กันยายน 19, 2020, 09:47:38 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 10
 1 
 เมื่อ: กันยายน 17, 2020, 03:49:06 PM 
เริ่มโดย Chatchay - กระทู้ล่าสุด โดย Chatchay
งานเกษตรกรรมถือเป็นวิถีชีวิตที่อยู่คู่กับคนลุ่มน้ำปากพนังมาช้านาน เนื่องด้วยมีแหล่งน้ำธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ เอื้ออำนวยต่อการทำประมง ชาวบ้านแถบบริเวณนี้ส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มี สร้างเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัว แต่ถึงแม้จะมีองค์ประกอบที่ครบและเอื้ออำนวยเพียงใดก็ไม่อาจต้านทานกับอนาคตที่คาดการณ์ไม่ได้ อย่างเช่นโรคระบาดที่เกิดขึ้นในตอนนี้ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ตลาดปิด ผลผลิตทางการเกษตรล้นตลาด ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านลุ่มน้ำปากพนังจึงต้องลุกมาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตแบบเดิมๆ ให้รอดพ้นและก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้

คุณศิริพงษ์ ดินดำรงกุล ฝ่ายการตลาด ศ.ศุภณัฐฟาร์ม อยู่บ้านเลขที่ 18/1 หมู่ที่ 7 ตำบลบางศาลา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช อดีตพนักงานประจำบริษัทไอทีชื่อดังที่กรุงเทพฯ พลิกชีวิตกลับมาเป็นเกษตรกรที่บ้านเกิดลุ่มแม่น้ำปากพนัง ด้วยเหตุผลที่มีความสนใจในงานเกษตรเป็นทุนเดิม ประจวบเหมาะกับหลายสิ่งที่ลงตัวจึงกลับมาเริ่มต้นชีวิตการเป็นเกษตรกรที่บ้านทันที ด้วยการเข้าไปช่วยโรงงานรับซื้อปลาสดของญาติ ทำอยู่ในฝ่ายการตลาดและอยากจะพัฒนาแปรรูปสินค้าจากปลาให้มีความหลากหลายและเพิ่มช่องทางสร้างรายได้มากขึ้น

คุณศิริพงษ์ ดินดำรงกุล ฝ่ายการตลาด ศ.ศุภณัฐฟาร์ม
คุณศิริพงษ์ เล่าว่า แถบพื้นที่บริเวณตำบลบางศาลา ชาวบ้านส่วนใหญ่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมเลี้ยงปลานิลกันเกือบทั้งหมู่บ้าน ไม่มีปัญหาเรื่องการตลาด เลี้ยงมาเท่าไรก็ขายได้หมด แต่ต้องมาชะงักเมื่อตอนเกิดโรคระบาดโควิด-19 ทางฟาร์มได้รับผลกระทบจากที่เคยขายปลานิลสดได้วันละ 10 ตัน ลดลงมาเหลือวันละ 3 ตัน จากที่เคยขายได้ราคากิโลกรัมละ 53 บาท ตกลงมาเหลือกิโลกรัมละ 43 บาท กลายเป็นผลกระทบแบบลูกโซ่ ทำให้ปลานิลที่ชาวบ้านเลี้ยงอยู่ล้นตลาด ทางฟาร์มจึงพยายามหาช่องทางที่จะช่วยชาวบ้านให้รอดพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน ซึ่งก็โชคดีมากที่ทางมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้ลงมาสำรวจพื้นที่พอดี ทางมหาวิทยาลัยจึงได้คิดค้นสูตรและสอนวิธีการแปรรูปปลานิลสวรรค์เพื่อแก้ปัญหาปลาสดล้นตลาดให้กับชาวบ้าน จนเกิดเป็นวิสาหกิจชุมชนบ้านบางเข็มขึ้นมา

โดยเริ่มจากการรับปลานิลจากผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อน ทางฟาร์มมีการแปรรูปทำเป็นตัวอย่างเพื่อให้ชาวบ้านได้เห็นว่าปลานิลไม่จำเป็นที่จะต้องไปขายแบบสดให้พ่อค้าคนกลางกดราคาอย่างเดียว แต่ยังสามารถนำมาแปรรูปและเป็นการเพิ่มช่องทางสร้างรายได้เพิ่มมูลค่าให้กับตัวเกษตรกรได้อีกช่องทางหนึ่ง เมื่อชาวบ้านเรียนรู้จากตัวอย่างที่ทำให้ดูแล้วก็จะเปลี่ยนรูปแบบให้ชาวบ้านไปทำกันเอง ด้วยการรับปลามาแล้วจ้างชาวบ้านที่ไม่ค่อยมีรายได้ ไม่สามารถที่ทำเกษตรได้เนื่องด้วยเหตุผลต่างๆ ก็จะจ้างให้มาทำงานในส่วนของการแล่ปลา ปรุงรส หรือแม้กระทั่งการตากปลา การดูแลตรงนี้กลายเป็นรายได้เสริมให้กับชาวบ้านในพื้นที่ได้ คุณศิริพงษ์เล่าถึงที่มาและวิธีการจัดการแปรรูปปลานิลสวรรค์

เนื้อปลานิลสวรรค์ดิบที่ผ่านการหมักและตากแดดจากแสงอาทิตย์
จุดเด่นปลานิลสวรรค์
ลุ่มแม่น้ำปากพนัง
เจ้าของบอกว่า การแปรรูปที่ดีต้องเริ่มต้นตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำที่ดี ซึ่งปลานิลที่ลุ่มน้ำปากพนังจะมีจุดแข็งที่พันธุ์ปลาได้รับมาตรฐานจากฟาร์ม รวมถึงการเลี้ยงแบบเป็นระบบ จึงส่งผลให้ปลานิลของนครศรีธรรมราชเป็นปลานิลที่ได้คุณภาพตัวใหญ่ เนื้อหวาน และไม่มีกลิ่นสาบโคลนแน่นอน โดยทางฟาร์มจะมีแผนการเลี้ยงให้กับชาวบ้านทุกคนเพื่อดูเป็นแบบอย่างหรือเป็นแนวทางให้กับชาวบ้านเลี้ยงอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น ปลานิลที่ได้จากชาวบ้าน ทางฟาร์มจึงมั่นใจว่าเป็นปลานิลที่ได้คุณภาพตามที่ฟาร์มกำหนด จะต่างกับบ่อที่เลี้ยงดูแลอย่างไม่เป็นระบบก็จะมีกลิ่นสาบของตัวปลาออกมา ซึ่งถ้าปลามีกลิ่นสาบโคลนจะไม่สามารถนำมาทำอาหารรับประทานเด็ดขาดเพราะเราคำนึงถึงสุขภาพของผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญที่สุด


ปลานิลและฟาร์มปลานิล จาก ศ.ศุภณัฐฟาร์ม หนึ่งในฟาร์มเครือข่ายกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านบางเข็ม
ขั้นตอนแปรรูปปลานิลสวรรค์
คุณภาพและความอร่อย ต้องมาก่อน
คุณเพชรลดา ดำรักษ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านบางเข็ม อธิบายถึงขั้นตอนการแปรรูปปลานิลสวรรค์ว่า ทางกลุ่มจะเน้นมาตรฐานและให้ความสำคัญในเรื่องของสุขภาพของผู้บริโภคมาเป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้น ผู้ป่วยที่อยากจะรับประทานปลาแต่กังวลในเรื่องของความสะอาดและความปลอดภัยของเรารับรองได้ทุกขั้นตอนการแปรรูปจะผ่านกรรมวิธีที่สะอาดและถูกต้อง ทำให้ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของเราไปมีความมั่นใจได้ว่าปลอดภัยและได้คุณประโยชน์จากอาหารครบถ้วน

คุณเพชรลดา ดำรักษ์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านบางเข็ม
ลักษณะปลาที่เหมาะกับการนำมาแปรรูป
อันดับแรกปลานิลที่จะนำมาแปรรูปได้ต้องมีขนาดตัวน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งตัวปลานิลเป็นปลาที่ทางวิสาหกิจชุมชนรวบรวมมาจากเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลานิลภายในกลุ่มที่มีการรวมตัวเพื่อพัฒนาการแปรรูปปลานิล ปลาต้องสดและไม่มีกลิ่นสาบโคลน ถ้ามีกลิ่นโคลนจะไม่สามารถนำไปแปรรูปได้เพราะกลิ่นจะติด เกณฑ์การคัดเลือกปลามีประมาณนี้

ปลานิลไซซ์ 1.5 กิโลกรัม
ในส่วนของขั้นตอนการแปรรูปมีดังนี้
อันดับแรกนำปลานิลที่ขึ้นมาจากบ่อสดๆ มาทำให้ตายด้วยการน็อกน้ำแข็งซึ่งวิธีนี้การรักษาความสดและลดกลิ่นคาวได้ดีที่สุด
จากนั้นให้นำปลานิลไปขอดเกล็ด ถลกหนัง เลาะก้าง และแล่เนื้อจนเหลือแค่ตัวเนื้อปลาเพียงอย่างเดียว โดยปลานิลสวรรค์จะใช้เฉพาะเนื้อปลานิลล้วนๆ มาทำการแปรรูปโดยหั่นเนื้อปลาออกเป็นชิ้นเล็กๆ โดยขณะที่แล่ก็ต้องมีน้ำแข็งมารองรับเนื้อปลาอยู่ตลอด เพราะปลานิลเป็นปลาน้ำจืดเนื้อจะล้มง่ายและเละ จะนำมาแปรรูปเป็นปลาสวรรค์ไม่ได้ อันนี้ถือเป็นจุดเด่นอีกข้อที่ทางมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เข้ามาสอนให้



กระบวนการเตรียมวัตถุดิบก่อนการปรุงปลานิลสวรรค์
แล้วนำไปหมักด้วยเครื่องปรุงซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลปี๊บ ซีอิ๊วขาว เมล็ดผักชีคั่วตำละเอียด และงาขาว จากนั้นนำเนื้อปลานิลแช่แข็งเป็นเวลา 3 ชั่วโมง เพราะการทำปลาสวรรค์จะต้องมีความสดอยู่ตลอด
เมื่อเนื้อปลาแช่แข็งจนครบเวลา ให้นำปลาไปตากแดดต่อเป็นเวลา 4 ชั่วโมง หลังเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมด สามารถนำเนื้อปลานิลไปเก็บไว้ในตู้เย็นได้จนกว่าจะนำมารับประทาน โดยตัวปลาสามารถเก็บได้มากกว่า 3 เดือน
หากต้องการรับประทานให้นำเนื้อปลามาทอดในกระทะ โดยใช้เวลาทอดสักครู่ จึงสามารถนำมารับประทานได้ โดยผลิตภัณฑ์ปลานิลสวรรค์แปรรูปจากวิสาหกิจชุมชนบ้านบางเข็มเปิดตัวผลิตภัณฑ์เป็นที่แรก ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ณ พื้นที่บริเวณสนามบินนครศรีธรรมราช โดยได้ความร่วมมือจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งได้รับความพึงพอใจจากประชาชนทั่วไปเป็นอย่างดี จนได้รับสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) จากความร่วมมือของหน่วยงานทุกๆ ฝ่าย ซึ่งทางวิสาหกิจชุมชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผลิตภัณฑ์ปลานิลสวรรค์บ้านบางเข็ม จะเติมเต็มความอร่อยแก่ผู้บริโภคทุกครัวเรือน และช่วยให้ชุมชนเกิดรายได้อย่างยั่งยืน ในอนาคตอันใกล้จะสามารถต่อยอดผลิตภัณฑ์อื่นๆ สู่มือของผู้บริโภคต่อไป

จุดเด่นปลานิลสวรรค์บ้านบางเข็ม
อยู่ที่รสชาติหวานกำลังดี บวกกับความหอมของเมล็ดผักชีคั่วที่ใส่ลงไป และไม่มีใครกล้าทำอย่างเราที่แล่เฉพาะเนื้อปลาอย่างเดียวต้นทุนสูง ปลาสด 150 กิโลกรัม เมื่อแปรรูปตากแห้งออกมาแล้วเหลือน้ำหนักเพียง 16 กิโลกรัม เน้นเนื้อเน้นคุณภาพจริงๆ ซึ่งในส่วนที่ไม่ได้ใช้อย่างหัวปลา หน้าท้องปลา จะนำไปขายให้กับร้านอาหาร หนังปลาเอาไปขายให้กับพ่อค้านำไปทำหนังปลากรอบทอด ส่วนไส้นำให้ชาวบ้านไปทำปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในการทำเกษตรต่อไป จะพยายามไม่ให้เหลือทิ้งเด็ดขาด

ราคา ปลานิลสวรรค์บรรจุ 50 กรัม ราคา 50 บาท 110 กรัม ราคา 100 บาท  250 กรัม 200 บาท และ 1 กิโลกรัม ราคา 800 บาท ถือว่าเพิ่มมูลค่าได้มากจากการขายปลาสด และถือเป็นทางออกให้กับชาวบ้านที่มีปลาตัวใหญ่ไม่สามารถนำไปขายตลาดล่างได้ก็นำมาแปรรูปแทน

การสร้างรายได้ รายได้ยังไม่แน่นอน บางเดือนยอดการผลิตเป็นตัน บางเดือน 200-300 กิโลกรัม ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี จากที่เมื่อก่อนทำเป็นแค่เคยปลาอย่างเดียว แต่พอทางมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เข้ามาให้ความรู้ทางกลุ่มก็มีรายได้และช่องทางการแปรรูปมากขึ้นกว่าเดิม ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีประจวบเหมาะกับช่วงโควิด-19 ทำให้สินค้าแปรรูปที่รับประทานง่าย ขนส่งง่ายพร้อมรับประทาน ขายดียิ่งขึ้น

ตลาด ออกบู๊ธตามงานต่างๆ และอาศัยลูกหลานที่ไปเรียนมหาวิทยาลัยเขานำไปขายผ่านลาซาดาบ้าง ช็อปปี้บ้าง คือทุกบ้านช่วยกัน จนตอนนี้สินค้าปลานิลสวรรค์ขึ้นเป็นสินค้าโอท็อป 5 ดาว เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปลานิลสวรรค์คุณภาพลุ่มน้ำปากพนัง
การแปรรูปสินค้าเกษตรดีอย่างไร
?อย่างแรกคือหนีปัญหาสินค้าล้นตลาด อย่างที่สองคือแปรรูปเพื่อสร้างต้นทุนเพื่อเดินต่อ เพราะว่าต้นทุนการเลี้ยงปลาสูง อาหารแพง ลูกปลาแพง แล้วมันคืออาชีพหลักของชาวบ้านที่นี่ การแปรรูปถือว่าเป็นการต่อชีวิตและช่วยสร้างมูลค่าผลผลิตได้เป็นอย่างดี ขออย่างเดียวแค่มีกำลังใจอย่าท้อ อุปสรรคที่ต้องเจอตอนแรกมีอยู่แล้วคือ 1. เงินทุน ช่วงเกิดโควิด-19 ขายปลาไม่ได้ เอเย่นต์อาหารก็มาเร่งค่าอาหาร ค่าพันธุ์ปลาบ้าง พอเราจะขายออกไปแม่ค้าก็กดราคา เราก็ต้องยอมขาดทุนกิโลกรัมละ 5-10 บาท กลายเป็นปัจจัยส่งไปถึงครอบครัวขาดรายได้ พวกเราจึงมารวมตัวกัน ปลาของใครที่เป็นไซซ์ใหญ่แม่ค้าซื้อถูกก็นำมาแปรรูปดีกว่า? คุณเพชรลดา กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อเบอร์โทร. (081) 249-0566








ผู้เขียน   ธาวิดา ศิริสัมพันธ์
ที่มา       https://www.technologychaoban.com/marketing/article_156512


 2 
 เมื่อ: กันยายน 17, 2020, 03:43:56 PM 
เริ่มโดย Chatchay - กระทู้ล่าสุด โดย Chatchay
?ดินแดนสันเขื่อนอุบลรัตน์ ทิวทัศน์บนภูเก้า ข้าวสารขาวบ้านถิ่น น้ำตกรินตาดโตน ภักษาหารมากล้นกุ้งปูปลา??

เป็นคำขวัญอำเภอโนนสัง มีการปกครองทั้งหมด 10 ตำบล จำนวน 107 หมู่บ้าน ตำบลมีอาณาเขตติดพื้นที่เขื่อนอุบลรัตน์ 6 ตำบล จำนวน 65 หมู่บ้าน มีอาชีพทำการประมง จำนวน 2,350 ครัวเรือน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปปลา จำนวน 4 กลุ่ม โดยเฉพาะหมู่บ้านโนนปอแดง หมู่ที่ 4 ตำบลโคกใหญ่ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นหนึ่งหมู่บ้านที่มีกลุ่มแปรรูปปลาจำหน่ายเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับของฝากเป็นอย่างดี สำหรับผู้ที่มาท่องเที่ยวและเยี่ยมเยือนหรือมาเที่ยวอำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู

คุณโสภา สมพวงภักดี ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนส้มปลาหน้ากระเทียมบ้านโนนปอแดง เล่าให้ฟังว่า หมู่บ้านโนนปอแดงแต่ก่อนมีราษฎรบางส่วนได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนอุบลรัตน์ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2507 โดยได้อพยพขึ้นมาอยู่รอบบริเวณอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ทำให้ชาวบ้านมีอาชีพจับปลาขาย

ปัจจุบันนี้บ้านโนนปอแดง มีทั้งหมดจำนวน 81 ครัวเรือน ประชากรจำนวน 335 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา เลี้ยงวัว เลี้ยงกระบือ จับปลาตามเขื่อนอุบลรัตน์มาจำหน่าย ขณะเดียวกัน ปลาบางส่วนชาวบ้านได้เก็บไว้บริโภค ทั้งในรูปปลาสดและการถนอมอาหาร อย่างปลาส้ม ปลาร้า เพราะเห็นว่ามีจำนวนมากน่าผลิตเพื่อนำออกจำหน่ายตามสถานที่ต่างๆ เป็นการสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง เมื่อเกิดแนวคิดจึงได้ทำการรวมกลุ่มกันผลิตแปรรูปปลาส้มตัวอย่างเป็นรูปธรรม โดยช่วงเริ่มต้นปลาที่ใช้ผลิตปลาส้มจะใช้ปลาที่ชาวบ้านจับตามแหล่งน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ และรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มแปรรูปปลาโนนปอแดง จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนส้มปลาหน้ากระเทียมบ้านโนนปอแดง วันที่ 6 ธันวาคม 2555 กับสำนักงานเกษตรอำเภอโนนสัง โดยมีที่ทำการที่ตั้ง เลขที่ 3 หมู่ที่ 4 บ้านโนนปอแดง ตำบลโคกใหญ่ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู

ได้เริ่มต้นครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2555 โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจัดทำโครงการชีววิถี ได้พาไปศึกษาดูงานที่กลุ่มแปรรูปปลาสมุนไพรบ้านห้วยบง กลุ่มที่ 3 จากนั้นได้ทดลองทำเพื่อขายให้กับคนในชุมชน จากนั้นสมาชิกกลุ่มฝีมือและปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์รวมถึงการบรรจุภัณฑ์เพื่อให้ได้มาตรฐานและความปลอดภัย

ทางกลุ่มทดลองใช้กระเทียมติดหน้าปลาส้มตัว จึงเป็นที่มาปลาส้มหน้ากระเทียม และได้ชื่อแบรนด์ ?ปลาส้มหน้ากระเทียม? และการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ทั้งจากในอำเภอ จังหวัด และต่างจังหวัดเป็นอย่างดี นอกจากนี้ การตลาดของกลุ่มนำไปจำหน่ายตลาดประชารัฐรวมผลผลิตทั้งในระดับอำเภอและจังหวัด

สะอาด ถูกหลัก อนามัย
สูตรการทำปลาส้ม ส่วนผสมประกอบด้วย

ปลาตะเพียน 2 กิโลกรัม
เกลือป่น 2 ช้อนโต๊ะ
กระเทียมบดหรือตำ 1/2 ถ้วย
ข้าวสุก 1 ถ้วย
วิธีทำ

ขอดเกล็ดปลาและควักไส้ออกให้หมด แล้วบั้งปลาข้างละสี่ห้าบั้งหรือตามต้องการ ถ้าปลาตัวใหญ่ตัดปลาเป็นสองถึงสามชิ้น นำข้าวสุกไปล้างน้ำ นำกระเทียมกับเกลือทั้งหมดสามอย่างนำไปคลุกกับปลา นวดให้เข้ากัน นำปลาที่ได้ใส่ภาชนะ กดตัวปลาให้แน่น และปิดฝา ทิ้งไว้ 1-5 วัน หรือจนกระทั่งปลามีรสเปรี้ยวจึงนำออกทอดได้

? การใส่กระเทียมเยอะๆ จะช่วยทำให้กลิ่นปลาหอม และมีความคาวลดลง

? นำแป้งข้าวเจ้าละลายน้ำ แช่ปลาก่อน 20 นาที ก่อนลงหมักด้วยเครื่องต่างๆ จะทำให้เนื้อปลาแข็งตัว เนื้อไม่เละ ก่อนลงทอดตีไข่ไก่ให้แตก แล้วนำปลาไปคลุกไข่ไก่ ก่อนนำลงทอดจะทำให้ปลาส้มหอมน่ารับประทาน หรืออาจนำไปนึ่ง ทำให้รสชาติดีมาก ไม่อมน้ำมัน

ราคาจำหน่าย ปลาส้มหน้ากระเทียม (ปลาตะเพียน) ขายส่งกิโลกรัมละ 70-80 บาท

ปลาส้มสายเดี่ยว ขายส่ง กิโลกรัมละ 9 บาท ขายปลีก กิโลกรัมละ 100 บาท ส้มไข่ปลา ขายส่ง กิโลกรัมละ 85 บาท ขายปลีก กิโลกรัมละ 100 บาท หม่ำไข่ปลา ขายส่ง กิโลกรัมละ 60 บาท ขายปลีก กิโลกรัมละ 80 บาท

คุณโสภา ได้เล่าให้ฟังอีกว่า ทางกลุ่มมีการดำเนินกิจกรรม โดยมีคณะกรรมการบริหารของกลุ่ม ประกอบด้วย

คุณโสภา สมพวงภักดี ตำแหน่ง ประธานกรรมการ
คุณบุญหลาย เห็มโพธิ์ ตำแหน่ง รองประธานกรรมการ
คุณเอี้ยง ไชยรส ตำแหน่ง เลขานุการ
คุณลั่นทม แก้วเวหล ตำแหน่ง เหรัญญิก
คุณบานเย็น สมศรี ตำแหน่ง กรรมการ
คุณสมหมาย สุปัญญา ตำแหน่ง กรรมการ
คุณอุทัย โยธามาตย์ ตำแหน่ง กรรมการ
คุณท่อน บัวจันทร์ ตำแหน่ง กรรมการ
คุณน้อย จันทร์ไทย ตำแหน่ง กรรมการ


ผู้ตรวจสอบกิจการของกลุ่ม

คุณวีระ ไพรตื่น
คุณสมศรี สมพวงภักดี
การสนับสนุนจากหน่วยงานราชการ

ปี 2556 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อก่อสร้างโรงเรือน ปรับปรุง และต่อเติมอาคารที่ทำการกลุ่ม จาก กฟผ. เป็นเงิน 100,000 บาท

ปี 2558 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อต่อเติมห้องเตรียมการผลิต จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น จำนวน 20,000 บาท

ปี 2559 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อต่อเติมห้องบรรจุผลิตภัณฑ์ จาก อบต.โคกใหญ่ จำนวน 20,000 บาท

ปี 2559 สำนักงานเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู สนับสนุนถุงบรรจุผลิตภัณฑ์ จำนวน 10,000 บาท

ปี 2560 ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อปรับปรุงโรงเรือน จาก กรมประมง จำนวน 200,000 บาท

บทบาทของสมาชิกและบทบาทของคณะกรรมการ ที่มีต่อกลุ่ม

บทบาทของสมาชิกที่มีต่อกลุ่ม มีดังนี้
?  ผลิตผลิตภัณฑ์ให้ทันความต้องการตลาด

? ร่วมประชุมประจำเดือน

บทบาทของคณะกรรมการที่มีต่อกลุ่ม ดังนี้
? ประชาสัมพันธ์ติดต่อกับลูกค้า

? ประสานงาน เพื่อจัดหางบประมาณสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

? ประชุมคณะกรรมการกลุ่ม

? ทำบัญชีรายรับรายจ่ายกลุ่ม

คุณกัลยา ไชยคำแดง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ รับผิดชอบกลุ่มงานพัฒนาเกษตรกรระดับอำเภอ และรับผิดชอบตำบลโคกใหญ่ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากการออกติดตาม แนะนำ ให้คำปรึกษา ซึ่งพบว่าทางกลุ่มมีแนวความคิดริเริ่มที่จะดำเนินการโครงการในอนาคต ได้แก่

ตั้งร้านค้าสหกรณ์ของกลุ่มในชุมชน
ขยายช่องทางการจำหน่ายกิจกรรมการจำหน่ายครบวงจรเพื่อส่งออก
แปรรูปปลาร้า ปลาส้มสมุนไพร และปลาจ๊อ
ส่งเสริมการประมงเลี้ยงปลาในชุมชนเพื่อเป็นวัตถุดิบ

ณวีรสุทธิ์ โฮสูงเนิน เกษตรอำเภอโนนสัง กล่าวว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ส้มปลาหน้ากระเทียมบ้านโนนปอแดง ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคทั้งในท้องถิ่นและต่างจังหวัดเป็นอย่างดี โดยสินค้ามีการวางขายในตลาดชุมชน หรือตลาดสีเขียวในจังหวัด นอกจากนี้ สินค้ายังมีการผลิตตามออเดอร์จากขาประจำจากทั่วประเทศ อีกทั้งยังมีพ่อค้ารับไปจำหน่ายที่ตลาดลาวและเขมร

เนื่องจากผลิตภัณฑ์ส้มปลาหน้ากระเทียมบ้านโนนปอแดงมีรสชาติยอดเยี่ยม จุดเด่นทุกตัวต้องมีกระเทียมติด นอกจากนี้ ใช้สูตรและกรรมวิธีแบบโบราณ ไม่มีการใช้สารเคมีหรือปรุงแต่ง พร้อมกับได้รับการรับรองมาตรฐานสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ส้มไข่ปลาผ่านการรับรองมาตรฐาน จาก อย. เลข 39-02358-2-0001 และได้รับใบรับรอง มผช. 754/2557

ผลิตภัณฑ์ส้มปลาหน้ากระเทียมผ่านการรับรองมาตรฐานจาก อย. เลข 39-02358-2-0002 และได้รับใบรับรอง มผช. 471/2555 ผลิตภัณฑ์ส้มปลาตะเพียนผ่านการรับรองมาตรฐานจาก อย. เลข 39-02358-2-0003 และได้รับใบรับรอง มผช. 754/2557

คุณชนะ ไชยฮ้อย เกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ให้ข้อมูลเพิ่มว่า ในปัจจุบัน กลุ่มวิสาหกิจชุมชนของจังหวัดหนองบัวลำภู มีจำนวน 1,591 กลุ่ม แต่มีการดำเนินการรวมกลุ่มกัน แต่กิจกรรมยังไม่โดดเด่น กิจกรรมอาจไม่ต่อเนื่อง คุณภาพผลผลิตยังไม่ได้มาตรฐาน อาจจะต้องส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง จะส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน โดยการต่อ แต่ง เติม ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยจะส่งเสริมและสนับสนุนให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเป็น Smart Group คือกลุ่มที่มีความเข้มแข็ง มีความสามัคคีกลมเกลียวกัน เป็นหนึ่งเดียวกัน มีกระบวนการผลิตสินค้าที่ดี การบริหารจัดการที่ดี จะได้ผลผลิตที่ดี สู่เป็น Smart Product ต่อไป

หากสนใจหรือสอบถามรายละเอียดการสั่งสินค้าได้ที่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนส้มปลาหน้ากระเทียมบ้านโนนปอแดง เลขที่ 3 หมู่ที่ 4 บ้านโนนปอแดง ตำบลโคกใหญ่ อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู รหัสไปรษณีย์ 39140 โทร. (085) 014-5734 และ (061) 029-4970 หรือทางเฟซบุ๊ก ปลาส้มโนนปอแดง


ที่มา           https://www.technologychaoban.com/marketing/article_48131
ผู้เขียน   วีรสุทธิ์ โฮสูงเนิน

 3 
 เมื่อ: กันยายน 17, 2020, 03:41:10 PM 
เริ่มโดย Chatchay - กระทู้ล่าสุด โดย Chatchay
ทะเลสาบฮาลา-บาลา อยู่ที่ตำบลแม่หวาด อำเภอธารโต จังหวัดยะลา อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ที่หากใครมีโอกาสเดินทางมาถึงจังหวัดยะลาก็ต้องหาเวลามาล่องเรือสักครั้งเพื่อชมความงามของธรรมชาติ ได้เห็นความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งสองฝั่งทะเลสาบฮาลา-บาลา ชมวิถีชีวิตของชาวบ้านพื้นถิ่น การทำประมงพื้นบ้านจากแหล่งน้ำที่ธรรมชาติสรรค์สร้าง จนเกิดเป็นอาชีพที่หลากหลายของชาวบ้านในละแวกนี้ มีการนำปลาจากทะเลสาบมาแปรรูปทำปลาส้มกันมากมาย และหนึ่งในนั้นก็เป็นปลาส้มจากวิสาหกิจชุมชนกลุ่มปลาส้มบาตูมัส ที่ใช้ประโยชน์จากธรรมชาติที่มีอยู่มาต่อยอดสร้างรายได้ ด้วยสโลแกน ?ปลาส้มบาตูมัส อร่อยฟิน ไม่ติดกระทะ?

คุณไซนับ ดอหิง หัวหน้ากลุ่มปลาส้มบาตูมัส อยู่บ้านเลขที่ 404 หมู่ที่ 7 ตำบลแม่หวาด อำเภอธารโต จังหวัดยะลา พลิกวิกฤตเป็นโอกาสในช่วงยางพาราราคาตกมารวมกลุ่มสร้างแปรรูปปลาส้มเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้จุนเจือครอบครัว

คุณไซนับ ดอหิง หัวหน้ากลุ่มปลาส้มบาตูมัส
คุณไซนับ เล่าว่า เนื่องจากคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรทำสวนยาง มีรายได้หลักจากยางพารา เมื่อประสบวิกฤตราคายางตกต่ำจึงคิดที่จะหารายได้เสริมมาจุนเจือครอบครัว จึงมีการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขึ้นมาเพื่อแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ สร้างรายได้ โดยมีกรมแรงงานเข้ามาเสนอและจะสอนวิธีทำปลาส้มให้ ซึ่งในครั้งแรกทางกลุ่มยังไม่สนใจและปฏิเสธไปก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่ามีคนทำเยอะแล้ว และผลตอบรับก็ไม่ดีเท่าที่ควร จึงไม่มีกำลังใจที่จะทำ แต่ต่อมาก็ทนคำชักชวนของกรมแรงงานไม่ไหวจึงตกปากรับคำให้เขามาสอนทดลองทำ ทำไปทำมาทางกลุ่มเริ่มรู้สึกติดใจเพราะมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน เข้ามาชิมปลาส้มที่ทางกลุ่มทำ ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าปลาส้มของกลุ่มเราอร่อยกว่าที่เคยกินมา จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจอยากที่จะพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น ด้วยการนำประสบการณ์และจุดด้อยมาพัฒนาดัดแปลงทำด้วยกรรมวิธีของกลุ่มเราเอง กลายเป็นจุดเด่นและมีการพูดกันปากต่อปาก ยอดขายดีขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้เป็นเวลากว่า 2 ปี แล้ว

จุดเด่นปลาส้มบาตูมัส
จุดเด่นของปลาส้มบาตูมัสคือ 1. ปลาที่นำมาแปรรูปเป็นปลาที่มีอยู่ในพื้นที่ ในพื้นที่ของเรามีปลาเยอะมากเพราะเป็นแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ทะเลสาบฮาลา-บาลา เน้นปลาตะเพียนเป็นวัตถุดิบหลัก เนื่องจากปลาตะเพียนตัวเล็ก เมื่อนำมาหมักเกลือจะทั่วถึงทำให้ปลาไม่มีกลิ่นคาว เนื้อหวาน รสชาติกำลังพอดี ไม่หวาน ไม่เปรี้ยวจนเกินไป ทอดแล้วไม่ติดกระทะ เนื้อไม่แตก ด้วยแนวคิดภูมิปัญญาชาวบ้านใช้พัดลมเป่าไล่น้ำให้ปลาสะเด็ดน้ำ และที่สำคัญข้าวก็จะคั่วใหม่ๆ เพื่อให้ได้กลิ่นหอม นี่คือความแตกต่างกลายเป็นเสน่ห์ของปลาส้มบาตูมัส

คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน
?ปลาส้มบาตูมัส? ทุกขั้นตอนการทำ
ต้องสด สะอาด ได้คุณภาพ
เจ้าของบอกว่า กว่าจะมาเป็นปลาส้มจำหน่ายให้ผู้บริโภคได้ กรรมวิธีในการแปรรูปต้องสะอาดทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่

ขั้นตอนการเตรียมส่วนผสม

เกลือเม็ด 2. ข้าวเจ้าหรือข้าวเหนียวก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละท่าน แต่ทางกลุ่มจะเลือกใช้ข้าวเจ้าเพราะจะทำให้ปลารสชาติไม่เปรี้ยวเกินไป ถือเป็นสูตรที่ลงตัว แต่ก่อนหน้านี้ก็เคยมีการทดลองหลายๆ สูตร เช่น ใช้ข้าวเหนียวผสมกับกระเทียม จะอร่อยเปรี้ยวได้ใจภายใน 1 สัปดาห์ แต่พอหลังจากนั้นจะเหม็นเปรี้ยวเกินไป ทางกลุ่มจึงหยุดทำ 3. น้ำตาลทราย 4. ข้าวคั่ว
ขั้นตอนการทำ

ต้องเป็นปลาตะเพียน และเป็นปลาที่สดเหงือกแดงเท่านั้น เพราะเคยสั่งปลาที่จับมานานหลายวัน เมื่อนำมาแปรรูปเนื้อจะไม่หวาน หลังจากนั้นจึงต้องย้ำพ่อค้าขายปลาว่าให้ส่งปลาสดมาให้เราอย่างเดียวเพราะอยู่ในพื้นที่เราเอง

ปลาต้องสดเท่านั้น
ท้องของปลาที่ชำแหละแล้วต้องดูว่าสะอาดและสด เพราะตอนที่รับปลามาพ่อค้าเขาจะทำการผ่าท้องควักไส้ออกมาให้แล้วเรียบร้อย เราจำเป็นต้องตรวจดูความสะอาดอีกครั้ง
ทำการขอดเกล็ด ตัดเหงือก นำมาล้างน้ำให้สะอาดถูกหลักศาสนาอิสลาม ในท้องปลาต้องสะอาดใช้แปรงขัดจนเกลี้ยงไม่ให้มีเลือดติดอยู่แม้แต่นิดเดียว ความพิเศษคือที่นี่จะใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่ไหลจากบนเขามาล้างทำความสะอาดปลา ล้างหลายๆ ครั้ง จากนั้นนำไปสะเด็ดน้ำ แล้วนำมาหมักเกลือทิ้งไว้ 1 คืน

ใช้แปรงขัดจะไม่มีเลือดติดค้างในตัวปลา
ล้างเกลือออกแล้วสะเด็ดน้ำทิ้งไว้ จากนั้นนำข้าวคั่วกับน้ำตาลทรายใส่ลงไปผสมคลุกเคล้ากับปลาที่เตรียมไว้ หมักทิ้งไว้ 10 วัน ต้องปิดให้มิดชิด จนมั่นใจว่าแมลงหรือสิ่งสกปรกไม่สามารถเข้าไปได้

7 คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน
ข้อควรระวัง

?ความสะอาดต้องมาอันดับหนึ่ง เกลือที่ใช้หมักต้องเลือก ของทางกลุ่มจะสั่งเกลือเม็ดมาจากปัตตานีเลย เพราะถ้าใช้เกลือป่นรสชาติของปลาที่ออกมาจะเค็มจนขม แต่ถ้าเป็นเกลือเม็ดจะเค็มออกหวาน แต่ก็ต้องดูด้วยว่าถ้าเป็นเกลือที่ขาวและเม็ดใหญ่จะเค็มมาก จะให้ดีคือเม็ดต้องเล็กเพราะว่าจะเข้าไปถึงเนื้อได้รวดเร็ว และอีกอย่างคือน้ำต้องถึง ถ้าน้ำน้อยปลาจะไม่สะอาด ทำออกมาแล้วปลาจะเหม็นคาว? พี่ไซนับ กล่าวถึงข้อควรระวังในการทำปลาส้ม

เคล็ดลับง่ายๆ ทอดปลาส้มให้อร่อย เพียงใช้เวลาที่เหมาะสมในการทอด ถ้าเป็นปลาตัวใหญ่ ต้องใช้เวลาทอด ข้างละ 4 นาที ถ้าเป็นปลาตัวเล็กลงมาให้ลดเวลาลงมาเหลือข้างละ 3 นาที เพียงเท่านี้ปลาก็จะออกมาสีเหลือง กรอบนอกนุ่มใน


ข้าวคั่วใหม่ๆ กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์
การตลาดผลตอบรับดี
โควิด-19 ถือเป็นโอกาส
เจ้าของบอกว่า ตั้งแต่เริ่มรวมกลุ่มแปรรูปปลาส้มขายผลตอบรับก็ดีขึ้นมาเป็นลำดับ จากปกติจะขายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 400 กิโลกรัมขึ้นไป แต่พอเกิดโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ขึ้น กลับทำให้ปลาส้มบาตูมัสขายดีเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 750 กิโลกรัม นับเป็นสัญญาณที่ดีในเรื่องของการตลาด กลุ่มลูกค้ามาจากทั่วประเทศ และที่สำคัญกลุ่มลูกค้าที่ลืมไม่ได้เลยและทำให้ปลาส้มบาตูมัสของเรามีชื่อเสียงทุกวันนี้คือกลุ่มตลาดในชุมชนคนในหมู่บ้านที่ร่วมกันอุดหนุนของพื้นถิ่น บอกกันปากต่อปากไปถึงญาติพี่น้องที่อยู่ต่างจังหวัดกัน ทำให้การตลาดเรามาได้ไกลแบบก้าวกระโดด ซึ่งยอดขายอาจจะไม่ได้มากนักถ้าเทียบกับเจ้าใหญ่ๆ ที่เขาทำกัน แต่เกิดเป็นความภูมิใจที่สามารถมีเงินมาจุนเจือครอบครัวได้ตามที่หวังไว้ สมาชิกทั้งหมด 22 คน เริ่มมีรายได้เพิ่มขึ้นจากหลักร้อย ขยับขึ้นมาเป็นหลักพัน หรือในบางครั้งได้มากถึงคนละ 3,000 บาท เฉลี่ยแล้วทางกลุ่มจะมีรายได้จากการขายปลาส้มไม่ต่ำกว่า 40,000-50,000 บาท ต่อเดือน จากเมื่อก่อนไม่ค่อยจะมีความสามัคคีกัน ตอนนี้มีความสามัคคีมากขึ้น รายได้ก็เริ่มดีขึ้น

ร่วมมือกันทำแข็งขัน
การตลาด มีมาจากหลายแหล่งทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สั่งเข้ามา วางขายตามร้านขายของฝาก และลงขายผ่านช่องทางออนไลน์ เฟซบุ๊ก ไลน์ ราคาขายต่อ 1 ถุง ก็ไม่แพง เน้นให้คนในชุมชนสามารถเข้าถึงจับซื้อได้ง่ายในราคาถุงละ 20 บาท บรรจุ 180 กรัม แต่ถ้าขายให้กับร้านส่งทั่วไปจำเป็นต้องเพิ่มราคาขึ้นมาอีกนิด เพราะถ้าขายเท่าเดิมจะได้แต่ทุนยังไม่มีกำไร จึงขึ้นมาในราคาถุงละ 35 บาท แต่ถ้าสั่งมากกว่า 10 ถุง ขึ้นไปลดลงมาเหลือถุงละ 30 บาท และเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมาทางกรมการพัฒนาชุมชนได้เข้ามาแนะนำการตลาดให้ลดราคาลงมาอีกสำหรับลูกค้าที่สั่ง 100 ถุงขึ้นไป ผลตอบรับก็ออกมาดีเกินคาด มีลูกค้าหลายคนสั่งทีละ 100 ถุง ซึ่งในอนาคตวางแผนที่จะพัฒนาทำปลาส้มให้มีหลากหลายขนาดมากกว่านี้ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

ขั้นตอนแพ็กถุงสุญญากาศ
ฝากถึงเกษตรกร
?ถ้าเราทำอาชีพอะไร เราจะต้องคิดดีๆ ไม่ใช่พอเห็นเขาทำปลาส้มแล้วดีเราจะทำด้วย แต่อยากให้ลองพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ใกล้ๆ ให้ดีขึ้นกว่าเดิม ให้ผู้บริโภคยอมรับ และอย่ามองข้ามความสามัคคีในชุมชน เพราะจริงๆ แล้วการเริ่มต้นการตลาดที่สำคัญที่สุดไม่ต้องไปมองที่ไหนอื่นไกล ตลาดในชุมชนเรานี่แหละจะเป็นกระบอกเสียงให้เราได้ดีที่สุด บอกกันปากต่อปากไปในชุมชน ช่วยเหลือกันจนเกิดเป็นความเห็นใจซึ่งกันและกัน ขายของในราคาที่เขาจับต้องได้ ให้เพื่อนบ้านได้กินทุกคน หรือซื้อไปฝากลูกหลานในราคาเป็นกันเอง เราต้องสร้างสัมพันธ์ที่ดีภายในชุมชนก่อน อย่ามองข้าม ทำชุมชนเราให้แข็งแรง ต่อไปจะทำอะไรหรือรวมกลุ่มอะไรก็ง่ายขึ้น? พี่ไซนับ กล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสนใจสั่งซื้อปลาส้มบาตูมัส ติดต่อได้ที่เบอร์โทร. (098) 039-7359





ผู้เขียน   ธาวิดา ศิริสัมพันธ์
ที่มา       https://www.technologychaoban.com/thai-local-wisdom/article_157569

 4 
 เมื่อ: กันยายน 17, 2020, 02:32:08 PM 
เริ่มโดย Chatchay - กระทู้ล่าสุด โดย Chatchay
ปลาช่อน เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งที่ตลาดมีความต้องการอยู่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งในช่วงที่โรคไข้หวัดนกเข้ามาระบาดในสัตว์ปีก อย่างเช่น  ไก่ เป็ด ส่งผลทำให้ผู้คนหันมาให้ความสนใจบริโภคเนื้อปลาน้ำจืดแทนสัตว์อื่นๆ กันมากขึ้น ส่งผลทำให้ปัจจุบันราคาซื้อขายปลาในท้องตลาดสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยเฉพาะปลาช่อนปลาน้ำจืดที่อยู่คู่กับแหล่งน้ำธรรมชาติของประเทศไทย
ถึงแม้ว่าในธรรมชาติตามหนอง คลอง บึง จะมีปลาชนิดนี้มาก แต่การล่าหรือจับเพื่อการค้านั้นค่อนข้างลำบาก เพราะว่าเป็นปลาที่มุดโคลนเก่ง แต่อย่างไรก็ตามด้วยความต้องการของมนุษย์และสิ่งมีชีวิติที่กินเนื้อเป็นอาหารจะใช้กลยุทธต่างๆ ทำให้ได้มาซึ่งปลาช่อนที่ได้ชื่อว่าเป็นปลาที่จับได้ยาก ไม่เว้นแม้กระทั้งในช่วงฤดูกาลที่ปลาวางไข่ ส่งผลทำให้ปริมาณและผลผลิตในธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้ ทำให้เกษตรกรหันมาประกอบอาชีพเลี้ยงปลาช่อนในเชิงพาณิชย์ มีการบริหารจัดการฟาร์มเพาะเลี้ยงที่มีคุณภาพแทนการไปจับจากธรรมชาติ ดังเช่นคุณชาญ บัววิเชียร เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาช่อน ตำบลบางพลับ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีที่มีการบริหารจัดการตั้งแต่การนำลูกปลาจากธรรมชาติมาอนุบาลจนมีความแข็งแรงก่อนที่จะส่งจำหน่ายต่อไปยังเกษตรกรที่มีความสนใจ

คุณชาญ เดิมมีอาชีพเป็นช่างตัดผม อยู่แถวมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่เบื่อความจำเจ ประกอบกับที่ต้องกลับมาดูแลพ่อแม่ จึงกลับมาอยู่บ้านเกิดและหันมายึดอาชีพเป็นลูกจ้างเลี้ยงปลาช่อน ในอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
การทำงานเป็นลูกจ้างคุณชาญทำให้มีโอกาสสร้างธุรกิจเล็กเป็นของตัวเอง โดยการนำลูกปลาช่อนที่ชาวบ้านจับมาจากธรรมชาติส่วนที่เกินปริมาณการสั่งชื้อของนายจ้างมาเลี้ยงในกระชังควบคู่กับการเป็นลูกจ้าง ซึ่งในแรกๆ ยังไม่มีเงินทุน การเพาะเลี้ยงจึงเริ่มต้น 4 กระชัง โดยใช้ไม้ไผ่ทำเป็นหลักยึดกระชังให้ลอยอยู่ในน้ำ

หลังจากที่คุณชาญเพาะเลี้ยงลูกปลาช่อนควบคู่กับการเป็นลูกจ้างมาระยะหนึ่ง ธุรกิจของนายจ้างต้องหยุดกิจการลงเนื่องเกิดปัญญา ลูกน้องแยกย้ายไปหาอาชีพอื่นๆทำกันหมด เหลือเพียงคุณชาญที่ยังให้ความสนใจถึงแม้ธุระกิจของนายจ้างจะหยุดลงแต่เขายังคงสานต่ออาชีพนี้ทำเป็นธุรกิจเล็กๆ ของครอบครัว

คุณชาญเริ่มจากทดลองอนุบาลลูกปลาธรรมชาติที่ชาวบ้านจับมา อนุบาลส่งขายให้กับผู้เลี้ยงรายใหญ่
?ตอนที่เป็นลูกจ้าง ได้เรียนรู้และหาประสบการณ์การเพาะเลี้ยงมานานพอสมควร อีกทั้งยังมีโอกาสทำเป็นของตัวเองการหันมาทำเองจึงไม่ใช่เรื่องที่ยาก แต่ด้วยไม่ค่อยมีทุนจึงเริ่มเลี้ยงจำนวนน้อยๆ อนุบาลจนครบ 2 เดือนหรือมีความยาวได้ประมาณ 3-4 นิ้ว ก็ส่งขายต่อให้ผู้เลี้ยงรายใหญ่?

การเพาะเลี้ยงลูกปลาช่อนของคุณชาญจะมีลักษณะเหมือนกับการอนุบาลลูกปลาโดยทั่วไป ซึ่งฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาช่อนอยู่ติดกับแม่น้ำสองพี่น้องดังนั้นการอนุบาลลูกปลาทั้งหมดจะอยู่ในรูปของกระชังที่มีขนาดความกว้าง 3 เมตร ยาว 4 เมตร ลึก 1.50 เมตร ซึ่งเป็นขนาดที่ง่ายต่อการจัดการ

?แต่ละกระชังจะปล่อยลงไปประมาณ 50,000-60,000 ตัว ต่อกระชัง ซึ่งเป็นปริมาณที่ไม่แน่นหนามากนัก เมื่อตัวใหญ่หากมีกระชังว่างเราก็แยกไปปล่อยเลี้ยง แต่ถ้าไม่ว่างก็สามารถปล่อยไว้อย่างนั้น เพียงแต่ให้อาหารกินอย่างเพียงพอลูกปลาก็อาศัยอยู่ได้แล้ว?
ลูกปลาช่อนจากธรรมชาติที่ชาวบ้านนำมาขายมีหลายขนาด มีทั้ง 3,000 ตัว ต่อกิโลกรัม 1,400 ตัว ต่อกิโลกรัมและ 800 ตัว ต่อกิโลกรัม เมื่อปลาถึงเราจะคัดเลือกขนาด เพื่อป้องกันการแยกอาหารกัน และต้องการให้แต่ละกระชังมีลูกปลาเจริญเติบโตเท่าๆ กัน ทั้งนี้เพื่อสะดวกในการจัดการอื่นๆ ด้วย

?แต่หากลูกปลาที่ซื้อเป็นตัวใหญ่หรือขนาด 800 ตัว ต่อกิโลกรัม จะหัดให้กินอาหารปลาทะเลและอาหารเม็ด เพียงระยะเวลา 10 วัน เท่านั้น ก็สามารถจับขายได้แล้ว ส่วนปลาอายุประมาณ 15 วัน ปลาพวกนี้ต้องอนุบาลครบ 40 วัน จึงจับจำหน่ายให้กับลูกค้าที่สนใจ ขนาด 2-3 นิ้ว ราคา 1 บาท และขนาด 3-4 นิ้ว ราคา 1.50 บาท 4-5 นิ้ว ราคา 2 บาท?

การอนุบาลหรือเลี้ยงลูกปลาช่อนให้ประสบความสำเร็จ คุณชาญบอกว่าไม่ใช่สิ่งที่ยากนัก แต่ก็ไม่ง่ายสำหรับมือใหม่ๆ เนื่องจากเป็นปลากินเนื้อที่มีความต้องการอาหารคุณภาพสูง แคลเซียมและวิตามิน เพื่อสร้างกระดูกและเกล็ด ดังนั้น ในการอนุบาลลูกปลานั้น เราเน้นเรื่องอาหารและอาหารเสริมเป็นพิเศษ?จะอนุบาลลูกปลาให้รอดนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่เลี้ยงให้โตให้อ้วนสมบูรณ์นั้นเป็นเรื่องยาก หากสูตรอาหารไม่ดีจริงๆ ปลาก็เล็กไปเลย  ดังนั้น อาหารที่ใช้อนุบาลลูกปลาครั้งแรกจะผลิตขึ้นมาเอง โดยใช้สูตร คือ เนื้อปลาทะเล 1 กิโลกรัม นมผงเด็ก 3 ช้อน แคลเซียล 1 ช้อนกาแฟ วิตามินซี 1 ช้อนกาแฟ และไข่ 1 ฟอง บดผสมกันให้ละเอียด แล้วนำไปหยดตามข้างๆ กระชัง เพื่อเป็นการฝึกให้กินอาหารครั้งแรก นอกจากนี้ในการอนุบาลลูกปลาช่อนไม่เพียงให้กินอาหารทุกวันเท่านั้น ต้องให้ยาถ่ายพยาธิมาผสมกับอาหาร เพื่อให้ปลากินอีกด้วย โดยจะถ่ายพยาธิ 3 ครั้ง คือ หลังจากเลี้ยง 3 วัน 7 วัน และ 15 วัน  นอกจากนี้ การบริหารจัดการน้ำที่ใช้เพาะเลี้ยง ฤดูกาล อากาศก็มีส่วนสำคัญ?

อย่างไรก็ตามต้องฝึกลูกปลาให้กินได้ทั้งอาหารเม็ดและปลาทะเลสลับกับสูตรอาหารดังกล่าว เพราะว่าผู้ซื้อหรือลูกค้ามีทั้งอยู่ใกล้และไกลทะเล บางคนไม่สะดวกซื้อปลาทะเล ก็สามารถใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปของปลาดุกหรือพวกไฮเกรดได้
?การเลี้ยงปลาช่อนทั่วๆ ไป จะซื้อปลาทะเล พวกปลาข้างเหลือง หรือปลาเป็ดมาบดให้ปลาช่อนกินเป็นอาหาร ซึ่งมีข้อเสียหลายอย่างคือ ทำให้น้ำในบ่อเลี้ยงคุณภาพไม่ดี และต้นทุนการเลี้ยงค่อนข้างสูง อีกทั้งการจัดการลำบาก นอกจากนี้ ผู้เลี้ยงที่อยู่ห่างไกลจากทะเลไม่สามารถหาซื้ออาหารมาเลี้ยงปลาได้อีกด้วย?

?ด้วยข้อกำจัดดังกล่าว ผมจึงฝึกให้ลูกปลาที่เลี้ยงไว้หัดกินอาหารเม็ดได้อย่างสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นลูกปลาจากธรรมชาติหรือจากการผสมพันธุ์เอง? คุณชาญ กล่าวทิ้งท้าย

การฝึกให้กินอาหารเม็ดนั้น จะต้องค่อยๆ ลดอาหารบดหรือปลาบด แล้วก็ใส่อาหารเม็ดไปแทนที่
จากคนที่ไม่มีอะไรเลย ทั้งเงินและความรู้ แต่ความชอบและต้องการต่อสู้กับความยากจน ทำให้คุณชาญมีวันนี้  20 กว่าปี ที่คุณชาญได้สะสมประสบการณ์และเงินทำให้ปัจจุบันเขากลายเป็นเจ้าของฟาร์มเพาะขยายพันธุ์เลี้ยงปลาช่อนที่โด่งดังในเขตอำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี

เกษตรกรท่านใดให้ความสนใจ ที่ฟาร์ม ?ชาญพันธุ์ปลาช่อน?แห่งนี้พร้อมส่งมอบความรู้แบบไม่มีกั๊ก สามารถสอบถามข้อมูล ขอคำปรึกษาแนะนำ ได้ที่ คุณชาญ บัววิเชียร บ้านเลขที่ 150 หมู่ที่ 1 ตำบลบางพลับ อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี โทรศัพท์ (081)-9813292




ที่มา           https://www.technologychaoban.com/bullet-news-today/article_129285
ผู้เขียน   อภิวัฒน์ คำสิงห์

 5 
 เมื่อ: กันยายน 17, 2020, 02:27:36 PM 
เริ่มโดย Chatchay - กระทู้ล่าสุด โดย Chatchay
ปลาหมอสี เป็นปลาที่นิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ด้วยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น สีสันที่สวยงามสะดุดตา ตลอดจนส่วนหัวที่มีความโหนกนูน จึงทำให้ดูแปลกไปกว่าปลาชนิดอื่น ปลาหมอสีจะเน้นเลี้ยงให้มีสีสันเด่นชัด และส่วนหัวให้มีโหนกก้อนใหญ่ ซึ่งลำตัวของปลาจะมีลักษณะแบน เกล็ดมีขนาดปานกลาง ลำตัวมีสีฉูดฉาดหลายสี เช่น สีชมพู สีน้ำเงิน สีเหลือง ปลาหมอสีนอกจากความสวยงามแล้วยังมีความแข็งแรง สามารถทนต่อสภาพน้ำที่มีอากาศน้อยได้ดี บางคนก็มีความเชื่อว่า การเลี้ยงปลาชนิดนี้สามารถช่วยเสริมฮวงจุ้ย จึงทำให้ตลาดต่างประเทศอย่างจีนชื่นชอบเป็นอย่างมาก

พ่อพันธุ์ปลา
คุณธนัชชา เจียมกรกต หรือ คุณติ๊ดตี่ อยู่บ้านเลขที่ 83/1 หมู่ที่ 9 ตำบลนาดี อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เป็นผู้ที่มีความชื่นชอบในการเลี้ยงปลาหมอสีเป็นอย่างมาก ในช่วงแรกจะนำมาเลี้ยงเพื่อดูแลเพื่อความสวยงาม แต่เมื่อเลี้ยงแล้วปลาโตจนสามารถจำหนายได้ เห็นถึงช่องทางการทำเงิน จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณติ๊ดตี่สร้างเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง ผลิตปลาจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

คุณธนัชชา เจียมกรกต
จากเลี้ยงดูสวยงาม

เป็นอาชีพหลักทำเงิน

คุณติ๊ดตี่ เล่าให้ฟังว่า จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชารัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ วิทยาเขตแพร่เฉลิมพระเกียรติ และต่อมาได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโท ในสาขาวิชาการเมืองการจัดการปกครอง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยช่วงที่เรียนต่อระดับปริญญาโท มีเวลาว่างจากการเรียน จึงได้มีโอกาสไปเดินเล่นดูตลาดปลาสวยงาม และเห็นปลาหมอสีเป็นปลาที่น่าเลี้ยง ทำให้เกิดความสนใจอยากซื้อมาเลี้ยงเป็นการคลายเครียด และสร้างความเพลิดเพลิน จึงได้ซื้อมาเลี้ยงอย่างจริงจัง จำนวน 1 ตัว เมื่อปลาโตจนสามารถจำหน่ายได้ จึงเกิดแรงบันดาลใจที่อยากจะสร้างรายได้ตั้งแต่นั้นมา

?ปลาตัวนั้นที่เราซื้อมาเลี้ยง 1 ตัวพอโต สามารถขายได้ราคาอยู่ที่ตัวละ 3,000-4,000 บาท ทำให้เรามีกำลังใจ เป็นการจุดประกายให้เราอยากที่จะเลี้ยง สร้างเป็นอาชีพเสริมระหว่างเรียนก่อน พอตั้งใจที่จะเริ่มทำเป็นอาชีพ ก็พยายามศึกษาหาข้อมูลจากหลากหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มดังๆ ข้อมูลตามอินเตอร์เน็ต อย่างที่รู้ๆ กัน อะไรที่เราชอบ เราก็จะทำออกมาได้ดี พอได้ผลกำไรมา เราทำไปทำมาขยับขยายการเลี้ยงออกไปเรื่อยๆ ทำให้ตอนนี้ปลาหมอสีเป็นอีกหนึ่งสัตว์น้ำ ที่สร้างรายได้ให้กับเราอยู่กับบ้านได้สบายๆ จึงเลี้ยงแบบครบวงจรมาตั้งแต่ปี 2559? คุณติ๊ดตี่ เล่าถึงที่มาของการเลี้ยงปลาหมอสี

ช่องเก็บแม่พันธุ์
การผสมพันธุ์ที่ดี

พ่อแม่พันธุ์ต้องดี มีคุณภาพ

ในขั้นตอนของการผสมพันธุ์ปลาหมอสีให้ได้ลูกปลาที่มีคุณภาพนั้น คุณติ๊ดตี่ บอกว่า จะต้องเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่เป็นต้นสายพันธุ์ดีจากแหล่งต่างๆ เข้ามาเลี้ยง โดยก่อนที่จะจับคู่ผสมพันธุ์ ตรวจสอบดูก่อนว่า พ่อแม่พันธุ์ที่จะจับคู่นั้น มีลักษณะเด่นอะไรบ้าง โดยพ่อพันธุ์ที่เหมาะสมในการผสมพันธุ์ต้องโหนกหัวที่ใหญ่ และลำตัวขนาด 6 นิ้ว มีอายุประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี ซึ่งอายุของแม่พันธุ์ไม่ต่างจากพ่อพันธุ์

ไข่ปลาหลังจากผสมครบ 48 ชั่วโมง
เมื่อได้คู่พ่อแม่พันธุ์ที่เลือกไว้แล้ว จะใส่ให้อยู่ในพื้นที่ผสมพันธุ์ในตู้เดียวกัน แต่ก่อนที่รอบไข่ของตัวเมียจะพร้อมผสมพันธุ์ได้นั้น จะต้องมีฉากกันไม่ให้ปลาหมอสีอยู่รวมกันทันที เป็นเวลาประมาณ 2-3 วัน เพื่อสร้างความคุ้นเคย หากไม่ทำเช่นนี้จะทำให้พ่อแม่พันธุ์ปลากัดกันจนเป็นแผล

?พอตัวเมียพร้อมแล้วหลังจากเราเอาที่กั้นออก พ่อแม่พันธุ์ก็จะผสมพันธุ์กัน ตัวเมียก็จะวางไข่ติดกับกระถางที่เตรียมไว้ให้ ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่งโมง ก็จะวางไข่เสร็จ จากนั้นก็จะนำไข่ที่ได้มาฟักในกะละมังที่เตรียมไว้ พร้อมกับใส่ยากันเชื้อราและออกซิเจนเติมอากาศในกะละมังให้กับไข่ด้วย หลังจากนั้นเมื่อไข่ผสมแล้วประมาณ 48 ชั่วโมง ลูกปลาหมอสีจะเริ่มฟักออกจากไข่ เมื่อมีอายุครบ 3 วัน จะเริ่มให้กินอาหารจำพวกไรฝุ่น พร้อมกับย้ายไปอยู่ในตู้สำหรับอนุบาล ซึ่งอาหารก็จะเปลี่ยนเป็นอาหารจำพวกไส้เดือนน้ำ ให้กินจนลูกปลามีอายุ 1-2 เดือน เมื่อเห็นว่าลูกปลาหมอสีมีขนาดตัวใหญ่ประมาณนิ้วหัวแม่มือ ตัวไหนที่มีทรงสวย ก็จะจับปลาหมอสีมาแยกเลี้ยงแบบขังเดี่ยว ช่องละ 1 ตัว เพื่อสร้างให้มีทรงและสีที่สวยงามต่อไป? คุณติ๊ดตี่ บอก

ลูกปลาหมอสีอายุ 3 สัปดาห์
อาหารสำหรับให้ปลาหมอสีที่มีขนาดใหญ่ในการทำฟอร์ม จะเลี้ยงด้วยไรทะเลเป็นหลัก อีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ เมื่อปลาเริ่มมีสีที่สวยและหัวโหนกที่ต้องการ นำปลาหมอสีตัวผู้มาคัดความสวยงามอีกครั้งหนึ่ง เพื่อส่งจำหน่ายตามเกรดต่างๆ ส่วนตัวเมียจะเก็บไว้ทำเป็นแม่พันธุ์ในฟาร์มต่อไป

สำหรับเรื่องโรคที่เกิดขึ้นกับปลาหมอสีภายในฟาร์มนั้น คุณติ๊ดตี่ บอกว่า เนื่องจากการเลี้ยงเน้นเป็นอาหารสดจึงทำให้บางครั้งมีโรคที่ติดมากับอาหาร ทำให้ปลาหมอสีที่เลี้ยงเกิดเป็นโรคสีขาวได้ รักษาตามอาการที่เกิดขึ้นและดูแลปลาให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด

ลูกปลาพร้อมทำฟอร์ม
ตลาดนิยมปลาที่มีหัวใหญ่

สีตัวแดงสด และลายเส้นมุก

ในเรื่องของการทำตลาดเพื่อจำหน่ายนั้น คุณติ๊ดตี่ บอกว่า จะเน้นเลี้ยงเพื่อทำจำนวนเพื่อให้ลูกค้านำไปเลี้ยงต่อ ว่าจะนำไปประกวดหรือว่านำไปเลี้ยงดูเล่นต่อเอง โดยทางฟาร์มจะเพาะพันธุ์และเลี้ยงเป็นเวลาสั้นๆ ใช้เวลาประมาณ 3 เดือน เพื่อสร้างฟอร์มเริ่มต้นให้กับลูกค้าไปเลี้ยงต่อตามความต้องการ หลังจากนั้นก็จะจำหน่ายออกทันที ซึ่งปลาหมอสีในช่วงนี้จะมีไซซ์อยู่ที่ประมาณ 3 เดือน

ปลาพ่อแม่พันธุ์ช่วงจับคู่ผสมพันธุ์
โดยเทคนิคการทำตลาดจะเน้นนำรูปปลาหมอสีที่มีอยู่ภายในฟาร์ม โพสต์ลงตามสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ เมื่อมีลูกค้าหรือผู้ที่สนใจอยากจะขอซื้อ ก็จะเข้ามาติดต่ออยู่เรื่อยๆ จากนั้นทางฟาร์มจะส่งปลาหมอไปให้ลูกค้าถึงบ้าน หรืออาจเข้ามารับเองได้ที่ฟาร์ม

?ปลาหมอสีที่เราผลิต จะเน้นแบบขายไว สร้างฟอร์มปลาใช้เวลาประมาณ 3 เดือน เราก็จะส่งขายเลย ตกอยู่เฉลี่ย 1 เดือน ส่งขายได้อยู่อย่างต่ำสุดประมาณ 300 ตัว ขายอยู่ที่ตัวละ 150 บาท ลูกค้าที่เข้ามาซื้อส่วนใหญ่ ก็จะเป็นลูกค้าที่ต้องการรับไปขายต่อยังตลาดต่างประเทศ และเป็นผู้ที่สนใจทั่วไป ซึ่งคนจีนนี่ถือว่าเป็นลูกค้าหลักที่ชอบปลาหมอสี ตั้งแต่เลี้ยงมา มองว่าตลาดปลาหมอสีถือว่าเป็นตลาดที่ดีนะ ยังสามารถผลิตปลาออกขายได้เรื่อยๆ สำหรับคนที่สนใจอยากจะเลี้ยง อย่างแรกให้ถามใจตัวเองก่อนว่าชอบไหม เมื่ออยากจะเลี้ยงเป็นการค้าต้องศึกษาอุปนิสัยของปลาก่อน จากแหล่งความรู้ต่างๆ จากนั้นประสบการณ์อื่นๆ ก็จะสอนเราเองว่าต้องทำอะไรต่อไป? คุณติ๊ดตี่ บอก

สำหรับท่านใดที่ชื่นชอบการเลี้ยงปลาหมอสี และต้องการคำแนะนำต่างๆ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณธนัชชา เจียมกรกต หมายเลขโทรศัพท์ (081) 433-9129



ผู้เขียน   สุรเดช สดคมขำ
ที่มา       https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_155617

 6 
 เมื่อ: กันยายน 17, 2020, 02:19:30 PM 
เริ่มโดย Chatchay - กระทู้ล่าสุด โดย Chatchay
ปลาคาร์พ หรือ แฟนซีคาร์พ (Fancy carp) เดิมทีเป็นปลาไนชนิดธรรมดา เป็นปลาน้ำจืดในกลุ่มปลาตะเพียน (carp) ชาวญี่ปุ่น เรียกว่า โคย (Koi) นิยมเลี้ยงเพื่อความสวยงาม หรือมีความเชื่อว่าปลาคาร์พเป็นปลาแห่งโชคลาภ สามารถเสริมฮวงจุ้ยให้กับผู้เลี้ยง ทำธุรกิจให้เจริญก้าวหน้า มีผลกำไร จึงทำให้เป็นปลาที่นิยมนำมาเลี้ยงเพื่อความสวยงามกันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

คุณรินภัทร ลิมาคม
จึงทำให้ปลาชนิดนี้มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น เกิดสีสันที่สวยและเป็นไปตามที่ลูกค้าต้องการ เกิดเป็นรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เพาะพันธุ์ได้ไม่น้อยทีเดียว ส่งผลให้ปลาคาร์พในบ้านเราสามารถทำตลาดได้ทั้งในและต่างประเทศ

การเตรียมความพร้อมพ่อแม่พันธุ์ผสมเทียม
คุณรินภัทร ลิมาคม อยู่บ้านเลขที่ 136 หมู่ที่ 6 ตำบลดอนกรวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ได้มองเห็นถึงช่องทางการทำตลาดของปลาคาร์พ เมื่อมีโอกาสได้กลับมาอยู่บ้านจึงได้จับการเพาะพันธุ์ปลาคาร์พเพื่อสร้างรายได้ พร้อมกับควบคุมคุณภาพของปลาอยู่เสมอ จึงทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นและซื้อขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ


ดูแลทุกขั้นตอนการผลิต
คุณรินภัทร เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีทำงานออฟฟิศอยู่ก่อน ต่อมามีเหตุให้ต้องย้ายกลับมาอยู่บ้าน โดยครอบครัวได้เพาะพันธุ์ปลาเป็นอาชีพสร้างรายได้ เมื่อต้องกลับมาอยู่บ้านอย่างแบบถาวร ทำให้มองช่องทางอาชีพเพาะพันธุ์ปลาแบบไม่ทำหลายชนิด เพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการจัดการ จึงได้เลือกปลาคาร์พเพาะพันธุ์จำหน่าย เพราะมองว่าตลาดน่าจะไปได้ดี

การคัดไซซ์ปลา
?เราเป็นคนที่ชอบปลาคาร์พอยู่แล้ว เลยตัดสินใจเลือกเพาะพันธุ์ขาย ซึ่งการเพาะพันธุ์ปลาคาร์พก็ไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยากอะไรมาก ก็เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2553 โดยช่วงแรกไปหาซื้อสายพันธุ์จากหลายๆ ที่เข้ามาเลี้ยง เพื่อสร้างเป็นพ่อแม่พันธุ์ จากนั้นเราก็ใช้ความรู้เดิมจากที่ครอบครัวทำอยู่ มาปรับเปลี่ยนเป็นเพาะพันธุ์ปลาคาร์พแทน พร้อมกับเราเรียนรู้เพิ่มเติมในการผสมเทียมต่างๆ จากกรมประมงด้วย จึงทำให้เป็นเรื่องง่าย และพัฒนาการเพาะพันธุ์มาเรื่อยๆ ทำจนครบวงจรสร้างรายได้มาจนถึงทุกวันนี้? คุณรินภัทร เล่าถึงที่มาของอาชีพเพาะพันธุ์ปลาคาร์พ

ผสมเทียมปลาคาร์พ
การเลือกพ่อแม่พันธุ์เพื่อนำมาเพาะพันธุ์นั้น คุณรินภัทร บอกว่า จะเลือกพ่อแม่พันธุ์ให้ตรงตามสายของปลาให้มากที่สุด เมื่อเวลาที่ได้ลูกปลาคาร์พออกมาจะไม่ผิดเพี้ยน ทำให้สามารถทำการตลาดได้ง่ายขึ้น โดยการผสมพันธุ์ต้องเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลาคาร์พที่มีอายุมากกว่า 1 ปี เมื่อต้องการผสมพันธุ์จะผสมเทียม ด้วยการรีดไข่และน้ำเชื้อพ่อพันธุ์มาผสมเข้าด้วย จากนั้นนำไปอนุบาลในบ่อที่เตรียมไว้ ประมาณ 5 วัน ลูกปลาคาร์พจะฟักออกมาเป็นตัวแล้วย้ายลงไปเลี้ยงในบ่อดินทันที

ขนาดไซซ์ 2-3 นิ้ว
อาหารของลูกปลาคาร์พที่เลี้ยงในบ่อดิน ในระยะแยกจะให้กินไรแดง สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ส่วนวันปกติจะให้กินปลาป่นและรำบดละเอียด วันละ 2 มื้อ ในช่วงเช้าและเย็น เมื่อเลี้ยงจนครบ 45 วันแล้ว จึงนำลูกปลาคาร์พทั้งหมดขึ้นมาคัดไซซ์ดูความสมบูรณ์ เมื่อคัดเสร็จแล้วนำไปเลี้ยงในบ่อดินอีกครั้งหนึ่ง ประมาณ 3 เดือน เพื่อให้เป็นปลาไซซ์ใหญ่ ปล่อยเลี้ยงอยู่ที่ 5,000-7,000 ตัว ต่อไร่

เตรียมนำส่งลูกค้า
?ช่วงที่เราเลี้ยงให้เป็นไซซ์ใหญ่ อาหารช่วงนี้จะให้ปลากินอาหารเม็ดเป็นหลัก เปอร์เซ็นต์โปรตีนอยู่ที่ 25 ให้กินแบบนี้ไปตลอดระยะเวลา 3 เดือน ในเรื่องของโรคที่จะเกิดขึ้นกับปลาคาร์พนั้น ตั้งแต่เลี้ยงมายังไม่พบปัญหาในเรื่องนี้ เพราะปลาคาร์พที่เพาะพันธุ์ค่อนข้างมีความแข็งแรง และที่สำคัญเรามีการเติมน้ำใหม่เข้าไปอยู่เรื่อยๆ น้ำไม่เสียก็จะทำให้ปัญหาในเรื่องของโรคที่ทำให้ปลาตายไม่มี? คุณรินภัทร บอก

การปล่อยเลี้ยงในบ่อดิน
ปลาคาร์พที่ตลาดจะมีขนาดไซซ์อยู่ที่ 5-7 นิ้ว นำมาคัดเป็นปลาเกรด A และ B ซึ่งหัวใจสำคัญของการทำปลาให้แข็งแรงก่อนส่งลูกค้า คือนำปลาขึ้นมาพักบนบ่อปูนเพื่อปรับสภาพน้ำและควบคุมโรคให้กับปลาเพื่อสร้างความแข็งแรง ประมาณ 5 วัน เมื่อลูกค้าซื้อไปจำหน่ายต่อก็จะสามารถจำหน่ายได้เป็นระยะเวลานาน โดยที่ปลายังไม่อ่อนเพลียและเกิดโรคจนตาย ก็จะยิ่งทำให้ลูกค้ามีผลกำไรมากขึ้น

ตลาดซื้อขายปลาสวยงาม
โดยราคาปลาคาร์พที่จำหน่ายจะมีไซซ์ตั้งแต่ 2 นิ้วครึ่ง ราคาเกรดตัวไปอยู่ที่ตัวละ 5 บาท และราคาเกรด A อยู่ที่ตัวละ 100 บาท และราคาปลาไซซ์ใหญ่ตั้งแต่ 5 นิ้ว ขึ้นไป ราคาอยู่ที่หลักร้อยบาทจนถึงหลักพันบาท ซึ่งราคาถูกหรือแพงขึ้นอยู่ที่ความสวยของปลาเป็นหลัก

พักใส่อ่างปูนเพื่อปรับสภาพปลาก่อนส่งลูกค้า
?ตั้งแต่เลี้ยงปลาคาร์พมาจะเกือบ 10 ปี ตลาดปลาคาร์พนี่ยังถือว่าไปได้ดี เพราะลูกค้าก็มีเข้ามาซื้ออยู่เสมอ ทั้งในและต่างประเทศ เพราะฉะนั้นการที่จะทำให้ปลาเราเป็นที่ต้องการของตลาด ในเรื่องของคุณภาพถือว่าสำคัญมาก เพราะยิ่งปลามีความแข็งแรง และลูกค้าสามารถทำการตลาดได้ดี ก็จะยิ่งทำให้ปลาของเราเป็นที่ต้องการของตลาด ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในฟาร์มของเรา ส่วนคนที่ต้องการสร้างรายได้ สิ่งแรกต้องถามก่อนว่าเราชอบเลี้ยงไหม ถ้าชอบก็ค่อยๆ เรียนรู้ไปหลายๆ อย่าง พร้อมทั้งในเรื่องผสมพันธุ์ด้วย ก็จะเกิดความชำนาญและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนได้แน่นอน? คุณรินภัทร บอก

สนใจลูกพันธุ์ปลาคาร์พคุณภาพ หรือต้องการพูดปรึกษาในเรื่องต่างๆ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณรินภัทร ลิมาคม หมายเลขโทรศัพท์ (061) 658-9964



ผู้เขียน   สุรเดช สดคมขำ
ที่มา      https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_158614

 7 
 เมื่อ: กันยายน 17, 2020, 02:13:58 PM 
เริ่มโดย Chatchay - กระทู้ล่าสุด โดย Chatchay
ณ ปัจจุบัน การจับปลาเพื่อบริโภคเหมือนสมัยก่อนอาจเป็นเรื่องที่ยากขึ้น ปลาตามแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณที่ลดน้อยลง จึงมีการเลี้ยงปลาเพื่อบริโภคกันมากขึ้น รวมทั้งเลี้ยงเป็นเชิงการค้าที่เกิดเป็นงานสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว เหมือนเช่น คุณสุมาลี เวชกามา อยู่บ้านเลขที่ 266 หมู่ที่ 5 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ

คุณสุมาลี เวชกามา
คุณสุมาลี เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพขายอาหารสัตว์ ต่อมาประมาณปี พ.ศ. 2555 เมื่อทำกิจการด้านนี้ได้ลงตัว จึงรู้สึกมีความสนใจที่อยากจะเลี้ยงปลานิล เพราะปลาจัดได้ว่าเป็นแหล่งโปรตีนที่สามารถกินได้ทุกเพศทุกวัย ถือว่าเป็นอาหารที่ย่อยได้ง่ายเหมาะกับผู้ที่รักสุขภาพ และที่สำคัญปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติก็เริ่มมีจำนวนที่ลดลง จึงเห็นถึงการประกอบอาชีพทางด้านนี้

?ช่วงแรกก่อนที่จะมาเลี้ยง ก็จะศึกษาเรื่องของตลาดก่อนว่า เราเลี้ยงแล้วเราจะขายยังไง และที่สำคัญการเลี้ยงของเราจะลดเรื่องต้นทุนอย่างไรได้บ้าง ก็เลยได้ลองศึกษาในเรื่องตรงนี้ดู เพราะเราขายเรื่องอาหารสัตว์อยู่แล้ว ความรู้เรื่องนี้เราก็จะชัดเจนมาก ส่วนวิธีการเลี้ยงก็จะมีคนมาสอน เราก็จะไปฝึกอบรมกับเขาเพื่อศึกษาความรู้? คุณสุมาลี เล่าถึงที่มาของการเลือกเลี้ยงปลานิล

โดยปลานิลที่เลี้ยงจะใส่กระชังในแม่น้ำโขง เพราะบริเวณบ้านของเธออยู่ติดกับชายฝั่ง จึงถือว่าสามารถใช้ประโยชน์กับแหล่งน้ำนี้ได้ดี

บ่ออนุบาลขนาด 2 งาน
ส่วนเรื่องโรคนั้น คุณสุมาลี บอกว่า เนื่องจากการเลี้ยงปลาอยู่ในแม่น้ำ ฉะนั้น เรื่องโรคเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยาก จะมีติดมากับกระแสน้ำบ้างในบางฤดูกาล จะเป็นพวกเห็บระฆังที่มาเกาะอยู่ที่ตัวปลา จะแก้ด้วยการใช้ด่างทับทิมรักษาและใช้ยาปฏิชีวนะผสมกับอาหารให้ปลากิน

ในเรื่องของน้ำที่ต้องระวัง คุณสุมาลี บอกว่า จะเป็นช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม เป็นเดือนที่น้ำในแม่น้ำโขงค่อนข้างมีสีแดงเกิดจากฝนตกใหม่ๆ จะทำให้กระชังที่เลี้ยงมีคราบสิ่งสกปรกมาเกาะทำให้หนาทึบ จึงต้องหมั่นฉีดออกสม่ำเสมอทุก 15 วัน เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำอยู่ตลอดเวลา

กระชังเลี้ยงปลานิลในแม่น้ำโขง
?การเลี้ยงในกระชัง มันก็จะมีข้อดี ที่น้ำมันได้หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา เวลาที่มีน้ำไหล ปลาก็จะได้ว่ายเล่น เหมือนปลาได้ออกกำลังกายอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อปลาดูกระปรี้กระเปร่ามันก็จะดูแข็งแรงและเจริญเติบโตได้ดี ปัญหาต่างๆ มันก็จะน้อย ซึ่งแต่ละคนก็ดูตามความเหมาะสมของพื้นที่ ว่าต้องการที่จะเลี้ยงแบบไหนเหมาะสมกับเราที่สุด? คุณสุมาลี กล่าว

ในเรื่องของการตลาดนั้น คุณสุมาลี บอกว่า ช่วงแรกที่เลี้ยงปลานิลใหม่ๆ มีคนที่รู้จักช่วยหาตลาดให้ ก็จะจำหน่ายไปแบบเรื่อยๆ ตามที่กำลังจะผลิตได้ ต่อมาฟาร์มของเธอเป็นที่รู้จักมากขึ้นโดยเกิดจากการที่ไปติดต่อกับแม่ค้าโดยตรง จึงทำให้เธอเริ่มขยายกระชังให้มีการเลี้ยงมากขึ้น เพื่อให้กำลังผลิตเป็นไปตามความต้องการของแม่ค้าที่มารับซื้อ

ปลานิล
?ตลาดหลักของเราเลย จะเป็นแทบทุกอำเภอในจังหวัดบึงกาฬ เพราะคนในพื้นนี้เมื่อเทียบกันแล้วนิยมกินปลานิลกันอยู่ ซึ่งแม่ค้าก็ยังมีติดต่อมาซื้อเรื่อยๆ โดยจำหน่ายราคาส่งให้แม่ค้าอยู่ที่กิโลกรัมละ 58-67 บาท ซึ่งราคาสามารถขึ้นลงได้ตามกลไกของตลาด อยู่ที่ว่าช่วงนั้นขาดปลามากหรือว่าน้อย แต่ปลามีความต้องการมาก ราคามันก็จะสูงตามไปด้วย ยิ่งเป็นช่วงที่มีเทศกาลหยุดยาวๆ ปลานิลจะจำหน่ายดีมาก เพราะว่าลูกหลานกลับมาบ้านกัน เขาก็จะซื้อปลาเตรียมไปประกอบอาหารไว้? คุณสุมาลี บอกถึงเรื่องการตลาด

แม่น้ำโขง ฝั่งตรงข้าม สปป.ลาว
อุปสรรคในการเลี้ยงปลานั้น คุณสุมาลี บอกว่า จะเป็นเรื่องของโรคที่มากับน้ำในแม่น้ำโขง เพราะทุกครั้งที่เกิดขึ้นเชื้อโรคในแต่ละครั้งจะเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้ต้องคอยรับมืออยู่ตลอดเวลา และเมื่อไม่มั่นใจในอาการของโรคที่เกิดจะรีบส่งปลาเข้าตรวจในห้องแล็บทันที เพื่อที่จะได้ป้องกันโรคได้อย่างทันท่วงที

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเลี้ยงปลาเป็นอาชีพ คุณสุมาลี แนะนำว่า ปลาจะจำหน่ายได้หรือไม่ได้นั้นขึ้นอยู่ที่การตลาด ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจเลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพควรจัดการเรื่องระบบการเลี้ยงให้ดี โดยให้ดูจากความต้องการของตลาดเป็นหลัก เช่น ตลาดยังมีไม่มากแต่ผู้สนใจเลี้ยงในปริมาณที่มากเกินไป ปลายังไม่สามารถจับจำหน่ายได้ ก็ทำให้ต้องเลี้ยงปลาที่เหลืออยู่เรื่อยๆ จึงทำให้ต้นทุนเรื่องอาหารสูงขึ้น การเลี้ยงก็จะได้กำไรน้อย

?เรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ เรื่องของลูกพันธุ์ปลานิลและอาหาร ควรเลือกที่ดีมีคุณภาพและเหมาะ ถ้าลูกพันธุ์ดี อาหารดี การตลาดดี การเลี้ยงปลานิลก็ไม่ใช่เรื่องยาก ยังไงก็มีกำไรแน่นอน ซึ่งเกษตรกรท่านใดสนใจ สามารถติดต่อมาพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ ยินดีให้คำแนะนำทุกเรื่องที่ทุกคนอยากรู้? คุณสุมาลี กล่าวแนะนำ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุมาลี เวชกามา หมายเลขโทรศัพท์ (081) 974-8040




ผู้เขียน   สุรเดช สดคมขำ
ที่มา       https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_158105

 8 
 เมื่อ: กันยายน 17, 2020, 02:08:07 PM 
เริ่มโดย Chatchay - กระทู้ล่าสุด โดย Chatchay
ปัจจุบันการทำเกษตรเป็นเรื่องที่ให้ความสนใจจากประชากรหลากหลายกลุ่มในหลายอาชีพ เพราะจะเห็นได้จากสื่อโซเชียลต่างๆ ที่มีผู้คนในอาชีพต่างๆ กลับบ้านเกิดของตนเองมาใช้พื้นที่บริเวณบ้านให้เกิดประโยชน์ ด้วยการทำการเกษตรที่ครบวงจรและสร้างรายได้อยู่กับบ้าน ทำให้ไม่ต้องจากถิ่นฐานบ้านเกิดไปไกลเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว

คุณสมร พรหมมา
คุณสมร พรหมมา อยู่บ้านเลขที่ 7 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่เริ่มแรกเดิมที่ไม่ได้ยึดอาชีพทางการเกษตรเลยแม้แต่น้อย เมื่อต้องการกลับมาอยู่บ้านเกิดจึงได้กลับมาทำการเกษตรบนพื้นที่ของตนเอง ระหว่างทำบ่อน้ำจึงเกิดความคิดที่อยากจะเลี้ยงปลาหมอ จึงได้เรียนรู้วิธีการต่างๆ จากสื่อโซเชียลเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ พร้อมกับลองผิดลองถูกด้วยตัวเองจนประสบผลสำเร็จ สามารถเกิดเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี

คุณสมร เล่าว่า เมื่อเริ่มต้นมาทำเกษตรใหม่ๆ ในพื้นที่ไม่ได้มีแหล่งน้ำสำหรับใช้ในพื้นที่มากนัก จึงได้ทำการขุดบ่อเพื่อไว้กักเก็บน้ำไว้ใช้ภายในสวน เมื่อได้ปลูกพืชหลายๆ ชนิดแล้วเห็นว่าบ่อน้ำยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อยู่จึงได้เกิดความคิดที่อยากจะนำปลาหมอมาเลี้ยง เพราะประชาชนในพื้นที่นี้ชอบบริโภค จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้หาซื้อลูกพันธุ์ปลาหมอเข้ามาเลี้ยงในบ่อน้ำภายในสวนเมื่อประมาณปี 2560

บ่อเลี้ยงในสวน
?ช่วงแรกๆ เลี้ยงแล้วไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าไร เพราะเรายังไม่ค่อยรู้เรื่องสายพันธุ์สำหรับเลี้ยงมากนัก เมื่อเกิดประสบการณ์มากขึ้น จึงรู้ว่าพันธุ์ปลาหมอต้องเป็นสายพันธุ์ที่ดี แหล่งผลิตต้องเชื่อถือได้ ไม่โดนหลอก เพราะปลาหมอจะนิยมแปลงเพศให้เป็นตัวเมียทั้งหมด ดังนั้น การเลี้ยงต้องได้สายพันธุ์ที่ดี น้ำดี การจัดการดี ก็จะทำให้การเลี้ยงปลาหมอประสบผลสำเร็จและสร้างผลกำไรได้ไม่ยาก? คุณสมร เล่าถึงที่มา

วิธีการเตรียมบ่อสำหรับเลี้ยงปลาหมอนั้น คุณสมร บอกว่า หลังจับปลาหมอขายจนหมดแล้ว จะวิดน้ำออกให้แห้งจนหมดบ่อ จากนั้นนำปูนขาวมาโรยให้ทั่วบริเวณพื้นบ่อ ตากบ่อทิ้งไว้ประมาณ 15 วัน แล้วจึงนำน้ำเข้ามาใส่บ่อ พร้อมกับทำน้ำให้มีไรแดงเกิดขึ้นภายในบ่อสำหรับเป็นอาหารของปลาหมอ เมื่อน้ำมีการปรับสภาพจนเหมาะสมแล้ว จึงนำลูกปลาหมอขนาดไซซ์ 4-6 เซนติเมตร มาใส่เลี้ยงได้ทันที โดยบ่อเลี้ยงอยู่ที่ตารางเมตรละ 50 ตัว

อาหารเม็ดที่ใช้เลี้ยง
?ช่วงแรกที่เลี้ยง ให้ปลากินอาหารเม็ดที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนอยู่ที่ 40 ให้กินวันละ 4-5 ครั้ง ต่อวัน ประมาณ 1 สัปดาห์ เมื่อเห็นว่าปากปลาหมอเริ่มมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น จึงทำการปรับเปลี่ยนเม็ดอาหารให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น และเปอร์เซ็นต์โปรตีนของอาหารลดลงมาอยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ ให้กินช่วงเช้าเย็น เลี้ยงแบบนี้ไปเรื่อย ประมาณ 4-5 เดือน ปลาหมอภายในบ่อก็จะมีขนาดไซซ์ที่พร้อมจับขึ้นมาขายได้? คุณสมร บอก

ส่วนโรคที่จะเกิดขึ้นกับปลาภายในบ่อนั้น คุณสมร บอกว่า ตั้งแต่เลี้ยงมาตลอด 3 ปี ยังไม่เกิดโรคที่สร้างความเสียหายให้กับปลาภายในบ่อ เพราะก่อนนำปลามาเลี้ยงในแต่ละครั้งจะมีการเตรียมบ่อที่ดี และน้ำที่ใช้เลี้ยงมีความสะอาดจึงทำให้การเกิดโรคไม่มีการสะสม

ลูกปลาหมอขนาด 4-6 เซนติเมตร
สำหรับเรื่องการตลาดเพื่อขายปลาหมอที่เลี้ยงในช่วงแรก จะเน้นส่งขายให้กับพ่อค้าที่เข้ามาซื้อหน้าบ่อ แต่ด้วยระยะหลังๆ มา พ่อค้าที่รับซื้อติดต่อให้มาจับไม่ค่อยมา จึงไม่อยากรอเวลานาน ไม่เช่นนั้นจะทำให้ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายอาหารเพิ่มขึ้น จึงได้วางแผนโดยนำปลาที่เลี้ยงภายในบ่อไปขายเองที่ตลาดสดทุกวัน โดยบางส่วนขายเป็นปลาหมอสดให้กับลูกค้าที่ต้องการนำไปประกอบอาหารเอง และอีกส่วนจะนำมาแปรรูปทำเป็นปลาหมออบเกลือขายเป็นตัวเพิ่มมูลค่า

?ปลาหมอที่เลี้ยงอายุ 4 เดือน ขนาดไซซ์จะอยู่ที่ 5-6 ตัว ต่อกิโลกรัม ถ้าช่วงไหนเราเลี้ยงอาหารถึงๆ ปลาก็จะมีไซซ์ขนาดที่ใหญ่ขึ้น การทำตลาด เราก็จะเน้นขายเองตอนนี้ เน้นทยอยขายเองทุกวัน ซึ่งตอนนี้จะเน้นขายเองทำตลาดเองมากกว่า ไม่เน้นส่งขายให้เขามารับซื้อหน้าบ่อเหมือนสมัยก่อน เพราะมองว่าถ้าเรามัวแต่รอเขามารับซื้อเพียงอย่างเดียว ปลาต้องกินอาหารทุกวัน เราก็จะมีแต่ขาดทุน ดังนั้น การทำตลาดเองจึงถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ได้ผลกำไรมากกว่า? คุณสมร บอก

โดยราคาปลาหมอที่นำมานึ่งเกลือมีขนาดตัวที่ใหญ่น่ากิน ราคาขายอยู่ที่ตัวละ 40-50 บาท ส่วนปลาหมดสดขายอยู่ที่ราคา 100 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งการมาทำการตลาดด้วยวิธีนี้ คุณสมร บอกว่า ค่อนข้างดีกว่าให้พ่อค้ามารับซื้อถึงหน้าบ่อ เพราะปลาหมอที่เลี้ยงสามารถกำหนดราคาขายเองได้

ปล่อยลูกปลาหมอลงบ่อเลี้ยง
จากประสบการณ์ในการทำเกษตรจากคนที่ไม่เคยผ่านการไปดูงานที่ไหนมาก่อน เน้นหาความรู้จากอินเตอร์เน็ตเพียงอย่างเดียว คุณสมร บอกว่า การทำเกษตรแบบผสมผสานและให้ภายในสวนมีหลายๆ อย่าง ตอบโจทย์กับการทำเกษตรในยุคนี้ เพราะถ้าพืชผลทางการเกษตรอย่างอื่นราคาตกก็ยังมีรายได้ช่องทางอื่นๆ เข้ามารองรับ

?สำหรับผมเวลานี้การทำเกษตรถือว่าเป็นสิ่งที่ผมชอบ และเป็นงานที่ผมรัก เพราะเราทำมากก็ได้มาก ต้องมีใจรักที่จะทำด้วย ดังนั้น มันจะมีอะไรให้เราได้เรียนรู้อยู่ตลอด อย่างการทำเกษตรผสมผสานนี้เหมาะสมมากที่สุด เพราะเราสามารถทำรายได้จากการปลูกพืชได้เสมอ บางชนิดทำให้เกิดรายได้รายวัน รายสัปดาห์ และรายปี หากเรามีการจัดการที่ดี การทำเกษตรก็เป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ และสามารถมีเงินเก็บได้ไม่ยาก? คุณสมร บอก

ปลาหมอที่จับไว้เตรียมส่งขายตลาดสด
สนใจเรื่องการเลี้ยงปลาหมอและศึกษาดูงานการทำเกษตรแบบครบวงจร สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสมร พรหมมา หมายเลขโทรศัพท์ (086) 230-5875



ที่มา           https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_141650
ผู้เขียน   สุรเดช สดคมขำ

 9 
 เมื่อ: กันยายน 17, 2020, 01:54:28 PM 
เริ่มโดย Chatchay - กระทู้ล่าสุด โดย Chatchay

การเลี้ยงปลากระชังในบ่อดิน เป็นวิธีการเลี้ยงปลาอีกวิธีหนึ่งที่เกษตรกรให้ความสนใจเลี้ยง เพราะเป็นวิธีที่ใช้พื้นที่เพาะเลี้ยงน้อยสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย ค่าใช้จ่ายในการการเลี้ยงก็ไม่มาก สามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพเสริมที่มีผลตอบแทนคุ้มค่าได้เป็นอย่างดี

คุณรำพึง เถือนถ้ำแก้ว อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 5 ตำบลบางปะกง อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเกษตรกรคนหนึ่งที่มีความสนใจในอาชีพประมง และหันมายึดเป็นอาชีพตั้งแต่อายุ 20 ปี

คุณรำพึง เริ่มทำฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งในบ่อดินก่อน เลี้ยงไปได้ระยะหนึ่งก็ต้องพบกับปัญหาของตลาดและราคาที่ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องลดปริมาณการผลิตลงในบางส่วน ทำให้บ่อกุ้งที่เคยใช้เลี้ยงว่างไม่ได้ใช้ประโยชน์ คุณรำพึงจึงใช้ประโยชน์จากบ่อกุ้ง โดยการปรับปรุงใช้ทำเป็นบ่อเลี้ยงปลานิลไปพร้อมกับเพาะเลี้ยงกุ้ง

?เราเลี้ยงแบบกึ่งอาศัยธรรมชาติ ปล่อยในบ่อดิน ให้อาหารเม็ด เช้า ? เย็น ให้ปลาได้กินพืช กินแร่ธาตุในดินไม่ต้องลงทุนอะไรมาก ผลตอบแทนในช่วงแรกๆ ถือว่าเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง เมื่อเทียบกับกุ้งและการทำนา แต่พอช่วงหลังเริ่มสังเกตุได้ว่าปลาที่เลี้ยงนั้นเริ่มโตช้าและใช้เวลาเลี้ยงในแต่ละรอบนาน มากขึ้น ทำให้ต้องปรับวิธีการเลี้ยงใหม่ จากเดิมที่เลี้ยงในบ่อดิน เราก็พัฒนามาเป็นการเลี้ยงในกระชังแทน ซึ่งวิธีการนี้เราสามารถควบคุ้มอาหารและควบคุ้มการเจริญเติบโตของปลาได้ ดีกว่าการเลี้ยงในบ่อดินปกติ?

พัฒนา ปรับวิธีการเลี้ยง

คุณรำพึง พัฒนารูปแบบการเลี้ยงจากบ่อดินมาเป็นการเลี้ยงในกระชังที่มีลักษณะเป็นอ้วน ใช้ตาข่ายตาเล็ก (สีฟ้า) และตาข่ายที่มีความกว้างของรูที่เหมาะสมกับขนาดของตัวปลาเย็บติดกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมพืนผ้า ขนาดความกว้าง ประมาณ 7 เมตร ยาว 5 เมตร และนำไปยึดกับหลักไม้ทั้งสี่มุมภายในบ่อ โดยให้ปากกระชังอยู่เหนือระดับน้ำประมาณ 30 เซนติเมตร

?ก่อนนำไปเลี้ยงในกระชัง จะอนุบาลลูกปลาในบ่อดินก่อน 6 เดือน ในช่วง 2 เดือนแรก จะให้อาหารกบผสมกับรำ พอเดือนที่ 3 ก็จะเปลี่ยนมาให้อาหารปลากินพืชทั่วไปจนถึงเดือนที่ 6 หลังจากปลาได้ขนาดประมาณ 4-5 ตัวต่อโล เราก็จะจับมาเลี้ยงต่อในกระชังที่เตรียมไว้อีกประมาณ 3 เดือน ในช่วงนี้เราจะให้อาหารโปรตีนสูง โดยทุกระยะการเลี้ยงจะให้อาหาร เช้า ? เย็น

ในบ่อเพาะเลี้ยงนอกจากจะมีกระชังปลานิลแล้ว  เรายังปล่อยปลานิลภายในบ่อเพื่อใช้เป็นตัวเก็บอาหารที่หลุดออกมาจากกระชัง หรืออาหารที่เหลือจากการให้อีกด้วย

หนึ่งกระชัง ปล่อยปลาลงไปประมาณ 1200 ตัว ภายในบ่อก็แล้วแต่ความเหมาะสม ดูว่าสามารถเก็บอาหารที่หลุดออกไปหมดหรือเปล่า แต่ถ้าเทียบแล้วในกระชังจะโตกว่านอกกระชัง

หลังจากที่จับปลาจำหน่ายไปแล้ว เราจะทำความสะอาดบ่อเลี้ยง โดยสูบน้ำออก เอาดินโคลนออก และโรยด้วยปูนขาวให้ทั่วบ่อ ตากไว้จนว่าดินแห้งพอประมาณ จากนั้นเราก็จะสูบน้ำเข้ามาใหม่ ทำให้ไม่ค่อยพบโรคอะไรที่ร้ายแรงถึงกับขาดทุน

วิธีการเลี้ยงแบบนี้ สามารถควบคุมอาหาร ระยะเวลาและการเจริญเติบโตของปลาได้เป็นอย่างดี     ทำให้ในแต่ละปี พี่รำพึง สามารถจับปลาขายได้ถึง 2 รอบด้วยกัน

ปัจจุบัน คุณรำพึงมีบ่อเพราะเลี้ยง 4-5 บ่อ แต่ละบ่อมีกระชังประมาณ 4-5 กระชัง ครอบคุมพื้นที่กว่า 10 ไร่ สามารถจับปลาขายได้ถึง 4-5 กระชังต่อรอบการเลี้ยง

?อาชีพเลี้ยงปลาในกระชัง ถือว่าเป็นอาชีพที่สามารถอยู่ได้ ตอนนี้มีความพอใจกับอาชีพนี้ในระดับหนึ่ง แต่ในอนาคตต้นทุนการผลิตเริ่มสูงขึ้น เราก็อยากให้ราคาปลาเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน? คุณรำพึง กล่าวทิ้งท้าย



ผู้เขียน   เทตโนโลยีชาวบ้านออนไลน์
ที่มา       https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_157566

 10 
 เมื่อ: กันยายน 17, 2020, 01:51:07 PM 
เริ่มโดย Chatchay - กระทู้ล่าสุด โดย Chatchay
คุณศรีเพ็ญ พงศ์ทรัพย์เจริญ  เลี้ยงปูนาอยู่ย่านพระราม 2 กรุงเทพฯ

คุณศรีเพ็ญ เล่าว่า มีอาชีพหลักคือเป็นผู้ส่งออกอัญมณี แต่เมื่อไม่นานมานี้ เห็นการเลี้ยงปูนา จากยูทูบ จึงเกิดความสนใจ ถึงขนาดที่บอกว่า ดูยูทูบวันพฤหัสบดี  พอวันเสาร์ ก็เดินทางไปต่างจังหวัดไปดูฟาร์มปูนา เลยไปซื้อพ่อแม่พันธุ์มา ทั้งๆ ที่ยังไม่มีบ่อเลี้ยง ได้พ่อแม่พันธุ์มาแล้ว วันอาทิตย์ก็ทำบ่อให้มัน 1 บ่อ 100 คู่ และกลางสัปดาห์ ก็ทำให้อีกบ่อ อีก 100 คู่

อะไรทำให้คุณศรีเพ็ญ สนอกสนใจขนาดนั้น

เธอเล่าว่า จริงๆ เธอเป็นเด็กต่างจังหวัดมาก่อน มีความเป็นเกษตรกรอยู่ในสายเลือด  แต่บังเอิญได้มาทำธุรกิจจิวเวลรี่ มาถึงวันนี้ ลูกๆ โตพอ ช่วยดูแลกิจการได้แล้ว ก็เลยอยากทำ

?คือเราไม่ได้อยากแค่เลี้ยงปูนา แต่เราอยากต่อยอด ที่คนระดับกลางๆ สามารถทานปูนาได้อย่างมั่นใจ ปลอดเชื้อ ปลอดสารเคมี ปลอดพยาธิ? คุณศรีเพ็ญ ว่าอย่างนั้น

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น คุณศรีเพ็ญ เริ่มจากศูนย์จริงๆ  ใช้วิธีการศึกษาจากยูทูบ รวมทั้ง ศึกษาด้วยตัวเอง ถึงขนาด ตื่นตีสาม ตีสี่  มาศึกษาชีวิตมันและอินจัด ขนาดสามสี่ทุ่มก็มาดูอีก มากินมานอนเฝ้ากันเลยทีเดียว

การเลี้ยง เคยทดลอง เริ่มจากบ่อดิน น้ำครึ่งหนึ่ง ดินครึ่งหนึ่ง ในกระชัง ปูก็อยู่ได้  แต่เจอปัญหาน้ำเสีย จับยาก

เลยเปลี่ยนมาเลี้ยง ระบบ บ่อน้ำใส กระชังผ้าใบ  การเลี้ยงแบบนี้ก็ยังต้องเปลี่ยนน้ำบ่อย แต่จับได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ยังต้องมีกระเบื้องใส่ลงไปให้ปูมันหลบ และไม่ทำร้ายกันเอง ด้วยพฤติกรรมของมันที่ไม่ชอบโล่งๆ

รวมทั้ง มีระบบปล่อยน้ำจากสปริงเกลอร์ให้ด้วย  เป็นการปรับระบบให้เหมือนมีฝนตก ปูสุขภาพจิตดี อัตราการรอดสูง และผสมพันธุ์สูง

ส่วนการลงทุน  1 กระชัง ขนาด 2.5 เมตร คูณ 4 เมตร สูง 10-20 เซนติเมตร  ลงทุน พันกว่าบาท อาหารไม่ถึง 10 บาทต่อวัน

อาหารที่ว่านี้ ให้ทั้งอาหารเม็ด ข้าวสุก และโครงไก่บดละเอียด เพื่อเพิ่มแคลเซียมให้ปู

คุณศรีเพ็ญ แนะว่า  ถ้าเป็นเกษตรกรเลี้ยง ให้แหนเขียวนี่จะดีมาก เพราะมีโปรตีนสูง

สำหรับระยะเวลาการเลี้ยง ขึ้นกับว่า จะนำปูไปทำอะไร ถ้านำไปดอง ไปทอด 3 เดือนก็ได้แล้ว  แต่ถ้าทำปูนิ่ม ต้อง 6-7 เดือนขึ้นไป

คุณศรีเพ็ญ ทิ้งท้าย สำหรับคนที่สนใจว่าการเลี้ยงปูนา ควรถูกพัฒนาให้ปลอดเชื้อ ปลอดพยาธิ และนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทั้งนี้ ตลาดให้การตอบรับดี  เนื่องจากปัจจุบันเราต้องนำเข้าปูนาจากต่างประเทศ  ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ หรือเดือนละ 25 ล้านตัว เพื่อการบริโภคภายในประเทศ ก็อย่างที่ทราบกัน ส้มตำปู เป็นเมนูยอดฮิตของคนไทย

ส่วนใครที่สนใจจริงๆ ไปขอดูงาน ขอคำแนะนำได้ ตามที่อยู่และเบอร์โทร. ด้านล่าง นี้








ที่มา           https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_66307
ผู้เขียน   อภิวัฒน์ คำสิงห์

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 10