lefttop righttop
leftborder
rightborder
leftborder
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: Crayfish ความงามที่น่าเกรงขาม ของ มังกรน้ำจืด  (อ่าน 4425 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
webmaster
YaBB God
*****

Karma: -3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1588


Ha ha ha เราก็ทำได้


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: มกราคม 26, 2007, 09:39:15 am »

Crayfish ความงามที่น่าเกรงขาม ของ มังกรน้ำจืด

Crayfish คือ กุ้งแบบหนึ่งที่มีรูปร่างใหญ่ ก้ามโต สีสันออกสวยงาม ในทางประมงถือว่าเครย์ฟิชเป็นสัตว์น้ำรสชาติดี มีหลายประเทศทำฟาร์มเพาะพันธุ์เครย์ฟิชกันเป็นล่ำเป็นสันเพื่อการบริโภค รวมทั้งประเทศไทยเราเองก็ด้วย แต่ในขณะเดียวกันความสวยงามของเครย์ฟิชบางสายพันธุ์ก็ทำให้มันกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงในตู้กระจกที่น่าสนใจสำหรับนักเลี้ยงหลายๆ คนไปแล้วในขณะนี้

เครย์ฟิช เรียกกันง่ายๆ ว่า ล็อบสเตอร์น้ำจืด (Freshwater Lobster) บ้างก็เรียกชื่อไทยไปเลยว่า กุ้งมังกรน้ำจืด องค์ประกอบทางกายวิภาคเหมือนกันกับกุ้งทั่วไป คือเป็นสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง (crustaceans) แต่มีเปลือกแข็ง (carapace) ห่อหุ้มร่างกายเพื่อปกป้องอวัยวะบอบบางภายใน มีขา 5 คู่ คู่แรกพัฒนาไปเป็นก้าม (cheliped) เพื่อใช้ป้องกันตัวเองจากศัตรูและคู่ถัดมาใช้สำหรับคีบหาอาหารตามพื้นดิน ส่วนหัวติดกับลำตัว มีกรีแหลมยื่นออกมา มีหนวดทั้งหมด 3 คู่ คู่หนึ่งจะยาวมากคล้ายเสาอากาศทีวี (antenna) ความแตกต่างของเครย์ฟิชกับกุ้งหน่อมแน้มที่เราเห็นทั่วไปคือก้าม ก้ามของเครย์ฟิชจะใหญ่โตมากจนเทียบสัดส่วนกับลำตัวแล้วอาจมีความยาวใกล้เคียงกันเลยทีเดียว

ในธรรมชาติเครย์ฟิชอาศัยในแหล่งน้ำที่มีอุณหภูมิค่อนข้างเย็น แหล่งอาศัยสำคัญ ได้แก่ ทวีปอเมริกาเหนือ ทวีปยุโรป ทวีปออสเตรเลีย และทวีปเอเชีย สามารถพบได้ตามแม่น้ำลำคลอง หนองบึง ไปจนถึงทะเลสาบขนาดใหญ่ เรียกได้ว่ามันไม่จำกัดวงพื้นที่ทำกิน อยู่ตรงไหนก็เอาตัวรอดได้ไม่มีปัญหา ขอเพียงให้มีอุณภูมิเย็นสักหน่อยเป็นพอ

บ้านเราเลี้ยงเครย์ฟิชมานานแล้ว ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าครั้งแรกสุดเรามีสายพันธุ์อะไรมาเบิกโรง แต่จากที่เดินสอบถามเขาไปทั่ว เข้าใจว่าน่าจะเป็นเครย์ฟิชสีแดง สายพันธุ์อเมริกา (Procambarus clarkii) ซึ่งรู้จักโดยทั่วไปว่า "กุ้งแดงญี่ปุ่น" ถามว่า ญี่ปุ่นมาเกี่ยวอะไรด้วย คำตอบก็คงเหมือนกับเต่าญี่ปุ่น (Trachemys scripta elegans) ที่เราสั่งนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่น ทั้งที่จริงๆ แล้ว มันเป็นเต่าพื้นเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกานั่นเอง ส่วนอีกสายพันธุ์หนึ่งก็มีเลี้ยงกันมานานแล้วเช่นกัน ทว่ามาจากทวีปออสเตรเลีย เรียกกันว่า "กุ้งเรนโบว์" (Cherax quadricarinatus)

เครย์ฟิช สามารถนำมาเลี้ยงในตู้ปลาได้สบายมากครับ นอกจากเลี้ยงง่ายไม่จู้จี้จุกจิกแล้ว ยังกินอาหารเก่ง กินมันแทบทุกอย่างไม่เลือก ธรรมชาติของมันกินทั้งพืชและสัตว์ พืชก็เช่น ลูกผลไม้ หรือใบไม้จมน้ำเน่าๆ หรือแม้กระทั่งเปลือกไม้ ส่วนสัตว์นั้นโดยมากจะเป็นสัตว์ตายหรือซากสัตว์ นอกจากนี้ พวกไส้เดือน แมลงน้ำ อะไรต่อมิอะไรที่ซุกซ่อนตามพื้นกรวดเลนพวกสามารถคีบขึ้นมากินได้หมด ในตู้ปลาเราสามารถให้ได้ทั้งอาหารสดและสำเร็จรูป แต่จะต้องเป็นชนิดจม เนื่องจากเครย์ฟิชอยู่แต่พื้นตู้ ไม่ว่ายน้ำขึ้นมาข้างบน หากให้อาหารลอยคงได้อืดจนราขึ้นฟูโดยที่เจ้าเครย์ฟิชได้แต่มองทำตาปริบๆ

เช่นเดียวกับสัตว์มีกระดองทั่วไป เครย์ฟิชเมื่อเติบโตได้ระดับหนึ่งก็จะต้องลอกคราบ การลอกคราบนี้เป็นกลไกสำคัญแสดงให้เห็นถึงความเจริญเติบโตและสุขภาพอันดี ลูกเครย์ฟิชลอกคราบบ่อย อาจจะสัปดาห์ละครั้งหากเลี้ยงดีพอ แต่เมื่อมันโตขึ้นเรื่อยๆ อัตราความถี่ในการลอกคราบก็จะยิ่งห่าง จากสัปดาห์ละครั้งกลายเป็นเดือนละครั้ง ยิ่งตัวโตๆ บางทีเป็นปีกว่าจะลอกครั้งหนึ่ง ก่อนลอกคราบสีของเครย์ฟิชจะออกทึบทึมไม่ค่อยกินอาหาร แต่พอลอกแล้วสีจะใสสดสะอาดกว่าเดิม แถมยังมีขนาดใหญ่กว่าเดิมเห็นได้อย่างชัดเจน ทว่าจุดอ่อนของเครย์ฟิชก็อยู่ตรงการลอกคราบนี้แหละ เพราะเมื่อออกจากคราบใหม่ๆ เครย์ฟิชจะมีลำตัวอ่อนนิ่ม ไม่สามารถปกป้องตัวเองจากการทำร้ายของสัตว์อื่นได้เลยเป็นเวลา 2-3 วัน ระหว่างนี้มันจึงต้องหาที่หลบซ่อนจนกว่าเปลือกใหม่จะแข็งตัวเป็นเกราะได้ตามเดิม

ข้อดีของการลอกคราบ นอกจากทำให้กุ้งเครย์ฟิชมีขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว อวัยวะบางส่วนที่ขาดหลุดไปไม่ว่าจะด้วยสาเหตุการถูกทำร้ายหรือต่อสู้กันเอง เช่น ก้าม ขา หรือหนวด ก็จะสามารถงอกขึ้นมาใหม่ได้ ในกรณีชิ้นส่วนเล็กๆ อย่างขาหรือหนวด การลอกคราบเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอที่จะสร้างอวัยวะใหม่ทดแทนได้สมบูรณ์ แต่หากเป็นส่วนสำคัญที่มีขนาดใหญ่อย่างก้ามอาจต้องลอกหลายครั้ง โดยครั้งแรกก้ามที่ขึ้นใหม่จะเล็กมาก มีขนาดไม่ต่างไปจากขา พอลอกครั้งต่อๆ ไป ก็ค่อยใหญ่ขึ้นเรื่อยจนกลับไปเป็นเหมือนเดิม ซึ่งกินเวลานาน

การเลี้ยงเครย์ฟิชในตู้กระจก

ว่าไปแล้วแทบไม่ต่างจากการเลี้ยงปลา สิ่งที่ต้องการหลักๆ คือ ตู้ ระบบกรองน้ำ และวัสดุสำหรับหลบซ่อนตัว

ตู้นั้นไม่จำเป็นต้องใช้ตู้ใหญ่หากเลี้ยงเครย์ฟิชเพียงตัวเดียว แต่ถ้าเลี้ยงเป็นคู่หรือมากกว่านั้นก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาตู้กว้างๆ อย่างน้อย 30-48 นิ้ว เพราะนิสัยของเครย์ฟิชค่อนข้างก้าวร้าวกับพวกเดียวกัน หากอยู่ใกล้เดินเฉียดไปมาหรือสัมปทานทับเส้นกัน ก็มีสิทธิ์ปะทะตบตีกันให้วุ่นจนเกิดอาการบาดเจ็บหรือตายได้ง่าย

ระบบกรองน้ำสำหรับการเลี้ยงเครย์ฟิชสามารถใช้ได้ทุกชนิด ยกเว้นกรองใต้กรวด (under gravel filter) เนื่องจากเครย์ฟิชชอบคุ้ยหาอาหาร หรือบางครั้งขุดหลุมเพื่อหลบซ่อนตัว ซึ่งจะทำให้ระบบไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เครย์ฟิชกินอาหารเก่ง ดังนั้น จึงขับถ่ายของเสียเป็นว่าเล่น ระบบกรองจึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับขนาดตู้เพื่อป้องกันไม่ให้คุณภาพของน้ำเปลี่ยนแปลงลงเร็วเกินไป

วัสดุสำหรับหลบซ่อนตัว ถือเป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการเลี้ยงเครย์ฟิช ในธรรมชาติมันเป็นสัตว์หากินกลางคืน เวลากลางวันมักซุกซ่อนตัวตามซอกโพรงหรือหลืบหิน หากตู้เลี้ยงไม่มีวัสดุดังกล่าวจะทำให้กุ้งเครียดหรือพยายามขุดพื้นกรวดเพื่อทำเป็นหลุมหลบภัย ทำให้ตู้ของเราไม่น่าดูไปเลย วัสดุหลบซ่อนอาจเป็นพวกกระถางดินเผาเล็กๆ กะลามะพร้าว หรืออะไรก็ได้ที่คล้ายๆ กัน ท่อ พีวีซี ก็ใช้ได้ แต่อาจดูขัดหูขัดตานิดหน่อย

ส่วนสิ่งของสำหรับตกแต่งให้เกิดความสวยงามจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ครับ แต่ถ้าใส่ควรเน้นเป็นวัสดุแข็ง เช่น กิ่งไม้ ขอนไม้ หรือก้อนหิน ส่วนพวกต้นไม้น้ำต่างๆ ไม่ว่าจะของจริงหรือของปลอมที่ทำจากพลาสติคควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาด เพราะกุ้งเครย์ฟิชชอบกินต้นไม้เป็นอาหารเสริม และชอบหนีบอะไรอ่อนๆ เล่นเป็นการลับคมก้ามไม่ให้ขึ้นสนิม ต้นไม้แม้เป็นพลาสติคก็จะถูกตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหมือนเรื่องเอ็ดเวิร์ดมือกรรไกรของ ทิม เบอร์ตัน ที่เอามือ (กรรไกร) ของตัวเองไปตัดแต่งต้นไม้ในสวนยังไงยังงั้น

หัวใจสำคัญอีกอย่างสำหรับการเลี้ยงเครย์ฟิชคือ เรื่องของอุณหภูมิ

เครย์ฟิช มีถิ่นกำเนิดในแหล่งน้ำเย็นจัด แม้สามารถปรับตัวเข้ากับภูมิอากาศแบบเขตร้อนอย่างบ้านเราได้ แต่ก็ใช่ว่ามันจะชอบ ยิ่งตู้ที่ตั้งไว้ในตำแหน่งโดนแดดหรือจุดที่อากาศไม่ถ่ายเท เจ้ากุ้งเครย์ฟิชมีสิทธิ์ป่วยตายเอาได้ง่ายๆ เหมือนกัน จะให้เวิร์กควรหาที่วางตู้ให้อยู่ในที่โปร่ง ยิ่งรับลมธรรมชาติได้ยิ่งดี เพราะจะช่วยลดอุณหภูมิน้ำลงไปได้อีก บางคนใช้พัดลมช่วยเป่าใส่ตู้ซึ่งนับว่าได้ผล น้ำจะเย็นลงอีกราว 1-2 องศาเซลเซียส แต่เท่าที่ผ่านๆ มา แค่ระวังอย่าให้อุณหภูมิสูงเกิน 28-29 องศาเซลเซียส ก็แทบจะไม่มีปัญหาแล้วครับ

หนังสือพิมพ์เทคโนโลยีชาวบ้าน
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
 
กระโดดไป:  

rightborder
leftborder
Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2001-2006, Lewis Media
Waltz design by IchBin
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 9.394 วินาที กับ 22 คำสั่ง
leftbottomborder   rightbottomborder