มกราคม 24, 2017, 11:58:11 AM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 ... 10
 11 
 เมื่อ: มกราคม 19, 2017, 08:53:55 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard
        ชุมพร - คลื่นซัดเรือประมงอวนลากจมกลางทะเลชุมพร ช่วยเหลือลูกเรือได้ 3 คน อีก 6 คน ยังไม่ทราบชะตากรรม เจ้าหน้าที่เร่งออกค้นหาต่อในเช้าวันนี้

       เมื่อเวลา 02.00น วันนี้ (18 ม.ค.) นายณรงค์ พลละเอียด ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ได้รับแจ้งว่ามีเรือประมงอวนลากเดี่ยว ชื่อ ?เพชรสินสุวรรณ? มีลูกเรือประมง 8 ไต้ก๋ง 1 คน รวม 9 คน เป็นคนไทย 2 คน ชาวพม่า 7 คน ถูกคลื่นซัดจมลงบริเวณเกาะง่าม ห่างจากชายฝั่งตำบลปากน้ำชุมพร ประมาณ 20 กิโลเมตร เบื้องต้น เรือประมงที่อยู่บริเวณใกล้เคียง จำนวน 3 ลำ ไปช่วยเหลือลูกเรือที่ลอยคออยู่กลางทะเลขึ้นมาได้อย่างปลอดภัย จำนวน 2 คน และสามารถค้นหาเจอเมื่อเช้ามืดที่ผ่านมาเจออีก 1 คน ทั้ง 3 คน เป็นชาวพม่า ส่วนอีก 6 คน ยังไปพบตัวเนื่องจากเป็นเวลากลางคืน มีฝนตกหนักลงมาต่อเนื่อง และคลื่นลมแรง


        อย่างไรก็ตาม นายณรงค์ พลละเอียด ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ชุดมึง้ภัยทางทะเล และททหารจากกองทัพเรือภาค 1 ที่อยู่ระหว่างการมาฝึกซ้อมรบที่บริเวณชายทะเลปากน้ำชุมพร ออกไปค้นหา และให้การช่วยเหลืออยู่ขณะนี้ และยังไม่ทราบชะตากรรมลูกเรือประมงทั้ง 6 ชีวิต ที่จมหายอยู่ในท้องทะเลขณะนี้ ความคืบหน้าจะนำเสนอต่อไป









http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9600000005704

 12 
 เมื่อ: มกราคม 19, 2017, 08:51:57 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard

แอปในสมาร์ทโฟนที่มี บางแอปใช่ว่าจะดีเสมอไป บางแอปที่เคลมตัวเองว่าทำได้ มันก็ไม่ช่วยทำให้ได้สมคำที่โปรยไว้ จนอยากลบแอปเหล่านั้นออกไป แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าแอปไหนที่ไม่ต้องการให้อยู่บนเครื่องของเรา วันนี้จะมาจัดกลุ่ม 5 แอปที่ควรลบออกจากเครื่อง (โดยเฉพาะเครื่องที่เป็นแอนดรอยด์)

แอปที่เคลมตัวเองว่า ?คืนพื้นที่ให้แรมได้?


แน่นอนว่าแอปทุกตัวที่เราใช้งานบนสมาร์ทโฟน ต้องอาศัยพื้นที่ของแรม ไม่ว่าจะเป็นแอปที่เราเปิดอยู่ หรือแอปที่เคยเปิดไว้ แล้วสลับไปใช้แอปอื่น (Background App) ก็ยังกินพื้นที่ในแรมทั้งนั้น เหล่าแอปที่โฆษณาว่าช่วยคืนพื้นที่ให้กับแรมของคุณได้ก็ผุดออกมาอย่างกับดอกเห็ด โดยอาศัยแค่ว่า ?กดทีเดียว ล้างได้หมด แล้วได้พื้นที่กลับมา? แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย เพื่อเมื่อสั่งล้างแรม แอปพวกนี้ก็จะไปปิดแอปที่อยู่เบื้องหลังทิ้งให้แรมกลับมา แล้วเมื่อเราต้องการใช้แอปเหล่านั้นอีกครั้ง ก็ต้องเสียกำลัง cpu เสียไฟในแบตไปเปิดแอปใหม่อีก สรุป ได้ไม่คุ้มเสีย

ระบบของแอนดรอยด์จะคอยบริหารจัดการพื้นที่ของแรมอย่างอัตโนมัติและตลอดเวลา และยังรู้อีกว่าเมื่อไหร่ที่แอปเหล่านั้นจะถูกเรียกใช้งาน เพราะฉะนั้นแล้ว ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องลงไว้ในเครื่องเพื่อคืนพื้นที่ให้แรม

แอปตระมึงล Clean Master


แอปจำพวก Clean Master หรือที่มีคล้ายๆ กัน มักเคลมตัวเองว่าสามารถล้างสิ่งที่เราไม่ต้องการออกไปได้หมด อย่างแอปบางตัว หรือไฟล์ข้อมูล

ถึงแม้แอปจำพวกนี้จะบอกไว้ว่า ?ล้างได้อย่างหมดจด? แต่ก็แน่นอน การล้างหมดจดก็ต้องแลกกับแบตเตอรี่ที่หมดจดไปด้วยเช่นกัน เพราะแอปเหล่านี้ต้องใช้พลังงานในตัวเครื่องจำนวนมาก รวมไปถึงโฆษณาแอบแฝงที่จะโผล่กระเด้งบนหน้าจอเราตอนไหนเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งอินเทอร์เน็ตที่เรามี อาจจะหมดไปกับโฆษณาที่โผล่มาจากแอปเหล่านี้ก็เป็นได้

สิ่งที่สามารถทำแทนกันได้ คือการเข้าไปล้างด้วยตนเองนี่แหละ ด้วยการเข้าไปที่ Setting > Storage แล้วเลือก Cache Data ในส่วนของ Clear Cache Data Prompt แต่ถ้าเป็นแคชที่แอปได้เก็บเอาไว้ ก็ไปที่ Setting เหมือนกัน แต่ให้เลือกที่ Apps > Downloaded แล้วเลือกแอปที่ต้องการจะล้างแคช แล้วกด Clear Cache ได้เลย

แอปจำพวก Antivirus


แอปตระมึงลนี้ ถือว่าเป็นดาบสองคมของผู้ใช้งานเลยก็ว่าได้ ทั้งมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ มีประโยชน์ตรงที่ใครที่ใช้งานแบบโลดโผน ลงแอป APK ในเครื่อง หรือเข้าเว็บแปลกๆ ที่ไม่รู้ว่ามีอะไรแอบแฝงหรือเปล่า จะลงไว้ไม่เสียหาย แต่ถ้าไม่ได้เป็นแบบแรก ใช้งานอย่างดี ลงแอปผ่าน Play Store เท่านั้น ก็ไม่ต้องลงในเครื่องให้เปลืองพื้นที่ เปลืองแรม เปลืองพลังงานเครื่องก็ได้ เพราะ Google ป้องกันระบบผู้ใช้มาอย่างดีพอสมควร ถ้าต้องการฟังก์ชั่นติดตามเครื่องก็ทำผ่าน Android Device manager ก็ได้

แอปที่ช่วยประหยัดแบต


อันนี้จะคล้ายๆ กับแอปที่เคลมว่าคืนพื้นที่ให้แรมได้ แต่จะเป็นแอปที่ช่วยบริการจัดการการใช้แบตเตอรี่ของเครื่องได้ ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่จำเป็นที่ต้องลงแอปเหล่านี้เพื่อช่วยบริหารจัดการอีกแรง เพราะว่าในเครื่องแอนดรอยด์ทุกเครื่อง จะมีหน้ามอนิเตอร์แบตเตอรี่ที่ใช้งานอยู่แล้ว จะคอยพยากรณ์ว่าในจำนวนแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ในตอนนี้ จะใช้งานได้นานเท่าไหร่ และยังดูได้อีกว่าแอปไหนบ้างที่ใช้พลังงานจากเครื่องเราออกไปเท่าไหร่

ที่สำคัญคือฟังก์ชั่นที่จำเป็นในการจัดการแบตเตอรี่นั้นจำเป็นต้อง Root เครื่องเพื่อเข้าถึง แอปส่วนใหญ่จึงทำหน้าที่ได้แค่บอกว่าแอปอะไรที่กินแบตมากเท่านั้นเอง ซึ่งเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่เสียไป โฆษณาในเครื่องที่มากขึ้น ก็ไม่คุ้มค่าที่จะลงแอปพวกนี้

แอปที่แถมมากับเครื่องแต่เราไม่เคยแตะต้องมันเลย (Bloatware)


ทั้งนี้ รวมถึงแอปที่เราติดตั้งไว้ในเครื่อง แต่เราไม่เคยแตะมันเลยเช่นกัน แอปเหล่านี้ไม่ใช่ไม่ดี แต่แอปที่เข้ากรุ๊ปนี้ล้วนไม่ดีต่อพื้นที่ความจำในตัวเครื่องที่เรามี เพราะเหมือนเป็นการทำให้ที่เก็บข้อมูลในเครื่องนั้น ค่อยๆ หมดลงไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ใช่ว่าแอปทุกตัวที่ติดตั้งมากับเครื่องจะลบได้หมด บางแอป บางตัว ก็ลบออกไม่ได้ ซึ่งอันนี้ต้องทำใจกับมันไปละกัน? ทางแก้แบบไม่รูทเครื่องคือ ซื้อรุ่นที่มีแอปแถมน้อยๆ ครับ

สุดท้ายนี้ ขึ้นอยู่กับตัวของผู้ใช้งานเองว่า จะเลือกใช้งานสมาร์ทโฟนของคุณในแบบไหน ใช้ให้เกิดประโยชน์ หรือไม่ก่อประโยชน์ ขึ้นอยู่กับตัวคุณ ส่วนแอปที่เข้าข่ายทั้ง 5 ประเภทนี้ ถ้าเลี่ยงได้ ก็ควรเลี่ยง จะดีที่สุด

ที่มา: Androidpit











https://www.beartai.com/beartai-tips/mobile-tips/145226

 13 
 เมื่อ: มกราคม 18, 2017, 09:17:45 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard
คุณลุงชาญชัย ภูทองกลม ชาวบ้านในตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ บอกว่าในช่วงหลังเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านจะพากันหาจับหนูนาตามหัวไร่ปลายนามาประกอบอาหาร นิยมนำมาย่าง ผัดเผ็ด อ่อม ซึ่งรสชาติของเนื้อหนูนาในหน้าแล้ง จะนุ่ม มันดี ให้ไขมันและโปรตีนสูง แต่ทุกวันนี้ระบบนิเวศเปลี่ยนไป นับวันหนูนาจะหาจับยากมากขึ้น ตามหมู่บ้านทั่วไป จึงมีธุรกิจซื้อขายหนูนาเกิดขึ้น ราคาตั้งแต่ 80-200 บาท ตามขนาด เมื่อเห็นว่ากระแสความนิยมบริโภคหนูนาสูงและราคาดี จึงเกิดไอเดียที่จะเลี้ยงหนูนาขายบ้างเพียงเริ่มต้นไม่กี่พันบาท ก็ได้ฟาร์มเลี้ยงหนูนาขนาด 4 คอก เดือนแรกมีหนูนาประมาณ 50 ตัว และเพิ่มจำนวนเป็น 200 ตัว

สำหรับรายได้เฉพาะช่วง 2 เดือน ที่ทำฟาร์มหนูนามา มีรายได้ประมาณ 40,000 บาท การทำฟาร์มเลี้ยงหนูนา จึงเป็นอาชีพใหม่ที่ตนจะพัฒนาและเลี้ยงต่อไป โดยจัดระบบความสะอาดปลอดภัยในโรงเรือนให้ดีกว่านี้ ที่สำคัญต้นทุนต่ำ รายได้ดี ในส่วนของผู้บริโภคก็มั่นใจในความปลอดภัย เนื่องจากเพาะเลี้ยงแบบธรรมชาติ










http://news.ch7.com/detail/210071/อาชีพใหม่เพาะเลี้ยงหนูนา_จ.กาฬสินธุ์.html

 14 
 เมื่อ: มกราคม 18, 2017, 09:16:04 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard

กรมอุตุนิยมวิทยา ประสานข้อมูลกับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ส่งข้อมูลแผ่นดินไหว ไปให้หน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมศิลปากร เพื่อดูแลสิ่งปลูกสร้าง และโบราณสถานในพื้นที่อ่อนไหว ภายหลังเกิดแผ่นดินไหวขนาด 4.2 เมื่อวาน ที่ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ก็ได้เกิดแผ่นดินไหวตามมา หรือ อาฟเตอร์ช็อกอีก 17 ครั้งแล้ว แต่เป็นแผ่นดินไหวขนาดเล็ก

กรมทรัพยากรธรณี  ระบุว่า การขยับตัวของรอยเลื่อน เกิดขึ้นทุกปี เพียงแต่ในระยะช่วงก่อนปีใหม่ ถึง ปัจจุบันที่ ตรวจจับว่ามีความเคลื่อนไหวเป็นร้อยครั้ง เนื่องจากมีการติดตั้งเครื่องวัดแผ่นดินไหว ในกลุ่มรอยเลื่อนทางภาคเหนือมากขึ้น มากกว่า 50-60 สถานีในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา จึงเก็บข้อมูลได้ขนาดเล็ก ตั้งแต่ขนาด 1 ขึ้นไป










http://news.ch7.com/detail/210191/กรมอุตุฯ_เตือนรับมือแผ่นดินไหวภาคเหนือ.html

 15 
 เมื่อ: มกราคม 18, 2017, 09:13:40 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard


โดย - โต๊ะข่าวเกษตร

             พื้นที่บริเวณกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งอยู่เลขที่ 50 ภายในรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ถูกเนรมิตเป็น ?โรงเรียนข้าวและชาวนา? เมื่อครั้งที่ ชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการข้าว ภายใต้การบริหารของคณะกรรมการบริหารงานโรงเรียนข้าวและชาวนา และคณะทำงานเพื่อการจัดการโรงเรียนข้าวและชาวนา และเปิดเป็นทางการครั้งแรกในงานวันข้าวและชาวนา วันที่ 5-7 มิถุนายน 2556


             ภายในโรงเรียนแห่งนี้ ประกอบด้วยอาคาร ศูนย์เรียนรู้ด้านต่างๆ และแปลงสาธิตสำหรับการเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ นายชัยฤทธิ์ มองว่า อาชีพทำนามีความสำคัญต่อประเทศไทยอย่างมากและยาวนานจนกลายเป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนไทย ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยและให้ความสำคัญต่อการปลูกข้าวอย่างมาก


             ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของทั้ง 3 พระองค์ กรมการข้าวจึงจัดทำ?โรงเรียนข้าวและชาวนา?ขึ้น เพื่อถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการผลิตข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างรายได้และความมั่นคงให้ชาวนาไทย เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านข้าวและการพัฒนาชาวนาอย่างครบวงจร สำหรับชาวนา เจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ประชาชน ผู้สนใจทั่วไป โดยเฉพาะชาวนารุ่นใหม่ ทั้งเป็นศูนย์กลางการรวบรวมข้อมูลองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ข้าวของไทย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เป็นศูนย์กลางการให้บริการและการเรียนรู้เรื่องข้าวอย่างครบวงจร


              เบื้องต้นกำหนดหลักสูตรไว้ 3 ระยะ ได้แก่ หลักสูตรระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ซึ่งแต่ละหลักสูตรจะครอบคลุมตั้งแต่วิธีการเตรียมดิน การปลูก ดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว วิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว การแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมทั้งการดูแลซ่อมบำรุงเครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิตข้าว โดยหลักสูตรระยะสั้นมีเป้าหมายเพื่อให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา หรือผู้สนใจในเรื่องข้าวแต่ไม่มีแหล่งเรียนรู้จะได้มีแหล่งเรียนรู้ที่สามารถเข้ามา ณ จุดเดียวแต่ได้ความรู้อย่างครบถ้วน

              ส่วนหลักสูตรระยะกลางและระยะยาวที่ต้องมีการลงพื้นที่นาหรือศึกษาแบบเชิงลึกนั้น กรมการข้าวเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยชาวนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน เพื่อส่งผู้ที่จะศึกษาหลักสูตรระยะนี้ไปศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมที่โรงเรียนชาวนา ซึ่งในหลักสูตรระยะกลางและระยะยาวเป็นหลักสูตรที่เหมาะแก่พี่น้องชาวนาอย่างมาก เนื่องจากเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมเรื่องข้าว เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาอย่างไม่หยุดยั้งและสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับภูมิปัญญาของแต่ละท่านเพื่อให้เกิดประสิทธิผลมากขึ้น


              อนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว บอกว่า ภายในโรงเรียนข้าวและชาวนา หรือศูนย์เรียนรู้โครงการพระราชดำริ มีสถานีเรียนรู้การเพิ่มมูลค่าและการแปรรูปข้าว สถานีเรียนรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว และสถานีเรียนรู้ตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ในส่วนของแปลงสาธิตจะเน้นการปฏิบัติการทำนาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีการปลูกพืชหลังนา เลี้ยงปลา และปศุสัตว์

             ปัจจุบันได้เปิดให้นักเรียนนักศึกษา เกษตรกร ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป เข้ามาศึกษาองค์ความรู้เรื่องข้าวอย่างครบวงจรตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการแปรรูปข้าว ซึ่งประกอบด้วยสถานีเรียนรู้ต่างๆ การฝึกปฏิบัติกระบวนการปลูกข้าวด้วยวิธีต่างๆ ตลอดจนหลักสูตรการฝึกอบรม


            นับเป็นศูนย์เรียนแห่งใหม่ที่อยู่กลางเมืองกรุง หากกลุ่มใดสนใจสามารถติดต่อเข้าชมศูนย์เรียนรู้ได้ โดยติดต่อกับกองประสานงานโครงการพระราชดำริ กรมการข้าว โทรศัพท์ 0-2940-5530 หรือเว็บไซต์ เท่านั้น










http://www.komchadluek.net/news/agricultural/256559

 16 
 เมื่อ: มกราคม 18, 2017, 09:10:50 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard


โดย - โต๊ะช่าวเกษตร

           ส้มโอ เป็นไม้ผลไม้ที่เติบโตได้ดีในเขตร้อนชื้น ไม่เป็นที่ชัดเจนว่ามีถิ่นกำเนิดมาจากที่ใด บ้างว่ามาจากภาคใต้ของจีน บ้างว่ามาจากหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่จากการสำรวจโดยคณะกรรมการนานาชาติสำหรับทรัพยากรพันธุกรรมพืช (ไอบีพีจีอาร์) ลงความเห็นร่วมกันว่าเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบภาคใต้ของไทยและภาคเหนือของมาเลเซีย 

           ทั้งนี้ เพราะในพื้นที่ดังกล่าวมีความหลากหลายของพันธุกรรมส้มโอมากที่สุด เส้นทางการค้าทางทะเลในสมัยโบราณมีส่วนสำคัญทำให้พันธุ์ส้มโอขยายตัวไปในอินโดจีนไ ด้แก่ เวียดนาม กัมพูชา เอเชียตะวันออก ได้แก่ ญี่ปุ่น และภาคใต้ของจีน ตลอดจนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เป็นต้น

ส้มโอดาซัน

           สายพันธุ์ส้มโอนั้นมีจำนวนมาก สำหรับในประเทศไทยมีการรวบรวมพันธุ์ส้มโอที่มีการเพาะปลูกเชิงพาณิชย์ไว้มากกว่า 30 สายพันธุ์ พันธุ์ที่เป็นที่นิยมได้แก่ ทองดี ขาวน้ำผึ้ง ขาวใหญ่ ขาวพวง ขาวแตงกวา ท่าค่อย และทับทิมสยาม เป็นต้น นอกจากนี้สีเนื้อส้มโอจะมีความแตกต่างไปตามพันธุ์ ตั้งแต่สีขาว สีครีมอ่อน สีชมพู และสีทับทิม อีกด้วย

            ส้มโอเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้แก่ วิตามินต่างๆ เช่น วิตามินซี ช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟันและกระตุ้นภูมิคุ้มกัน วิตามินบี 1 ช่วยในการย่อยอาหาร วิตามินบี 2 ช่วยป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด ทำให้ความต้องการบริโภคส้มโอขยายตัวจากความต้องการเฉพาะตลาดภายในประเทศไปสู่ตลาดต่างประเทศทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา


           ในจำนวนพันธุ์ส้มโอที่มีการเพาะปลูกเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม ซึ่งมีแหล่งผลิตอยู่ที่ลุ่มน้ำปากพนังในภาคใต้ของไทย นับเป็นพันธุ์ส้มโอที่มีชื่อเสียงและความโดดเด่นที่สุดเพราะนอกจากจะมีรสหวานนุ่มแล้วยังมีสีเนื้อเป็นสีทับทิม ทำให้มีเสน่ห์ต่อผู้พบเห็นที่อยากจะลองชิมหรือซื้อเป็นของฝาก

           ลักษณะจำเพาะดังกล่าวของส้มโอทับทิมสยาม ทำให้เป็นเอกลักษณ์ของสินค้าชุมชนที่สำคัญและกลายเป็นสินค้าโอท็อป 5 ดาวของชุมชนลุ่มน้ำปากพนัง มีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับส้มโอพันธุ์อื่นๆ


           เชื่อกันว่าส้มโอทับทิมสยามมีปลูกจำกัดเฉพาะถิ่นอยู่ในลุ่มน้ำปากพนังภาคใต้ของไทย แต่เมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนได้เดินทางไปที่ จ.เบนตรี ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีพื้นที่ติดชายทะเลอยู่ในภาคใต้ของเวียดนาม จ.เบนตรี มีการปลูกไม้ผลหลากหลายชนิดในพื้นที่ดอนและทำนาในพื้นที่ลุ่ม

           หนึ่งในผลไม้ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดได้แก่ ส้มโอดาซัน หรือ ?Da Xanh?ซึ่งเป็นส้มโอที่กล่าวกันว่ามีคุณภาพดีที่สุดของเวียดนาม มีรสหวานนุ่มและมีเนื้อสีทับทิมเหมือนส้มโอทัมทิมสยามของไทย นอกจากนี้ยังทราบว่าส้มโอดังกล่าวของเวียดนามกำลังได้รับการส่งเสริมให้เป็นสินค้าดาวเด่นของประเทศเพื่อการส่งออกอีกด้วย


           ดังนั้น หากใครคิดว่าส้มโอทับทิมสยามจะมีอยู่ที่ลุ่มน้ำปากพนังแห่งเดียวคงจะไม่จริงเสียแล้ว เพราะการค้าในยุคโบราณน่าจะมีการนำเอาส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามจากไทยไปยังภาคใต้ของเวียดนาม จนปัจจุบันกลายเป็นส้มโอดาซัน อันลือชื่อทั้งในเวียดนามและในตลาดส่งออก 









http://www.komchadluek.net/news/agricultural/256558

 17 
 เมื่อ: มกราคม 18, 2017, 09:08:34 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard

โดย - โต๊ะข่าวเกษตร

          รมว.เกษตรฯ สั่งจับตาปริมาณน้ำเพิ่มเติมจากฝนตกรอบใหม่ พบ 5 จังหวัดคาดมีมวลน้ำเกิดใหม่กระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำในวงแคบ พร้อมกำชับทุกหน่วยเร่งช่วยเหลือประชาชนทันที

          พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังคงมีน้ำค้างอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำบางพื้นที่ ซึ่งฝนระลอกใหม่ในช่วง 16?20 ม.ค.นี้ กรมชลประทานยังได้คาดการณ์ปริมาณน้ำที่เกิดขึ้นเพิ่มเติม คือ จ.สงขลา คาดว่ามีน้ำเพิ่ม 279 ล้าน ลบ.ม. จ.พัทลุง คาดว่ามีน้ำเพิ่ม 103 ล้าน ลบ.ม. จ.ตรัง คาดว่ามีน้ำเพิ่มขึ้น 121 ล้าน ลบ.ม. จ.นครศรีธรรมราช คาดว่ามีน้ำเพิ่มขึ้น 179 ล้าน ลบ.ม. จ.สุราษฎร์ธานี คาดว่ามีน้ำเพิ่มขึ้น 116 ล้าน ลบ.ม.


          โดยคาดว่ามวลน้ำที่เกิดใหม่ จะมีผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำในวงแคบ จึงสั่งการให้กรมชลประทาน นำเครื่องมือไปเตรียมพร้อมในพื้นที่ 5 จังหวัด ในจุดที่เป็นลุ่มต่ำ น้ำท่วมซ้ำซาก นอกจากนี้ ในส่วนของกรมปศุสัตว์ ได้ขนย้ายเสบียงหญ้า อาหารสัตว์ พร้อมระดมสัตวแพทย์ 200 คน เข้าพื้นที่เตรียมพร้อม ฟื้นฟูสัตว์ และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯติดตามสถานการณ์ และให้คำแนะนำ ช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรในทันที รวมทั้งเน้นย้ำให้เตรียมการตั้งแต่เนิ่น โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายเครื่องมือ เสบียงหญ้า สิ่งของเข้าพื้นที่ เนื่องจากระบบขนส่งอาจจะใช้ไม่ได้

          ทั้งนี้ กรมชลประทานได้คาดการณ์ปริมาณน้ำฝนในช่วงวันที่ 16-20 ม.ค. 60 ว่าจะทำให้เกิดน้ำสะสมเพิ่มเติมในพื้นที่ โดยบริเวณที่มีฝนตกหนัก คือ พื้นที่รอบทะเลสาบสงขลา ได้แก่ อ.เมือง อำเภอโดยรอบ จ.พัทลุง และ คาบสมุทรสทิงพระ อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา โดยคาดว่ามีฝนสะสม 3 วันประมาณ 400 มม. พื้นที่ที่ฝนตกหนักรองลงมา คือ จ.ตรัง ในแถบพื้นที่ต่อเนื่องจาก จ.พัทลุง ได้แก่ อ.นาโยง อ.ห้วยยอด อ.เมืองตรัง คาดว่ามีฝนสะสม 3 วัน ประมาณ 300-400 มม.


          จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่เหนือแนวฝนหลัก แบ่งเป็น 2 พื้นที่ คือ พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งอยู่ใกล้ทะเลสาบสงขลา คาดว่ามีฝนสะสม 3 วัน ประมาณ 200 มม. ส่วนในพื้นที่ อ.เมือง ซึ่งอยู่ห่างขึ้นไปทางด้านเหนือ คาดว่ามีฝนสะสม 3 วัน ประมาณ 100 - 200 มม. จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งอยู่ห่างแนวฝนหลักไปทางเหนือค่อนข้างมาก คาดว่าปริมาณฝนสะสม 3 วัน ไม่มากนัก โดยคาดว่า อ.ชัยบุรี มีฝนสะสม 3 วัน ประมาณ 100 มม. ส่วนอำเภอ และ จังหวัดอื่น ๆ คาดว่ามีฝนสะสม 3 วัน ต่ำกว่า 100 มม.

          สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้นั้น ขณะนี้พบว่า จ.นครศรีธรรมราช ลุ่มน้ำปากพนัง มีน้ำค้างอยู่ในพื้นที่ 263 ล้าน ลบ.ม. โดยในระยะนี้น้ำเริ่มระบายลงทะเลได้น้อยลง เนื่องจากอยู่ในช่วงน้ำทะเลหนุน และน้ำลดระดับลงมาก บางพื้นที่ต่ำกว่าคันนา คันคลอง ประกอบกับมีสิ่งกีดขวางทางน้ำอื่น ๆ ทำให้น้ำไหลไม่สะดวก ซึ่งโดยปกติปลายฤดูฝนจะมีน้ำค้างในพื้นที่ในทุ่งนาคูคลองประมาณ 200 ล้าน ลบ.ม. สำหรับใช้ในฤดูแล้ง

           ขณะที่ จ.สุราษฎร์ธานี ระดับน้ำในแม่น้ำตาปี ใน อ.เวียงสระ สูงกว่าตลิ่ง 0.31 เมตร และ อ.พุนพิน สูงกว่าตลิ่ง 1.53 เมตร ระดับน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่วน อ.เมือง กรมชลประทานและทางกองทัพเรือ ได้ร่วมกันผลักดันน้ำลงทะเล ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่งมาก พร่องน้ำรอรับมวลน้ำจาก อ.เวียงสระ อ.เคียนซา และ อ.พุนพิน กับน้ำฝนที่จะตกใหม่ในช่วงวันที่ 16 - 20 ม.ค. 60 และ จ.ตรัง ระดับน้ำในแม่น้ำตรังลดลงต่ำกว่าตลิ่งทั้งใน อ.เมือง และ อ.ใกล้เคียง

พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ

          ด้านนายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รายงานผลกระทบด้านการเกษตรในพื้นที่ประสบอุทกภัยภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. 59 ?16 ม.ค. 60 พื้นที่ประสบภัย 12 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ชุมพร ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง ระนอง สุราษฎร์ธานี นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา และประจวบคีรีขันธ์

          โดยด้านพืช เกษตรกรได้รับผลกระทบ 449,524 ราย พื้นที่ได้รับผลกระทบเบื้องต้นรวม 1,055,091 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 273,372 ไร่ พืชไร่ 46,353 ไร่ พืชสวนและอื่น ๆ 735,365 ไร่ ด้านประมง เกษตรกรได้รับผลกระทบ 20,906 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบรวม 38,001 ไร่ กระชังที่ได้รับความเสียหาย 95,116 ตารางเมตร ด้านปศุสัตว์ เกษตรกรได้รับผลกระทบ 190,647 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบรวม 8,857,120 ตัว ซึ่งกรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง กระทรวงเกษตรฯ จะเร่งดำเนินการสำรวจเพื่อให้ความช่วยเหลือโดยเร่ง










http://www.komchadluek.net/news/agricultural/256493

 18 
 เมื่อ: มกราคม 18, 2017, 09:07:01 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard


โดย - โต๊ะข่าวเกษตร

          กรมปศุสัตว์รุกขับเคลื่อนภาคปศุสัตว์ปี 60 ก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 วางเป้ายกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารสู่ความยั่งยืน ชี้ลู่ทางตลาดเนื้อไก่สด ไก่แช่เย็น/แช่แข็งส่งออกเกาหลีใต้-สิงคโปร์สดใส คาดดันยอดส่งออกเพิ่มกว่า 4,000 ล้านบาท

          นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงทิศทางขับเคลื่อนภาคปศุสัตว์ไทยในปี 60 ว่า ปีนี้กรมปศุสัตว์ได้ปรับแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานของกรมปศุสัตว์ให้สอดรับกับนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และรัฐบาล รวมถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดเขตเสรีทางการค้า จึงจำเป็นต้องปรับทิศทางการพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพสินค้าปศุสัตว์ไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก


          เบื้องต้นได้มุ่งพัฒนายกระดับสินค้าปศุสัตว์ให้มีคุณภาพมาตรฐาน มีความปลอดภัยสูงขึ้น เป็นไปตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯที่กำหนดให้ ปี 2560 เป็นปีแห่งการยกระดับมาตรฐานเกษตรสู่ความยั่งยืน โดยกรมปศุสัตว์มีเป้าหมายพัฒนาฟาร์มเลี้ยงสัตว์เข้าสู่มาตรฐานจีเอพี (GAP) เพิ่มขึ้น พร้อมส่งเสริม พัฒนาโรงฆ่าสัตว์สู่มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด ในเรื่องการตรวจสอบและให้การรับรอง GMP/HACCP 80 แห่ง การตรวจติดตามโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับใบอนุญาต (ฆจส.2) 2,235 แห่ง และฝึกอบรมผู้ประกอบการ 300 คน และพนักงานตรวจโรคสัตว์ 500 คน


        นอกจากนี้ ยังปรับปรุงพ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อการจำหน่ายเนื้อสัตว์(ฉบับใหม่) โดยใบอนุญาตโรงฆ่าสัตว์จะมีอายุ 5 ปี หากโรงฆ่าสัตว์ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่ปรับปรุงจะไม่ได้รับการต่อใบอนุญาตหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต และสานต่อโครงการ ?ปศุสัตว์ OK? เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อสัตว์ โดยสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์?ปศุสัตว์ OK? ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าเนื้อสัตว์มาจากโรงฆ่าสัตว์ที่มีมาตรฐาน และผลิตจากฟาร์มมาตรฐาน (GAP) ซึ่งในปี 2559 ที่ผ่านมา รับรองสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ ได้ถึง 2,616 แห่งจากที่ตั้งเป้าหมายไว้ 2,000 แห่ง ในปี 2560 จะเพิ่มอีก 2,000 แห่งรวม 4,616 แห่ง


         นายสัตวแพทย์อภัยกล่าวอีกว่า ปี 2560 นี้ กรมปศุสัตว์ได้ตั้งเป้าต้องไม่มีโรงฆ่าสัตว์เถื่อนภายในประเทศ ทั้งยังมุ่งพัฒนาปรับปรุงโรงฆ่าสัตว์ขนาดใหญ่เข้าสู่มาตรฐาน GMP ภายในปี 2562 และเร่งส่งเสริมให้โรงฆ่าสัตว์ขนาดเล็กและขนาดกลาง ปรับปรุงและพัฒนายกระดับเข้าสู่มาตรฐานตามกฎหมายภายในปี 2564 เพื่อให้สามารถแข่งขันได้และกำกับดูแลให้โรงฆ่าสัตว์ท้องถิ่นต้องมีพนักงานตรวจโรคสัตว์อย่างเพียงพอ และเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคุณภาพและการเก็บตัวอย่างสินค้าปศุสัตว์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดและจุดจำหน่ายสินค้ามาตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผู้บริโภค


          ขณะเดียวกันยังกำหนดแผนงานและมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์จากต่างประเทศเข้มงวดยิ่งขึ้น เพื่อลดและป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรและปศุสัตว์อย่างผิดกฎหมาย ซึ่งปีที่ผ่านมาตรวจพบการลักลอบนำเข้าเนื้อแช่แข็ง 115 ครั้ง คิดเป็นมูลค่ากว่า 148.56 ล้านบาท เพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องโรคระบาดสัตว์แพร่กระจายและส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ของเกษตรกรในประเทศ จึงต้องให้ความสำคัญในการป้องกันโรคระบาดอย่างเต็มที่ ทั้งเร่งรัดการจับกุมและปราบปรามการใช้สารเร่งเนื้อแดง โดยเพิ่มการสุ่มตรวจที่ฟาร์มสุกร ฟาร์มโคขุน และโรงฆ่าสัตว์อย่างต่อเนื่องด้วย

         ปีนี้กรมปศุสัตว์ยังมีแผนส่งเสริมและพัฒนาสินค้าปศุสัตว์ภายใต้ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ โดยยึดพื้นที่ที่เหมาะสมสอดคล้องกับ Agri-Map ทั้งยังมีเป้าหมายพัฒนาสินค้าปศุสัตว์ในพื้นที่แปลงใหญ่เข้าสู่มาตรฐาน เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพและเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดรองรับที่แน่นอนภายใต้การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ 

นายสัตวแพทย์อภัย สุทธิสังข์ 

         ด้านการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ในปี 2560 คาดว่า สินค้าเนื้อไก่สด และไก่สดแช่เย็น/แช่แข็งมีแนวโน้มค่อนข้างดี เนื่องจากไทยสามารถผลักดันเปิดตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์ไก่สดไปสาธารณรัฐเกาหลีได้ครั้งแรกในรอบ 12 ปี โดยมีโรงงานไก่สดแช่เย็น/แช่แข็งของไทย จำนวน 12 โรงงานที่ส่งออกได้ ซึ่งปีนี้คาดว่า จะส่งเนื้อไก่สดไปยังสาธารณรัฐเกาหลีได้ไม่น้อยกว่า 40,000 ตันมูลค่าประมาณ 3,600 ล้านบาท

          ขณะเดียวกันหน่วยงาน AVA ของสิงคโปร์ยังแจ้งอย่างเป็นทางการว่า สิงคโปร์ได้ประกาศรับรองอนุญาตให้โรงงานผลิตเนื้อไก่สดแช่แข็งของไทยส่งออกไปสิงคโปร์ได้เพิ่มอีก 20 โรงงาน โดยเริ่มส่งออกได้ตั้งแต่เดือนมกราคมนี้เป็นต้นไป ปีนี้คาดการส่งออกเนื้อไก่สดแช่แข็งของไทยไปยังสิงคโปร์จะขยายตัวเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 5,000 ตัน มูลค่ากว่า 400 ล้านบาท









http://www.komchadluek.net/news/agricultural/256461

 19 
 เมื่อ: มกราคม 18, 2017, 09:04:32 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard

กรมอุตุฯเตือน 18-22 ม.ค. 9 จว.ใต้ มีฝนตกต่อเนื่อง ระวังฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก เรือเล็กงดออกจากฝั่ง

    กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศฉบับที่ 12 ลงวันที่ 18 มกราคม 2560 เวลา 05.00 น. ?ฝนตกหนักบริเวณภาคใต้และคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย? บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย และภาคใต้ มีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้จะมีฝนตกต่อเนื่องดังนี้

    ในช่วงวันที่ 18-22 มกราคม 2560 จะมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตรัง และสตูล ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ฝนที่ตกสะสม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และในพื้นที่เสี่ยงขอให้เฝ้าระวังดินโคลนถล่ม และติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาในระยะนี้อย่างใกล้ชิด

    ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กงดออกจากฝั่งจนถึงวันที่ 22 มกราคม 2560 นี้ไว้ด้วย










http://www.komchadluek.net/news/regional/256562

 20 
 เมื่อ: มกราคม 18, 2017, 09:02:09 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard
?ไข่มุก? ในเมนู ?หอยย่าง? (ภาพเอเจนซี)

        เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ สื่อจีนรายงาน (16 ม.ค.) หนุ่มเสฉวนดวงดี เจอ ?ไข่มุก? ขณะกินหอยนางรมย่าง
       
        เมื่อไม่นานมานี้ ชายคนหนึ่งได้สั่งเมนู ?หอยนางรมย่าง? ที่ภัตตาคารในเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ระหว่างกินหอยนางรม ก็เคี้ยวโดนก้อนแข็งๆ จึงคายออกมาดู
       
       ทีแรกเขาคิดว่าวัตถุแปลกปลอมนั้นเป็นก้อนกรวดขนาดเล็ก แต่เมื่อพิจารณาดูดีๆจึงพบว่าแท้จริงแล้วคือ ?ไข่มุก? ขนาดเท่าเมล็ดถั่ว
       
       ชายผู้โชคดีระบุว่า นี่เป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับเขาในการเริ่มต้นปีใหม่ ซึ่งเขาวางแผนจะนำไข่มุกเม็ดนี้ไปทำหัวแหวน
       
       เจ้าของภัตตาคารระบุว่า เขาไม่เคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ในขณะที่ผู้ค้าเครื่องประดับกล่าวว่า ไข่มุกดังกล่าวมีขนาดเล็กเกินกว่าจะมีมูลค่าในการค้าขาย
       
        ทางด้านศาสตราจารย์ด้านการประมงของมหาวิทยาลัยการประมงเสฉวนให้ความเห็นว่า มีความเป็นไปได้ต่ำมากที่จะพบไข่มุกในหอยที่นำมาปรุงอาหารตามร้านอาหาร อย้่างไรก็ตาม ไข่มุกไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายหากกินเข้าไป เนื่องจากสามารถเคลื่อนตัวผ่านระบบย่อยอาหารและขับถ่ายของร่างกายได้อย่างง่ายดาย









http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9600000005011&Keyword=%bb%c3%d0%c1%a7

หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 ... 10