พฤษภาคม 23, 2015, 03:44:51 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 ... 10
 11 
 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2015, 09:22:16 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard
ทุกวันนี้อาหารการกิน ของใช้ต่างๆ ราคาแพงขึ้นมากเลย กรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดโครงการดีๆ ชื่อว่า "ข้าวแกงสหกรณ์"เริ่มต้นอิ่มละ 10 บาท สมาชิกสหกรณ์ ทำข้าวแกงมาวางขาย น้องเทียน ไปทดลองชิมมาแล้ว บอกว่าราคาไม่แพง และอร่อยมาก ...











http://news.ch7.com/detail/124039/สารคดีเกษตร_โครงการ_ข้าวแกงสหกรณ์.html

 12 
 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2015, 09:21:43 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard
ลิ้นจี่แต่ละพันธุ์มีรสชาติแตกต่างกัน หากชอบทานลิ้นจี่รสชาติหวาน แนะนำเป็นพันธุ์จักรพรรดิ  เพราะพันธุ์นี้มีรสหวานฉ่ำน้ำ เนื้อหนาสีขาวขุ่น จุดเด่นของพันธุ์จักรพรรดิ  คือ ผลมีรูปทรงคล้ายรูปหัวใจ เปลือกหนาสีแดงเข้ม ผิวหยาบหนามเรียบ หรือจะเป็นพันธุ์ค่อม เนื้อหนา และมีรสชาติหวานเช่นกัน แต่เนื้อจะแห้งกว่า

 หากชอบทานรสชาติหวานอมเปรี้ยว แนะนำให้เลือกพันธุ์ฮงฮวย สังเกตที่ผิวผล จะมีสีแดงปนชมพู ทรงผลยาวรีคล้ายรูปไข่ เปลือกบาง ช้ำง่าย และขั้วผลหลุดร่วงง่าย มีเนื้อสีขาว และเมล็ดโต

 นอกจากนี้ ยังมีพันธุ์อื่นๆ ที่กำลังทยอยออกสู่ตลาด เช่นที่เห็นอยู่นี้ คือลิ้นจี่น้ำผึ้ง เนื้อแห้ง มีน้ำน้อย รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีกลิ่นหอม และนี่คือ พันธุ์สำเภาแก้ว ปลูกมากที่จังหวัดสมุทรสงคราม รสชาติหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย










http://news.ch7.com/detail/124041/เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย_การดูลักษณะผลลิ้นจี่แต่ละสายพัน.html

 13 
 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2015, 09:20:44 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard
ราคาข้าวเปลือก/ข้าวโพด
- ข้าวเปลือกหอมมะลิ จ.สุรินทร์ ตันละ  12,800  บาท
- ข้าวเปลือกเจ้า จ.สุพรรณบุรี ตันละ - บาท
- ข้าวเปลือกเจ้า จ.พิษณุโลก ตันละ 7,600  บาท
- ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จ.นครราชสีมา กก.ละ  - บาท

ราคายางแผ่นดิบคุณภาพ 3 (บาท / กิโลกรัม)
- จ.สงขลา  55.92  บาท
- จ.สุราษฎร์ธานี  56.36 บาท
- จ.ระยอง  50.00  บาท
- จ.ปัตตานี  - บาท

ราคาปาล์มผลดิบ (บาท / กิโลกรัม)
- จ.กระบี่ 3.75 บาท
- จ.ชุมพร  3.80  บาท
- จ.สุราษฎร์ธานี  4.20  บาท

(ที่มา : กรมการค้าภายใน และสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร)











http://news.ch7.com/detail/124042/ราคาสินค้าเกษตร_21_พ.ค.58.html

 14 
 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2015, 09:18:58 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard


ทำมาหากิน : หนุนตั้งกลุ่มปลูก 'ข่าเหลือง' ตลาดไม่อั้น-ทำเงินช่วงแล้ง : โดย...กวินทรา ใจซื่อ

                    "ข่า" เป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดที่คนไทยนำมาใช้ประโยชน์ ทั้งเป็นเครื่องเทศปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร เป็นส่วนประกอบเครื่องยาสมุนไพร ที่มีสรรพคุณขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเสมหะ เป็นวัตถุดิบหลักในเครื่องแกงหลากชนิดที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการผลิตส่งขายทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น เหตุนี้ ผศ.ไกรเลิศ ทวีกุล คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงหนุนเกษตรกรปลูก ด้วยมองว่ามูลค่าการตลาดสูง ลงทุนน้อย ใช้พื้นที่นาปลูกได้ช่วงว่างเว้นจากการทำนา

 

                    ผศ.ไกรเลิศ กล่าวว่า ตลาดรับซื้อข่าแหล่งใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ จ.นครราชสีมา และ จ.ขอนแก่น เฉพาะปี 2557 มีความต้องการข่าเหลืองกว่า 1,700 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 53 ล้านบาทต่อปี ราคาขายส่วนใหญ่เป็นแบบเหมาสวนในราคา 1 แสนบาทต่อไร่ จากข้อมูลความต้องการของตลาดตรงนี้ ผศ.ไกรเลิศ จึงคิดเป็นโมเดลการส่งเสริมเกษตรกรปลูกข่าเหลืองให้เป็นรูปธรรม

 

                    "ที่ผ่านมาเกษตรกรไม่ให้ความสนใจมากนัก เพราะถือเป็นพืชใกล้ตัว ไม่รู้ว่าปลูกแล้วจะขายที่ไหน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกร จึงคิดโมเดลส่งเสริมการปลูกที่มีส่วนสำคัญคือตลาด เกษตรกร นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร และแหล่งเงินทุน หลังสำรวจแล้วพบว่าตลาดต้องการข่าเหลืองกว่า 1,700 ตัน คิดเป็นพื้นที่ปลูก 400 ไร่ แต่ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกเพียง 60 ไร่ จึงรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปเครือข่ายปลูกข่าเหลือง เพื่อวางแผนการปลูกไม่ให้ข่าล้นตลาด?

 

                    สำหรับการส่งเสริมด้านวิชาการนั้น ผศ.ไกรเลิศ แจงว่า จะให้ความรู้ในการปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิต เกษตรกรต้องรู้จักข่าเหลืองว่าเป็นพืชที่ชอบดินโปร่ง ร่วนซุย ขึ้นได้ดีในพื้นที่ดอน ไม่ชอบน้ำท่วมขัง การเตรียมพื้นที่เพาะปลูกเริ่มจากเตรียมดิน หากเป็นดินร่วนซุยให้ไถกลบวัชพืช ปรับหน้าดิน หากเป็นดินเหนียวต้องไถ 2 รอบ พื้นที่ที่น้ำท่วมไม่ถึงไม่ต้องยกแปลงปลูก หากน้ำท่วมถึงต้องยกแปลงปลูกสูง 30-50 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว 100-120 เซนติเมตร ระหว่างต้น 80-100 เซนติเมตร ผสมปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกลงในพื้นที่ปลูก ส่วนท่อนพันธุ์ เลือกที่แก่จัดอายุปลูก 13 เดือน ต้องมีรากติดมาด้วย ปลูกได้ตลอดทั้งปี เหมาะปลูกในฤดูฝน หากปลูกช่วงฤดูร้อนเกษตรกรต้องรดน้ำ

 

                    สำหรับระยะการเก็บเกี่ยวไม่เกิน 10 เดือน ซึ่งช่วงนี้การแตกกอของข่าเหลืองมีความสมบูรณ์ จะทำให้เกษตรกรขายได้ราคาสูง ที่ผ่านมามีเกษตรกร นักธุรกิจ ผู้สนใจเดินทางมาร่วมรับฟัง พร้อมกับมีข้อซักถามทั้งเรื่องการตลาด ปัญหาที่พบในการปลูก นอกจากนี้ มีสถาบันการเงินให้ความสนใจการปลูกข่าเหลือง เพื่อจะสนับสนุนเกษตรกรที่เป็นลูกค้าได้มึง้เงินนำไปลงทุน ทั้งนี้ เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่แก้ปัญหาการปลูกข้าวในช่วงฤดูแล้งด้วย

 

                    "ในอนาคตวางแผนเปิดตลาดข่าเหลืองส่งออกไปยังประเทศมาเลเซีย เพราะมีความต้องการเป็นจำนวนมาก ระหว่างนี้อยู่ระหว่างการศึกษาเส้นทางการทำตลาดส่งออก นอกจากนี้ยังเพิ่มมูลค่าข่าเหลือง โดยการนำไปอบแห้งส่งออกไปยังร้านอาหารในต่างประเทศ รวมถึงการขอความร่วมมือจากนักวิจัยในคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการพัฒนาทำเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของข่าเหลืองด้วย"

 

                    อย่างไรก็ตาม ผศ.ไกรเลิศ แจงว่า พร้อมกันนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมที่จะยกระดับการปลูกข่าเหลืองแบบอินทรีย์ให้เกษตรกรนำไปแปรรูปเพื่อการส่งออก โดยเน้นการปลูกตรงตามระบบเกษตรดีที่เหมาะสม หรือจีเอพี และได้รับมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ ทั้งนี้ ถือเป็นการยกระดับการผลิตให้เกษตรกรเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ไปพร้อมกันด้วย

 

 

 

 

----------------------

 

(ทำมาหากิน : หนุนตั้งกลุ่มปลูก 'ข่าเหลือง' ตลาดไม่อั้น-ทำเงินช่วงแล้ง : โดย...กวินทรา ใจซื่อ)

 

 

 

 

 
http://www.komchadluek.net/detail/20150521/206593.html

 15 
 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2015, 09:17:38 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard

หนักเอาเบาสู้ : เนรมิต 'สวนสมรม' สู่วิถีพอเพียง ทางเดินชีวิต 'ชัยสิทธิ์ แสงแก้ว' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ

                    แม้จะยังสวมหมวกพนักงานหน่วยงานรัฐ ในตำแหน่งพนักงานพัฒนาธุรกิจระดับ 7 สำนักงานธ.ก.ส.สาขาเนินมะปราง จ.พิษณุโลก แต่ก็ยังมุ่งมั่นกับการเนรมิตสวนพอเพียงบนเนื้อที่ 2 ไร่เศษบริเวณบ้านพักอาศัยใน ต.วังนกแอ่น อ.วังทอง จ.พิษณุโลก หวังต้องการสร้างให้เป็นสวนสมรม มีครบทุกอย่างให้เลือกใช้สอยตามแบบฉบับสวนปักษ์ใต้เพื่อลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันสำหรับ "ชัยสิทธิ์ แสงแก้ว" ที่เพื่อนๆ พนักงานหรือคนรู้จักมักเรียกกันติดปากว่า "หัวหน้าแดง" เด็กหนุ่มจากแดนใต้ จ.สงขลา ที่ข้ามฟากมาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองสองแคว เมื่อกว่า 15 ปีก่อน

 

                    ด้วยประสบการณ์ในหน้าที่เริ่มต้นในตำแหน่งพนักงานสินเชื่อระดับ 4 จนก้าวมาเป็นพนักงานพัฒนาธุรกิจระดับ 7 ทำให้ได้เรียนรู้ภาคการเกษตรเป็นอย่างดี  จึงคิดหาวิธีการสร้างสวนพอเพียงหรือที่ทางภาคใต้เรียกว่าสวนสมรมในพื้นที่บริเวณบ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่ว่างเปล่ายังไม่ได้มีการใช้ประโยชน์

 

                    "ผมจบคณะมุนษย์ เอกรัฐศาสตร์ ที่ม.อ.ปัตตานีเมื่อปี 37 ตั้งใจอยากสอบปลัดอำเภอ เป็นความใฝ่ฝันของคนที่เรียนมาทางรัฐศาสตร์  พอดีช่วงนั้นธ.ก.ส.เปิดรับพนักงานสินเชื่อก็เลยลองสอบดู ปรากฏว่าสอบติดได้บรรจุที่ จ.นราธิวาส ทำอยู่ที่นั่นประมาณ 3 ปีแล้วย้ายมาอยู่นครไทย จ.พิษณุโลก ต้องการจะไปหาประสบการณ์ภาคอื่นดูบ้าง ทำอยู่ที่นั่น 10 กว่าปี แล้วย้ายมาอยู่สาขาซับไพรวัลแล้วก็มาเนินมะปรางจนปัจจุบัน" ชัยสิทธิ์ย้อนอดีตให้ฟัง

 

                    เกือบ 20 ปีที่วนเวียนอยู่กับฝ่ายสินเชื่อ มีโอกาสออกพื้นที่เยี่ยมเยียนลูกค้าอยู่บ่อยๆ ทำให้ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชาวบ้านในเรื่องของการเกษตร ก่อนจะคิดมาทำเป็นสวนสมรมข้างบ้านคือ ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เพื่อลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว

 

                    จึงไม่แปลกที่ภายในสวนที่เพิ่งเนรมิตมาได้เพียง 3 ปี ไม้ผลหายากทางภาคใต้หลายชนิดที่นำมาปลูกไว้เริ่มให้ผลผลิตแล้ว ขณะที่พืชผักสมุนไพรมีการปลูกสลับหมุนเวียกันตลอดทั้งปี เพราะนอกจากจะปลูกไว้เพื่อรับประทานเองแล้ว ส่วนที่เหลือก็จำหน่ายที่ตลาดในหมู่บ้านและยังเป็นการอนุรักษ์พืชพื้นบ้านทางภาคใต้อีกด้วย 

 

                    "รู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่ดูแลสวนทุกวัน เช้าก่อนไปทำงานก็เดินมาดู เย็นกลับมาก็มาดูอีกรอบ ส่วนเสาร์อาทิตย์ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ออกไปไหนจะอยู่ในสวนนี่แหละ ทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายภายในบ้านเกือบจะไม่ต้องจ่ายอะไร เพราะมีทุกอย่างแล้ว  ทั้งพืชผัก สมุนไพร ผลไม้ก็มีตลอดทั้งปี แม้จะมีอย่างละต้นสองต้นก็ตาม" ชัยสิทธิ์หัวเราะอย่างอารมณ์ดี พร้อมชี้ให้ดูสวนสมรมที่เนรมิตมากับมืออย่างภูมิใจ

 

                    ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ หากมีโอกาสใช้เส้นทางพิษณุโลก-วังทอง ก่อนจะขึ้นเขาเพื่อข้ามฝั่งไปยังจ.เพชรบูรณ์ เจอแยกเลี้ยวขวาไปประมาณ 500 เมตร ซ้ายมือจะเจอสวนสมรมเต็มไปด้วยพืชผัก ผลไม้พื้นเมืองของภาคใต้นานาชนิดปลูกเรียงรายเต็มพื้นที่ในบริเวณบ้านและจะเห็นชายวัยกลางคน พร้อมลูกน้อยสาละวนอยู่กับการตกแต่งจัดสวนด้วยสีหน้าอย่างมีความสุข

 

 

 

 

 

----------------------

 

(หนักเอาเบาสู้ : เนรมิต 'สวนสมรม' สู่วิถีพอเพียง ทางเดินชีวิต 'ชัยสิทธิ์ แสงแก้ว' : โดย...สุรัตน์ อัตตะ)

 

 

 

 


http://www.komchadluek.net/detail/20150521/206595.html

 16 
 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2015, 09:15:46 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard

เกษตรกรคนเก่ง : 'สดวก จำรัส' ดีเด่นทำนาปี 58 : โดย...โต๊ะข่าวเกษตร

                       การทำนาเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงได้ ทว่าการทำนาให้ได้ผลผลิตคุ้มค่าการลงทุนนั้น จำต้องใช้เครื่องจักร การปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อเพิ่มผลผลิตและเกิดความยั่งยืน ดัง นางสดวก จำรัส เกษตรกรวัย 43 ปี บ้านตอนิมิต อ.สูงเม่น จ.แพร่ ผู้ประสบความสำเร็จจากการทำอาชีพนี้ กระทั่งได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการทำนา ปี 2558

 

                       นางสดวก เล่าว่า เดิมครอบครัวยึดทำเกษตร บนพื้นที่ 5.5 ไร่ แบ่งเป็นทำนา 3 ไร่ ปลูกพืชผัก 2.5 ไร่ ในวัยเด็กจะช่วยพ่อแม่ตลอด ทำให้ได้รับความรู้ด้านการพัฒนาอาชีพการเกษตรต่างๆ จากหลายหน่วยงาน จึงมีแรงบันดาลใจว่า ?ต้องทำนาให้กลายเป็นอาชีพที่มั่นคง สร้างความสุขและมีความยั่งยืนในดำเนินชีวิตให้ได้?

 

                       ปัจจุบัน นางสดวก ทำนา 69 ไร่ เป็นที่ของตนเอง 15 ไร่ และเช่า 54 ไร่ ปลูกพืชผัก 2 งาน ปลูกไผ่ 2 งาน และหลังทำนาจะปลูกข้าวโพด 33 ไร่ ซึ่งการทำนาจะยึดหลักใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมในการปรับปรุงบำรุงดิน โดยไถกลบตอซังข้าว ตอซังข้าวโพด ปลูกพืชปุ๋ยสดปอเทืองแล้วไถกลบ ใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายตอซัง เลือกใช้เมล็ดข้าวพันธุ์ดีจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวแพร่ โดยเฉพาะพันธุ์ กข 6 ที่ได้ผลผลิตเฉลี่ย 650 กก.ต่อไร่ ขาวมะลิ 105 ราว 680 กก.ต่อไร่ และกข 15 ผลิตได้ 650 กก.ต่อไร่ 

 

                       ด้านการแก้ปัญหาศัตรูข้าวจะใช้หลักการสำรวจแปลงนาเมื่อพบศัตรูข้าวจะระบายน้ำออกให้แห้ง และใช้การกำจัดแบบภูมิปัญญาท้องถิ่นไม่ใช้สารเคมี ใช้น้ำหมักหอยเชอรี่แทนฮอร์โมนสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ต้นข้าวก่อนข้าวตั้งท้อง

 

                       ส่วนต้นทุนนั้น ปี 2555 ทุน 137,710 บาท รายได้ 290,844 บาท และปี 2556 ทุน 447,765 บาท รายได้ 912,815 บาท โดยจะเห็นว่ามีกำไรเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากการวางแผนผลิตและการตลาด ด้วยจัดทำบัญชีฟาร์มทำให้รู้ต้นทุนที่แท้จริง ลดต้นทุนค่าแรงงานด้วยหาเครื่องจักรและเครื่องทุ่นแรงมาใช้ ฯลฯ ซึ่งผลสำเร็จนี้ทำให้ได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นระดับชาติ สาขาการทำนา ประจำปี 2558

 

 

 

 

 

----------------------

 

(เกษตรกรคนเก่ง : 'สดวก จำรัส' ดีเด่นทำนาปี 58 : โดย...โต๊ะข่าวเกษตร)

 

 

 




http://www.komchadluek.net/detail/20150520/206515.html
 

 17 
 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2015, 09:12:39 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard
จับลูกครอกจากธรรมชาติ

ทั้งที่ปลาช่อนราคาแทบไม่ตกดีกว่าปลาบึก แต่เกษตรกรไม่ชอบเพราะเลี้ยงยาก กินอาหารเก่งและกินกันเอง...แต่ที่ฟาร์มลุงชาญพันธุ์ปลาช่อน ต.ต้นตาล อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี กลับประสบความสำเร็จได้

?ปัญหาอันดับแรก คือ พันธุ์ แม้จะมีลูกพันธุ์ขายตามแหล่งเพาะเลี้ยง แต่ซื้อมาเลี้ยงแล้วไม่ค่อยรอด ฟาร์มของเราใช้วิธีหาพันธุ์จากธรรมชาติ รับซื้อลูกครอกจากชาวบ้านที่จับมาขาย จะได้ลูกปลาแข็งแรงกว่า?

นางมานิตย์ โสภณ อดีตชาวนาที่หันมาเอาดีด้านการเลี้ยงปลาช่อน

นางมานิตย์ โสภณ อายุ 57 ปี อดีตชาวนาที่หันมาเอาดีด้านการเลี้ยงปลาช่อน บอกว่า การเลี้ยงปลาช่อนในระยะลูกครอก หรือปลาตัวแดงต้อง ดูแลเรื่องอาหารให้เพียงพอ เพราะถ้าไม่พอมันจะกินกันเอง ต้องให้อย่างน้อยวันละ 3 มื้อ เป็นอาหารบดละเอียด จำพวกปลาทะเล เช่น ปลาเป็ด ปลาข้างเหลือง ผสมกับหัวอาหาร รำข้าวและวิตามิน โดยนำลูกปลามาเลี้ยงอนุบาลในกระชังขนาดความกว้าง 3 ม. ยาว 4 ม. ลึก 1.5 ม.

ช่วงแรกให้คอยสังเกตอาการของลูกปลา หากพบลอยตายมาก อาจเกิดจากน้ำขาดออกซิเจนต้องเติมอากาศด้วยการต่อท่อระบบน้ำให้ค่อยๆไหลลงกระชังแบบน้ำตก...ไม่ควรใช้เครื่องตีน้ำเพราะจะทำให้ลูกปลาตายได้ เนื่องจากลูกปลาจะชอบลอยตัวบริเวณผิวน้ำ
แต่ถ้าช่วงไหนอากาศร้อน ต้องรีบแก้ปัญหา...วิธีที่ได้ผลดี ใช้น้ำยาอุทัยทิพย์คลุกเคล้าผสมลงไปในอาหาร ลูกปลากินแล้วชื่นใจ อัตราตายน้อยลง

น้ำยาอุทัยทิพย์ผสมอาหารคลายร้อนให้ลูกปลา

เลี้ยงอย่างนี้ไป 2 เดือน หรือมีขนาดตัวยาว 3-4 นิ้ว สามารถขายต่อให้กับกลุ่มผู้เลี้ยงในบ่อดินราคาตัวละ 2 บาท...แต่ต้องการเลี้ยงปลาให้มีขนาดใหญ่ เพื่อราคาที่ดีกว่า นางมานิตย์ บอกว่า การเลี้ยงในระยะต่อไปต้องเลี้ยงในบ่อดินขนาด 1 งาน หรือ 100 ตารางวา ปล่อยลูกปลา 10,000 ตัว ให้อาหารเม็ด ขนาดเบอร์เล็กพิเศษวันละ 2 ครั้ง...พอย่างเข้าสู่เดือนที่ 5 ใช้อาหารเบอร์ 2...ระยะเดือนที่ 7-8 ให้อาหารเม็ดเบอร์ 3 ผสมกับยาถ่ายพยาธิ และเมื่ออากาศร้อนต้องผสมน้ำยาอุทัยทิพย์ลงไปในอาหารด้วย

รวมระยะเวลาการเลี้ยงจนถึงขาย 8 เดือน หลังจากนั้นไม่ควรเลี้ยงต่อ เพราะอัตราเติบโตจะช้าลง ไม่คุ้มค่าอาหาร...ปลาช่อนที่เลี้ยงด้วยอาหารเม็ด ในบ่อขนาด 1 งาน จะได้ผลผลิตประมาณ 3.5 ตัน โดยมีต้นทุนการเลี้ยงทั้งหมด เฉลี่ยอยู่ที่ กก.ละ 37-38 บาทต่อกก.

ระบบน้ำเพิ่มออกซิเจนให้ลูกปลาช่อน

ส่วนราคารับซื้อปากบ่อ ณ ปัจจุบัน ไซส์ใหญ่หนัก 6 ขีดขึ้นไป อยู่ที่ กก.ละ 78 บาท ในขณะที่ปลาบึกได้ราคาแค่ กก.ละ 70 บาท... ส่วนไซส์ 4 ขีด 65?70 บาท...ต่ำกว่า 4 ขีด กก.ละ 40 บาท

ถ้าเลี้ยงให้ปลามีขนาดใหญ่เท่าๆกัน ไม่แตกไซส์มาก จะได้ราคาดี หัวใจสำคัญการเลี้ยงอยู่ที่ช่วงอนุบาลปลา ต้องให้อาหารคุณภาพสูงเพื่อสร้างกระดูกและเกล็ด...ระวังอย่าให้ปลาถูกนกจิกบ่อย เพราะจะทำให้ปลาตัวคด ตัวงอ นอกจากจะขายไม่ได้ราคา ยังทำให้ปลาโตช้าอีกด้วย สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ 08-1981-3292.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน








ไทยรัฐ : 20 พ.ค. 2558
http://www.thairath.co.th/content/499758
http://www.aquatoyou.com/webboard/index.php?topic=5396.msg8028;topicseen#msg8028

 18 
 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2015, 09:01:35 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard

ทางการอินโดนีเซียจมเรือประมงต่างชาติทิ้ง 41 ลำ เพื่อเป็นสัญญาณเตือนเรื่องการลักลอบเข้าจับปลาในน่านน้ำอินโดนีเซีย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่21พ.ค.ว่าทางการอินโดนีเซียได้ตัดสินใจจมเรือประมงต่างชาติทิ้งจำนวน41ลำเพื่อเป็นสัญญาณเตือนเรื่องการลักลอบเข้ามาจับปลาโดยผิดกฎหมายในเขตน่านน้ำของอินโดนีเซีย

เรือประมงต่างชาติมาจากหลายประเทศด้วยกันถูกระเบิดทิ้งที่ท่าเรือหลายแห่งทั่วอินโดนีเซียซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในแหล่งหาปลาที่ดีที่สุดในโลกด้วย

ส่วนโฆษกกองทัพเรืออินโดนีเซียแถลงว่า เรือประมง 35ลำถูกระเบิดทิ้งด้วยกองทัพเรืออินโดนีเซียและอีก6ลำนั้นทางตำรวจน้ำอินโดนีเซียเป็นผู้ดำเนินการ

นางซูซีปุดจิอาสตูติ รัฐมนตรีประมงของอินโดนีเซียกล่าวว่าอินโดนีเซียได้จมเรือประมงต่างชาติทิ้งไปหลายลำแล้วนับตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศเมื่อปีที่แล้วนำโดยนายโจโค วิโดโดประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซีย










http://www.dailynews.co.th/foreign/322644

 19 
 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2015, 09:01:07 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard

        เอพี/ASTVผู้จัดการ - เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียระเบิดและจมเรือประมงต่างชาติ 41 ลำในวันพุธ(20พ.ค.) พร้อมเตือนถึงการล่วงล้ำเข้ามาหาปลาในน่านน้ำของประเทศ
       
        เรือประมงจากหลายประเทศถูกระเบิดตามท่าเรือหลายแห่งทั่วอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งประมงอุดมสมบูรณ์ที่สุดของโลก
       
        โฆษกของกองทัพเรืออินโดนีเซียเปิดเผยว่ากองทัพเรือจมเรือทั้งหมด 35 ลำ ส่วนอีก 6 ลำดำเนินการโดยตำรวจชายฝั่ง
       
        นางซูสี ปูดเจียสตูตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการทางทะเลและประมง บอกว่าอินโดนีเซียได้ดำเนินการระเบิดเรือประมงต่างชาติไปแล้วหลายลำ นับตั้งแต่รัฐบาลของประธานาธิบดีโจมโค วิโดโด เข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่ปล้ว
       
        มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของวิโดด ที่ต้องการสงวนน่านน้ำของอินโดนีเซีย เพื่อรับประกันว่าคนรุ่นหลังจะได้รประโยชน์จากความมั่งคั่งทางทะเลของประเทศ
       
        เรือที่ถูกยึดเหล่านั้น เป็นของชาวประมงจีน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทยและเวียดนาม ถูกระเบิดและจมลงทะเลในวันตื่นตัวแห่งชาติ ซึ่งระลึกถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งแรกที่มุ่งสู่การเป็นเอกราชของอินโดนีเซีย
       
        ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงต้นปี อินโดนีเซียได้ออกกฎกระทรวงด้านประมงใหม่ 4 ฉบับ เพื่อจัดระเบียบเรือประมงต่างชาติ โดยห้ามลอยลำเข้าน่านน้ำของประเทศเด็ดขาด และหากจับได้ก็จะถือเป็นเรือเถื่อนพร้อมจมเรือทิ้ง โดยนางปูดเจียสตูตี ระบุต่อไปบริษัทต่างชาติจะเข้ามาลง ทุนได้เฉพาะในภาคกระบวนการแปรรูปและทำการตลาดเท่านั้น
       









http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9580000057645

 20 
 เมื่อ: พฤษภาคม 21, 2015, 09:00:25 AM 
เริ่มโดย atthasard - กระทู้ล่าสุด โดย atthasard
        เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียระเบิดและจมเรือประมงต่างชาติ 41 ลำในวันพุธ(20พ.ค.) พร้อมเตือนถึงการล่วงล้ำเข้ามาหาปลาในน่านน้ำของประเทศ
       
         เรือประมงจากหลายประเทศถูกระเบิดตามท่าเรือหลายแห่งทั่วอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งประมงอุดมสมบูรณ์ที่สุดของโลก
       
         โฆษกของกองทัพเรืออินโดนีเซียเปิดเผยว่ากองทัพเรือจมเรือทั้งหมด 35 ลำ ส่วนอีก 6 ลำดำเนินการโดยตำรวจชายฝั่ง
       
         นางซูสี ปูดเจียสตูตี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการทางทะเลและประมง บอกว่าอินโดนีเซียได้ดำเนินการระเบิดเรือประมงต่างชาติไปแล้วหลายลำ นับตั้งแต่รัฐบาลของประธานาธิบดีโจมโค วิโดโด เข้ารับตำแหน่งเมื่อปีที่ปล้ว
       
         มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของวิโดด ที่ต้องการสงวนน่านน้ำของอินโดนีเซีย เพื่อรับประกันว่าคนรุ่นหลังจะได้รประโยชน์จากความมั่งคั่งทางทะเลของประเทศ










http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9580000057644

หน้า: 1 [2] 3 4 5 6 7 ... 10