ไทยหนีอินโดฯซื้อตั๋วจับปลาพม่า

(1/1)

webmaster:
ไทยหนีอินโดฯซื้อตั๋วจับปลาพม่า

นายอภิสิทธิ์ เตชะนิธิสวัสดิ์ นายกสมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ในระหว่างการสัมมนาการร่วมลงทุนใน สาขาประมงระหว่างไทย-อินโดนีเซียในต้นสัปดาห์ว่า รัฐบาลอินโดนีเซียจะไม่ต่ออายุสัมปทานให้แก่ เรือประมงไทย หลังวันที่ 15 กันยายนนี้ "ยกเว้น" เรือประมงไทยที่ประสงค์จะเข้าไปทำประมงในอินโดนีเซีย จะต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบการลงทุนร่วม (joint venture) กับนักลงทุนท้องถิ่นอินโดนีเซีย จึงจะได้รับสิทธิ์จับปลาในน่านน้ำอินโดนีเซียต่อไป

"ขณะนี้มีเอกชนไทยตัดสินใจร่วมลงทุนในระบบ joint venture กับนักลงทุนอินโดนีเซียแล้วเป็นจำนวน 7 ราย โดยแต่ละรายใช้เงินลงทุนประมาณ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ ในกิจการโรงงานแล่เนื้อปลาขาว เพื่อส่งออกไปจำหน่ายในตลาดสหรัฐ กับสหภาพยุโรป สำหรับสัตว์น้ำที่จับได้นั้น ในเบื้องต้นมีข้อตกลงว่าจะส่งขึ้นที่ท่าเรืออินโดนีเซียประมาณร้อยละ 70 ที่เหลือร้อยละ 30 สามารถส่งกลับมาไทยได้" นายอภิสิทธิ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม นโยบายการบริหารการตลาด จะขึ้นอยู่กับข้อตกลงของผู้ร่วมทุนทั้งสองฝ่ายจะปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสมของตลาดในแต่ ละช่วง เช่น หากพบว่าสัตว์น้ำชนิดใดสามารถจำหน่ายได้ในราคาแพงและเป็นที่ต้องการสูงในตลาดอินโดนีเซียก็อาจจะขายในตลาดอินโดนีเซียมากขึ้น

ซึ่งการใช้กฎเกณฑ์ลักษณะนี้ อาจจะทำให้สัดส่วนสินค้าสัตว์น้ำเข้าสู่ประเทศไทยน้อยลง แต่ในทางกลับกัน สัดส่วนสินค้าประมงแปรรูปที่ส่งเข้ามาขายในไทยจะมีปริมาณที่สูงขึ้น เพราะ นักลงทุนไทยจะใช้โรงงานในอินโดนีเซียเป็นสถานที่แปรรูปสินค้าสัตว์น้ำในเบื้องต้นก่อนจะส่งเข้ามาจำหน่ายที่ประเทศไทยในอนาคต

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การใช้ลูกเรือประมงในเรือร่วมทุนนั้น ในเบื้องต้นรัฐบาลอินโดนีเซียผ่อนผันให้สามารถใช้ลูกเรือคนไทยได้ร้อยละ 90 ลูกเรืออินโดนีเซียร้อยละ 10 แต่ในอนาคตเรือประมงไทยจะต้องค่อยๆ เพิ่มสัดส่วนลูกเรือประมงอินโดนีเซียและไทยให้เป็นร้อยละ 50/50 ภายในปีที่ 5 ของการร่วมลงทุน

"สถานการณ์ในขณะนี้ แม้ว่าจะหมดอายุการให้สัมปทานในระบบเก่าแล้วก็ตาม แต่ยังมีเรือประมงไทยร้อยละ 40 ปฏิเสธที่จะลงทุนร่วมกับอินโดนีเซียในระบบ joint venture เนื่องจากเห็นว่าอินโดนีเซียยังขาดระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ที่เหมาะสมที่จะรองรับการลงทุนด้านอุตสาหกรรมประมงแปรรูปบนชายฝั่ง ทางสมาคมจะยื่นเรื่องเรียกร้องให้อินโดนีเซียจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมสำหรับสินค้าประมงเพื่อรองรับการลงทุนของนักลงทุนในอนาคต" นายอภิสิทธิ์กล่าว

ในช่วงที่ผ่านมามีเรือประมงไทยขนาดเล็กไม่เกิน 200 ตันกรอส ประมาณ 50 ลำ ที่ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับนโยบาย joint venture ของอินโดนีเซีย ประกอบกับต้นทุนน้ำมันในการทำประมงที่อินโดนีเซียแพงขึ้น ได้หันกลับมาซื้อ "ตั๋ว" สัมปทานรายเดือนจับปลาที่ประเทศพม่าแทน ขณะที่บางส่วนก็ย้ายไปจับปลาในประเทศโอมาน เนื่องจากราคาน้ำมันถูกกว่า เพียง 12-14 บาท/ลิตรเท่านั้น แต่จะต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์เครื่องมือการจับปลามาเป็นระบบอวนลาก เรือเบ็ดราว หรืออวนล้อมแทน

หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ