สิงหาคม 31, 2016, 07:24:37 AM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 ... 10
 11 
 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2016, 08:41:25 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard

ชาวประมงพื้นบ้านจันทบุรี แห่ออกจับสัตว์น้ำ - แมงกะพรุน หลังคลื่นลมสงบ เผย มีคนรับซื้อถึงที่

คลื่นลมในทะเลจังหวัดจันทบุรี กลับมาสงบอีกครั้ง ทำให้ชาวประมงใน 4 อำเภอ ที่ไม่ได้ออกจับสัตว์น้ำมา 2 เดือน ต่างนำเรือขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ออกจับสัตว์น้ำ และออกจับแมงกะพรุนมาขายให้กับพ่อค้าแม่ค้า สร้างรายได้ใหม่ให้กับชาวประมง จากการสำรวจท้องทะเลในจ.จันทบุรี พบว่าวันนี้มีคลื่นลมสงบ ส่งผลดีต่อชาวประมงพื้นบ้านใน 4 อำเภอ ประกอบด้วย อ.นายายอาม ขลุง แหลมสิงห์ และ ท่าใหม่ ทางชาวประมงสามารถนำเรือขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ออกจับสัตว์น้ำได้ตามปกติแล้ว โดย นายเดชากร พืชพิสุทธิ์ อายุ 46 ปี ชาวประมงหมู่ 9 ตำบลตะกาดเง้า อำเภอท่าใหม่ เปิดเผยว่า ช่วงนี้คลื่นลมใน จ.จันทบุรี เริ่มกลับมาเป็นปกติ ชาวประมงพื้นบ้านเริ่มทยอยนำเรือออกลากแมงกะพรุนออกจับสัตว์น้ำกันตั้งแต่ช่วงเช้ามืด และกลับเข้าฝั่งในช่วงเย็น โดยเรือแต่ละลำจะลากแมงกะพรุนได้ประมาณ 2,000-3,000 ตัว และเมื่อถึงฝั่งก็จะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อทันที ในราคาตัวละ 3 บาท ทำให้ชาวประมงเริ่มมีรายได้นำมาจุนเจือเลี้ยงครอบครัวได้อีกครั้ง หลังจากต้องขาดรายได้ในช่วงก่อนหน้านี้ที่มีลมมรสุมนานหลายวัน









http://news.sanook.com/2054830

 12 
 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2016, 08:40:39 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard

คลื่นลมแรงติดต่อนานหลายวัน ทำชาวประมงพื้นบ้านตรัง ขาดรายได้ ปลาและสัตว์ทะเลขาดแคลน

ที่บริเวณหาดปากเมง อ.สิเกา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดตรัง พบว่าได้เกิดคลื่นลมแรงฝนตกติดต่อกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์แล้ว ส่งผลให้การท่องเที่ยว บรรยากาศร้านจำหน่ายอาหารริมชายหาดปากเมง ซบเซา มีนักท่องเที่ยวบางตา อาจจะมาจากสาเหตุเกิดระเบิดในพื้นที่ภาคใต้และจังหวัดตรัง ส่วนชาวประมงพื้นที่บ้านฉางหลาง อ.สิเกา ต้องงดออกหาปลามาเป็นเวลา 1 สัปดาห์แล้วเช่นกัน เพราะมีคลื่นลมแรงทำให้ไม่สามารถออกไปหาปลาเพื่อนำมาขายได้ ส่งผลให้ปลา สัตว์ทะเล ขาดแคลนเป็นอย่างมาก โดยที่คลองฉางหลาง มีเรือประมงกว่า 30 ลำจอดสนิทไม่ได้ออกทำการประมง ด้านชาวประมงระบุว่า หากไม่ออกทะเล ก็ไม่มีรายได้ และแม้ว่าจะมีสวนยางพารา แต่ก็กรีดยางไม่ได้ เพราะมีฝนตกทุกวัน









http://news.sanook.com/2054806

 13 
 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2016, 08:40:09 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard
ฉลามวาฬที่ติดอวนตายบริเวณชายฝั่งทะเลมณฑลซันตง (ภาพสื่อจีน เถิงซุ่น)

        กลุ่มสื่อจีนรายงานเมื่อวันอังคาร(23 ส.ค.) ชาวประมงในเมืองเยียนไถ มณฑลซันตง จับได้ฉลามวาฬยักษ์ หนัก 1.5 ตัน ความยาว 4.5 เมตร กว้าง 1.5 เมตร นอนตายอยู่ในอวนของตน
       
        ฉลามวาฬเป็นสัตว์คุ้มครองลำดับที่สองของประเทศ ชาวประมงจึงไม่สามารถนำฉลามวาฬวาฬไปขายในตลาดได้ ต้องส่งไปยังสำนักงานดูสัตว์ทะเลเพื่อดำเนินการตรวจหาสาเหตุการตาย
       
        ทั้งนี้ ในวันที่ที่พบฉลามวาฬ ชาวประมงแซ่หลิน และเพื่อนๆได้ออกไปเก็บอวนที่วางดักจับปลาไว้บริเวณใกล้ชายฝั่งทะเลย่านถนนเจียงเก๋อจวง เขตโหมวผิง นายหลินได้สาวอวนของตนขึ้นจากทะเลแต่หนักกว่าปกติ จึงเรียกเพื่อนๆและเรือลำอื่นมาช่วยกันสาวอวนขึ้นมาจนสำเร็จ เมื่อนายหลินเข้าไปดู ก็ตกตะลึง พบปลาร่างใหญ่ยักษ์สีดำรายจุดขาวนอนตายอยู่ในอวน
       
        ?ทีแรก พวกผมไม่รู้ว่าเป็นฉลามวาฬ พยายามพลิกตัวมัน ก็ไม่กระดุกกระดิกเลย ก็เข้าใจว่าตายแล้ว จากนั้นก็ช่วยกันลากมาที่ชายฝั่ง?
       
        เมื่อตำรวจไดรับแจ้ง ก็รุดมาที่ชายฝั่งเจียงเก๋อจวง ตรวจสอบดูก็พบว่าเป็นฉลามวาฬ สัตว์คุ้มครองของประเทศ ไม่สามารถนำไปขายในตลาดได้ จากจากวิเคราะห์ โดยธรรมชาติฉลามวาฬจะไม่เข้ามาบริเวณใกล้ชายฝั่งทะเล มันอาจป่วยตาย หรือไม่ก็ตามฝูงปลาจนมาติดอวน และตายอยู่ในอวน.

ฉลามวาฬที่ติดอวนตายบริเวณชายฝั่งทะเลมณฑลซันตง (ภาพสื่อจีน เถิงซุ่น)


ฉลามวาฬที่ติดอวนตายบริเวณชายฝั่งทะเลมณฑลซันตง (ภาพสื่อจีน เถิงซุ่น)










http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9590000085106

 14 
 เมื่อ: สิงหาคม 26, 2016, 08:37:29 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard

หลังจากแฮกเกอร์สามารถ Jailbreak ได้ ช่วงนี้ Apple ก็ค่อนข้างระมัดระวังเป็นพิเศษ หลังจากปล่อยอัปเดต iOS 9.3.4 ปิดช่องโหว่การ Jailbreak ของ Pangu ได้ไม่ถึงอาทิตย์ก็ปล่อยอัปเดต iOS 9.3.5 ออกมาเพิ่มเติม แต่รอบนี้สื่อต่างประเทศระบุว่าสำคัญมาก

The New York Time รายงานว่า iOS 9.3.5 มีการอุดช่องโหว่ของระบบตัวสำคัญที่ชื่อว่า Pegasus ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่อาศัยลิ้งก์ที่มาในรูปแบบของข้อความ (text message) ซึ่งใครที่คลิกเข้าที่ลิงก์ดังกล่าวก็ถือว่าเป็นการเปิดให้ผู้ส่งสามารถเข้าถึงข้อมูลภายในเครื่องได้ เช่น ข้อความ, FaceTime, อีเมล และอื่นๆ

Pegasus ถือว่าเป็นช่องโหว่ที่ร้ายแรงมากตัวหนึ่งเลยทีเดียว และยังมีหลักฐานยืนยันว่าช่องโหว่ดังกล่าวนั้นน่าจะมีมาตั้งแต่สมัย iOS 7 ซึ่งเพึ่งได้รับการแก้ไขใน iOS 9.3.5 นี้เองครับ

ผู้ใช้งานสามารถอัปเดต iOS 9.3.5 ได้ผ่าน Settings > General > Software Update ได้เลยครับ

ที่มา 9to5Mac











https://www.beartai.com/news/mobilenews/115895

 15 
 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2016, 09:17:50 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard
         
        ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ - ชาวบ้านในพื้นที่บ้านม่วงก็อง อ.สะเดา จ.สงขลา ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงปลาในกระชังปลอดสารพิษมากว่า 15 ปี จนมีชื่อเสียงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค ขณะที่ทางจังหวัดเร่งจัดสรรงบประมาณเล็งนำร่องเป็นแหล่งเลี้ยงปลากดเหลืองในกระชังแบบปลอดสารพิษของ จ.สงขลา
       
        วันนี้ (24 ส.ค.) เกษตรกรบ้านม่วงก็อง หมู่ที่ 7 ต.พังลา อ.สะเดา จ.สงขลา ได้รวมตัวกันเลี้ยงปลาน้ำจืดในกระชังหลากหลายชนิด เป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ โดยใช้เวลาว่างจากการทำสวนยางพารา และเป็นการเลี้ยงในคลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติ และปลอดสารเคมี โดยปลาที่นำมาเลี้ยงเป็นปลาน้ำจืด มีทั้งปลากดเหลือง ปลานิล ปลาสวาย ปลาหมอ ปลาดุก และปลาทับทิมแดง โดยมีประสบการณ์จากการเลี้ยงปลาในกระชังมากว่า 15 ปี ทำให้บ้านม่วงก็อง กลายเป็นที่รู้จัก และมีชื่อเสียงในเรื่องของปลาปลอดสารพิษ รวมทั้งปลาสดๆ จากกระชัง
       
        จากความสำเร็จดังกล่าว ในปี 2559 ทางจังหวัดจึงได้จัดสรรงบพัฒนาจังหวัด จำนวน 300,000 บาท ให้แก่กลุ่มเลี้ยงปลาบ้านม่วงก็อง จำนวน 10 ครอบครัว เพื่อนำร่องใช้ในการเลี้ยงปลากดเหลืองในกระชังแบบปลอดสารพิษ โดยมอบหมายให้ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสงขลา เข้ามาดูแล พร้อมทั้งมอบพันธุ์ปลากดเหลือง กระชังอนุบาล กระชังเลี้ยงปลา อาหารปลาและวิตามิน รวมทั้งส่งเจ้าหน้าที่มาแนะนำให้ความรู้ด้านวิชาการ
         

       นายชำนาญ ชุมประยูร ประธานกลุ่มเลี้ยงปลา หมู่ 7 บ้านม่วงก็อง เปิดเผยว่า ปัจจุบันชาวบ้านม่วงก็องเลี้ยงปลาในกระชังเพื่อขายในชุมชน ตลาดสด ตลาดนัดในพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา เป็นปลาสดๆ จากกระชัง สามารถสั่งซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง และจำหน่ายได้ในราคาที่สูง เพราะเป็นปลาปลอดสารพิษ ผู้บริโภคมีความมั่นใจ ไม่ใช้สารเคมีเร่ง หรือสารกระตุ้นการเจริญเติบโต และไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง
       
        ซึ่งจากความสำเร็จที่เกิดขึ้น ทำให้ขณะนี้หลายครอบครัวเริ่มสนใจการเลี้ยงปลาในกระชังกันเพิ่มมากขึ้น โดยทางกลุ่มพร้อมที่จะช่วยส่งเสริม ประกอบกับได้งบมาจากทางจังหวัดในจำนวนเงิน 300,000 บาท และมีนักวิชาการมาช่วยดูแล จะยิ่งทำให้การเลี้ยงปลาในกระชังประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น













http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9590000084985&Keyword=%e0%c5%d5%e9%c2%a7%bb%c5%d2

 16 
 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2016, 09:14:37 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard

โดย - ดลมนัส กาเจ

           ในที่สุด 3 หน่วยงานประกอบด้วยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน - กรมปศุสัตว์ และสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ หรือเอ็มโอยู(MOU) เพื่อเสริมสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมด้านแรงงานในสถานประกอบกิจการอุตสาหกรรมสัตว์ปีกด้วยแนวทางปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดี เพื่อเดินหน้าพัฒนาด้านแรงงานตามมาตรฐานสากลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่สื่อในบางประเทศ มีการอ้างว่าในฟาร์มเลี้ยงไก่ของไทยนั้นยังมีการใช้แรงงานทาส ในลักษณะกดขี่แรงงานจำนวนมาก ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยเป็นอย่างมาก


           ฉะนั้น การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดำเนินงานแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงานในอุตสาหกรรมสัตว์ปีกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้หลักการประชารัฐซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนร่วมกันทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งถือเป็นการร่วมมือในรูปแบบของการบูรณษการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน และตัวแทนผู้ประกอบการที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกไก่ เพื่อนำไปสู่ใช้แรงงานในกระบวนการผลิตอย่างมีธรรมาภิบาลต่อไป

           นางสาวพรรณี ศรียุทธศักดิ์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ระบุว่า ข้อมูลกรมการค้าต่างประเทศเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของไทยโดยเฉพาะไก่สดและไก่แปรรูป เป็นสินค้าส่งออกอันดับ 4 ของโลก ทำรายได้เข้าประเทศในแต่ละปีสูงถึงกว่าท 8 หมื่นล้านบาท แต่เนื่องจากสื่อต่างชาติมีการเผยแพร่ข่าวการใช้แรงงานทาสในฟาร์มไก่ในไทย ทำให้ผู้นำเข้าสินค้าแปรรูปเนื้อในสหภาพยุโรปแสดงความกังวลต่อปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงาน ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่ของไทยเป็นอย่างมาก

           จึงได้เกิดเป็นความร่วมมือในลักษณะไตรภาคีของ 3 หน่วยงานในครั้งนั้ เพื่อร่วมกันจัดทำแนวปฏิบัติการใช้แรงงานที่ดีหรือจีเอลพี (GLP) สำหรับอุตสาหกรรมฟาร์มและสถานที่ฟักไข่สัตว์ปีกในประเทศไทยขึ้น โดยมีหลักการที่สำคัญ คือ ไม่มีการใช้แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ การเลือกปฏิบัติ และค้ามนุษย์ เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางบริหารจัดการแรงงานในทุกขั้นตอนการผลิต

           ด้าน นส.พ.อยุทธ์ หรินทรานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า ที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบฟาร์มของเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการปศุสัตว์เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์อย่างต่อเนื่อง และถ้าพบเรื่องการใช้แรงงานผิดกฎหมายในฟาร์มเลี้ยงสัตว์จะแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันทีเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย กรมปศุสัตว์จะมีการดำเนินการเพิกถอนฟาร์ม ในกรณีกระทำความผิดต่อกฎหมายแรงงาน ตามระเบียบกรมปศุสัตว์ และไม่อนุญาตให้ฟาร์มที่กระทำความผิดส่งออกและจำหน่ายเนื้อสัตว์ภายในประเทศด้วย การลงนามความร่วมมือด้านแรงงานในครั้งนี้นับเป็นนิมิตรหมายอันดีที่ทั้งภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมจะได้ร่วมกันพัฒนาด้านแรงงานให้สู่สากลต่อไป


          ส่วน นพ.อนันต์ ศิริมงคลเกษม นายกสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย บอกว่า ในลงนามข้อตกลงในครั้งนี้ ทางผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสัตว์ปีก ทั้งที่เป็นสมาชิกสมาคมฯ และไม่ใช่สมาชิกฯพร้อมใจกันแสดงเจตนารมณ์ในการร่วมกันพัฒนาด้านแรงงานในอุตสาหกรรมนี้ให้เป็นมาตรฐานสากล โดยนำ จีแอลพี มาเป็นแนวทางปฏิบัติในการบริหารจัดการด้านแรงงานในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานแรงงานทั้งห่วงโซ่การผลิต ซึ่งในส่วนของโรงงานชำแหละสัตว์ปีกส่งออกได้มีการปฎิบัติตามมาตรฐานด้านแรงงานต่างๆ อยู่แล้วทั้งมาตรฐานแรงงานไทย (มรท.8001) และมาตรฐานคู่ค้า เช่น SEDEX ซึ่งครอบคลุมถึง GLPด้วย ซึ่งหลังจากนี้ทางเจ้าของฟาร์มจึงจำเป็นต้องนำ GLP มาใช้ปฏิบัติในการบริหารจัดการคนงานในฟาร์มด้วย หากฟาร์มไหนปไม่ฏิบัติ ทางโรงงานจะงดรับซื้อไก่จากฟาร์มนั้น

         นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สำคัญ อันจะนำไปสู่การพัฒนาด้านแรงงานในภาคอุตสาฟหกรรมสัตว์ปีกของไทยเพื่อส่ง ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และประเทศจะไม่ถูกมองว่า ในฟาร์มเลี้ยงไก่ของไทยนั้นจะไม่มีใช้แรงงานทาส ในลักษณะกดขี่แรงงานอีกต่อไป










http://www.komchadluek.net/news/agricultural/239468

 17 
 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2016, 09:12:58 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard

           ?กระเจี๊ยบเขียว?เป็นผักโบราณอีกชนิดที่อยู่คู่ครัวคนไทยมายาวนาน คนยุคพ่อแม่เรานิยมปลูกไว้ตามริมรั้วบ้านเพื่อเอาฝักมาทำอาหาร เชื่อว่าหลายคนคงเคยกิน ปัจจุบันผักชนิดนี้ยังมีขายตามตลาดสด เพราะมีเกษตรกรหลายรายปลูกเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้แต่ละฤดูกาลผลิตไม่น้อย ไม่เฉพาะนำมาทำอาหารเท่านั้น กระเจี๊ยบเขียวยังมีสรรพคุณด้านสมุนไพรหรือทางยามากมายอย่างที่คาดไม่ถึงเลยทีเดียว


           จัดเป็นพืชล้มลุก อายุราว 1 ปี วงศ์  MALVACEAE มีถิ่นกำเนิดแถบแอฟริกาตะวันตก สันนิฐานว่านำเข้ามาในประเทศไทยหลังปี พ.ศ.2416 มีชื่ออื่นๆ กระเจี๊ยบมอญ กระเจี๊ยบ มะเขือมื่น ส้มพม่า มะเขือหวาย มะเขือมอญ มะเขือพม่า มะเขือละโว้ กระต้าด ถั่วเละ กระเจี๊ยบขาว

          ต้น - สูงประมาณ 0.5-2.4 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านมีสีเขียว แต่บางครั้งก็มีจุดประม่วง ตามลำต้นจะมีขนอ่อนหยาบๆ ปกคลุม

          ใบ -ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยว คล้ายฝ่ามือเรียงสลับกัน และมีขนหยาบ

          ดอก - มีสีเหลือง ที่โคนกลีบด้านในมีสีม่วงออกแดง ออกตามซอกใบ ก้านชูเรณูรวมกันเป็นลักษณะคล้ายหลอด

          ฝัก - ทรงรียาว สีเขียว คล้ายนิ้วมือ ตามฝักมีขนอ่อนๆทั่วฝัก มีสันเป็นเหลี่ยมตามยาว 5 เหลี่ยม ฝักอ่อนมีรสชาติหวานกรอบอร่อย ฝักแก่จะมีเนื้อเหนียว

          ขยายพันธุ์ - เพาะเมล็ด เติบโตได้ในทุกสภาพพื้นดิน ชอบความชื้นและแสงแดดปานกลาง


           ประโยชน์ด้านอาหาร : ลวกจิ้มเป็นเครื่องเคียงกับน้ำพริก แกงส้ม  แกงใส่ปลาย่าง ยำกระเจี๊ยบ ฯลฯ สุดแต่จะนำไปประยุกต์ คนไม่เคยกินอาจกินได้ยากสักหน่อย เพราะข้างในฝักมียางเมือกๆหุ้มเมล็ดอยู่ แต่กินบ่อยๆจะอร่อยไปเอง คนสมัยก่อนนิยมเอาไป ต้ม หรือต้มราดกะทิสดกินกับน้ำพริกกะปิ ปลาทู ให้รสชาติดีมากๆ

           สรรพคุณทางยา:  ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้ เพราะในฝักเจี๊ยบมีสารเมือกพวกเพ็กติน(Pectin) และกัม (Gum) ที่มีคุณสมบัติช่วยเคลือบแผลในกระเพาะฯ ,ลดความดัน,เป็นยาบำรุง,เป็นยาระบาย,แก้โรคพยาธิตัวจี๊ด,บำรุงกระดูก,ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย,มะเร็งกระเพาะอาหาร,มะเร็งลำไส้ใหญ่,ช่วยลดน้ำหนัก ลดไขมันในเลือ

          วิธีการใช้ :  แก้พยาธิตัวจี๊ด - นำผลกระเจี๊ยบเขียวที่ยังอ่อนมาปรุงเป็นอาหาร เช่น ต้มหรือย่างไฟให้สุก จิ้มกับน้ำพริก หรือทำแกงส้ม แกงเลียง กินวันละ 3 เวลาทุกวัน โดยจะกินเท่าไหร่ก็ได้ แต่อย่างน้อยวันละ 4-5 ผล ติดต่อกัน 15 วัน หรือบางคนต้องกินเป็นเดือนจึงจะหาย หรือไม่ใช้รากต้มน้ำดื่มกินเป็นประจำ

                             รักษาโรคกระเพาะ - ใช้ฝักอ่อนกะเจี๊ยบเขียวหั่นตากแดดบดให้ละเอียด กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ โดยนำมาละลายในน้ำ นม น้ำผลไม้ หรืออาหารอ่อนๆ กินวันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหาร (เวลาละลายจะได้น้ำยาเหนียวๆ)

                             บำรุงข้อกระดูก - ผลกระเจี๊ยบเขียว 3 ผล กินสดหรือต้มกับหอมแดง 1 หัว บำรุงร่างกายและเพิ่มความยืดหยุ่นในกระดูกโดยเชื่อว่าเมือกในกระเจี๊ยบจะช่วยได้

                             แก้ปวดท้อง - ใช้รากฝนกับน้ำธรรมดากิน


          จากข้อมูลของวิสาหกิจชุมชนสนามจันทร์ซึ่งแปรรูปกระเจี๊ยบเขียว ให้ข้อมูลว่า :

               - รับประทาน ฝักกระเจี๊ยบ 10 -15 ฝัก ตอนเย็นหรือก่อนนอนลดอาการท้องผูก

               - รับประทาน 3-5 ฝัก ก่อนอาหาร ทุกวันรักษาแผลในกระเพาะอาหาร

               - รับประทาน 10-15 ฝัก ทุกวัน สามารถบำรุงตับ

               - รับประทาน 5 ฝัก ก่อนอาหาร 3 มื้อ ติดต่อกันทุกวันกำจัดพยาธิตัวจี๊ด

               - รับประทาน 30 -40 ฝัก ตอนเย็นหรือก่อนนอน ดีท็อกซ์ลำไส้ ขับสารพิษ อุจจาระตกค้าง










http://www.komchadluek.net/news/agricultural/239329

 18 
 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2016, 09:09:43 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard

โดย - โต๊ะข่าวเกษตร

             นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯได้มอบหมายให้สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการขยายผลการพัฒนาด้านเกษตรอินทรีย์ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยนำ ?ยโสธรโมเดล? ซึ่งเป็นเมืองเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ (Model) ไปพัฒนาต่อยอดการผลิตเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่


            พร้อมขยายผลไปสู่จังหวัดที่มีศักยภาพด้านการผลิตเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า 10 จังหวัด อาทิ พัทลุง หนองคาย อุบลราชธานี ลำพูน ลำปาง เพชรบูรณ์ สงขลา กาฬสินธุ์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด และมหาสารคาม เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มพื้นที่และชนิดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของประเทศมากขึ้น

            โดยภายในปี 2561 ตั้งเป้าพื้นที่ จ.ยโสธร เข้าสู่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น 6 หมื่นไร่ จากเดิมที่มี ประมาณ 4 หมื่นไร่ รวมเป็น 1 แสนไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิตข้าวเปลือกอินทรีย์กว่า 3.5 หมื่นตัน รวมทั้งผลิตผลอินทรีย์อื่นๆ อาทิ แตงโม ผักต่างๆ รวมถึงสัตว์น้ำและไข่ไก่ ป้อนเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกันยังมุ่งขยายพื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศเพิ่มขึ้นปีละไม่น้อยกว่า 10 % และมีเป้าหมายส่งเสริมขยายตลาดเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิค (Organic) ได้ประมาณ 20-30 %


           ?ปี 2559 นี้ กระทรวงเกษตรฯ มีแผนเร่งพัฒนาความรู้และสนับสนุนการผลิตเกษตรอินทรีย์ โดยมีเป้าหมายจัดตั้งและพัฒนาศูนย์ต้นแบบ/ศูนย์เรียนรู้ปศุสัตว์อินทรีย์ และขยายผลการผลิตปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศ 32 แห่ง พร้อมพัฒนาและส่งเสริมหมู่บ้านผลิตข้าวอินทรีย์ 7 หมู่บ้าน และส่งเสริมการผลิตไก่ไข่และเป็ดอินทรีย์ จำนวน 14,230 ตัว นอกจากนั้น ยังสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่กลุ่มผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์ 51 กลุ่ม เกษตรกร จำนวน 242 ราย และจัดฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการผลิตเกษตรอินทรีย์ตามมาตรฐาน 3,740 ราย ตลอดจนเร่งศึกษาวิจัยประสิทธิภาพ คุณภาพ และต้นทุนการผลิตไก่ไข่ เป็ดไข่ โคนมในระบบอินทรีย์ จำนวน 14 เรื่องด้วย? ปลัดกระทรวงเกษตรฯกล่าว

            ด้าน นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ มกอช.ได้มีแผนร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรและกระทรวงพาณิชย์เชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิตและผู้ประกอบธุรกิจเกษตรอินทรีย์ระดับภาค นำร่องที่จังหวัดพัทลุงและขอนแก่น โดยใช้แนวคิดจากยโสธรโมเดลเป็นต้นแบบในการเชื่อมโยงธุรกิจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านทิศทางการผลิต ข้อมูลแนวโน้มความต้องการด้านการตลาด


            รวมถึงมาตรฐานสินค้าและช่องทางการจำหน่าย ระหว่างแหล่งผลิต เครือข่ายผู้ค้า ผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์สินค้าออร์แกนิค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเกษตรกร เป็นการเตรียมความพร้อมด้านการรับรองมาตรฐาน รองรับการขยายพื้นที่ผลิตเกษตรอินทรีย์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต และเป็นการตอบสนองเป้าหมายยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติปี 2559-2564 ด้วย

             ?ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทร์ ประมาณ 1.6 ไร่ เกษตรกรกว่า 5 พันราย ได้ผลผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ ประมาณ 5 หมื่นตัน ส่วนใหญ่เป็นข้าวอินทรีย์ คิดเป็น 60 % ที่เหลือเป็นพืชอื่นๆ สมุนไพร รวมทั้งสินค้าประมง และปศุสัตว์อินทรีย์ มีมูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 2 พันล้านบาท สำหรับสินค้าอินทรีย์ที่มีศักยภาพการผลิตและส่งออกสูงคือข้าวอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิอินทรีย์ นอกจากนี้ ยังส่งออกผักและผลไม้อินทรีย์ไปต่างประเทศด้วย อาทิ กล้วยหอม สับปะรด เงาะ มะม่วง มังคุด ทุเรียน ผักสลัด แครอท กระเจี๊ยบเขียว ชา และกาแฟอินทรีย์ โดยมีตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา สำหรับตลาดส่งออกที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มดีในอนาคต ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน และกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน เป็นต้น? เลขาธิการ มกอช. กล่าว










http://www.komchadluek.net/news/agricultural/239486

 19 
 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2016, 09:08:23 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard

โดย - โต๊ะข่าวเกษตร

            นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายผลักดันและส่งเสริมเกษตรกรผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยใช้เครื่องหมาย Q เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้ในการรับรองสินค้าเกษตรตั้งแต่ระดับไร่นา จนถึงผู้บริโภค

            เพื่อแสดงให้เห็นว่าสินค้าเกษตรและอาหารมีคุณภาพและความปลอดภัยพร้อมทั้งยังสื่อไปถึงผู้บริโภค ให้เกิดความเชื่อมั่นในระบบการผลิตและผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรและอาหาร เป็นไปตามมาตรฐาน โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ให้การรับรองสินค้า ระบบการผลิต และข้อกำหนดทั่วไป ในการผลิตสินค้าเกษตร ทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมง เมื่อนำมาประกอบอาหารในร้านอาหาร จะเป็นการส่งมอบอาหารที่มีความปลอดภัยและมีคุณภาพไปสู่ผู้บริโภค 


            ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ โดย มกอช.จึงได้เริ่มทำ Q restaurant หรือ โครงการร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัย เลือกใช้สินค้า Q คือ โครงการที่สำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งส่งเสริมให้ร้านอาหารใช้วัตถุดิบที่เป็นสินค้า Q หรือผ่านการรับรองตามมาตรฐาน เพื่อนำมาเป็นเมนูอาหารภายในร้าน โดยร้านอาหารจะต้องมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์การตรวจรับรอง เบื้องต้น คือ เป็นร้านอาหารที่มีสุขลักษณะที่ดีและมีเมนูอาหาร ใช้วัตถุดิบสะอาดปลอดภัยได้คุณภาพ ไม่มีสารพิษตกค้าง ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค 

           เช่น สินค้า Q หรือ สินค้าที่ผ่านการตรวจรับรองตามมาตรฐาน และหากเป็นสินค้าที่ผู้ผลิตรับรองตนเอง ต้องผ่านการตรวจสอบสารพิษตกค้างจากเจ้าหน้าที่ ต้องใช้วัตถุดิบปลอดภัยสม่ำเสมอ นอกจากนี้จะต้องเป็นร้านที่จดทะเบียนพาณิชย์เพื่อประกอบการ หรือขออนุญาตประกอบการ ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และอื่นๆ เช่น มีการควบคุมอุณหภูมิและระยะเวลาในการเก็บรักษาวัตถุดิบให้เหมาะสมและถูกสุขอนามัย ช่องทางหนึ่งในรับซื้อผลผลิตคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง

แจกป้ายการันตีสินค้าแก่ผู้ประกอบการ

            จากผลการดำเนินการที่ มกอช.ได้ทำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2553 ถึงปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 2,039 แห่งทั่วประเทศ และมีแผนเพิ่มจำนวนร้าน ทั้งในต่างจังหวัดและ กทม.ให้ได้ถึง 2,500 แห่งภายในปี 2560 ซึ่งร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการนี้ ร้านสามารถพัฒนายกกระดับการให้บริการของร้านอาหาร สร้างจุดขายใหม่ เป็นร้านอาหารเพื่อสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งอาจมีผลต่อการเพิ่มยอดขาย โดยจำนวนร้านอาหาร Q restaurant ที่เพิ่มขึ้นย่อมหมายถึงผู้บริโภคที่ได้บริโภคอาหารปลอดภัยมีจำนวนเพิ่มขึ้น เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับผู้บริโภคชาวไทย เกษตรกรผู้ผลิตสินค้ามาตรฐาน มีแหล่งจำหน่ายวัตถุดิบปลอดภัยอย่างต่อเนื่องและแน่นอน ทำให้มีรายได้ที่แน่นอนและยั่งยืน สร้างความมั่นใจและแรงจูงใจให้กับเกษตรกรในการเข้าสู่ระบบฟาร์มมาตรฐาน

          ทั้งนี้ ร้านอาหารใน กทม. สมัครที่สำนักงาน มกอช. และร้านในต่างจังหวัด สมัครได้ที่ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ หรือสมัครในงานนี้ ที่บู้ท มกอช. โดยเจ้าหน้าที่จะนัดหมายการเข้าตรวจประเมินร้าน และเมื่อผ่านการพิจารณาให้การรับรองจากคณะกรรมการของ มกอช.แล้ว จะมีการมอบป้ายรับรองให้แก่ร้าน ซึ่งป้ายนี้ จะมี อายุการรับรอง 3 ปี และมีการตรวจติดตามปีละอย่างน้อย 1 ครั้ง หากร้านไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน จะยกเลิกการรับรอง และเพิกถอนป้ายรับรองคืน เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจของผู้บริโภค 










http://www.komchadluek.net/news/agricultural/239473

 20 
 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2016, 09:05:19 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard




ฝนถล่มทั้งคืนเกิดน้ำท่วมหลายพื้นที่ ส่งผลให้การจราจรเมืองกรุงอัมพาต ขณะที่รร.ราชวินิตบางแก้ว อัสสัมชัญฯ เซนต์โยเซฟฯ สั่งหยุดเรียน 1 วัน

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดฝนตกหนักช่วงกลางดึกคืนวันที่ 24 สิงหาคม ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 25 สิงหาคม ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหลายจุด โดยพื้นที่โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ เกิดน้ำท่วมภายในโรงเรียนอย่างหนัก ทำให้ทางผู้อำนวยการโรงเรียนได้มีคำสั่งให้หยุดการเรียนการสอนในวันที่ 25 สิงหาคม 1 วัน ซึ่งนักเรียนบางคนที่ไม่ทราบเดินทางมาถึงโรงเรียนแล้วบางส่วน นอกจากนี้ยังมี โรงเรียรอัสสัมชัญสมุทรปราการ และ โรงเรียนเซนต์โยเซฟทิพวัล ถนนเทพารักษ์ ได้สั่งให้หยุดการเรียนการสอน 1 วัน รวมหยุดแล้ว 3 โรงเรียน

             และสภาพการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ช่วงเช้าวันที่ 25 สิงหาคม หลังเกิดฝนตกหนัก เมื่อเวลา 23.00 น. คืนวานนี้ (24ส.ค.) ทำให้เกิดน้ำท่วมขังในกทม.หลายจุด บริเวณแยกสุขาภิบาล 1 ยังมีน้ำท่วมขัง ส่วนบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเดอะมอล์บางกะปิ ตั้งแต่แยกแฮปปี้แลนด์ เข้าซอยแฮปปี้แลนด์ น้ำท่วมขังสูง 20-30 ซม. ระยะทางยาวกว่า 500 ม. ส่งผลให้การจราจรติดขัดอย่างมาก และมีประชาชนส่วนหนึ่ง ต้องเดินลุยน้ำไปขี้นวินรถจักรยานยนต์ที่หน้าปากซอย เพื่อไปทำงาน     

           ส่วนบริเวณแยกพระราม 9 ยังปริมาณน้ำท่วมเล็กน้อย ทำให้การจราจรเคลื่อนตัวได้ช้าๆ ส่วนบริเวณจุดลงทางด่วนมอเตอร์เวย์ตรงแยกพระราม 9 ยังมีน้ำท่วมบ้างเล็กน้อย และบริเวณแยกพัฒนาการ มุ่งหน้าถนนเพชรบุรี จากการตรวจสอบพบว่า ยังคงมีปริมาณน้ำท่วมสูงราว 40 ซม. ส่งผลให้การจราจรเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ   

           ส่วนบริเวณแยกพระราม 9 ยังปริมาณน้ำท่วมเล็กน้อย ทำให้การจราจรเคลื่อนตัวได้ช้าๆ ส่วนบริเวณจุดลงทางด่วนมอเตอร์เวย์ตรงแยกพระราม 9 ยังมีน้ำท่วมบ้างเล็กน้อย และบริเวณแยกพัฒนาการ มุ่งหน้าถนนเพชรบุรี จากการตรวจสอบพบว่า ยังคงมีปริมาณน้ำท่วมสูงราว 40 ซม. ส่งผลให้การจราจรเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ   

      ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 02.00 วันที่ 25 ส.ค. กทม.แจ้งความคืบหน้าสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กทม. ว่า มีน้ำท่วมขังรอการระบายจาก 25 จุด แห้งแล้ว 14 จุด โดยถนนสายหลักที่น้ำท่วม 1.หน้าโชว์รูมเบนซ์ ถนนพัฒนาการ เขตสะพานสูง สูง 20-25 ซม. ยาว 200 ม. กว้าง 3 เลน 2.บริเวณถนนประชาสุข สูง 15-20 ซม. ตลอดสาย กว้าง 2 เลน 3.ถนนรัชดา หน้า ธ.กรุงเทพ สูง 15 ซม. ยาว 200 ม. กว้าง 2 เลน 4.ถนนดินแดง ปากซอยสุทธิพร สูง 5-10 ซม. ยาว 50 ม. กว้าง 1-2 เลน 5.หน้าตลาดพงษ์เพชร ถนนงามวงศ์วาน เขตหลักสี่ สูง 20 ซม. ยาว 200 ม. กว้าง 2-3 เลน 6.แยกสะพานควาย-สน.บางซื่อ (2ฝั่ง) ถนนพหลโยธิน เขตพญาไท สูง 10-15 ซม. ยาว 200 ม. กว้าง 2 เลน 7.วงเวียนบางเขน ถนนพหลโยธิน เขตบางเขน สูง 10-15 ซม. ยาว 150 ม. กว้าง 1 เลน

        8.ซอยชินเขต ถนนงามวงศ์วาน เขตหลักสี่ สูง 15-20 ซม. ยาว 500 ม. กว้าง 3 เลน 9.หน้ากรมพัฒนาที่ดิน-แยกเกษตร ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร สูงเสมอทางเท้า ยาว 300 ม. กว้างเต็มผิวเลน 10.หน้าตลาดห้วยขวาง ถนนประชาสงเคราะห์ เขตดินแดง สูง 15-20 ซม. ยาว 200 ม. กว้างเต็มผิวเลน 11.แยกเกษตร-เสนา ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร สูง 15-20 ซม. ยาว 500 ม. กว้างเต็มผิวเลน (รถเล็กไม่ควรผ่าน) 12.แยกรัชดา-แยกลาดพร้าว ถนนรัชดาภิเษก เขตจตุจักร สูง 20 ซม. ยาวตลอดสาย กว้าง 2 เลน 13.ตลาดอมรพันธ์ ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร สูงเสมอทางเท้า ยาว 300 ม. กว้างเต็มผิวเลน

        14. ซ.113-ค.เจ้าคุณสิงห์ ถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง สูงเสมอทางเท้า ยาว 500 ม. กว้าง 3 เลน 15.กรุงเทพกรีฑา ถนนศรีนครินทร์ เขตบางกะปิ สูงเสมอทางเท้า ยาว 500 ม. กว้าง 2 เลน 16.แยกมิตรสัมพันธ์ ถนนเพชรบุรี เขตวัฒนา สูง 10-15 ซม. ยาว 300 ม. กว้าง 2 เลน 17.ปากซอยแบริ่ง-คลองพระโขนง เขตบางนา สูง 30-40 ซม. กว้าง 3 เลน (รถเล็กไม่ควรผ่าน) 18.ฝั่งบริษัททรูและฝั่ง ธ.กรุงไทย ถนนพัฒนาการ เขตสวนหลวง สูง 30 ซม. ยาว 500 ม. กว้างเต็มผิวเลน (รถเล็กไม่ควรผ่าน)

    สำหรับจุดน้ำท่วมขังในถนนสายหลัก แห้งเป็นปกติแล้ว จำนวน 4 จุด ประกอบด้วย 1.ซ.113-ค.เจ้าคุณสิงห์ ถนนลาดพร้าว เขตวังทองหลาง 2.หน้าวังสวนผักกาด ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี 3.กรมทหาร-คลองประปา ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ 4.แยกคาวบอย-ตึกแกรมมี่ ถนนอโศกมนตรี เขตวัฒนา

    ทั้งนี้ หลังจากเกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก เจ้าหน้าที่ กทม. ได้เร่งระบายน้ำอย่างเต็มที่ ในส่วนของถนนสายรอง ตรอก ซอยจะเข้าแก้ไขในลำดับต่อไป นอกจากนี้ยังมีเหตุไฟฟ้าดับส่งผลต่อสถานีสูบน้ำและประตูระบายน้ำ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ ได้แก่ สถานีสูบน้ำนิด้า และสถานีสูบน้ำคลองรหัส









http://www.komchadluek.net/news/regional/239500

หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 ... 10