วิกฤติเรืออวนลาก ปลาน้อยน้ำมันแพง

(1/1)

chawiwan:
วิกฤติเรืออวนลาก ปลาน้อยน้ำมันแพง

น้ำมันเบนซิน...ดีเซล ปรับราคาอีกลิตรละ 40 สตางค์มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 กันยายน 2548 ...เบนซิน 95 อยู่ที่ 27.74 บาทต่อลิตร...เบนซิน 91 อยู่ที่ 26.94 บาท ต่อลิตร ก๊าซโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 26.24 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซล อยู่ที่ 24.19 บาทต่อลิตร

“น้ำมันแพงต่อเนื่องอย่างนี้ ธุรกิจประมงสู้ไม่ไหว”

ไพบูลย์ ลิ้มประเสริฐ หรือ เฮียกี่ เจ้าของธุรกิจแพปลาและเรือประมง อู่ทวีชัย อำเภอแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงคราม ฟันธงเป็นประเด็นแรก

ชาวประมงกำลังเผชิญหน้าอยู่กับสองปัญหา...ปัญหาที่ทุกคนรู้คือน้ำมันแพง ปัญหาต่อมา บางคนอาจไม่รู้คือ...ไม่มีปลาให้จับ

สัตว์น้ำในทะเลมีมากมาย เฉพาะปลาทู...พันธุ์เดียว ทะเลแม่กลอง... มหาชัย เฮียกี่บอกว่า หายไปเกือบครึ่ง

ปัญหาน้ำมันแพง...เรือประมงจะออกไปจับปลาแต่ละเที่ยว ขายปลาได้ แทบไม่พอค่าน้ำมัน ในสภาวะแบบนี้ต้องพูดว่า...ขาดทุน

นี่ยังไม่รวมค่าคนงาน ค่าน้ำแข็ง ค่าสึกหรอ และค่าใช้จ่ายอีกหลายรายการ

“เรือแม่กลองส่วนใหญ่เป็นเรือลากคู่ ออกเรือรอบละ 10 วัน...มากน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับความถนัด”

เฮียกี่ บอกว่า โซนที่เรือวิ่งลากปลามีอยู่หลักๆ 3 โซน โซนหน้าประจวบฯ... หัวหิน โซนหน้าชลบุรี...จันทบุรี...ตราด และโซน...อำเภอขนอม นครศรีธรรมราช และปัตตานี

“พื้นที่ลากปลาทั้งสามโซน ใช้เวลาใกล้เคียงกัน 10-15 วัน”

การออกเรือแต่ละครั้งต้องรัดกุมมากขึ้นกว่าเดิมมาก ต้องคำนวณรายรับ...รายจ่ายแต่ละวันให้ดีๆ โดยเฉพาะค่าน้ำมัน...ออกเรือเมื่อไหร่ ก็ต้องนับวันจ่ายเมื่อนั้น

ดูเหมือนว่าค่าน้ำมันจะเป็นปัญหาใหญ่ของเรือประมง ต้องคิดเป็นรายวัน บางรอบ...กะออกไป 10 วัน แต่ลากจริงแค่ 5 วัน เพราะต้องดูความคุ้ม วิเคราะห์จากหลายปัจจัย

โดยเฉพาะ...ปัจจัยธรรมชาติ ไม่ว่าน้ำ คลื่นลม ข้างขึ้น...ข้างแรม

ปัจจัยเหล่านี้ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของไต้ก๋งเรือ ต้องดูว่าออกเรือไปแล้วจะได้ปลามากน้อยแค่ไหน ออกเรือไปแล้วจะคุ้มหรือเปล่า

“ขนาดไต้ก๋งเรือมีความชำนาญมากในสภาวะแบบนี้...ก็ยังแย่”

ความแย่เกิดจากปัญหาต่อที่สอง ออกเรือไปแล้วจะลากปลาก็ต้องลากแบบสุ่ม... วันนี้ลากแล้วได้ปลาน้อย ไม่ดี...ก็อาจต้องหยุดก่อน 2-3 วัน รอเวลาจนกว่าจะเปลี่ยนน้ำ

เฮียกี่ บอกว่า ถ้าหยุดลากก็หมายความว่า...ต้องทอดสมอ ลอยเรืออยู่ในทะเล แต่ต้นทุนก็ยังมีอยู่ อันดับแรก...ค่าลูกน้อง

สองปัญหาหลักนี้...เพิ่งเกิดขึ้น เริ่มหนักจนรับไม่ไหวก็ช่วงที่จอดเรือประท้วงขอราคา น้ำมันพิเศษสำหรับเรือประมง... ช่วงนั้นราคาน้ำมันยังไม่ปรับลอยตัวด้วยซ้ำไป

“เอาเป็นว่า...ถ้าน้ำมันแพงกว่า 12 บาทต่อลิตร...เราก็อยู่กันไม่ได้”

วันนี้ราคาน้ำมันดีเซล ลิตรละกว่า 24 บาท เกินกว่าที่เฮียกี่บอกว่า 12 บาท ก็ไม่ไหว... ไปอีกเท่าตัว การซื้อขายน้ำมันเรือประมงเปลี่ยนไป เรือประมงกว่า 95% ต้องซื้อเงินสด...

น้ำมันเริ่มแพง เรืออวนลากเริ่มขาดทุน ปัญหาเช็คเด้งก็มากตามมา เจ้าของน้ำมันก็เลยไม่ให้เครดิต

รู้รายจ่ายกันแล้ว คราวนี้มาว่ากันถึงรายรับ ที่ได้จากการขายปลาดูบ้าง...

สัตว์น้ำหลักที่หาได้ขึ้นหน้าขึ้นตา นอกจากปลาทูก็ยังมีหมึก บางคน เคยปาก เรียกว่าปลาหมึก

เฮียกี่บอกว่า ถ้าโชคดี...ได้หมึกมากราคาดีก็ดีไป ส่วนปลาอื่นๆราคาก็ดี พอสมควร แต่ปัญหาจริงๆ ก็คือ...ราคาปลาที่เพิ่มสูงขึ้นช่วยชาวประมงไม่ได้ เพราะปริมาณปลา ในทะเลมีน้อยลง

“อย่างที่บอกไปแล้ว ปลาทูก็น้อย...และปลาหมึกที่มีราคาสูงก็เหลือน้อย” เรือลากคู่ มีรายได้หลักจากปลาหมึกกับปลาทู ปลาทูมีราคาซื้อขายอยู่ที่ 120-160 บาทต่อลัง...บรรจุลังละ 7 กิโลกรัม

“ปลาทูมีหลายเกรด...ราคาถูกแพงขึ้นอยู่กับขนาดและความสด”

เฮียกี่ให้ความรู้ว่า “ปลาทูหน้าอ่าวแพงกว่าปลาทูที่ต่ำกว่าหัวหินลงไป... เนื้อมันกว่า อร่อยกว่า ส่วนปลาหมึกไซส์ใหญ่ กิโลกรัมละ 110 บาท ขนาดย่อมลงมาก็ลดเหลือ 80...70...60 บาท

ปริมาณปลาทู และหมึกที่น้อยลง สะท้อนว่า ที่คุยกันว่า...เราต้องอนุรักษ์ ทรัพยากรชายฝั่ง ต้องปิดอ่าวในช่วงปลาวางไข่ ห้ามเรืออวนรุนลากปลาใกล้ชายฝั่ง...แสดงว่า...มันไร้ผล

กฎกติกาของชาวเรืออวน...ห้ามหาปลาใกล้ชายฝั่งเกินกว่า 3 กิโลเมตร สิ่งที่ชาวอวนลาก เห็นเจนตา...นับวันเรืออวนรุนลากปลาใกล้ชายฝั่งมากขึ้น นับวัน ยิ่งลากใกล้มากขึ้น เดิมใช้เครื่อง 40-50 แรง...เดี๋ยวนี้ใช้ 600 แรงกันแล้ว

“คันรุน...เดิมแค่ 5 วา ตอนนี้ใช้กันถึง 15 วา เรืออวนรุนในวันนี้เป็นเครื่องมือ สมัยใหม่ที่มีศักยภาพ ทำลายพันธุ์ปลาได้อย่างมากมาย”

ตอนนี้มีพัฒนาการใหม่ๆ พวกเราเรียกว่า...อวนติดตาหน้าดิน ติดอยู่ กับเรือเล็ก

ในฤดูห้ามจับแม่ปลาทูฤดูวางไข่ ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงกลางเดือนพฤษภาคม แต่กลับมีอวนติดตาวิ่งลากจับปลาทูจนไม่เหลือ นับรวมไปถึง...อวนปั่นไฟจับปลากระตักตัวเล็กๆ นอกจากจับปลากระตักไปแล้วยังกวาดเอาปลาทุกอย่างไปหมด

ปัญหาเหล่านี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น กรมประมงตามไม่ทัน โดยเฉพาะ จุดห้ามจับปลาในฤดูวางไข่ตั้งแต่หน้าประจวบฯจนถึงหน้าอ่าวไทย

มาถึงวันนี้...ปลาแทบทุกชนิดมีปริมาณน้อยลง จะให้พวกเราไปโทษใคร

ตัวอย่างเส้นทางปลาทูหน้าอ่าวแม่กลอง เฮียกี่ เล่าว่า สิบปีก่อนหน้านี้ เดือนตุลาฯถึงพฤศจิกายน ปลาทูหน้าอ่าวแม่กลอง มหาชัย ปากน้ำ...เข้ามาถึงในอ่าวมาก ไม่ต้องวิ่งเรือไปไกล...ใช้เวลาไม่เท่าไหร่ ก็จับปลาทูได้มากแล้ว

สมัยนี้...ไม่มีปลาทูเข้ามาในอ่าว ปัญหาหลักน่าจะมาจากสภาพแวดล้อม โรงงานปล่อยน้ำเสียออกมากมาย ทำให้หน้าอ่าวไม่มีปลาทู บวกกับปริมาณปลาทูมีน้อยลงก็ยิ่งจับปลาทูได้ยากมากขึ้น

“โชคยังดี...ท่านนายกฯเพิ่งถอยหลังโครงการถนนผ่านทะเลจากมหาชัย ไปแหลมผักเบี้ย ถ้าเกิดโครงการนี้...การวางไข่ของปลาจะเสียหายหมด”

ถ้าให้วิเคราะห์กันจริงจัง...เหตุที่ปลาทูมีน้อยลงเกิดจากอะไร เฮียกี่ยืนยันว่า ไม่ได้เกิดเพราะ ปลาทูไปอยู่ไกลฝั่งมากขึ้น ปัญหาคือปลาทูมีน้อย เพราะการอนุรักษ์ ไม่ได้ผล

การห้ามจับปลาช่วงวางไข่ 3 เดือน ไม่ได้ห้ามกันจริงจัง ยังมีคนใช้เครื่องมือบางชนิดจับปลากันอยู่

เมื่อปัญหาน้ำมันแพง...และปลามีน้อยลง เกิดขึ้นพร้อมกัน อนาคตเรือประมงจะแย่ลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีใครเข้ามาแก้ไขอย่างจริงจัง

เฮียกี่คาดการณ์ร้ายแรงที่สุด ยังไม่ถึงขั้นธุรกิจประมงไทยต้องปิดฉาก แต่ธุรกิจเรือประมงจะเหลือไม่ถึงครึ่ง

ใครจะรอด...จะรอดมากรอดน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ นั่นก็คือปริมาณปลาที่จับมาได้

“เรือประมงเหลือน้อย...ก็ไม่ต้องแข่งกันจับ คนจับน้อย...ราคาปลาก็ขยับแพงขึ้น ตอนนี้ราคากระเตื้องขึ้นเยอะ แสดงว่ามีปลาเข้ามาน้อย...ไม่น่าจะถึงครึ่ง”

วันนี้...ตลาดปลาแม่กลองเงียบเหงา ปลาเข้ามาน้อย เทียบกับช่วงเดียวกัน... น้อยกว่าปีที่แล้ว กว่าครึ่ง มีเรือจอดฝั่งกว่า 30% ออกทะเล 60%...ที่ออกทะเล ก็มีทั้งลากบ้าง ทิ้งสมอลอยลำไว้เฉยๆบ้าง

ปกติเรือแม่กลองจะวิ่งกลับอ่าวแม่กลองเฉพาะตอนซ่อมใหญ่ ถ้าไปจับปลาโซนไหนก็จะขึ้นปลา โซนนั้น 20 ปีที่แล้ว...น้ำมันลิตรละ 7 บาท วิ่งไปแค่ หัวหิน...7 วันก็กลับเข้าบ้าน เดี๋ยวนี้ต้องวิ่งไปไกลถึงปัตตานี ไปแล้วจะกลับก็ ไม่ไหว...ต้องเอาปลาขึ้นฝั่ง ถ่ายใส่รถบรรทุกขนเข้ากรุงเทพฯ

รถบรรทุกเสียค่าน้ำมันน้อยกว่า...วิ่งเร็วกว่า ปลาก็สดกว่า บางท่า...มีแม่ค้ามาซื้อ แต่ก็ขายได้ไม่เกิน 5% ที่เหลือกว่า 95% จะถูกส่งมาที่มหาชัย...แม่กลอง

ราคาน้ำมันตอนนี้ จะพึ่งรถบรรทุกแบบเดิมก็ลำบาก จะกลับมาใช้เรือขนปลา กลับเข้าแม่กลองก็คงไม่ไหว...ทางออกที่น่าจะดีกว่า ก็คือจอดเรือนิ่งๆ

“อนาคตธุรกิจประมงยุคนี้ริบหรี่มาก...คนที่จะอยู่ได้ต้องมีความสามารถสูง ต้องดูแลได้แม ้กระทั่งในทะเล และต้องบริหารงานบนฝั่งดีมากๆ ใช้คนงานให้พอดี...ต้องหาวิธี ปรับอุปกรณ์ให้กินน้ำมันน้อยลง...สึกหรอน้อยลง”.


ที่มา:หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ