทย อาจจะถูกทำลายและมีสภาพที่เสื่อมโทรมไปเรื่อย ๆ และหมดจากแผ่นดินไทยไปในที่สุด

        เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 คณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติฯ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จึงจัด        “โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ขึ้น เพื่อเป็นการเทิดทูนพระเกียรติและถวายความจงรักภักดี และรักษาไว้ซึ่งทรัพยากรป่าชายเลนอันมีค่า โดยมีพื้นที่เป้าหมายลำดับแรกในบริเวณจังหวัดที่มีพื้นที่ติดทะเลฝั่งอ่าวไทยทั้ง 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (เขตบางขุนเทียน) ตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทร สาคร เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 800 ไร่ขึ้นไป ซึ่งเป็นการดำเนินตามแนวพระราชดำริที่พระราชทานป่าไม้แก่ปวงชนชาวไทยทั่วทุกภาคให้คงอยู่คู่ผืนแผ่นดินไทยตราบนานเท่านาน

        โดยมีจุดมุ่งหมายให้ป่าชายเลนที่ทำการปลูกนั้น ช่วยป้องกันปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งจากคลื่น    ลมทะเลและรักษาความสมดุล    ทางธรรมชาติ ระหว่างการงอก การกัดเซาะ และการตกตะกอนบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเล

        รวมทั้งช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อมบริเวณพื้นที่ชาย     ฝั่งทะเลและรักษาแบบแผนทางธรรมชาติและวงจรการขึ้นลงของกระแสน้ำ และการไหลของน้ำจืดออกสู่ทะเลให้คงอยู่ตลอดไป ตลอดจนสร้างแหล่งอาหารและ แหล่งเพาะพันธุ์พืชสัตว์น้ำบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเล สนับสนุนต่อการประกอบอาชีพและเพิ่มรายได้แก่ประชาชน

        อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังค่านิยมและจิตสำนึกด้านการมีส่วนร่วมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แก่เยาวชนและประชาชนในท้องถิ่น และพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของท้องถิ่นด้วย

        การดำเนินงานแบ่งเป็น 3 ช่วงด้วยกัน คือ ช่วงแรก เป็นช่วงของการเตรียมการและปลูกป่าชายเลน ระหว่างวันที่ 1 เมษายน-30 มิถุนายน 2550 ช่วงที่สอง คือ การติดตามและประเมินผลการดำเนินโครงการฯ ระหว่างเดือนตุลาคม 2550 และช่วงสุดท้าย เป็นการสรุปโครงการฯ และส่งมอบพื้นที่เมื่อใกล้วันเฉลิมพระชนมพรรษาในวันที่ 5 ธันวาคม 2550

      สำหรับอัตราต้นทุนต่อหน่วยตามที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกำหนดไว้ คือการปลูกป่าชายเลน อัตราไร่ละ 4,200 บาท ส่วนการปลูกเสริมป่าชายเลน อัตราไร่ละ 2,340 บาท และการปลูกบำรุงรักษาภายหลังการปลูก อัตราไร่ละ 750 บาท

        แล้วจะรู้ว่า...ป่าชายเลน คือ กำแพงธรรมชาติที่ช่วยป้องกันภัยจากคลื่นชายฝั่งได้เป็นอย่างดี...

 
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์  วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2550
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: