พฤศจิกายน 26, 2014, 01:15:12 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: การปลูกกระเจี๊ยบเขียวแม่โจ้ 2 สายพันธุ์ กระเจี๊ยบเขียว คุณค่ากับภูมิปัญญาไทย  (อ่าน 3192 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
nanriga
systems Research
YaBB God
******

Karma: 0
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3772


สวัสดีจ้า


ดูรายละเอียด
« เมื่อ: พฤษภาคม 16, 2010, 09:35:36 AM »

โดย บ้านเมืองออนไลน์ เมื่อเวลา 10:39:00  วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ.2553
 
การปลูกกระเจี๊ยบเขียวแม่โจ้ 2 สายพันธุ์ กระเจี๊ยบเขียว คุณค่ากับภูมิปัญญาไทย

การปลูกกระเจี๊ยบเขียวแม่โจ้ 2 สายพันธุ์  กระเจี๊ยบเขียว คุณค่ากับภูมิปัญญาไทย

ผศ.ฉันทนา วิชรัตน์  สาขาพืชผัก ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้  กล่าวว่า กระเจี๊ยบเป็นพืชที่นำมาประกอบเป็นอาหาร และเป็นที่รู้จักของคนเกือบจะทั่วโลก และคนไทยปลูกกระเจี๊ยบไว้บริโภคทั่วทุกภาคของประเทศ แต่คนรุ่นใหม่อาจจะไม่คุ้นเคยและรู้จักเท่าไรนัก กระเจี๊ยบที่ปลูกกันในประเทศมี 2 ชนิดคือ กระเจี๊ยบเขียวและกระเจี๊ยบแดง กระเจี๊ยบแดงนำมาทำน้ำกระเจี๊ยบ ผลไม้กวน ทำแกงส้ม และทำชากระเจี๊ยบได้ ส่วนกระเจี๊ยบเขียวใช้ปรุงอาหาร เช่น แกงส้ม แกงใส่ปลาย่าง เครื่องเคียงน้ำพริก และย่างกินกับหมูหรือเนื้อย่างเกาหลี นอกจากจะนำมาปรุงอาหารและเครื่องดื่ม กระเจี๊ยบยังมีคุณค่าและสรรพคุณทางสมุนไพรหลายชนิด กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชล้มลุกมีอายุประมาณ 1 ปี เจริญเติบโตได้ดีในเขตอากาศกึ่งร้อน คือมีอุณหภูมิระหว่าง 18-35 องศาเซลเซียส มีถิ่นกำเนิดจากประเทศซูดาน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้น มีขนหยาบและมีความสูงประมาณ 1-2 เมตร ใบ ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยว คล้ายฝ่ามือเรียงสลับกัน และมีขนหยาบ ดอก มีสีเหลือง ที่โคนกลีบด้านในมีสีม่วงออกแดง ออกตามซอกใบ ก้านชูเรณูรวมกันเป็นลักษณะคล้ายหลอดฝัก คล้ายนิ้วมือผู้หญิง ตามฝักมีขนอ่อนๆ ทั่วฝัก มีสันเป็นเหลี่ยมตามยาว 5 เหลี่ยม ฝักกระเจี๊ยบมีทรงยาวสีเขียว ฝักอ่อนมีรสชาติหวานกรอบอร่อย ส่วนฝักแก่จะมีเนื้อเหนียว

แหล่งเพาะปลูก ในประเทศไทยนั้นพื้นที่ที่มีการปลูกกระเจี๊ยบเขียวมาก ส่วนใหญ่อยู่ในภาคกลาง มีหลายจังหวัด ได้แก่ นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสาคร พิจิตร กาญจนบุรี ราชบุรี ระยอง และนครนายก

การปลูก กระเจี๊ยบเขียวสามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่ในฤดูหนาวจะให้ผลผลิตที่ต่ำเนื่องจากอุณหภูมิที่ต่ำ ทำให้ต้นเตี้ย แคระแกร็น ออกดอกไว การเตรียมดินควรไถพลิกหน้าดินทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ และเพิ่มอินทรียวัตถุในดินโดยการใส่ปุ๋ยคอกอัตรา 1,500 กิโลกรัมต่อไร่ หรือหว่านพืชตระมึงลถั่วปล่อยทิ้งไว้จนออกดอกแล้วจึงทำการไถกลบ การปลูก ในฤดูฝนและฤดูแล้งใช้ระยะปลูก 50x50 เซนติเมตร (6,400 หลุมต่อไร่) คลุกเมล็ดด้วยสารเคมีไอโปรไดโอน 50% wp อัตรา 60 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม เพื่อป้องกันโรคที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์ หยอดเมล็ดหลุมละ 3-4 เมล็ด ถอนแยกเมื่ออายุได้ 30 วัน ให้เหลือจำนวนหลุมละ 2 ต้น

การดูแลรักษา หลังปลูก 15-20 วันควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 20 กิโลกรัมต่อไร่ ใส่ทุก 20 วัน โรคที่สำคัญ ได้แก่ โรคใบจุด โรคแอนแทรคโนส เมื่อปรากฏโรคควรฉีดป้องกันด้วยเชื้อบาซิลลัส (BT) ฉีดพ่นในอัตรา 30 -50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา แมนโคเซป หรือ ไธอะเบนดาโซล ฉีดพ่นตามฉลากแนะนำ ส่วนโรคเส้นใบเหลือง ที่มีแมลงหวี่ขาวเป็นพาหะนำโรคไวรัส ฉีดพ่นด้วย คาร์โบซัลแฟน หรือ ฟิโปรนิล
 
แมลงศัตรูที่สำคัญ ได้แก่ หนอนกระทู้หอม หนอนเจาะสมอฝ้าย เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่นฝ้าย ให้ฉีดพ่นด้วยเชื้อบาซิลลัส (BT) ฉีดพ่นในอัตรา 60-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือใช้สารสกัดธรรมชาติ เช่น สารสกัดจากสะเดา ฉีดพ่นในอัตรา 60-80 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน และอาจใช้การจัดการเกษตรที่ดีเข้าช่วยด้วยการปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืช

การเก็บเกี่ยวเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 45-50 วัน ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวประมาณ 3 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวได้ทั้งช่วงเช้าและบ่าย แต่การเก็บเกี่ยวในช่วงบ่ายไม่ค่อยเป็นที่นิยม เนื่องจากการระคายเคืองจากขนของกระเจี๊ยบเขียว โดยการใช้ตัดทีละฝักตัดที่ขั้วให้เหลือก้านประมาณ 1 เซนติเมตร

การเก็บเกี่ยวและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว
1.เมื่อกระเจี๊ยบเขียวอายุได้ 40 วันจะเริ่มออกดอก หลังจากดอกบาน 5 วัน จะสามารถเก็บเกี่ยวได้
2.ต้องเก็บกระเจี๊ยบเขียวทุกวัน ไม่ปล่อยฝักที่สามารถตัดได้ทิ้งไว้บนต้น เพราะฝักกระเจี๊ยบเขียวโตเร็วมาก
3.ในระหว่างเก็บเกี่ยวให้ตัดใบทิ้งครั้งละใบพร้อมกับการตัดฝักทุกครั้ง เพราะจำนวนใบที่มากเกินไปจะทำให้แสงแดดส่องไม่ถึงฝักล่าง ฝักจะมีสีซีด และยังเป็นการป้องกันการเป็นแหล่งของศัตรูพืช
4.ใช้มีดคมตัดขั้วทีละฝัก ตัดขั้วให้ตรง วางในภาชนะอย่างระมัดระวัง ไม่โยน
5.ใส่ถุงมือผ้าหรือถุงมือยางทุกครั้ง เพื่อป้องกันการระคายผิวหนัง
6.เมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว รีบนำเข้าที่ร่ม การระบายอากาศดี
7.คัดแยกฝักที่ไม่ได้คุณภาพออก

ผศ.ฉันทนา กล่าวอีกว่า ลักษณะเด่นของพันธุ์แม่โจ้ 70 ปี กระเจี๊ยบเขียวพันธุ์แม่โจ้ 70 ปีเป็นพันธุ์ที่ทนทานโรคเส้นใบเหลืองอันเกิดจากเชื้อไวรัส  ฝักมีสีเขียวสม่ำเสมอ มี 5 เหลี่ยม ซึ่งตรงกับความต้องการของตลาดเพื่อการส่งออก ทรงต้นเตี้ย เป็นพุ่มกะทัดรัด ทำให้เก็บเกี่ยวง่าย เป็นลักษณะประจำพันธุ์แม่โจ้ 70 ปี

ลักษณะเด่นของพันธุ์แม่โจ้ 49 พันธุ์แม่โจ้ 49 เป็นพันธุ์ที่ทนทานโรคเส้นใบเหลืองอันเกิดจากเชื้อไวรัส ฝักมีลักษณะ 5 เหลี่ยม สีเขียวเข้ม ซึ่งเป็นลักษณะคุณภาพของฝักที่เหมาะสมกับการส่งออก อายุการออกดอกเร็ว ความสูงปานกลาง ทรงต้นโปร่ง ใบเป็นแฉกลึก ซึ่งเป็นผลดีต่อการได้รับแสง ทำให้ฝักมีสีเขียวเข้ม และง่ายต่อการเก็บเกี่ยว

ลักษณะประจำพันธุ์แม่โจ้ 49
สรรพคุณทางยา กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชที่มีคุณสมบัติในการช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะในฝักกระเจี๊ยบนั้นมีสารเมือกพวกเพ็กติน (Pectin) และกัม (Gum) ช่วยเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ไม่ให้ลุกลาม รักษาความดันให้เป็นปกติ เป็นยาบำรุงสมอง มีสรรพคุณเป็นยาระบายและสามารถแก้โรคพยาธิตัวจี๊ดได้ด้วย แต่ต้องรับประทานติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 15 วัน
คนไม่เคยรับประทานฝักกระเจี๊ยบเขียว อาจจะรับประทานไม่เป็น รับประทานยากกันสักหน่อย คนสมัยก่อนชอบเอาไปต้ม หรือต้มราดกะทิสดกินกับน้ำพริกกะปิ-ปลาทู รสชาติกรอบหวานอร่อยมาก แต่ที่หลายๆ คนออกจะไม่ชอบกระเจี๊ยบเขียว เพราะฝักของมันข้างในจะมียางเมือกๆ หุ้มเมล็ดอยู่ ทำให้พิพักพิพ่วนซึ่งคนไม่ชอบ แต่หารู้ไม่ว่า นั่นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เหลือคณานับของกระเจี๊ยบเขียวเลยทีเดียว

รับประทานฝักกระเจี๊ยบ 10-15 ฝัก ตอนเย็นหรือก่อนนอน สามารถลดอาการท้องผูก
รับประทาน 3-5 ฝัก ก่อนอาหารทุกวัน สามารถรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
รับประทาน 10-15 ฝัก ทุกวัน สามารถบำรุงตับ
รับประทาน 5 ฝัก ก่อนอาหาร 3 มื้อ ติดต่อกันทุกวัน สามารถกำจัดพยาธิตัวจี๊ด
รับประทาน 30-40 ฝัก ตอนเย็น หรือก่อนนอน สามารถดีท็อกซ์ลำไส้ อุจจาระตกค้าง
รับประทานสม่ำเสมอ เป็นเส้นใยอาหารธรรมชาติ มีแคลเซียม และวิตามินสูง
รับประทานประจำ มีโฟเลตสูง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง บำรุงสมอง และพัฒนาการทารกในครรภ์
40 ฝักแห้ง มีโฟเลตเทียบเท่าที่คนต้องการใน 1 วัน 10 ฝัก มีโฟเลตเท่ากับ 25% ของความต้องการใน 1 วัน

ท่านผู้อ่านท่านใดสนใจต้องการซื้อเมล็ดพันธุ์และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.ฉันทนา วิชรัตน์  สาขาพืชผัก ภาควิชาพืชสวน คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้  โทร.053-873-380 ในวันและเวลาราชการ 

นภาพร ขัติยะ/เชียงใหม่

 
http://www.banmuang.co.th/Provinces.asp?id=204230
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: