ทำไมความนิยมการเลี้ยงกุ้งกุลาดำจึงลดลง

(1/1)

webmaster:
ทำไมความนิยมการเลี้ยงกุ้งกุลาดำจึงลดลง

ได้ทราบข่าวจากในพื้นที่ว่า ปริมาณการเลี้ยงกุ้งกุลาดำลดลงมาก ทุกวันนี้มีแต่คนเลี้ยงกุ้งขาว จึงเกิดความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น หลังจากผมไปค้นคว้าและสอบถาม ตรวจดูข่าวสารแล้วพบว่า จริงดังว่า เมื่อทราบสาเหตุก็ต้องนำมาเล่าสู่กันฟัง

หมดยุคกุ้งกุลาดำแล้วหรือ
หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจพาดหัว

"หมดยุคกุ้งกุลาดำ เกษตรกรแห่เลี้ยงกุ้งขาว ทั้ง ปท. เหลือไม่ถึง 4% จีนไล่ตามมาติดๆ"

ในเนื้อข่าวยังบอกว่า

"กุ้งขาวกลืนกุ้งกุลาดำ เกษตรกรไทยแห่เลี้ยงตามเทรนด์โลก เครือเจริญโภคภัณฑ์ (C.P.) ทำนาย ปีนี้ในประเทศเหลือกุ้งกุลาดำไม่ถึง 4% ที่เหลือเป็นกุ้งขาว ด้านเวียดนามคู่แข่งสำคัญไม่ยอมน้อยหน้า รัฐบาลเปิดให้มีการนำเข้ากุ้งขาวเข้ามาเพาะเลี้ยงได้ ส่วนอินโดนีเซียไปไกลถึงขั้นหันไปเลี้ยงกุ้งน้ำเงิน แนะผู้เลี้ยงกุ้งไทยปรับตัวทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ"

เมื่อตรวจสอบไปทางการส่งออก ก็พบว่ามีแนวโน้มสอดคล้องกันอย่างนั้นจริงๆ โดยสถิติจากกรมประมง จากปี พ.ศ. 2545-2548 พบว่า แนวโน้มการส่งออกกุ้งกุลาดำลดลงอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อเปรียบเทียบกับการส่งออกกุ้งอื่น (รวมกุ้งขาวแวนนาไมด้วย) ก็ยิ่งเห็นชัดขึ้น

นั่นคือ ปริมาณกุ้งกุลาดำส่งออกในรูปต่างๆ มีปริมาณลดลงเหลือ 170,574, 155,153, 104,235 และ 65,317 ตัน หรือคิดเป็น 87.85%, 70.70%, 46.07% และ 24.92% ในปี 2545, 2546, 2547 และ 2548

ในขณะที่การส่งออกกุ้งอื่นเพิ่มเป็น 23,584, 64,300, 122,008 และ 196,821 ตัน หรือคิดเป็น 12.15%, 29.30%, 53.93% และ 75.08% ในปี 2545, 2546, 2547, 2548 ตามลำดับ

ส่วนแนวโน้มมูลค่าการส่งออกก็เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ การส่งออกกุ้งกุลาดำลดลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับการส่งออกกุ้งทั้งหมด ในขณะที่การส่งออกกุ้งอื่น (ไม่ได้แยกเฉพาะกุ้งขาว) กลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

มีรายงานข่าวการเลี้ยงกุ้งทั่วโลก เมื่อปีที่แล้ว พบว่า เป็นการเลี้ยงกุ้งขาวถึง 75% ขณะที่การเลี้ยงกุ้งกุลาดำเหลือเพียง 23% กุ้งอื่นๆ อีก 2% เมื่อเปรียบเทียบกับการเลี้ยงกุ้งเมื่อปี พ.ศ. 2539 พบว่า ปริมาณการเลี้ยงกุ้งทั่วโลก จะเป็นการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 67% กุ้งขาว 23% และกุ้งชนิดอื่นๆ อีก 10%

ในส่วนของประเทศไทยก็อยู่ในแนวโน้มที่ว่านี้เช่นกัน โดยพบว่า ปัจจุบันในประเทศไทยมีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำเหลืออยู่ไม่ถึง 4% นอกจากนั้น เป็นการเลี้ยงกุ้งขาวทั้งหมด

เมื่อดูเปรียบเทียบกัน รายประเทศพบว่า ประเทศในแถบอเมริกากลางและอเมริกาใต้ เช่น บราซิล เม็กซิโก โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เลี้ยงกุ้งขาวกันเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์และเลี้ยงกันมานานแล้ว เพราะใกล้กับแหล่งกำเนิดของกุ้งขาวชนิดนี้

ในเอเชีย ประเทศที่มีปริมาณการผลิตกุ้งขาวมากที่สุดในเอเชีย ก็ไม่น่าจะพ้นจีน นอกนั้นก็คือไทยที่เลี้ยงกุ้งขาวกว่า 90% อินโดนีเซียเลี้ยงกุ้งขาวถึง 80% มาเลเซียเริ่มนำกุ้งขาวเข้าไป 30% เวียดนามเพิ่งเริ่มจะนำเข้ากุ้งขาวแวนนาไมเข้าไปเลี้ยงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

แต่ก็มีอีกหลายประเทศที่ยังคงเลี้ยงกุ้งกุลาดำอยู่ นั่นคือ ฟิลิปปินส์ และอินเดีย ยังเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 100%

แล้วอะไรเป็นปัจจัยให้ประเทศต่างๆ เหล่านี้เลือกเลี้ยงกุ้งแตกต่างกันออกไป



ทำไมความนิยมกุ้งกุลาดำจึงลดลง

ใน 3 ประเทศ ที่ยังเลี้ยงกุ้งกุลาดำและประสบผลสำเร็จดี คือ อินเดีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม เกิดจากการเลี้ยงที่ความหนาแน่นต่ำ อินเดียปล่อยกุ้งไม่เกิน 5-12 ตัว ต่อตารางเมตร ฟิลิปปินส์ปล่อยไม่เกิน 12 ตัว ต่อตารางเมตร และเวียดนามปล่อยกุ้งไม่เกิน 40 ตัว ต่อตารางเมตร นอกจากนี้ ยังมีการให้อากาศออกซิเจนเต็มที่ และนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ เช่น การเพิ่มความสามารถในการผลิตโดยการเปลี่ยนหน้าดิน เป็นต้น ส่วนปัจจัยด้านแรงงานที่มีราคาถูก พันธุ์กุ้งที่หาได้ง่ายจากท้องทะเลในถิ่นนั้น และต้นทุนอื่นๆ ที่ยังถูกอยู่ ประกอบเข้ากับความสำเร็จในการเลี้ยง ทำให้ความนิยมในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำใน 3 ประเทศนี้ ยังคงมีอยู่

สาเหตุที่ผู้เลี้ยงกุ้งในไทยหันไปเลี้ยงกุ้งขาวมากขึ้น ก็เนื่องมาจากความล้มเหลวในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ พร้อมๆ กับความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้งขาว ซึ่งน่ามาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ด้านพันธุกรรม ด้านการจัดการในฟาร์ม และระบบการตลาด

ด้านพันธุกรรม

พ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำยังไม่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์ ขณะที่พ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวได้รับการพัฒนาทางด้านพันธุกรรมไปแล้ว ไข่ออกมาสุกพร้อมกันได้ 100% แต่กุ้งกุลาดำอาจสุกได้ 50% เท่านั้น อัตราเลี้ยงรอดในโรงเพาะฟักของกุ้งขาวก็สูงถึง 80-90% ทำให้ต้นทุนการผลิตลูกกุ้งต่ำกว่ากุ้งกุลาดำมาก ผู้เพาะลูกกุ้งก็ชอบ เพราะอัตราเสี่ยงต่อการเพาะไม่ออกน้อยลงกว่ากันมาก ดังนั้น เมื่อผลิตออกมามากๆ ก็เกิดความคุ้มค่าทางปริมาณการผลิต ราคาขายจึงต่ำลงด้วย ในขณะที่ผู้เพาะลูกกุ้งก็ยังมีกำไร

กุ้งขาวสายพันธุ์นิ่ง เนื่องจากมีการพัฒนาสายพันธุ์มาอย่างต่อเนื่อง สามารถเพาะเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ได้ในบ่อดิน ทนทานต่อสภาพการเลี้ยงแบบต่างๆ เลี้ยงได้แม้ในน้ำจืด การผลิตทำได้ง่ายกว่ากุ้งกุลาดำ

กุ้งขาว ยังให้ผลผลิตต่อพื้นที่มากกว่ากุ้งกุลาดำ ทำให้ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย กุ้งขาวต่ำกว่ากุ้งกุลาดำ

ด้านการจัดการในฟาร์ม

สาเหตุสำคัญที่การเลี้ยงกุ้งกุลาดำไม่ได้ผลและปริมาณการเลี้ยงต้องถดถอยลงไป เพราะผู้เลี้ยงในไทยมักปล่อยกุ้งแน่นเกินไป พอเลี้ยงแน่นก็เกิดมลภาวะ น้ำเน่าเสีย สิ่งแวดล้อมทรุดโทรมและเกิดโรคระบาดตามมา กุ้งอ่อนแอ ง่ายต่อการติดโรค นอกจากนี้ เกษตรกรยังไม่นิยมปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้น ดินขาดแร่ธาตุที่ดี ที่เป็นตัวที่ทำให้กุ้งเจริญเติบโต เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม เป็นต้น

ในเรื่องขนาดกุ้งเมื่อจับขายนั้น แม้ในไทยสามารถเลี้ยงกุ้งขาวได้ถึงขนาด 40 ตัว ต่อกิโลกรัม ได้จำนวนมากแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นมาก ไม่คุ้มค่าเสี่ยง ผลผลิตของกุ้งขาวจึงเน้นผลผลิตที่กุ้งขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ปริมาณผลผลิตได้ถึง 2.5 ตัน ต่อไร่ ถึงแม้จะเลี้ยงเป็นกุ้งเล็กถึงกลาง แต่ด้วยต้นทุนค่าพันธุ์กุ้งเฉลี่ยต้นทุนต่อกิโลกรัมต่ำ เพราะได้ปริมาณมาก และภาระบริหารจัดการน้อยกว่า ผู้เลี้ยงก็ยังมีกำไร

ระบบการตลาด

โดยทั่วไปราคากุ้งขาวอยู่ในระดับต่ำกว่ากุ้งกุลาดำ เพราะต้องขายแข่งกันหลายประเทศ มีผู้ผลิตจำนวนมาก กุ้งขาวจึงมาเบียดกุ้งกุลาดำในขนาดกลางและขนาดเล็ก ทำให้ต้องขายในราคาที่ใกล้เคียงกัน ผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำจึงต้องหนีไปเลี้ยงกุ้งขนาดใหญ่กว่า 55 ตัว ต่อกิโลกรัม จึงจะได้ราคาที่แตกต่างจากกุ้งขาว ซึ่งกุ้งขาวไม่ค่อยทำกุ้งขนาด 55 ตัว ต่อกิโลกรัม ขึ้นไป

เมื่อกุ้งกุลาดำต้องเน้นผลผลิตกุ้งขนาดใหญ่กว่า แต่ผลผลิตได้เฉลี่ย 1.5 ตัน ต่อไร่ (แม้จะผลิตด้วยเทคนิคใหม่ที่ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นก็ตาม) ต้นทุนก็ยังสูงกว่ากุ้งขาย เพราะได้จำนวนตัวกุ้งปริมาณน้อยกว่า และภาระการบริหารจัดการก็ยังมากกว่า

ในบรรดาประเทศผู้บริโภคกุ้งทั้งหลาย ประเทศญี่ปุ่นถือเป็นตลาดใหญ่ของกุ้งกุลาดำ เนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการสูง จะเน้นละเอียดทุกเรื่องตั้งแต่คุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับ เขาจะเข้ามาดูกันตั้งแต่โรงงาน แหล่งผลิต (ฟาร์ม) และแบรนด์ของสินค้า ถือเป็นตลาดพรีเมี่ยม ที่สามารถเรียกราคาได้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ญี่ปุ่นก็ยังหันมาใช้กุ้งขาวกันมากขึ้น เนื่องจากราคาที่ถูกกว่ากุ้งกุลาดำ แม้ว่าส่วนหนึ่งยังคงต้องการกุ้งกุลาดำอยู่ เนื่องจากติดใจในสีสันและรสชาติ แต่ก็ตั้งเงื่อนไขว่า กุ้งกุลาดำก็ได้ แต่ขอซื้อในราคาที่ไม่ต่างจากกุ้งขาวมากนัก ราคากุ้งกุลาดำจึงลงมาใกล้กับกุ้งขาวในตลาดญี่ปุ่นด้วย

นอกจากนี้ กุ้งกุลาดำจากเมืองไทยมักมีราคาแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะต้นทุนการเลี้ยงสูงและทำขนาดใหญ่ไม่ได้ตามที่เขาต้องการ ผู้ซื้อในญี่ปุ่นจึงมักนึกถึงเวียดนามและอินเดียก่อนเป็นอันดับต้นๆ

เรื่องราคานี้ส่งผลต่อการเลี้ยง เพราะเกษตรกรก็คงไม่อยากเลี้ยงกุ้งกุลาดำ ถ้าราคาขายพอๆ กับกุ้งขาว เนื่องจากกุ้งขาวเลี้ยงง่ายกว่า

ในเรื่องตลาดพันธุ์กุ้ง กุ้งขาวก็มีการตลาดที่เหนือกว่า ทั้งเรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ผู้ผลิตแม่กุ้งสามารถนำคุณลักษณะที่ดีเด่นของกุ้งขาวออกมาขายได้อย่างเหนือชั้นกว่า ภาพที่เห็นก็คือ เป็นกุ้งที่มีการดูแลจัดการที่ดี มีสุขอนามัย มีการพัฒนาสายพันธุ์ มีการตรวจสอบย้อนกลับได้ สอดคล้องกับการทำฟาร์มยุคใหม่ที่ต้องเข้าสู่มาตรฐานนี้ กล่าวง่ายๆ เลยว่า คนไทยหมดสิทธิ์พัฒนาสายพันธุ์ได้ทันเขา ไม่ว่าจะเป็นกุ้งขาวหรือกุ้งกุลาดำก็ตามคือ ซื้อเขาคุ้มกว่า (ส่วนเขาจะขายให้ในราคานี้ไปอีกนานหรือเปล่า ไม่ทราบ แต่ซื้อเขาตลอดไปก็แย่แล้วครับ) ไม่ต้องทำเอง เขายินดีบริการ



อนาคตกุ้งกุลาดำ

ยังมีความพยายามจากผู้เลี้ยงบางกลุ่ม โดยเฉพาะที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผลักดันให้เกิดการเลี้ยงกุ้งกุลาดำอยู่ โดยคาดการณ์ว่า เมื่อทุกประเทศหันไปเลี้ยงกุ้งขาวกันมากขึ้น กุ้งกุลาดำจะลดลง ซึ่งจะเห็นผลชัดเจนตั้งแต่ปลายปี 2549 เป็นต้นไป

ปัจจุบัน ประเทศคู่แข่งสำคัญของไทยคือ อินโดนีเซีย ซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว เพราะไม่ถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีต่อต้านการทุ่มตลาด (AD) ปัจจุบันอินโดนีเซียเอากุ้งขาวเข้ามาเลี้ยงและมีการนำกุ้งสีน้ำเงิน (blue shrimp) เข้ามาทดลองเลี้ยงด้วย ปรากฏโตเร็วกว่ากุ้งขาวอีก วันนี้อินโดนีเซียผลิตกุ้งขาวในอัตราส่วน 70-80% และคาดว่าจะมากขึ้นอีก

ขณะนี้เวียดนามคู่แข่งรายสำคัญของไทยมาตลอดนั้น ตอนนี้รัฐบาลเวียดนามอนุญาตให้นำกุ้งขาวเข้ามาเลี้ยงได้บางพื้นที่แล้ว ซึ่งรัฐบาลเวียดนามเขาส่งเสริมอย่างจริงจัง เขาสามารถควบคุมดูแลได้ทั่วถึง และมีแผนการพัฒนาการเลี้ยงกุ้งขาวอย่างชัดเจน แม้ว่ากุ้งกุลาดำก็ยังเลี้ยงอยู่ แต่ก็ต้องลดลง เนื่องจากสู้ราคาไม่ไหว โอกาสที่ไทยจะได้ตลาดกุ้งกุลาดำส่วนนี้มาแทนจึงมีโอกาสสูง

ด้านมาเลเซียจัดเป็นคู่แข่งที่จะก้าวขึ้นมาเป็นแชมป์แทนไทยนั้น รัฐบาลมาเลเซียตั้งเป้าไว้ว่า อีก 4 ปีข้างหน้า จะผลิตกุ้งให้ได้ 400,000 ตัน มาเลเซียต้องการเข้าตลาดนี้เหมือนประเทศไทย ซึ่งเมื่อก่อนมาเลเซียไม่เคยติดอยู่ในรายชื่อของประเทศที่เป็นผู้ผลิตกุ้งเลย

อีกประเทศที่น่าสนใจก็คือ ฟิลิปปินส์ ในปี 1981-1982 เคยผลิตกุ้งกุลาดำได้อันดับหนึ่งของเอเชีย วันนี้การผลิตลดลงไปมาก เขาหันไปเลี้ยงกุ้งขาวกันเป็นส่วนใหญ่

ส่วนจีนคงผลิตกุ้งขาวไว้บริโภคภายในประเทศก่อน กุ้งกุลาดำคงสู้อากาศหนาวของจีนไม่ไหว จึงไม่ใช่คู่แข่งการผลิตกุ้งกุลาดำเลย

ดังนั้น ประเทศไทยจึงมีโอกาสในการก้าวสู่เจ้าตลาดกุ้งกุลาดำรอบใหม่

แต่ทั้งนี้ เราไม่อาจอยู่เฉยๆ เพื่อรอครองแชมป์ได้ จำเป็นต้องปรับตัวหลายด้าน

อย่างเช่น ต้องเน้นว่าให้ปล่อยเลี้ยงแบบเบาบาง แล้วเลี้ยงให้ได้ขนาดใหญ่ ให้เหนือกว่ากุ้งขาวทั่วไปอาจจะเป็นขนาด 10-20 ตัว ต่อกิโลกรัม ขายเป็นของพรีเมี่ยม ราคาแพงไปเลย จึงแข่งกับเขาได้

ต้องสร้างระบบการพัฒนาธุรกิจกุ้งกุลาดำแบบเชื่อมโยงและประสานยุทธศาสตร์ร่วมกัน ทั้งภาครัฐ (กรมประมง) และเอกชน (ผู้เพาะฟักลูกกุ้ง/ผู้เลี้ยงกุ้งเนื้อ/ผู้แปรรูปส่งออก)

พัฒนาตลาดของกุ้งกุลาดำ โดยเฉพาะเหมือนไก่พื้นเมืองไทยที่มีคุณลักษณะแตกต่างจากไก่ฝรั่งหรือไก่เนื้อในฟาร์มสมัยใหม่ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มทั้งมูลค่า คุณค่าและภาพลักษณ์สินค้ากุ้งไทย



บทสรุป

จะเห็นได้ว่า การวิจัยและพัฒนาเป็นเรื่องสำคัญ อเมริกาพัฒนาสายพันธุ์กุ้งขาวขึ้นมาเพื่อให้คนทั่วโลกนำไปเลี้ยง โดยพัฒนาให้การนำไปเลี้ยงเป็นเรื่องง่าย ทั้งเรื่องการขยายพันธุ์ การเลี้ยงรอด การเจริญเติบโต การลดต้นทุน แล้วประเทศจีนยังนำไปต่อยอด ผลิตกุ้งที่ต้มแล้วสีสดกว่าที่อื่น จนเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของกุ้งกุลาดำและแซงกุ้งกุลาดำไปในที่สุด

แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อมา ทราบไหมครับ เราก็ต้องซื้อพันธุ์กุ้งจากอเมริกาตลอดไป เนื่องจากระบบการผลิตของเขาน่าเชื่อถือ มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แม้เราได้แม่พันธุ์กุ้งขาวมาเลี้ยงในไทย โอกาสที่จะคัดเป็นแม่พันธุ์ต่อๆ ไป โดยไม่ต้องพึ่งพาเขาอีกนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะระบบพัฒนาสายพันธุ์เรายังไม่มี เราใช้วิธีเก็บพันธุ์กุ้งมาใช้งานซ้ำๆ โดยไม่มีการพัฒนาพันธุ์กุ้งก็มีแต่จะกลายพันธุ์เสื่อมถอยลง

เชื่อได้เลยว่า เราต้องซื้อพันธุ์กุ้งขาวจากเขาตลอดไป เหมือนที่เราต้องซื้อพันธุ์ไก่จากประเทศแถบตะวันตกตลอดมา ไม่สามารถพัฒนาพันธุ์สู้เขาได้เองเลย

แล้ววันหนึ่ง เมื่อกุ้งกุลาดำเหลือน้อย ราคากุ้งกุลาดำดีขึ้น วันนั้นอเมริกาอาจส่งพันธุ์กุ้งกุลาดำที่พัฒนาดีแล้วมาขายให้เราเลี้ยงก็ได้ ใครจะรู้เหมือนที่เขาพยายามขายข้าวหอมมะลิให้ชาวนาไทยไงครับ

เป็นอันว่า รู้แล้วนะครับว่า ทำไมกุ้งกุลาดำจึงหายไปจากนากุ้งของไทย แต่พอรู้แล้วและคิดต่อไปว่าจะเกิดอะไรกับชาวกุ้งของไทยแล้วใจหายครับ ใจหายเมื่อคิดว่า ชาวกุ้งของเราต้องซื้อพันธุ์จากต่างประเทศตลอดไป เหมือนอีกหลายๆ ผลผลิตการเกษตร เช่น ข้าวโพด ไก่ หมู ที่ถูกบริษัทต่างชาติกุมชะตาชีวิตไว้ อย่างในปัจจุบันนี้ ไม่ใช่ผมอยากอนุรักษ์กุ้งกุลาดำไว้นะครับ ถ้ากุ้งกุลาดำเป็นผลิตภัณฑ์ที่ล้าสมัย ตกยุค ก็ควรเลิกไป แต่ผมอยากให้เราพึ่งพาตนเองได้ ไม่ว่ากุ้งขาวหรือกุ้งกุลาดำ ขอให้คนไทยทำได้เองก็พอแล้ว

เห็นด้วยไหมครับ

น้ำใสไม้เขียว
น.สพ.ธวัชชัย สันติกุล
ที่มา หนังสือพิมพ์

lada:
 ??? อยากทราบความเห็นคนอ่านจัง แลกเปลี่ยนกันหน่อยไหมจ๊ะ
เราก็เป็นห่วงเหมือนกัน เริ่มคุยกันตรงไหนดี

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ