กันยายน 22, 2020, 10:08:33 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: พริกใหญ่พันธุ์ใหม่ เผ็ดน้อยโรงงานซอสชอบ  (อ่าน 520 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 7 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
Nuch Jiraporn
systems Research
Full Member
******

Karma: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 212


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2019, 09:43:57 AM »



แต่ละปีซอสพริกมีมูลค่าส่งออกมากกว่า 2 พันล้านบาทและมีแนวโน้มการส่งออกเพิ่มขึ้นทุกปี และพันธุ์พริกที่โรงงานผลิตซอสมีความ ต้องการมากที่สุด คือ พริกใหญ่ที่มีรสชาติเผ็ดน้อย แต่การพัฒนาพันธุ์พริกใหญ่ให้มีปริมาณคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดมีไม่มาก


ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พริกใหญ่เพื่อให้ได้พันธุ์ที่มีคุณสมบัติตรงตามที่โรงงานผลิตซอสพริกต้องการ คือ ผลสุกมีสีแดงเข้ม เนื้อหนา ผลมีขนาดใหญ่ ยาว และรสชาติเผ็ดน้อย ล่าสุด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์พริกใหญ่และผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์แนะนำของกรมฯ ในปี 2562 โดยใช้ชื่อว่า ?พริกใหญ่พันธุ์พิจิตร 2?




นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผยว่า พริกพันธุ์ใหม่นี้มีลักษณะเด่นให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรทั้งในฤดูแล้งและฤดูฝน ในฤดูแล้งให้ผลผลิตไร่ละ 3,675 กก. ฤดูฝนให้ผลผลิตไร่ละ 1,465 กก. ต้นสูง 78 ซม. สูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์การค้า ทำให้สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว

?ที่สำคัญผลมีขนาดใหญ่เรียวยาว ยาว 11.7 ซม. เนื้อหนาเฉลี่ย 1.95 มม. ยาวกว่าพริกพันธุ์อื่น ผลมีสีแดงเข้มและเผ็ดน้อย 26,800 สโควิลล์ เหมาะสำหรับนำไปผลิตเป็นซอสพริกตรงกับความต้องการของโรงงานนอกจากนี้ยังเป็นพันธุ์ที่มีความทนทานต่อสภาพน้ำขัง และสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าพันธุ์อื่นๆ รวมทั้งยังเป็นพันธุ์ผสมเปิดให้เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ใช้ปลูกในรุ่นต่อไปได้ แทนการใช้พันธุ์ลูกผสมที่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี?



อธิบดีกรมวิชาการเกษตรบอกอีกว่า จากการประเมินความพึงพอใจของเกษตรกรในจังหวัดนครสวรรค์ สุโขทัย แพร่ และอุทัยธานี เกษตรกรมีความพอใจมากที่สุด ในด้านความสูงของต้นที่ทำให้สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว และความทนทานต่อความแปรปรวนของสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะเมื่อฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขัง

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์พริกใหญ่พิจิตร 2 ได้ปีละ 10 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอสำหรับพื้นที่ปลูกจำนวน 300 ไร่ ในเขตภาคเหนือตอนล่าง เกษตรกรสอบถามได้ที่สถาบันวิจัยพืชสวน 0-2579-0583.



ที่มา : https://www.thairath.co.th/news/local/1706875
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: