ตุลาคม 24, 2014, 11:51:32 PM
ข่าว:
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: คุยกับผุ้เชี่ยวชาญในการเลี้ยงปอมปาดัวร์  (อ่าน 6534 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
webmaster
YaBB God
*****

Karma: -3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1588


Ha ha ha เราก็ทำได้


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 06, 2007, 11:31:17 AM »

ธรรมนูญ พูลสงวน กับความเชี่ยวชาญในการเลี้ยงปอมปาดัวร์นานกว่า 40 ปี

ปลาปอมปาดัวร์ ได้มีการนำมาเลี้ยงเป็นปลาตู้ครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2473 หรือประมาณ 77 ปีมาแล้ว ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและเยอรมนี เนื่องจากปลาปอมปาดัวร์มีลักษณะรูปร่างที่สวยงาม แต่ในช่วงเวลานั้นส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงปลาสวยงามชนิดนี้ อาจจะเป็นเพราะขาดความรู้ในเรื่องของคุณภาพน้ำที่ใช้เลี้ยง ชนิดอาหาร การป้องกันรักษาโรค รวมถึงเทคนิคในการเพาะขยายพันธุ์ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2493-2503 เป็นช่วงระยะเวลาที่มีการนำปลาปอมปาดัวร์มาเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอย่างแพร่หลาย และมีการคาดกันว่าปลาสวยงามชนิดนี้เข้าสู่ประเทศไทยในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย

จ.ส.อ.ธรรมนูญ พูลสงวน อยู่บ้านเลขที่ 529 หมู่บ้านกฤษดานคร (โครงการ 20) ซอยนพรัตน์ 19/3 ถนนปิ่นเกล้า-นครชัยศรี แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10170 โทร. (02) 887-1598 และ (081) 171-7031

มีประสบการณ์ทางด้านการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 มีประสบการณ์ในการเลี้ยงปลาสวยงามหลายชนิด อาทิ ปลาทอง ปลากระดี่นางฟ้า ปลาคาร์พ ปลากระดี่มุก และปลาปอมปาดัวร์ แต่ที่ให้ความสนใจเป็นพิเศษมาต่อเนื่องและยาวนานก็คือ ปลาปอมปาดัวร์ ความรู้และความเข้าใจในการเลี้ยงปลาสวยงามได้มาจากการศึกษาด้วยตนเอง ลองผิดลองถูกและมีการปรับปรุงพัฒนามาตลอด ถึงแม้ว่าในบางครั้งจะมีอุปสรรคปัญหาแต่ก็ไม่ท้อถอย โดยยึดหลักให้ทั้งความรักและเอาใจใส่เป็นอย่างดีเหมือนกับปลาเหล่านี้เป็นลูก เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว จ.ส.อ.ธรรมนูญยังได้บอกว่า ปลาปอมปาดัวร์เป็นปลาที่รักและให้ความทุ่มเทมาก ในขณะที่ปลากระดี่มุกเป็นปลาที่มีใจให้เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นพันธุ์ปลาพื้นเมืองของไทยที่ใกล้สูญพันธุ์ ควรเร่งการอนุรักษ์ นอกจากนั้น ยังเลี้ยงเพื่อศึกษาหาความรู้ ทักษะประสบการณ์เพื่อเผยแพร่ความรู้ต่อคนรุ่นหลังต่อไปและพยายามที่จะมีการขับเคลื่อนปลากระดี่มุกเพื่อการส่งออก



เริ่มต้นการเลี้ยงปอมปาดัวร์ในประเทศไทย

มีเพียง 3 สายพันธุ์

จ.ส.อ.ธรรมนูญเล่าให้ฟังว่า ในอดีตช่วงที่เริ่มต้นมีการเลี้ยงปลาปอมปาดัวร์ในประเทศไทยจะมีเลี้ยงเพียง 3 สายพันธุ์ คือ ห้าสี เจ็ดสี และปอมปาดัวร์แดง แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาทางด้านสายพันธุ์ได้สายพันธุ์ใหม่ออกมาจำนวนมาก อาทิ พันธุ์บลูไดมอน บลูเยอรมัน ลายงู ฯลฯ หรือแม้แต่พันธุ์ที่หายากและมีราคาแพงที่สุดในขณะนี้คือ พันธุ์ 7 สีม้าลาย ราคาซื้อ-ขาย 4 ตัว เป็นเงินถึง 1 ล้านบาท ส่วนตัว จ.ส.อ.ธรรมนูญเริ่มเลี้ยงปลาปอมปาดัวร์ช่วงปลายปี พ.ศ. 2506 และเพาะขยายพันธุ์ได้ในปี พ.ศ. 2508 โดยซื้อลูกปลามาจากประเทศฝรั่งเศสนำเข้ามาที่มีขนาดลำตัวเท่ากับเหรียญบาทจำนวน 100 ตัว เมื่อนำมาเทใส่ตู้ปลาผลปรากฏว่า ปลาได้ว่ายชนตู้จนตายหมด ทำให้ต้องหมดเงินในครั้งนั้นไปถึง 20,000 บาท นับว่าเป็นเงินจำนวนมากในสมัยนั้น หลังจากนั้นไม่ยอมแพ้ สั่งนำเข้ามาอีก 100 ตัว คราวนี้เหลือรอดจำนวน 4 ตัว แต่กระโดงหลังแหว่ง จ.ส.อ.ธรรมนูญได้เลี้ยงปลาจำนวน 4 ตัว นั้นไปนาน 18 เดือน จนปลาเติบโตและสามารถวางไข่ได้



สำหรับผู้เริ่มต้นเลี้ยงปอมปาดัวร์

จะต้องเตรียมอะไรบ้าง

จ.ส.อ.ธรรมนูญบอกว่า การเลี้ยงปลาปอมปาดัวร์จะต้องมีความเข้าใจและเอาใจใส่ในการเลี้ยงมากกว่าปลาสวยงามอีกหลายชนิด ปลาชนิดนี้ชอบน้ำที่สะอาดมากและมีอุณหภูมิค่อนข้างสูง (จากประสบการณ์พบว่า อุณหภูมิของน้ำที่ 30 องศาเซลเซียส ปอมปาดัวร์จะเจริญเติบโตดีที่สุด) ปอมปาดัวร์เป็นปลาที่มีสุขภาพบอบบางและตกใจง่าย ควรจะเลี้ยงในตู้กระจกเพื่อจะได้ดูความสวยงามได้รอบด้าน ตู้ที่ใช้เลี้ยงขนาด 30 นิ้ว หรือ 36 นิ้ว ปัจจุบันปลาปอมปาดัวร์ที่มีการซื้อ-ขายกันทั่วไป และสายพันธุ์ที่หาไม่ยากนัก จะมีราคาประมาณตัวละ 80-100 บาท (ขนาดลำตัวยาวประมาณ 2 นิ้ว) แต่ถ้าส่งออกจะมีราคาสูงกว่านี้หลายเท่า จ.ส.อ.ธรรมนูญย้ำว่า ควรเลือกซื้อพันธุ์ปลาที่มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง ไม่ผ่านฮอร์โมนหรือการกินยา

ในกรณีผู้ที่จะเลี้ยงเพื่อการผสมพันธุ์ขายจะต้องแยกเลี้ยงเป็นคู่ แม่พันธุ์ที่มีความพร้อมจะพบการตั้งท้องเฉลี่ย 6-10 วัน ต่อครั้ง วิธีการสังเกตว่าแม่ปลามีความพร้อมที่จะวางไข่ ลำตัวจะมีสีสันสดสวย ดวงตาเป็นเงางามและมีสีน้ำเงินดำ แม่ปลามักจะมีอาการทำตัวสั่นๆ เพื่อเรียกหาคู่และเมื่อถูกใจจะแยกไปอยู่ตามมุมของตู้เลี้ยง และเมื่อแม่ปลาพร้อมจะวางไข่จะต้องแยกออกมาหลังจากไข่ได้ 3 วัน จะเริ่มฟักเป็นตัว จะต้องแยกมาเลี้ยงด้วยไรแดง ในเรื่องของอาหารจะต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนว่า ปอมปาดัวร์เป็นปลาประเภทกินเนื้อ มีนิสัยไม่ก้าวร้าว รักสงบ อาหารที่ใช้เลี้ยงปอมปาดัวร์โดยทั่วไปจะใช้ไส้เดือนน้ำ แต่ จ.ส.อ.ธรรมนูญให้ระวังเรื่องปรสิตที่จะติดมากับไส้เดือนน้ำ จะต้องนำไส้เดือนน้ำมาแช่ด่างทับทิมนานประมาณ 5 นาที สำหรับ จ.ส.อ.ธรรมนูญจะทำอาหารเองโดยใช้หัวใจบดและแช่เย็นเก็บไว้เมื่อต้องการให้ปลากินก็จะออกมาเฉพาะส่วน



เลี้ยงปอมปาดัวร์ไม่ต้องล้างตู้บ่อย

จ.ส.อ.ธรรมนูญบอกว่า ในตู้เลี้ยงปลาปอมปาดัวร์จะต้องมีเครื่องกรองน้ำ และไม่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนน้ำบ่อย เปลี่ยน 3 สัปดาห์ ต่อครั้ง ก็พอแล้ว ถ้าขยันเปลี่ยนถ่ายน้ำปอมปาดัวร์จะยิ่งตายเร็ว เนื่องจากปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นิสัยของปลาชนิดนี้เป็นปลาที่สะอาดพอสมควร ไม่ขุดทราย ไม่ทึ้งต้นไม้เหมือนกับปลาคาร์พหรือปลาหมู

มีหลายคนได้สอบถามมายัง จ.ส.อ.ธรรมนูญว่า สามารถใช้น้ำคลองที่สะอาดมาเลี้ยงปอมปาดัวร์ได้หรือไม่ จ.ส.อ.ธรรมนูญตอบคำถามว่า ปอมปาดัวร์ที่ใช้น้ำคลองที่สะอาดเลี้ยงนั้น เลี้ยงไปนาน 2 เดือน ได้ขนาดลำตัวเท่ากับหน้าปัดนาฬิกาข้อมือ ในขณะใช้น้ำสะอาดทั่วไปเลี้ยงในตู้ปลาอายุได้ 3 เดือน ขนาดลำตัวเล็กกว่าที่ใช้น้ำคลองที่สะอาดเลี้ยง

จ.ส.อ.ธรรมนูญได้บอกถึงปัญหาของการเลี้ยงปลาสวยงามชนิดนี้ที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยช่วงปลายฤดูฝนต่อฤดูหนาว จะพบโรคเน่าเปื่อยตามหูและครีบหางได้ มีผลทำให้ปลาหยุดการเจริญเติบโตไปได้ระยะเวลาหนึ่ง ปัจจุบันปอมปาดัวร์จัดเป็นปลาสวยงามอีกชนิดหนึ่งที่คนไทยเริ่มนิยมเลี้ยงกันมากขึ้น เนื่องจากมีลวดลายตามตัวที่มีความหลากหลายทางสีสัน

นอกจากปลาปอมปาดัวร์แล้ว จ.ส.อ.ธรรมนูญยังมีประสบการณ์และมีความรู้ในการเลี้ยงปลากระดี่มุกมานานและมีความพยายามที่จะเพาะขยายพันธุ์เพื่อส่งขายยังตลาดต่างประเทศ หลายคนยังไม่ทราบว่าปลากระดี่มุกเป็นปลาน้ำจืดพื้นเมืองของไทยอีกชนิดหนึ่งที่ค่อนข้างหายากในปัจจุบัน ในอดีตเคยพบปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ชุกชุมในลุ่มน้ำเขตจังหวัดกาญจนบุรี เป็นปลาที่มีลักษณะลำตัวแบนมาก ด้านข้างของลำตัวและครีบมีจุดสีขาวกลมๆ คล้ายกับไข่มุกกระจัดกระจายอยู่ทั่วตัว จัดเป็นปลาที่แปลกและสวยงามมาก บริเวณด้านล่างของส่วนหัวและบริเวณท้องจะมีสีส้มหรือสีชมพู ปลากระดี่มุกเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีความยาวของลำตัวประมาณ 11 เซนติเมตร จากที่กล่าวมาแล้วในเบื้องต้นว่า จะพบหาปลาชนิดนี้ในธรรมชาติได้น้อยมาก เป็นปลาที่ใกล้สูญพันธุ์แล้ว



เทคนิคในการเพาะขยายพันธุ์ปลากระดี่มุก

จ.ส.อ.ธรรมนูญได้เล่าถึงวิธีการเพาะขยายพันธุ์ปลาชนิดนี้ว่า ในธรรมชาติปลากระดี่มุกจะมีฤดูวางไข่ในช่วงฤดูฝนเหมือนกับปลาชนิดอื่นๆ ปลากระดี่มุกที่เหมาะจะนำมาใช้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์ควรจะมีความยาวของลำตัวอย่างน้อย 2 นิ้ว อัตราการปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์จะใช้อัตรา 1:1 หรือ 2:1 หรือ 3:1 ก็ได้ แต่สำหรับ จ.ส.อ.ธรรมนูญแล้วจะใช้อัตราการปล่อย 1:1 เท่านั้น ด้วยมีประสบการณ์ที่ผ่านมาเคยปล่อยพ่อพันธุ์ 2 ตัว พบปัญหาเรื่องกัดกันเพื่อแย่งตัวเมีย ตัวผู้จะทำหน้าที่ก่อหวอดซึ่งมีลักษณะคล้ายกับหวอดปลากัด



การจัดสภาพแวดล้อมในการเพาะพันธุ์

มีความสำคัญมาก

จ.ส.อ.ธรรมนูญจะนำปลากระดี่มุกเพศเมียที่มีท้องใหญ่มาใส่ในอ่างเพาะพันธุ์ ซึ่งได้ทำน้ำแก่ไว้แล้ว (วิธีการทำน้ำแก่หมายถึง การใส่ผ้าพลาสติคที่มีลักษณะทึบแสงคลุมอ่างที่ใส่น้ำไว้เป็นเวลานาน 15 วัน) ใส่ต้นผักบุ้งให้หวอดเกาะและเด็ดใบผักบุ้งเพื่อให้เกิดการเน่าสลายซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้แม่ปลาวางไข่ได้เร็วยิ่งขึ้น หลังจากนั้นประมาณ 2 วัน แม่ปลากระดี่มุกจะวางไข่ หลังจากที่วางไข่เสร็จเรียบร้อยจะต้องนำเอาแม่ปลาออกจากอ่างเพื่อป้องกันแม่ปลากินไข่ ปล่อยให้พ่อปลาดูแลพ่นไข่ติดกับหวอด หลังจากนั้นอีกประมาณ 2 วัน ไข่จะกลายเป็นลูกปลาวัยอ่อน จะสังเกตเห็นลักษณะการส่งตัว หางจะดิ่งลงสู่พื้นน้ำ หัวจะตั้งชันขึ้นกับผิวน้ำ เมื่อย่างเข้าสู่วันที่ 3 ลำตัวจะอยู่แนวนอนกับผิวน้ำ

จ.ส.อ.ธรรมนูญบอกถึงอาหารสำหรับปลากระดี่มุกวัยอ่อนที่เกิดใหม่ ควรให้ไข่แดงที่ต้มสุกและบดละเอียด และจะต้องระมัดระวัง อย่าให้ไข่แดงมากเกินไปเพราะจะทำให้น้ำเสีย ที่สำคัญในช่วงวัยอ่อนจะถ่ายน้ำไม่ได้เลย จ.ส.อ.ธรรมนูญได้ย้ำว่า หลายคนล้มเหลวในการเพาะขยายพันธุ์ปลากระดี่มุก อยู่ในเรื่องการให้อาหารในช่วงวัยอ่อนนี่เอง หลังจากให้ไข่แดงไปแล้วประมาณ 3-4 วัน จะเปลี่ยนมาให้อาร์ทีเมียอีกประมาณ 1 สัปดาห์ และในช่วงนี้สังเกตได้ว่าลูกปลากระดี่มุกจะมีการเจริญเติบโตเร็วกว่าช่วงแรกมาก เมื่อลูกปลามีอายุครบ 12 วัน ใช้ไรแดงที่มีชีวิตเป็นอาหาร แม่ปลากระดี่มุกแต่ละตัวที่มีความสมบูรณ์จะมีปริมาณไข่ประมาณ 600-700 ฟอง ส่วนใหญ่พบว่า จะเพาะฟักได้เพียง 10% เท่านั้น แต่สำหรับ จ.ส.อ.ธรรมนูญ มีเทคนิคในการฟักไข่เป็นตัวได้เฉลี่ยถึง 40-60%



ปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่

ไม่ประสบความสำเร็จในการเพาะปลากระดี่มุก

จ.ส.อ.ธรรมนูญได้สรุปถึงปัญหาในเรื่องของการเพาะปลากระดี่มุก แล้วมีอัตราการรอดตายน้อย เกิดมาจากการเตรียมน้ำ ควรจะนำผักบุ้งมาลอยไว้ในอ่าง แล้วเด็ดใบผักบุ้งหรือใส่หญ้าแห้งซึ่งพืชผักดังกล่าวจะเน่าสลายก่อให้เกิดอาหารธรรมชาติจำพวกแพลงตอนและจุลินทรีย์ขนาดเล็ก จ.ส.อ.ธรรมนูญย้ำว่า ในช่วงที่ลูกปลามีอายุประมาณ 10-12 วัน จะต้องงดการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ใช้วิธีการเติมน้ำทุกๆ 2 วัน ต่อครั้ง จะต้องระวังในเรื่องโรค 2 ชนิด คือ โรคจุดขาวที่เกิดจากเชื้อรา และโรคเกล็ดพอง ทำให้ตัวปลาอ้วนผิดปกติ ถ้าพบว่า ปลาเกิดเป็นโรคทั้ง 2 ชนิดนี้ แก้ปัญหาด้วยการใช้ด่างทับทิมใส่น้ำพอออกสีม่วงอ่อนๆ แล้วนำปลาลงไปแช่ค้างคืน หากไม่หายให้ทำซ้ำอีกครั้ง เมื่อปลาหายป่วยแล้ว นำกลับมาลงตู้ ให้ใส่เกลือในตู้เลี้ยงปลาซึ่งมีรสกร่อยๆ ไม่ควรใช้สารฟอร์มาลินเพราะออกฤทธิ์แรงเกินไป ปลากระดี่มุกบอบบางอาจทำให้ตายได้



หนังสือ สัตว์สวยน่าเลี้ยงและหลากหลายอาชีพเงินล้านŽ พิมพ์ 4 สี จำนวน 120 หน้า มีแจกฟรี เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์ 50 บาท ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/200 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398

หนังสือพิมพ์เทคโนโลยีชาวบ้าน
วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 19 ฉบับที่ 400
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: