พฤศจิกายน 27, 2014, 04:06:46 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: เคล็ดลับ - ไม่ลับในการเลี้ยงกุ้งขาว  (อ่าน 26234 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
จักร
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: พฤศจิกายน 23, 2005, 01:44:28 PM »

เคล็ดลับและไม่ลับ

ในการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ให้ครบเทอมและได้ตัวโตๆ
สำหรับป้อนร้านอาหารประเภทบาบีคิวในตลาด สหภาพยุโรป
ในปัจจุบันนี้มีการเลี้ยงกุ้งขาวแปซิฟิค กันอย่างแพร่หลาย แทบจะทำให้ไม่มีใครสนใจเลี้ยงกุ้งกุลาดำอีกต่อไป หรือ อาจจะมีปัจจัยเรื่องราคากุ้งกุลาดำที่นับวันจะลดลงอย่างมากมาย บวกกับสายพันธุ์กุ้งกุลาดำไม่มีความแน่นอนจึงทำให้การเลี้ยงกุ้งขาวเป็นที่นิยมมากขึ้นในหมู่ชาวนากุ้งไทย

   การเลี้ยงกุ้งขาวของชาวนากุ้งไทยส่วนใหญ่จะนิยมเพราะว่า สามารถเลี้ยงได้แบบหนาแน่นในระดับ ไร่ละ 1.5  - 2 แสนตัวเลยทีเดียวแต่ก็นั่นแหละ มักจะพบว่าไม่ใช่ทุกท่านจะทำได้เช่นนั้น หรือ อาจจะโชคดีปีละหนแต่เสียหายปีละ 2 – 3 หน แต่ถ้าเรามาดูว่าสาเหตุที่ทำให้กุ้งเลี้ยงได้ดีมาก ๆ นั้นมาจากสาเหตุอะไรและที่เลี้ยงไม่ได้ดีเท่าที่ควรนั้นเนื่องมาจากสาเหตุอะไร และการเลี้ยงแบบหนาแน่นคือการเลี้ยงที่ดี ที่สุดของการเลี้ยงกุ้งขาวหรือ หรือ เราควรจะปรับสถานการณ์การเลี้ยงแบบไม่หนาแน่นและจะเพิ่มอัตรารอดและอัตราการเจริญเติบโตได้ดีและผลผลิตมากกว่าการเลี้ยงกุ้งขาวแบบหนาแน่น เช่น 65 ตัว / ตร. เมตร ที่ 40 ตัว/กก. ในเวลา 105 วันหรือ 15 สัปดาห์
ความสำคัญ หรือ ปัจจัยหลักในการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลอาจจะแยกแยะเรียงลำดับความสำคัญได้ดังนี้

1.   ที่ตั้งของฟาร์มหรือ บ่อเพาะเลี้ยง – อันนี้สำคัญมากเพราะสถานที่ตั้งของฟาร์มคือตัวกำหนดของต้นทุนในการทำอุตสาหกรรมรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล บ่อเพาะเลี้ยงควรตั้งอยู่ไม่ไกลจากทะเลหรือ ปากคลอง - แม่น้ำที่เชื่อมต่อกับทะเลท่านจะได้น้ำทะเลที่มีคุณภาพสูงและมีแพลงตอนพืชที่จำเป็นในการผลิตอากาศออกซิเจนทำให้กุ้งทะเลมีสิ่งแวดล้อมที่ไม่แตกต่างจากชีวิตจริงๆในธรรมชาติมากนัก

2.   ความรู้ความเข้าใจและการบริหารการจัดการ การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลโดยเฉพาะ กุ้งขาวแปซิฟิค โดยมาก ชาวนากุ้งส่วนใหญ่มีความรู้ความชำนาญจากการที่เคยเลี้ยงกุ้งกุลดำมาก่อน บางท่านมีประสบการณ์ในการเพาะเลี้ยงกุ้งมายาวนานมากกว่า 30 – 40 ปีก็ไม่สามารถเลี้ยงกุ้งขาวได้ทุก ๆ เทอมให้ได้กำไรเสมอกันทุก ๆ เทอมและบางเทอมก็ขาดทุน

3.   การเลือกใช้ลูกพันธุ์กุ้งขาวที่ปลอดโรค ที่ผลิตจากโรงเพาะฟักปลอดเชื้อ และมีสายพันธุ์ที่โตเร็ว มีการรับรองสายพันธุ์ มีแหล่งที่มีการพัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ปัจจัยเรื่องการเจริญเติบโตเร็วนี้สามารถลดต้นทุนในอุตสาหกรรมมากกว่า 30 – 45 % เช่นสายพันธุ์ไม่ดีก็ไม่สามารถทำหน้า 4 ในเวลา 120 วัน หรือ 150 วันได้ เพราะว่า กุ้งขนาด 40 – 49 ตัวต่อกิโลกรัมจะมีต้นทุนที่ 50 – 65 บาท / กก. ในขณะที่ราคาขายอยู่ที่อัตราเฉลี่ย 175 – 200 บาท / กก.แต่กุ้งขาวที่ไร้สายพันธุ์ที่แน่นอนมีความสามรถเพียง 70 ตัว / กก. ในระยะเวลาเดียวกันทำให้ต้นทุนเฉลี่ยจะอยู่ที่ กก. ละ 70 – 85 บาท ในขณะที่ราคาจำหน่ายก็ใกล้เคียงกับต้นทุน จึงไม่มีความคุ้มทุนในเชิงอุตสาหกรรม

4.   บ่อเพาะเลี้ยงต้องมีการจัดการด้านป้องกันการติดเชื้อโรค และมีการป้องกันพาหะอย่างเคร่งครัด เพราะนี่คือสาเหตุเทียบเท่ากับไฟไหม้โรงงานผลิตกล่องกระดาษ สาเหตุของโรคระบาดสามารถป้องกันได้สถานเดียวคือ บ่อเพาะเลี้ยงต้องมีสุขลักษณะที่ดี มีการจัดการป้องกันพาหะที่ดีเลิศเท่านั้นจึงจะประสบกับความสำเร็จซึ่งการจัดการในด้านสุขอานามัยของพนักงาน ของที่อยู่อาศัย ของอุปกรณ์ทุกๆชิ้นภายในฟาร์ม ล้วนมีความสำคัญยิ่งยวดซึ่งส่งผลให้การเลี้ยงกุ้ง ออกมามีกำไร หรือ ขาดทุน เช่น เครื่องมือการตรวจวัดคุณภาพน้ำ เครื่องมือตรวจปริมาณพิษในน้ำเช่น ที่ตรวจวัดแอมโมเนีย ไนไตรท์ เครื่องตรวจวัดออกซิเจน เครื่องตรวจวัด พีเอช วัด อัลคาไลน์ ตรวจหาปริมาณแร่แมกนีเซียม แร่แคลเซี่ยมและอื่นๆ นี้เปรียบได้กับแสงตะเกียงนำทางในถ้ำมืด

5.   ความหนาแน่นของจำนวนลูกกุ้งขาวในบ่อเพาะเลี้ยง
  ดัชนีตัวนี้คือ ดัชนีที่บ่งบอกว่าการเลี้ยงจะครบเทอมหรือไม่และ อัตราความหนาแน่นนี้มีความสัมพันธุ์กับดัชนีตัวอื่น ๆ อีก 4 – 5 ดัชนีคือ ความเค็ม ค่าอัลคาไลน์ ค่าออกซิเจน ความโปร่งแสงของแพลงตอนพืช ปริมาณแร่แมกนีเซี่ยม แร่แคลเซี่ยม ดังนั้น การเลี้ยงแบบหนาแน่นแบบไร้วิชาการนั้นประสบการณ์ 40 ปี ของการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำก็ไม่สามารถช่วยอะไรแก่เกษตรกรได้เลยเพราะ การเลี้ยงกุ้งกุลาดำนั้นล้วนแล้วแต่เลี้ยงแบบไม่หนาแน่น ดังนั้นดัชนีข้อนี้คือ มาตรวัดความหายนะไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า ไฟไหม้โรงงานกล่องกระดาษ

6.   อาหารสำเร็จรูป + โปรตีนสูง + ไขมัน + ไวตามิน ซี + แป้ง + น้ำตาล + ปุ๋ย ปัจจัยเหล่านี้ เปรียบได้กับพลังงานที่เพิ่มผลผลิตและไม่ควรใช้อาหารสำเร็จรูปที่มีส่วนผสมของซากกุ้งที่ตายจากโรคระบาด ถ้าไม่แน่ใจว่าโรงงานอาหารสัตว์ยี่ห้อใดมีส่วนผสมของซากกุ้งก็ควรเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้อที่เรามั่นใจที่สุด ส่วนอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 28 องศา ซ. จะทำให้กุ้งขาวกินอาหารน้อยลง หรือ หยุดหากินไปเลยดังนั้นการหว่านอาหารในเวลากลางคืนก็คือ หายนะน้อง ๆ กับคดีไฟไหม้โรงงานกล่องกระดาษ ควรทิ้งเวลาให้กุ้งขาว ได้กินอินทรีย์สารในบ่อบ้าง เพื่อให้กุ้งขาวมีภูมิต้านทานโรค ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่ใช่มีชีวิตอยู่แต่ในบ่อน้ำเน่าที่เต็มไปด้วยมลพิษ และควรระมัดระวัง สารไนโตรเจนที่เป็นสารประกอบในอาหารสัตว์สำเร็จรูปที่เหลือมาจากการหว่านอาหารและซากมูลกุ้งเองและ ซากเปลือก คราบที่กุ้งลอกทิ้ง เพราะมันจะเป็นเชือกรัดคอกุ้งให้ตายลงอย่างช้า ๆ เมื่อกุ้งอ่อนแอ ไม่มีภูมิต้านทานโรค ดังนั้นเมื่อ กุ้งไม่สามารถใช้ออกซิเจนได้ (เชือกรัดคอ) เลือดมีแต่กรด ทำให้เราเห็นตัวกุ้งเริ่มมีสีแดงเรื่อ ๆ ลอยผิวน้ำและเหตุการณ์เช่นนี้สามารถพบได้ตั้งแต่นาทีแรกที่สาดอาหารลงไปในบ่อ หรือ ตั้งแต่นาทีแรกที่ใส่สารไนโตรเจรลงไปในบ่อ หรือ ตั้งแต่นาทีแรกที่คุณสาดอาหารกุ้งลงไปในบ่อนั่นเอง

7.   ความสำคัญแร่ธาตุหลักและแร่ธาตุรองในน้ำทะเลสำหรับการเลี้ยงกุ้งขาวพันธุ์โตเร็ว
เกษตรกรทั้งหลายอาจจะเคยผ่านการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาแล้วทั้งนั้นและพบว่าไม่เคยมีความจำเป็นในการเติมแร่ต่าง ๆ มากมายนอกจาก เติมปูนและยารักษาโรค แต่กุ้งขาวเป็นกุ้งที่เติบโตเร็วในอัตราที่เร็วกว่ากุ้งกุลาดำมาก ดังนั้น เทอมของกุ้งขาวจะสั้นกว่ากุ้งกุลาดำประมาณ 6 – 10 สัปดาห์และในอดีตการเลี้ยงกุ้งกุลาดำจะเลี้ยงแบบบางเท่านั้น จึงส่งผลให้กุ้งกุลาดำมีคุณภาพเนื้อที่แน่น หวานกรอบ ปรุงอาหารอร่อย แต่กุ้งขาวแปซิฟิคก็สามารถทำได้ ด้วยในอัตราที่หนาแน่นกว่า การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 10 -20 % และสามารถประหยัดเวลากว่าการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ 6 – 10 สัปดาห์ในคุณภาพเนื้อแน่น กรอบหวานเช่นเดียวกันกับ กุ้งกุลาดำ ดังนั้นแร่ธาตุต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นจึงต้องเรียนรู้เพื่อการเลี้ยงกุ้งขาวแปซิฟิคที่ยั่งยืนและสามารถเลี้ยงครบเทอมได้


สรุปคือ การเลี้ยงกุ้งขาวแปซิฟิคในอัตราที่ไม่หนาแน่นจนเกินไป + สายพันธุ์ที่โตเร็ว + การป้องกันพาหะของโรคทั้งทางบก ทางอากาศ + รอบบ่อสะอาด + การรักษาสุขอานามัยของพนักงาน + อาหารสำเร็จรูปมีคุณภาพดีไม่มีเชื้อโรค + การวางแผนการเลี้ยงให้ได้ขนาดที่มีราคาแพงที่สุดเท่าที่ตลาดต้องการ เช่น การเลี้ยงเพื่อผลิตไซซ์ใหญ่เพื่อป้อนตลาดต่างประเทศ หรือ เพื่อทดแทนตลาดกุ้งกุลาดำ หรือ เพื่อป้อนตลาด บาบีคิวใน กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป กล่าวคือ ขายราคากุ้งขาวที่ กก. ละ 180 บาท ขณะที่ต้นทุน กก. ละ 60 - 75 บาท วางเป้าหมายที่ กำไร ไร่ละ แสนกว่าบาท ต่อการเลี้ยง 1 เทอม


ไม่มีเคล็ดลับอะไรเลยใช่ไหมครับ
เมื่อต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมโปรดโทรติดต่อด้วยความยินดียิ่ง
โทร. 01 – 913 8578
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 23, 2005, 04:09:01 PM โดย Nicaonline » บันทึกการเข้า

watcharapong
Newbie
*

Karma: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2


ดูรายละเอียด
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 06, 2007, 03:27:46 PM »

ภาพนากุ้ง
บันทึกการเข้า

sombutbkk
Newbie
*

Karma: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1


ดูรายละเอียด
« ตอบ #2 เมื่อ: มีนาคม 08, 2010, 02:16:22 PM »

สำหรับกุ้ง   กุ้งกุลาดำ  กุ้งขาว   กุ้งก้ามกราม
                      การเลี้ยงกุ้ง ปัญหาในปัจจุบันพบกันมากเช่น กุ้งไม่โต กุ้งไม่ลอกคราบ กุ้งไม่แข็งแรง กุ้งเกิดโรคต่างๆ กุ้งตายทุกวัน ผลผลิตตกต่ำไม่มีคุณภาพ ตามที่ตลาดต้องการ ตัวเล็ก ผิวไม่สวย มีกลิ่นโคลน ขายไม่ได้ราคาทำให้ขาดทุนเป็นจำนวนมากและยังใช้ยาและสารเคมีเป็นจำนวนมาก ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสารพิษตกค้างตามมาอีก
 
ต้นเหตุเกิดจาก.............อาหารกุ้ง
       หลังหว่านอาหารกุ้งลงน้ำ2-3ชั่วโมง อาหารกุ้งละลายตัวในน้ำเร็ว จากการศึกษาพบว่ากุ้งกินอาหารได้ประมาณ60%อีก40%ละลายน้ำไป วันหนึ่งให้อาหาร2-3มื้อ เท่ากับแต่ละมื้อสูญเสียอาหารไป40% จึงเกิดสิ่งที่ตามมาทำให้น้ำเสียจากอาหารกุ้งที่มีโปรตีนสูงพอมากเข้าเกิดบูดเน่า เกิดแอมโมเนียไนไตรต์ ซึ่งเป็นแก๊สพิษ โคลนเน่าเลนเน่า เสียค่า PH  น้ำแกว่ง ความเป็นกรดด่าง  และสะสมเชื้อโรต่างๆ ในดินที่เน่าเสีย ทำให้กุ้งเครียดเพราะกุ้งจะหมกโคลนเลนที่เน่าเสีย กุ้งก็กินกันเอง ไม่กินอาหารไม่ลอกคราบ ไม่โต ผิวไม่สวย
 มีกลิ่นโคลน  ผู้เลี้ยงกุ้งก็ซื้อยาและสารเคมีแก้ไขที่ปลายเหตุ
แนวทางใหม่ในการแก้ปัญหาในการเลี้ยงกุ้งที่ต้นเหตุ
     ดาวทองไคโตซาน 20 ซีซี (1 ฝา) ผสมน้ำ 200 ซีซี ต่ออาหารกุ้ง 1 กิโลกรัม คลุกเคลือบกับอาหารกุ้ง ผึ่งทิ้งไว้ในร่มให้แห้งประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนนำไปหว่าน
ประโยชน์ที่ได้รับ
•        ดาวทองไคโตซาน จะเคลือบอาหารกุ้ง ให้แตกตัวช้าลง อาหารกุ้งอยู่ในน้ำได้ประมาณ 12 ชั่วโมงขึ้นไป
โดยไม่เปื่อยยุ่ยง่าย ลดการสูญเสียอาหารเป็นจำนวนมาก น้ำไม่เสีย ดินก็ไม่เสีย ในเมื่อน้ำดี ดินดี ปัญหาเรื่องแอมโมเนีย ค่าPH น้ำ และเชื้อโรคต่างๆก็ไม่เป็น ผู้เลี้ยงไม่ต้องใช้ยา ไม่ต้องใช้สารเคมีแก้ปัญหาเหมือนเมื่อก่อน จึงทำให้ลดต้นทุนไปได้มาก มีกำไร
•     เมื่อกุ้งกินอาหารที่เคลือบดาวทองไคโตซาน น้ำย่อยในกระเพาะกุ้งจะย่อยสารไคโตซานเป็นสารกลูโคซามีนในการสร้างเนื้อเยื่อและเปลือกกุ้งจึงทำให้กุ้งลอกคราบดี กุ้งโตเร็ว เนื้อแน่น น้ำหนักดี ผิวสวย  มีลักษณะคล้าย
กับกุ้งธรรมชาติ
•        ใช้ดาวทองไคโตซาน 1 ลิตร ผสมน้ำ 200 ลิตร ราดบ่อ 1ไร่ ทุกๆ 7-10วัน กรณีเตรียมบ่อใช้อัตราเท่ากันฉีดให้ทั่วบ่อ ตากแดด 2-3 วันดาวทองไคโตซานจะไปช่วยปรับสภาพดินและยับยั้งเชื้อโรค ที่อยู่ในดินและน้ำ
ป้องกันดีกว่า รักษาทีหลังจริงมั้ยครับท่าน
การเตรียมบ่อดี  ลูกกุ้งดี กุ้งไม่ติดโรคมา ดูแลการจัดการที่ดี
ใช้ดาวทองเสริม  รับรองได้ผลเกินคาด ขนาด1ลิตร ราคา180 บาท รวมค่าจัดส่งทั่วประเทศ(รีบหน่อยนะครับช่วงโปรโมชั่นส่งฟรี)  T.087 0212722  คุณ สมบัติ   (สั่งมากราคาคุยกันได้)
ผลิตและจำหน่ายโดย ห.จ.ก daothongchitosan ทะเบียนเลขที่ 0103553001509
106  ซ. สรงประภา 18  แขวงสีกัน เขตดอนเมือง  ก.ท.ม
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: