กันยายน 18, 2014, 06:37:59 PM
ข่าว:
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: การผลิตกุ้งก้ามกรามเพศผู้ล้วน โดยการทำลายต่อมแอนโดรเจนิค  (อ่าน 3535 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
webmaster
YaBB God
*****

Karma: -3
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 1588


Ha ha ha เราก็ทำได้


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: สิงหาคม 03, 2006, 09:43:52 AM »

การผลิตกุ้งก้ามกรามเพศผู้ล้วน โดยการทำลายต่อมแอนโดรเจนิค

บังเอิญผมได้แวะไปเยี่ยม ศาสตราจารย์อุทัยรัตน์ ณ นคร เมธีวิจัยอาวุโส สกว. พ.ศ. 2546 ที่คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เมื่อปลายเดือนเมษายนนี้ ท่านก็ได้กรุณาให้ความรู้ใหม่ ที่มีประโยชน์มากต่อการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามอย่างยิ่งคือ การผลิตกุ้งก้ามกรามเพศผู้ล้วนๆ โดยอาศัยหลักวิชาด้านพันธุกรรมศาสตร์ ผนวกเข้ากับเทคโนโลยีชีวภาพ ดังนี้ครับ

1. เหตุใดจึงต้องผลิตกุ้งก้ามกรามให้เป็นตัวผู้ล้วนๆ

ก็เพราะกุ้งก้ามกรามตัวผู้เติบโตได้รวดเร็วกว่ากุ้งก้ามกรามตัวเมีย และมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียโดยธรรมชาติด้วยครับ เรื่องนี้เคยมีนักวิชาการเขาทดลองแล้ว โดยแยกกุ้งก้ามกรามตัวผู้ล้วนๆ มาทดลองเลี้ยง 1 บ่อ และเลี้ยงกุ้งก้ามกรามตัวเมียล้วนๆ 1 บ่อ โดยใช้จำนวนกุ้งเท่าๆ กัน เมื่อเลี้ยงไปจนครบ 150 วัน ผลปรากฏว่า ผลผลิตจากการเลี้ยงตัวผู้ล้วนๆ เท่ากับ 473 กรัม ต่อตารางเมตร ส่วนผลผลิตจากการเลี้ยงตัวเมียล้วนๆ เท่ากับ 248 กรัม ต่อตารางเมตร และผลผลิตจากการเลี้ยงรวมเพศเท่ากับ 260 กรัม ต่อตารางเมตร เห็นไหมครับว่า การเลี้ยงกุ้งตัวผู้ล้วนๆ ให้ผลผลิตมากกว่าการเลี้ยงตัวเมียล้วนๆ เกือบ 2 เท่า ซึ่งแน่ละจะต้องได้เงินมากกว่าไปตามสัดส่วนด้วย

ดังนั้น ใครๆ ก็อยากจะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามตัวผู้ล้วนๆ ด้วยกันทั้งนั้น แต่มันมีปัญหาว่า ถ้าต้องการอย่างนั้น ก็ต้องเลี้ยงลูกกุ้งก้ามกรามไปสัก 2 เดือน จึงค่อยคัดเอาตัวผู้แยกไปเลี้ยงต่างหาก ซึ่งจะเสียค่าใช้จ่ายค่าพันธุ์กุ้ง ค่าแรงงานคัดกุ้ง และเวลาที่ต้องเสียไปมากกว่า เริ่มเลี้ยงด้วยลูกกุ้งตัวผู้ล้วนๆ แน่ แต่จะไปหาที่ไหนได้ล่ะ ลูกกุ้งก้ามกรามตัวผู้ล้วนๆ นี่น่ะ เพราะยังไม่มีใครสามารถเพาะพันธุ์ให้ได้ลูกกุ้งตัวผู้ล้วนๆ เลย เพราะเรื่องนี้เป็นผลงานด้านวิชาการใหม่เอี่ยมเมื่อต้นปี 2549 นี่เอง

2. เขามีวิธีการอย่างไร จึงจะเพาะพันธุ์ให้ได้ลูกกุ้งตัวผู้ล้วนๆ

กระบวนการผลิตของเขา ค่อนข้างจะสลับซับซ้อนอยู่พอสมควรครับ แต่ผู้ที่มีวิชาความรู้ในด้านนี้อย่างแท้จริง อย่างเช่น อาจารย์วิกรม รังสินธุ์ แห่งภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ศาสตราจารย์อุทัยรัตน์ ณ นคร ท่านทำได้โดยมีวิธีการตามลำดับ ดังนี้ครับ

2.1 แปลงเพศกุ้งก้ามกรามตัวผู้ให้เปลี่ยนไปเป็นเพศเมียที่สมบูรณ์เพศเสียก่อน โดยการผ่าตัดเพื่อทำลายต่อมแอนโดรเจนิค (Androgenic gland) ต่อมนี้เป็นอวัยวะเพศเพียงแหล่งเดียวที่สร้างฮอร์โมนเพศผู้ขึ้นมา เพื่อควบคุมการพัฒนาอวัยวะที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์ของเพศผู้ และการเจริญของอวัยวะเพศภายนอกของเพศผู้ เช่น มีก้ามยาวใหญ่ แข็งแรง ตัวโตกว่าตัวเมีย และมีติ่งมาสคูไลน่า (Masculina) อยู่ที่ด้านในของขาว่ายน้ำคู่ที่ 2 ซึ่งติ่งที่ว่านี้จะไม่พบในกุ้งก้ามกรามตัวเมีย เพราะมันเป็นเครื่องหมายการค้าของกุ้งเพศผู้เท่านั้น

ต่อมแอนโดรเจนิคนี้ จะมีตำแหน่งอยู่ทางด้านหน้าของกระเปาะที่ส่วนปลายของท่อนำน้ำเชื้อ เป็นกลุ่มเนื้อเยื่อที่มีรูปร่างเป็นแผ่นแบนรูปสามเหลี่ยม พบได้ทั้ง 2 ข้าง ของส่วนปลายของท่อนำน้ำเชื้อของกุ้งตัวผู้

2.2 อายุและขนาดความยาวของกุ้งก้ามกรามที่จะนำมาผ่าตัด

อายุและขนาดของกุ้งก้ามกรามที่จะนำมาแปลงเพศนั้น เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความรู้และการศึกษาค้นคว้ามากพอสมควร ถ้าอายุน้อย ขนาดเล็กเกินไป ก็ยังดูไม่ออกว่าเป็นกุ้งตัวผู้หรือตัวเมีย หรือหากมีอายุมากเกินไป ขนาดใหญ่เกินไป ก็ไม่สามาถนำมาแปลงเพศได้ เพราะการพัฒนาอวัยวะเพศมันเลยไปไกลจนมึง่ไม่กลับแล้ว

แต่อาจารย์วิกรม และศาสตราจารย์อุทัยรัตน์ ก็ศึกษาจนพบว่า ลูกกุ้งก้ามกรามทั้งตัวผู้และตัวเมีย ที่ขนาดความยาวของเปลือกหุ้มหัว-อก (Carapace), (ที่เรามักเรียกกันตามความเคยชินว่า "หัว" ของกุ้งนั่นแหละ ซึ่งความจริงแล้วกุ้งทุกชนิดจะมีส่วนหัวและอกอยู่รวมกัน ไม่แยกจากกันชัดเจนเหมือนพวกแมลงชนิดอื่นๆ) ต่ำกว่า 0.50 เซนติเมตร และมักจะมีอายุหลังจากคว่ำแล้วไม่ถึง 45 วัน จะไม่สามารถแยกเพศจากลักษณะภายนอกได้เลย เพราะทั้งกุ้งตัวผู้และตัวเมียต่างก็มีหน่อที่อกยื่นออกมาระหว่างขาเดิน คู่ที่ 5 เหมือนกัน

แต่เมื่อลูกกุ้งก้ามกรามมีอายุหลังคว่ำนาน 45 วัน และมีความยาวของคาราเพซ ประมาณ 0.55-0.60 เซนติเมตร นั่นแหละ ลูกกุ้งก้ามกรามตัวผู้จึงจะเริ่มเผยโฉมออกมาให้เห็น เป็นโครงสร้างของท่อนำน้ำเชื้อที่ทอดยาวจากอวัยวะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ไปยังด้านในของโคนขาเดินคู่ที่ 5 ในขณะที่โครงสร้างของอวัยวะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ที่อยู่ภายในร่างกาย ยังไม่พัฒนาไปสู่ระดับที่เรียกว่าอัณฑะ แต่ยังไม่มีติ่งมาสคูไลน่า ดังนั้น ระยะนี้จึงเป็นระยะที่เหมาะสมสำหรับการผ่าตัด เพื่อทำลายต่อมแอนโดรเจนิค เพื่อแปลงเพศให้กลายเป็นตัวเมียที่สมบูรณ์เพศต่อไป เมื่อมีอายุถึง 5 เดือน ก็จะเริ่มผสมพันธุ์กับกุ้งตัวผู้ตามธรรมชาติได้

2.3 วิธีผ่าตัดทำอย่างไร

ได้ฟังคำว่า "ผ่าตัด" แล้ว พาลให้นึกสยดสยองไม่ใช่เล่น คงจะต้องวางยาสลบ ใช้มีดหมอที่คมกริบ และเครื่องช่วยหายใจกันอย่างสับสนอลหม่านนักกระมัง?

สำหรับนักวิจัยทั้ง 2 ท่านนี้ ฟังดูแล้วก็คงสับสนวุ่นวายในการทดลองทำให้กุ้งสลบอยู่หลายวันเหมือนกัน หลังจากทดลองทำให้กุ้งสลบด้วยวิธีใช้น้ำแข็งลดอุณหภูมิของน้ำ แล้วนำกุ้งมาผ่าตัด ก็พบว่า การทำให้กุ้งสลบด้วยวิธีนี้ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือ กุ้งจะแน่นิ่ง และสามารถผ่าตัดภายใต้กล้องจุลทรรศน์กำลังขยายต่ำได้สะดวก แต่ก็มีข้อเสียคือ เนื้อกุ้งจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่น ทำให้สังเกตตำแหน่งของอวัยวะภายในได้ยาก เพราะแสงสว่างไม่สามารถส่องทะลุร่างกายของกุ้งได้มากพอ ทำให้ต้องใช้เวลาในการผ่าตัดยาวนานขึ้นกว่าปกติ เป็นเหตุให้อัตราการตายหลังผ่าตัดสูงขึ้น

และมีปัจจัยสำคัญที่ต้องระมัดระวังอย่างมากก็คือ กุ้งที่เพิ่งลอกคราบใหม่ๆ เปลือกหุ้มตัวยังไม่แข็ง และกล้ามเนื้อยังเป็นสีขาวขุ่นเช่นกัน ก็เป็นเหตุให้มีอัตราการตายสูงเช่นเดียวกัน ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยง และรอจนกว่ากุ้งมีเปลือกหุ้มตัวแข็งดีเสียก่อน จึงค่อยนำมาผ่าตัด

ดังนั้น นักวิจัยทั้ง 2 ท่าน จึงให้คำแนะนำไว้ว่า ไม่จำเป็นต้องทำให้กุ้งสลบ ควรผ่าตัดกุ้งสดๆ ได้เลย

การผ่าตัดกุ้งเพื่อทำลายต่อมแอนโดรเจนิคนั้น จริงๆ แล้วก็ไม่วุ่นวายเหมือนที่คิดไว้แต่แรกเลย มีอุปกรณ์ที่จำเป็นอยู่ 2-3 อย่าง เท่านั้น นอกจากกล้องจุลทรรศน์กำลังขยายต่ำแล้ว ก็มีจานแก้วหรือที่เรียกกันว่า Plate นั่นแหละ อีกอย่างหนึ่งก็คือปากคีบปลายแหลม และสิ่งสุดท้ายก็คือ แผ่นโฟมยางขนาดพอๆ กับ plate ที่เจาะช่องไว้ตรงกลาง มีขนาดใกล้เคียงกับตัวกุ้งที่จะวางลงไปได้พอดี เมื่อวางแผ่นยางนี้ลงในจานแก้ว แผ่นยางนี้จะทำหน้าที่ 2 อย่าง คือบังคับตัวกุ้งให้นอนหงายนิ่งๆ และบังแสงที่ส่องจากด้านล่างให้ผ่านตัวกุ้งเพื่อให้เห็นอวัยวะต่างๆ ได้ชัดเจน แต่ไม่รบกวนนัยน์ตาของผู้ผ่าตัดกุ้ง

เมื่อเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมแล้ว ก็ใช้มือข้างที่ถนัดจับรวบหนวดและกรีกุ้งด้วยนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้ การจับแบบนี้จะช่วยให้กุ้งบอบช้ำน้อยกว่าวิธีอื่นๆ หลังจากนั้นนำกุ้งไปนอนหงายในร่องของแผ่นโฟมยางที่เจาะไว้และวางไว้ในจานแก้วแล้ว จะว่าไปนี่ก็คือเตียงผ่าตัดดีๆ นี่เอง โดยหันหางกุ้งเข้าหาตัวเรา แล้วใช้มือข้างที่ไม่ถนัดกดตัวกุ้งเบาๆ ไว้ในร่อง โดยใช้นิ้วหัวแม่มือกดด้านหาง และใช้นิ้วชี้กดด้านหัวกุ้ง แล้วปรับกำลังขยายของกล้องโดยเล็งในตำแหน่งที่เป็นขาเดินคู่ที่ 5 แล้วใช้มือข้างที่ถนัด จับปากคีบปลายแหลมเพื่อเตรียมการผ่าตัด

การผ่าตัด เริ่มโดยใช้ปลายปากคีบทำลายข้อต่อทางด้านท้ายของขาเดินคู่ที่ 5 ข้างใดข้างหนึ่งก่อน แล้วจึงขยับปลายปากคีบให้ต่ำที่สุดถึงโคนขาชิดกับลำตัวกุ้ง แล้วดึงขาเดินออก เลือดของกุ้งจะเริ่มไหลออกมาในปริมาณมากแล้วแข็งตัวปิดบาดแผลไว้ทันที โดยมีลักษณะเป็นวุ้นใส ในกุ้งที่มีสุขภาพดี เลือดจะแข็งตัวได้รวดเร็วมาก ต้องเปิดบาดแผลให้กว้างออกทางด้านข้างของตัวกุ้ง และสังเกตตัวท่อที่ทอดตัวเชื่อมต่อกับปลายทางออกของท่อนำน้ำเชื้อ เมื่อพบท่อนำน้ำเชื้อแล้วให้ใช้ปลายปากคีบจับท่อนำน้ำเชื้อบริเวณช่วงต่อระหว่างกระเปาะส่วนปลายของท่อนำน้ำเชื้อกับช่องทางออกของท่อนำน้ำเชื้อ แล้วดึงท่อนำน้ำเชื้อขึ้นมาช้าๆ จะได้ท่อนำน้ำเชื้อที่ส่วนปลายที่มีต่อมแอนโดรจินิคติดออกมาทั้งหมด ส่วนขาเดินอีกข้างหนึ่งก็ทำตามขึ้นตอนเช่นเดียวกันนี้ แล้วนำปลายปากคีบที่ยังคีบท่ออยู่มาแกว่งที่หยดน้ำใต้เลนส์กล้อง เพื่อตรวจสอบว่าเราดึงอวัยวะส่วนใดออกมาและเป็นท่อนำน้ำเชื้อที่มีต่อแอนโดรเจนิคติดมาด้วยหรือไม่ ถ้าถูกต้องก็รีบนำกุ้งไปใส่ในกล่องพลาสติคใสขนาดเล็กที่เจาะรูพรุนไว้ให้น้ำเข้าออกได้ และที่ฝาปิดมีรูเจาะขนาดใหญ่เล็กน้อยเพื่อให้อาหารแก่กุ้ง ที่จะนำไปแยกเลี้ยงแบบกล่องละ 1 ตัว ในบ่อหรือถังใหญ่ต่อไป โดยมีการให้อากาศอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันกุ้งที่ผ่าตัดแล้วทำร้ายกันเอง ระยะเวลาที่ผ่าตัดแบบนี้ใช้เวลา 1 นาที ต่อกุ้ง 1 ตัว

3. การตรวจสอบผลการผ่าตัดเปลี่ยนเพศ

เมื่อเลี้ยงกุ้งที่ผ่าตัดมาแล้วได้ 2 สัปดาห์ ขึ้นไป ก็เริ่มตรวจสอบได้ เพราะในระยะเวลาระหว่างนี้ กุ้งจะลอกคราบทุกๆ 4 วัน ต่อครั้ง โดยนำคราบกุ้งมาส่องกล้องตรวจหาโครงสร้างสำคัญ 2 อย่าง คือ

3.1 ตรวจดูว่า พบโครงสร้างของช่องทางออกของน้ำเชื้อว่ากลับมาเจริญขึ้นตามสภาพเดิมก่อนผ่าตัดหรือไม่

3.2 พบโครงสร้างของติ่งมาสคูไลน่า ที่ส่วนปลายของขาว่ายน้ำคู่ที่ 2 หรือไม่

ถ้าพบโครงสร้างอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้ง 2 อย่าง ถือว่าการผ่าตัดทำลายต่อมแอนโดรเจนิคนั้นล้มเหลว เพราะกุ้งตัวนั้นยังคงเป็นตัวผู้อยู่เหมือนเดิม แต่ถ้าไม่พบเลยถือว่าการผ่าตัดประสบความสำเร็จ กุ้งก้ามกรามตัวนั้นจะพัฒนาเป็นตัวเมียและใช้เพาะพันธุ์ได้ เมื่อมีอายุหลังคว่ำเกิน 5 เดือนขึ้นไป และลูกกุ้งที่ออกมาจะเป็นตัวผู้เกือบทั้งหมด คือประมาณ 99.6%

4. การผ่าตัดแปลงเพศแบบนี้ ได้ผลดี-เลวแค่ไหน

เป็นธรรมดาของการทำงานทางด้านชีววิทยาที่ผลลัพธ์ก็จะสูงถึง 100% เต็ม คงหาได้ยากเต็มที จากรายงานของนักวิชาการทั้ง 2 ท่าน กล่าวไว้ว่า เมื่อตรวจสอบผลการผ่าตัด เมื่อผ่าน 2 สัปดาห์ ไปแล้ว พบว่า สามารถเปลี่ยนเพศกุ้งก้ามกรามได้ประมาณ 30% ของกุ้งที่รอดจากการผ่าตัดทั้งหมด และแม่กุ้งเหล่านี้สามารถวางไข่ได้ถึง 90% ของจำนวนกุ้งที่เปลี่ยนเพศแล้ว

5. กุ้งที่เปลี่ยนเพศเป็นตัวเมียแล้ว มีระบบสืบพันธุ์ดีหรือด้อยกว่าแม่กุ้งตามธรรมชาติมากน้อยแค่ไหน?

ผู้ทำการวิจัยได้สรุปผลไว้ว่า สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม คือ

5.1 กลุ่มที่มีขนาดของรังไข่เท่ากับรังไข่ของแม่กุ้งตามธรรมชาติ แม่กุ้งแปลงเพศกลุ่มนี้จะมีปริมาณหรือจำนวนของไข่มากกว่าแม่กุ้งแปลงเพศกลุ่มอื่นๆ ไข่ที่สุกแล้วสามารถตกไข่ได้หมดทั้งรังไข่ แต่สีของรังไข่จะผิดแผกไปจากรังไข่ของแม่กุ้งตามธรรมชาติอยู่บ้าง คือมีเนื้อเยื่อสีขาวแทรกปนอยู่กับไข่ที่สุกเต็มที่แล้ว และมักจะมีแต้มสีคล้ำเป็นจุดๆ ที่เยื่อหุ้มรังไข่

5.2 กลุ่มที่มีรังไข่ที่มีไข่สุกไม่พร้อมกันทั้งหมด และมีท่อนำไข่อยู่เพียงด้านเดียว ไม่เหมือนกลุ่มแรกซึ่งมีท่อนำไข่ครบทั้ง 2 ด้าน ดังนั้น ไข่จะสุกและตกไข่ไม่หมดทั้งรังไข่ จะมีไข่อ่อนที่เห็นเป็นเนื้อเยื่อสีขาวคงเหลืออยู่ในรังไข่และกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสุกและตกไข่ภายหลังเช่นเดียวกับรังไข่ของแม่กุ้งตามธรรมชาติ

5.3 เป็นกลุ่มที่มีรังไข่พิการ แต่มีการสร้างรังไข่ทั้ง 2 พู เหมือนแม่กุ้งตามธรรมชาติ จะผิดกันตรงที่รังไข่แต่ละพูจะแยกออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนหน้ากับส่วนท้าย ซึ่งรังไข่ส่วนท้ายเท่านั้นที่จะมีท่อนำไข่ ดังนั้น เวลาวางไข่ก็จะวางไข่ได้เฉพาะรังไข่ส่วนท้ายเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ส่วนไข่ในรังไข่ส่วนหน้าจะคงเหลืออยู่ในรังไข่และจะถูกดูดคืนกลับสู่ร่างกายต่อไป แต่แม่กุ้งกลุ่มนี้จะมีความสามารถวางไข่ได้ถี่กว่าแม่กุ้งแปลงเพศกลุ่มอื่นๆ

6. แม่กุ้งที่แปลงเพศแล้ว มีความดกของไข่เหมือนแม่กุ้งตามธรรมชาติหรือไม่?

สำหรับเรื่องนี้ผู้วิจัยทั้ง 2 ท่าน ได้ทดลองเปรียบเทียบความดกของไข่ในแม่กุ้งแปลงเพศ กับแม่กุ้งตามธรรมชาติ ปรากฏว่าแม่กุ้งแปลงเพศมีไข่น้อยกว่าแม่กุ้งตามธรรมชาติประมาณ 21 เปอร์เซ็นต์

7. ถ้าคิดจะเพาะกุ้งตามวิธีนี้ในเชิงพาณิชย์จะต้องผ่าตัดแปลงเพศกุ้งสักกี่ตัวจึงจะเพียงพอ

7.1 การพิจารณาตอบคำถามข้อนี้ จำเป็นต้องมีข้อมูลพื้นฐานมากมายหลายด้าน เช่น พฤติกรรมด้านการผสมพันธุ์ของพ่อแม่กุ้งก้ามกรามตามธรรมชาติ และพฤติกรรมในด้านการผสมพันธุ์ของแม่กุ้งแปลงเพศ ซึ่งจะสะท้อนไปสู่การจัดสัดส่วนของแม่กุ้งแปลงเพศกับพ่อกุ้งตามธรรมชาติในบ่อผสมพันธุ์ จากการศึกษาของผู้วิจัยทั้ง 2 ท่าน พบว่า แม่กุ้งแปลงเพศจะมีพฤติกรรมในการผสมพันธุ์กับพ่อกุ้ง ผิดไปจากแม่กุ้งตามธรรมชาติเล็กน้อย กล่าวคือ ในแม่กุ้งตามธรรมชาติ เมื่อไข่สุกเต็มที่จะเข้ามาหาพ่อกุ้งเอง แล้วลอกคราบเก่าออก หลังจากนั้นตัวผู้จะเริ่มผสมพันธุ์ทันที และจะเฝ้าดูแลแม่กุ้งจนกว่าเปลือกรุ่นใหม่จะแข็งตัวดีแล้ว ส่วนแม่กุ้งแปลงเพศตามกรรมวิธีนี้ จะเคลื่อนที่หนีตัวผู้อยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะลอกคราบเสร็จ พ่อกุ้งจึงจะมีโอกาสเข้าผสมพันธุ์ในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่เปลือกจะแข็งตัว

จากพฤติกรรมในการผสมพันธุ์ของแม่กุ้งแปลงเพศที่ผิดแผกจากแม่กุ้งตามธรรมชาติเช่นนี้ ผู้วิจัยจึงให้คำแนะนำว่า ควรเพิ่มกุ้งเพศผู้ในบ่อผสมพันธุ์ให้มากกว่าสัดส่วนตามปกติเล็กน้อย คือจากสัดส่วนเพศผู้ 1 ตัว ต่อกุ้งเพศเมีย 4 ตัว เป็นกุ้งเพศผู้ 2 ตัว ต่อกุ้งเพศเมีย 4 ตัว หรือกุ้งเพศผู้ 1 ตัว ต่อกุ้งเพศเมีย 3 ตัว

7.2 ประสิทธิภาพในการผสมพันธุ์ของกุ้งเพศผู้ตามธรรมชาติ

โดยทั่วไปกุ้งเพศผู้ตามธรรมชาติ จะมีรูปร่างและสีของก้ามอยู่ 2 ลักษณะ คือ กุ้งเพศผู้ก้ามสีส้ม กับกุ้งเพศเมียก้ามสีน้ำเงิน จากการศึกษาของผู้วิจัยทั้ง 2 ท่าน พบว่า กุ้งก้ามสีน้ำเงินมีขนาดของอัณฑะและต่อมแอนโดรเจนิคใหญ่กว่ากุ้งก้ามสีส้ม และมีศักยภาพในการผสมพันธุ์สูงกว่า ดังนั้น จึงควรใช้กุ้งก้ามสีน้ำเงินเป็นพ่อพันธุ์

7.3 การเลี้ยงกุ้งพ่อแม่พันธุ์

นักวิชาการในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทดลองเลี้ยงพ่อแม่กุ้งก้ามกรามในบ่อผสมพันธุ์ โดยใช้กุ้งพ่อแม่พันธุ์ขนาดน้ำหนักตัวละ 30 กรัม ขึ้นไป เลี้ยงในบ่อที่มีปริมาตรน้ำ 2,000-5,000 ลิตร โดยใช้สัดส่วนของกุ้งเพศผู้ 1 ตัว ต่อกุ้งเพศเมีย 4 ตัว ในความหนาแน่น 30-90 ตัว ต่อตารางเมตร ระยะเวลาทดลอง 5 เดือน ขึ้นไป โดยจัดหาที่หลบซ่อนใส่ในบ่อไว้ด้วย พบว่า พ่อแม่กุ้งจะมีอัตรารอดตายประมาณ 62% และกุ้งก้ามกรามเพศเมียจะมีการผสมพันธุ์และวางไข่ได้ประมาณ 25% ของจำนวนแม่กุ้งทั้งหมดทุกๆ สัปดาห์

7.4 แนวทางการวางแผนการผลิตลูกกุ้งเพศผู้ล้วน

จากข้อมูลข้างต้น จึงขอเสนอแนวทางการวางแผนการผลิต ดังต่อไปนี้

7.4.1 ตั้งเป้าหมายในการผลิตลูกกุ้งไว้ 1,000,000 ตัว ต่อรุ่น

7.4.2 ต้องเตรียมแม่กุ้งแปลงเพศที่มีอายุ 5 เดือน ไว้ 280 ตัว เพราะแม่กุ้งอายุขนาดนี้จะมีไข่เฉลี่ย 16,000 ฟอง ต่อตัว ถ้าต้องการไข่จำนวนมากกว่า 1,000,000 ฟอง จะต้องมีแม่กุ้งที่วางไข่พร้อมๆ กัน ประมาณ 60-70 ตัว ซึ่งคิดเป็นประมาณ 25% ของแม่กุ้งที่มีอยู่ทั้งหมด

7.4.3 ใช้สัดส่วนกุ้งเพศผู้ตามธรรมชาติก้ามสีน้ำเงิน 1 ตัว ต่อแม่กุ้ง 2 ตัว เลี้ยงในอัตราความหนาแน่น 30 ตัว ต่อตารางเมตร

ดังนั้น ต้องใช้พ่อกุ้ง จำนวน 140 ตัว ต่อรุ่น เลี้ยงในบ่อที่มีพื้นที่ 14 ตารางเมตร เป็นอย่างน้อย แต่ถ้ามีเป้าหมายในการผลิตมากกว่านี้ก็ต้องเพิ่มจำนวนพ่อแม่พันธุ์ขึ้นตามส่วน

เสน่ห์ ผลประสิทธิ์
ที่มา  หนังสือพิมพ์เทคโนโลยีชาวบ้าน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 03, 2006, 09:44:45 AM โดย webmaster » บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: