ปี"49อุตฯปลาทูน่าโลกเปลี่ยน TUFเจอซีแวลูวิ่งไล่กันมาติดติด

(1/1)

webmaster:
ปี"49อุตฯปลาทูน่าโลกเปลี่ยน TUFเจอซีแวลูวิ่งไล่กันมาติดติด

ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ หรือ TUF บอกปีนี้เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทูน่าต้องปรับตัวรับมือทั้งเรื่องของราคาวัตถุดิบ คู่แข่งขันใหม่ๆ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน ชี้ให้ทุกโรงงานแข่งขันกันบนพื้นฐานที่เหมาะสม จะอยู่รอดด้วยกันทุกฝ่าย ส่วนปีนี้ทาง TUF ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 57,000 ล้านบาท

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TUF เปิดเผยถึงทิศทางและภาพรวมของธุรกิจปลาทูน่าโลกว่า ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สำหรับการทำธุรกิจปลาทูน่าในประเทศไทย ปี 2549 ทาง TUF เห็นว่าเป็นปีแห่งการปรับตัว ทั้งในเรื่องของโครงสร้างราคาขายและต้นทุน เนื่อง จากเกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการอุตฯปลาทูน่าค่อนข้างมาก

โดยเฉพาะการมีผู้ประกอบการรายใหม่ก้าวเข้ามาในตลาดมากขึ้น ทั้งเป็นผู้ประกอบการใหม่แต่บริษัทเก่า หรือบริษัทใหม่ที่ไม่เคยอยู่ในอุตสาห กรรมมาก่อน และยังมีอุปสรรคจากผลกระทบในเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบมีราคาสูงกว่า 900 เหรียญ/ตัน จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการจับปลาสูงขึ้น การจับปลาที่ได้ไม่ค่อยดี ปริมาณปลาที่ได้ลดลง ต้นทุนค่าขนส่ง ภาชนะบรรจุภัณฑ์ ค่าแรงงานที่จะปรับขึ้นอีก ปีนี้จึงเป็นปีแห่งการท้าทาย เพราะมีหลายปัจจัยที่มีผลกระทบมาพร้อมๆ กัน

"การแข่งขันเป็นสิ่งที่ดี แต่ขอให้ทุกคนแข่งขันในพื้นฐานที่เหมาะสม ยึดหลักทำแล้วต้องมีกำไร ต้องไม่ทำอะไรแบบไม่มีเหตุผล ถ้าผู้ประกอบการมีเหตุผลก็อยู่ได้ด้วยกันทุกฝ่าย ตอนนี้ถ้าผู้ประกอบการคนไทยด้วยกันไม่ทำตลาดขึ้นมาก็มีคนอื่นทำ เราทำกันเองก็ไม่เป็นไร ผมว่าการมีหลายบริษัทเป็นการกระตุ้นให้เราต้องตื่นตัว" นายธีรพงศ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ TUF ค่อยๆ ปรับราคาสินค้าขึ้น แต่ก็ได้รับแรงต้านพอสมควร ในแง่การขายยังไปได้อยู่ แต่แรงกดดันเรื่องการทำกำไรมีบ้าง ต้องขยายตลาดไปให้ได้มากที่สุด อาทิ ประเทศเกิดใหม่ และต้องให้บริการที่ดีกับลูกค้า ต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีและรวดเร็ว

โดย 3 กลยุทธ์ที่ TUF ยึดมาตลอดคือ การเพิ่มผลิตภัณฑ์-การเพิ่มตลาด และการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในช่วงที่ผ่านมาธุรกิจทูน่าของ TUF มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่มีการเติบโตในส่วนอื่นด้วย เช่น อาหารแช่เยือกแข็ง อาหารกุ้ง จะไม่เน้นตัวใดตัวหนึ่ง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาส จึงจำเป็นต้องขยายฐานให้กว้างขึ้น

สำหรับเป้ายอดขายในปี 2549 TUF ได้ตั้งไว้ที่ 57,000 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากปลาทูน่าร้อยละ 55 รวมบริษัทเอ็มเพรส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เข้าไปแล้ว โดยตลาดทูน่ามีการเติบโตร้อยละ 15-20 ทุกปี, ยอดขายกุ้งร้อยละ 20 รวม บริษัท ชิคเก้นออฟเดอะซี อินเตอร์เนชั่นแนล และบริษัท ชิคเก้นออฟเดอะซี โฟรเซ่นฟู้ดส์ จำกัด

ปัจจุบัน TUF มีกำลังการผลิตปลาทูน่าในประเทศไทย 850 ตัน/วัน ส่วนต่างประเทศมีโรงงานที่ประเทศอินโดนีเซีย 50 ตัน/วัน โรงงานอเมริกันซามัวร์ หมู่เกาะแปซิฟิกอีก 320 ตัน/วัน ซึ่งกำลังผลิตรวมทั้งหมดนี้ทาง TUF มั่นใจว่าพอเพียงที่จะรองรับการเติบโตในปี 2550 ส่วนกุ้งมีกำลังการผลิตประมาณ 15,000 ตัน/ปี ผลผลิตกุ้งประมาณร้อยละ 20 ได้จากการทำคอนแทร็กฟาร์มมิ่งกับพันธมิตร ผลกำไรในปี 2548 มีกำไรรวม 1,960 ล้านบาท ไตรมาสแรกปี 2549 มีกำไร 430 ล้านบาท

อนึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่เพียงแต่บริษัทไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ เท่านั้น ที่ยืนอยู่ "แถว หน้า" ของอุตสาหกรรมส่งออกทูน่าไทย เพราะในขณะนี้การปรากฏขึ้นของบริษัทซี แวลู ใน กลุ่ม รูบิคอน ซึ่งเป็นผู้ประกอบการห้องเย็นไทยด้วยกัน ได้ก้าวขึ้นมาเทียบเคียงกับบริษัทไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่นฯ ด้วยการประกาศทำตลาดทูน่าภายใต้ความร่วมมือกับ Bumble Bee

ที่มา  หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

Nicaonline:
วันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3804 (3004)
 ประชาชาติธุรกิจ


เป็นที่ทราบกันดีว่า ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกทูน่ารายใหญ่ที่สุดในโลก และเมื่อพูดถึง "เบอร์ 1" ทุกคนจะต้องนึกถึง บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TUF ภายใต้การบริหารงานของ นายธีรพงศ์ จันศิริ แต่ทั้งหมดนี้ อาจจะกลายเป็นเรื่องของอดีต เมื่อมี นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ หัวเรือใหญ่ของกลุ่มรูบิคอน (Rubicon Group) ก้าวขึ้นมายืนเคียงข้างในอุตสาหกรรมส่งออกทูน่าด้วยเวลาอันรวดเร็วเพียงแค่ 2-3 ปีเท่านั้น

เมื่อห้องเย็นโกอินเตอร์

ไม่ว่า TUF หรือรูบิคอน ล้วนแล้วแต่มีพื้นเพมาจากการดำเนินธุรกิจ "ห้องเย็น" ในอดีต จากการส่งออกสินค้าประมงและผลิตภัณฑ์แช่เยือกแข็ง มาสู่การทำธุรกิจส่งออกกุ้ง และก้าวขึ้นมาสู่ธุรกิจ "รับจ้าง" ผลิตทูน่ากระป๋องโดยไม่มีแบรนด์เป็นของตนเอง

แต่เมื่อโลกการค้าเปลี่ยนแปลงไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การรับจ้างผลิตทูน่าส่งออกภายใต้ แบรนด์คนอื่นทำท่าจะไปไม่รอด ตัวเถ้าแก่เองต้องก้าวออกสู่โลกกว้างจากรุ่นพ่อมายังรุ่นลูกจนค้นพบว่า ทำไมโรงงานทูน่าในไทยเป็นได้แค่ผู้รับจ้างผลิต ทำไมไม่พัฒนาแบรนด์ขึ้นมาเป็นของตัวเอง ส่งผลให้เกิดแบรนน์ท้องถิ่นขึ้นมา แต่ในเวลาไม่นานนัก ผู้คนก็รู้ว่าแบรนด์ท้องถิ่นสามารถทำราคาได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่สินค้าเกรด A ที่ผู้บริโภคในตลาดต่างประเทศตัดสินใจควักกระเป๋าซื้อ เมื่อเทียบกับแบรนด์ระดับโลกที่ครองส่วนแบ่งตลาดกันมาอย่างยาวนาน

บทเรียนยูนิคอร์ด

เมื่อจะกล่าวถึงโลกของการส่งออกทูน่าของประเทศไทย การละเลยไม่กล่าวถึงตำนานธุรกิจอย่างบริษัทยูนิคอร์ด คงเป็นไปไม่ได้ จากวิธีคิดที่ว่า ทำอย่างไรจะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของ ทูน่ากระป๋องให้ได้ด้วยเวลาอันรวดเร็วที่สุด ดังนั้นสูตรลัดบันได 2 ขั้นสู่ราชาทูน่าโลกของยูนิคอร์ดในอดีตจึงเกิดขึ้น ด้วยการตัดสินใจเข้าซื้อกิจการของ Bumble Bee ในปี 2532 ด้วยวงเงินที่สูงลิ่วถึง 7,100 ล้านบาท เพียงแค่หวังเป็นบันไดสู่การส่งออกทูน่าเข้าตลาดสหรัฐและอเมริกาเหนือ โดยอาศัยความเข้มแข็งของแบรนด์ดัง Bumble Bee

แต่การมีแบรนด์ดังอย่างเดียวไม่สามารถ กรุยทางสู่ราชาทูน่าโลกของยูนิคอร์ดได้ การไม่ คุ้นเคยกับตลาด พฤติกรรมของผู้บริโภค และที่สำคัญภาระดอกเบี้ยที่ไล่เป็นเงาตามตัว ส่งผลให้ ยูนิคอร์ดในอดีตล้มลงอย่างไม่เป็นท่าภายในเวลา ไม่กี่ปี และปิดตำนานความยิ่งใหญ่ด้วยความตายของผู้บริหารบริษัท

แกะสูตรสำเร็จ TUF

บทเรียนจากยูนิคอร์ด ทำให้โรงงานผลิตทูน่ากระป๋องของไทยได้คิดพินิจพิจารณาถึงความล้มเหลวที่เกิดขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังว่า การมีเพียงแต่แบรนด์ดังในตลาดสหรัฐ แล้วใช้โรงงานในไทยเป็นฐานการผลิตเพียงอย่างเดียวนั้น "ไปไม่รอด" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของภาษีนำเข้าจากทูน่ากระป๋อง มาจนถึงทูน่าสุกแช่แข็ง

เป็นความจริงที่ว่า บริษัทไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ หรือ TUF ย่อมที่จะไม่ละเลยสภาพความเป็นจริงเหล่านี้ และมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดีในการเข้าสู่ตลาดสหรัฐ ด้วยวิธีการตั้งบริษัทไทยยูเนี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ TUI ขึ้นในเดือนเมษายนปี 2539 และใช้บริษัทนี้เข้าไปถือซื้อแบรนด์ดัง "Chicken of The Sea" ภายใต้ชื่อบริษัทไทร-ยูเนี่ยน ซีฟูดส์ หรือ Tri-U ในเดือนกรกฎาคม 2540

ในขณะเดียวกัน TUF ได้ประกาศการเป็นพันธมิตรกับ Tri Marine ผู้ค้าปลาทูน่ารายใหญ่ของโลก เพื่อความมั่นใจในการซัพพลายวัตถุดิบให้กับโรงงานของ TUF ทั้งที่โรงงานในไทย (ไทยรวมสินพัฒนา หรือ TUM สมุทรสาคร-สงขลา แคนนิ่ง หรือ SC สงขลา) และโรงงานอเมริกันซามัว แปซิฟิก ซึ่งได้รับสิทธิพิเศษไม่เสียภาษีนำเข้าตลาดสหรัฐ

ไม่เพียงแต่การซื้อแบรนด์ดัง "Chicken of The Sea" ในการทำตลาดทูน่าในสหรัฐและอเมริกา เหนือเท่านั้น ในปี 2546 TUF ได้ก้าวเข้าไปไกลกว่านั้น ด้วยการเข้าซื้อกิจการบริษัทผู้นำเข้า "เอ็มเพรส อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ EMP" ใน นิวยอร์ก สหรัฐ ผ่านทางบริษัทไทยยูเนี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ TUI และล่าสุดในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา TUI ก็ได้เข้าไปลงทุนร้อยละ 70 ในบริษัทผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย ไทร-ยูเนี่ยน โฟรเซ่น ฟู้ด โปรดักส์ หรือ COSF ตั้งสำนักงานอยู่ที่ลอสแองเจลิส ส่งผลให้ TUF เป็นทั้งโรงงานผู้ผลิตส่งออกทูน่า-ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายอาหารทะเล ในการทำตลาดอาหารทะเลอย่างสมบูรณ์ในสหรัฐ

รูบิคอน จากกุ้งหันมาทำทูน่า

ในปัจจุบัน กว่าไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จะมีกำลังผลิตทูน่าถึง 1,220 ตัน/วัน (โรงงานในไทย-อินโดนีเซีย-อเมริกันซามัว) ปรากฏ TUF ต้องใช้เวลาสร้างฐานไม่ต่ำกว่า 10 ปีถึงจะมาสู่จุดนี้ได้ ตรงกันข้ามกับบริษัทซี แวลู ธงนำของกลุ่ม รูบิคอน ในประเทศไทยปัจจุบัน ที่อาศัยการรวมตัวของห้องเย็น 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท ไทยแลนด์ ฟิชเชอรี่ โคลต์สตอเรจ จำกัด (มหาชน)-บริษัทเวลส์ แอนด์ โก ยูนิเวอร์ส-บริษัทจันทบุรี โพรเซ่นฟู้ด ผนึกกำลังส่งอาหารทะเลออกสู่ตลาดโลก กลับมีการเติบโตของกลุ่มอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลา 5-6 ปีมานี้

โดยสูตรความสำเร็จของกลุ่มรูบิคอนถูกดำเนินไปด้วยท่วงท่าที่ "คล้าย" กับ TUF เริ่มตั้งแต่การผนึกกำลังของกลุ่มห้องเย็นภายในประเทศ พร้อมกับการลงขันตั้งบริษัทร่วมทุน "รูบิคอน" เพื่อใช้เป็นผู้ทำตลาดอาหารทะเลโดยเฉพาะอย่างยิ่งกุ้งในสหรัฐ ต่อมาทางกลุ่มได้หันไปเปิดตลาดการส่งออกทูน่า และเตรียมความพร้อมในเรื่องของโรงงานด้วยการเข้าไปซื้อกิจการของตำนานทูน่าอย่างบริษัทยูนิคอร์ด ในเดือนกันยายน 2548 และบริษัทณรงค์แคนนิ่ง ในเดือนพฤษภาคม 2549 ผ่านทางบริษัทซี แวลู

ในด้านการทำตลาดทูน่าในสหรัฐนั้น เป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากว่ากลุ่มรูบิคอนตกอยู่ในฐานะ "เสียเปรียบ" ไทยยูเนี่ยน โพรเซ่น โปรดักส์ ที่มีแบรนด์ดัง Chicken of The Sea เป็นของตัวเอง ดังนั้น โจทย์ของรูบิคอนจึงอยู่ตรงที่ว่า ทำอย่างไรจึงจะได้แบรนด์ดังในระดับใกล้เคียงกับ TUF มาทำตลาดทูน่าได้บ้าง

วิธีการแจ้งเกิดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับมือใหม่ทางด้านทูน่าของกลุ่มรูบิคอน ภายหลังจากที่ "กวาดซื้อ" โรงงานทูน่าในไทยมาเข้าสังกัด ก็คือการเปิดทางให้กับผู้ร่วมทุนใหม่ ซึ่งเสี่ยงน้อยกว่าการเข้าไปซื้อกิจการ Chicken of The Sea อย่างกรณี TUF ที่มีฐานทางด้านทูน่าที่แข็งแกร่งกว่า

และจากเหตุผลข้างต้น การรวมทุนระหว่างบริษัทซี แวลู กับ Bumble Bee จึงเกิดขึ้น โดยฝ่ายแรกเปิดทางให้ฝ่ายหลังเข้ามาถือหุ้นในบริษัทร้อยละ 10 ขณะที่ TUF หาความมั่นคงทางด้านวัตถุดิบกับ Tri Marine กลุ่มรูบิคอน/Bumble Bee ก็ประกาศการเซ็นสัญญาซื้อวัตถุดิบทูน่าในระยะยาวกับกองเรือจับปลาทูน่าโลก F.C.F Fishery (ไต้หวัน) กับ Itochu Corp.(ญี่ปุ่น) เช่นเดียวกัน

เร่งปั๊มยอดขายทูน่าพุ่งกระฉูด

เมื่อวัตถุดิบพร้อม โรงงานพร้อม และตลาดพร้อม คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการแข่งขันระหว่าง 2 แบรนด์ดังของโลก "Bumble Bee-Chicken of The Sea" จึงเข้มข้นมากขึ้น สถานการณ์ตอนนี้ดูเหมือนว่าทั้ง 2 ฝ่ายพยายามจะ "คุย" ในเรื่องของยอดขายทูน่าในปี 2549 เริ่มมาตั้งแต่กำลังการผลิตรวมของ TUF ที่ 1,220 ตัน/วัน ขณะที่รูบิคอนมี 1,050 ตัน/วัน (โรงงานใหม่ สยามอินเตอร์ เนชั่นแนลฟู้ด สงขลา เปิดการผลิตเดือนกรกฎาคม 2549)

ขณะที่ยอดขายทูน่าของ TUF ในฐานะผู้คร่ำหวอดในวงการนี้มาก่อน ถูกกดเข้าไปถึง 31,350 ล้านบาท ส่วนน้องใหม่รูบิคอน ขอแค่ 18,000 ล้านบาท และไม่ว่าทั้ง "ธีรพงศ์" กับ "พจน์" จะถ้อยทีถ้อยพูดกันอย่างไร ทว่าความเป็นจริงของโลกธุรกิจวันนี้ก็คงหนีไม่พ้นคำว่า "ใครดีใครอยู่" นั่นเอง

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ