ปลานิล "เมืองพาน" ไร้กลิ่นโคลน มฟล. หนุนผลิตครบวงจร

(1/1)

Nicaonline:
พารนี ปัทมานันท์

เส้นทางเศรษฐี 15 พย 2549

เมื่อเอ่ยถึงปลานิล หลายคนคงเดายากว่า แหล่งปลานิลที่มีชื่อและใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอยู่ที่ไหน

อำเภอพาน จังหวังเชียงราย คือคำตอบที่ชาวเชียงรายรู้ดีว่า หากจะหาซื้อปลานิลสด ต้องไปที่อำเภอพาน ที่ขึ้นชื่อว่าทั้งสด และไม่มีกลิ่นดินอย่างที่หลายคนมักจะฝังใจว่า ปลานิลต้องมีกลิ่นดิน กลิ่นโคลน

เหตุผลอะไรที่ทำให้ปลานิลเมืองพาน จึงขึ้นชื่อจนเป็นแหล่งผลิตรายใหญ่ แถมยังไร้กลิ่นโคลนนั้น "เส้นทางเศรษฐี" จะพาไปหาคำตอบ



เชียงราย แหล่งเลี้ยงใหญ่

จุดเด่นไร้กลิ่นสาบดิน

คุณสนอง สุจริต ผู้อำนวยการโรงเรียนแม่ลาววิทยาคม จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีอีกหนึ่งอาชีพคือเลี้ยงปลานิลจำหน่ายเพื่อหารายได้เสริม เล่าให้ฟังว่า แต่เดิมอำเภอพานเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของชาวเชียงราย ประชากรส่วนใหญ่จึงมีอาชีพทำนา แต่ต่อมาเมื่อบ้านเมืองเปลี่ยนค่านิยมจากการทำนาหันไปประกอบอาชีพอื่นที่เห็นว่ามีรายได้ที่แน่นอนกว่า ชาวอำเภอพานจึงมองไปที่การเลี้ยงปลานิล โดยช่วงแรกมีเกษตรกรเพียงไม่กี่รายที่ปรับที่นาเป็นบ่อปลา เลี้ยงปลากันแบบ "ไร่นาสวนผสม" กระทั่งค้นพบว่าการเลี้ยงปลาทำรายได้คุ้มค่ากว่าการทำนา ทำให้ชีวิตเกษตรกรดีขึ้น จึงเริ่มขยายจากกลุ่มเดียวกลายเป็นหลายกลุ่ม จนถึงปัจจุบันมีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลราว 20 กลุ่ม กลุ่มละ 20-30 ราย ในแต่ละกลุ่มจะมีการดูแลช่วยเหลือกันเอง

สำหรับแรงบันดาลใจที่ทำให้ผู้อำนวยการโรงเรียนท่านนี้ หันมาเลี้ยงปลานิลเป็นอาชีพเสริมนอกเหนือจากการรับราชการนั้น เริ่มขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 เขาเริ่มทำการศึกษาติดตามผลการดำเนินการของกลุ่มที่เลี้ยงปลานิลมาโดยตลอด โดยเรียนรู้จากการทำงานของน้องสาวซึ่งเลี้ยงปลานิลมาก่อนตนด้วย

"ก่อนที่จะมาเลี้ยงปลานิล ผมทำสวนลำไยและลิ้นจี่ และเริ่มมาปรับเป็นบ่อปลานิลทั้งหมดเมื่อปี 2535 จนปัจจุบันมีทั้งหมด 16 บ่อ บนพื้นที่กว่า 130 ไร่ ซึ่งชาวบ้านทั่วไปจะมีกันคนละประมาณ 1-2 บ่อ ส่วนที่มากอาจมีถึง 20 บ่อ สำหรับการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรนั้นจะอยู่ภายใต้ชื่อเรียกขานที่แตกต่างกันไป เช่น กลุ่มสหกรณ์ปลา กลุ่มปลาห้าดาว โดยกลุ่มของผมชื่อ กลุ่มปลาทองครับ" คุณสนอง ปูพื้นฐานความเข้าใจให้ฟังในเบื้องต้น

ผู้อำนวยการโรงเรียนแม่ลาววิทยาคม เล่าให้ฟังต่อ ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่า อำเภอพานเป็นแหล่งผลิตปลานิลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากมีการส่งขายปลานิลสดเกือบ 100 ตัน ต่อวัน แต่ละกลุ่มสามารถผลิตได้ประมาณ 10 กว่าตัน ต่อวัน โดยตลาดรองรับส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา ลำพูน สำหรับผู้ผลิตซึ่งเป็นคู่แข่งขันในตลาดนั้นได้แก่ผู้ผลิตในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และน่าน แต่เนื่องจากรูปแบบในการเลี้ยงปลาของคู่แข่งนั้นเป็นการเลี้ยงแบบในกระชัง ต่างจากของอำเภอพานที่เลี้ยงในบ่อดิน ซึ่งจุดเด่นของปลานิลของอำเภอพานนั้นอยู่ที่ "ไม่มีกลิ่นดินกลิ่นโคลน" เนื่องจากดินในพื้นที่อำเภอพานนั้น เป็นดินธรรมชาติที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบทางเคมี พบว่าสามารถเลี้ยงปลานิลได้โดยไม่มีกลิ่นดินเหมือนที่อื่น ทำให้ปลานิลที่นี่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก

ถามถึงเทคนิคการเลี้ยงในแบบของกลุ่มที่เขาสังกัด คุณสนอง บอกว่า จะต้องมีการทำความสะอาดบ่อทุกครั้งหลังจากที่นำปลาออกไปแล้ว ด้วยการตากบ่อให้แห้ง จากนั้นใส่ปูนใสโรยก้นบ่อเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค โดยไม่ใส่สารเคมีเด็ดขาด จากนั้นจึงปล่อยน้ำธรรมชาติเข้าไปในบ่อ ให้ระดับความสูงของน้ำอยู่ที่ประมาณ 1.2 เมตร แล้วปล่อยพักไว้ 3 วัน ค่อยปล่อยลูกปลาที่ซื้อมา สำหรับปลาลูกพันธุ์นั้น ก่อนหน้านี้เคยซื้อจากบริษัทใหญ่ที่รู้จักกันดี แต่ระยะหลังได้พบกับ คุณจำนงค์ บุญเลิศ หนึ่งในผู้เลี้ยงปลานิล ซึ่งสามารถเพาะลูกปลานิลได้มีคุณภาพ และสามารถจำหน่ายในราคาถูกกว่า จึงตัดสินใจซื้อจากคุณจำนงค์ ตั้งแต่นั้นมา

"บ่อที่ใช้เลี้ยงเป็นบ่อดิน มีเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ จึงจะเลี้ยงได้ขนาดดี ขนาดบ่อ 1 ไร่ จะใส่ลูกปลาไม่เกิน 5,000 ตัว เป็นขนาดที่กำลังพอเหมาะ หากใส่มากเกินจะทำให้ได้ขนาดปลาที่ตัวเล็ก จากนั้นจะต้องสังเกตว่า หากปลามีขนาดโตขึ้นประมาณ 2 นิ้ว ต้องเริ่มเปลี่ยนอาหารที่มีเม็ดโตขึ้น จนกระทั่ง 3 เดือน ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานจึงเริ่มให้อาหารไทรักษ์ 201 โปรตีนน้อย จะให้กินช่วง 3-6 เดือน จากนั้น 7-8 เดือน จะผสมปลาป่น รำข้าว เพื่อไปเสริมการสร้างเนื้อ เลี้ยงจนถึง 8 เดือน เมื่อปลาได้ขนาดประมาณ 1 กิโลกรัม หรือประมาณ 9 ขีดขึ้นไป ถือว่าได้ขนาดที่เหมาะกับการนำออกจำหน่าย" คุณสนอง เผยแบบไม่หวงวิชา



อุปสรรครอบด้าน

ประสบการณ์สำคัญ

เมื่อได้ผลผลิตแล้วก็มาถึงขั้นตอนการจัดจำหน่าย โดยคุณสนอง บอกให้ฟังว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงแต่ละกลุ่มจะมีการวางแผนจำหน่าย เช่น เกษตรกรรายนี้เลี้ยงปลาได้ขนาดจึงปล่อยขายในช่วงแรก จากนั้นจึงเป็นรายอื่น ผลัดเปลี่ยนกันไป โดยตลาดที่รับซื้อจะนำรถมาขนปลาตั้งแต่เช้ามืดประมาณตี 5 ซึ่งเหล่าเกษตรกรจะนำอวนลงไปจับและคัดเป็นขนาดต่างๆ ราคาจำหน่ายอยู่ที่กิโลกรัมละ 34 บาท

"แต่ละกลุ่มจะมีลูกค้าเป็นขาประจำมารับไปจำหน่ายต่อ อย่างของผมซึ่งอยู่ในกลุ่มปลาทองจะเลี้ยงไว้ประมาณ 30,000 ตัว โดยจะปล่อยออกจำหน่ายได้ประมาณ 3 วัน วันละ 10,000 ตัว จากนั้นคนอื่นในกลุ่มจะจำหน่ายในวันถัดๆ กันไป เรามีการบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อน และหากมีปัญหาอะไรจะมาหารือเพื่อช่วยกันแก้ไข" คุณสนอง บอกอย่างนั้น

คุณสนอง เล่าให้ฟังด้วยว่า "เรื่องของฤดูกาลนั้นนับว่ามีผลต่อการเลี้ยง หากเป็นช่วงฤดูหนาวต้องใช้เวลาเกือบ 2 เดือน กว่าปลาจะขึ้นมากินอาหารเม็ด แต่ถ้าเป็นฤดูร้อน แค่ 3 สัปดาห์ ก็โผล่ขึ้นมาแล้ว ทั้งนี้ ในช่วงฤดูหนาวผลผลิตที่ได้จะน้อยกว่าฤดูร้อน และช่วงที่เป็นปัญหาอีกคือฤดูฝนในช่วงสิงหาคม-กันยายน เนื่องจากน้ำฝนจะทำให้มีความเป็นกรดในอากาศสูง ออกซิเจนในน้ำจะน้อยส่งผลให้ปลาตายได้ ดังนั้นจะต้องคอยระวัง และอาศัยความเชี่ยวชาญในการดูแล และต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ 2 หน ในรอบ 8 เดือน เพื่อไม่ให้น้ำเสีย สิ่งเหล่านี้ผมเรียนรู้จากการเลี้ยงและเฝ้าสังเกตจนรู้ถึงปัญหาและแนวทางแก้ไข" คุณสนอง กล่าว

ถามถึงเคล็ดลับการเลี้ยงปลาให้ได้ผลดี คุณสนอง บอกว่า ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญ ต้องรู้จักสังเกตน้ำ อากาศ เมื่ออยู่กับมันบ่อยๆ จะรู้ว่าวันไหนปลาแข็งแรง ร่าเริง วันไหนปลาซึมเศร้า อย่างเช่น วันไหนที่เราปิดไฟปั๊ม แล้วปลาแตกตัวเร็ว เหมือนรู้สึกตัว แสดงว่าวันนั้นปลาแข็งแรง แต่ถ้าวันไหนอากาศอบอ้าว ครึ้ม พอปิดไฟ ปลาจะไม่ค่อยแสดงอาการ แสดงว่าต้องระวัง อาจจะต้องพ่นน้ำเป็นการเติมออกซิเจนในน้ำ

ทำมาถึงขนาดนี้ จะบอกว่าไม่เคยเกิดปัญหาคงเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ ซึ่งคุณสนองเอง เล่าว่า เจอปัญหามามาก ถึงขั้นวิกฤตปลาตายทั้งบ่อเพราะอากาศปิด ปลามีอาการไม่ค่อยดี แต่ลูกน้องที่เฝ้าเลี้ยงกลับเผลอให้อาหารเข้าไป ทำให้น้ำเน่าเพราะปลาไม่กิน จึงตายทั้งหมด นอกจากนี้ก็มีปัญหาเลี้ยงแล้วไม่โต ดังนั้น ปัจจัยสำคัญของการเลี้ยงปลานิลคือ หนึ่ง น้ำเป็นสิ่งสำคัญ เพราะสัตว์ที่เราเลี้ยงเป็นสัตว์น้ำ ดังนั้น คุณภาพน้ำต้องดี สอง ลูกพันธุ์ปลาต้องดี และสาม การบริหารจัดการที่ดี



เร่งแปรรูปเพิ่มมูลค่า

มฟล. แนะความรู้-หาทุนหนุน

เกษตรกรผู้เลี้ยงปลานิลของอำเภอพาน กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่เกรงจะเป็นปัญหาในอนาคตคือต้นทุนของอาหารปลาซึ่งแพงมากขึ้น ซึ่งอาหารปลาที่เราให้ปลากินนอกจากรำ ปลายข้าว แล้วต้องผสมปลาป่นด้วย ซึ่งราคาจะแพงที่ปลาป่น ทั้งนี้ โดยธรรมชาติปลานิลที่รู้ๆ กันจะกินพืช แต่เราได้ประยุกต์นำอาหารของปลาดุกมาให้ปลานิลกิน ผลออกมาจะได้ปลานิลที่โตไวและมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งเมื่อก่อนสามารถทำกำไรจากการจำหน่ายปลานิลสดได้ครึ่งหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ต้องจ่ายเป็นต้นทุนค่าอาหาร 70% แล้ว ยังไม่รวมค่าแรงงาน และค่าความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้

"ยังไม่แน่ใจว่าในอนาคตตลาดปลานิลสดจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน แต่ขณะนี้จำนวนบ่อปลาที่คนนิยมเลี้ยงมากขึ้น ทางกลุ่มจึงต้องมองช่องทางในการแปรรูปปลานิลสด เพื่อเพิ่มมูลค่าของผลผลิตอีกทางหนึ่ง เพื่อให้เป็นธุรกิจแบบครบวงจร ซึ่งล่าสุดมีการรวมตัวกันของกลุ่มแม่บ้านดำเนินการธุรกิจในลักษณะ "อุตสาหกรรมครอบครัว" ทำการแปรรูปปลานิล ให้ออกมาเป็นปลานิลยอ ปลานิลสามรส ปลานิลแดดเดียว ปลานิลเส้น และจำหน่ายกันเองตามกำลัง" คุณสนอง บอกให้ฟัง

และเพื่อให้การดำเนินการของกลุ่มเกษตรกรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คุณสนองจึงทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกลุ่ม ติดต่อกับทาง รศ.ดร.อรพิน ภูมิภมร คณบดีสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) เพื่อขอความช่วยเหลือในด้านวิชาการเกี่ยวกับการแปรรูป ซึ่งในเบื้องต้นได้รับคำแนะนำว่า ควรจะทำเป็น "ปลานิลยอสมุนไพร" เนื่องจากเป็นอาหารพร้อมรับประทาน และยังเป็นสมุนไพรที่คนกำลังให้ความนิยม ทั้งนี้ ทางสำนักวิชาอุตสาหกรรมเกษตรฯ กำลังช่วยอีกทางหนึ่งในการหาแหล่งทุนในการสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าของปลานิลให้กับกลุ่มเกษตรกร

ระหว่างที่ระบบการแปรรูปปลานิลของเกษตรกรกลุ่มปลาทอง แห่งอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ยังอยู่ในขั้นตอนศึกษาหาความสมบูรณ์แบบอยู่นี้ หากใครต้องการไปเยี่ยมชมฟาร์มปลานิลของคุณสนอง สุจริต สามารถแวะไปได้ที่ บ้านหมู่ 6 ตำบลหัวง้ม อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โทร. (053) 722-493, (081) 885-6629 และ (081) 885-0471

หรือหากต้องการหาซื้อลูกปลานิล อยากจะเรียนรู้วิธีการคิด วิธีการทำงานของคุณจำนงค์ บุญเลิศ ผู้สามารถเพาะลูกพันธุ์ได้มีคุณภาพบริษัทใหญ่ สามารถแวะเวียนไปเยี่ยมชมได้ที่ 732 หมู่ที่ 14 บ้านป่ากว๋าว ตำบลเมืองพาน อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย โทร. (053) 721-416 หรือ (081) 881-8649

เกษตรกรทั้งสองท่านฝากบอกว่า...ยินดีถ่ายทอดความรู้ให้อย่างเต็มใจและเต็มที่

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ