มกราคม 22, 2018, 11:24:19 AM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 10
 1 
 เมื่อ: มกราคม 19, 2018, 10:53:12 AM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn

ใครที่กำลังสร้างเว็บด้วย WordPress ระบบจัดการเนื้อหาหรือ CMS อันดับ 1 ของโลกไม่ควรพลาดงาน Wordcamp Bangkok 2018 ที่จัดเนื้อหาเน้นๆ ทุกด้านทั้งสายพัฒนาหรือสายผลิตเนื้อหา โดยงานจัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2018 นี้ที่มหาวิทยาลัยสยาม อัดแน่นเนื้อหากันทั้งวัน!

WordCamp เป็นงานสัมมนาของ WordPress ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับ WordPress ได้มาพบปะ และทำกิจกรรมร่วมกัน สำหรับงาน WordCamp Bangkok 2018 ถือเป็น WordCamp ครั้งที่ 4 ที่จัดขึ้นในประเทศไทย

เนื้อหาน่าสนใจในงาน Wordcamp Bangkok 2018


เนื้อหาในงานจะแยกเป็น 3 Track ที่จัดคู่ขนานกันไป ทำให้ผู้ร่วมงานสามารถเลือกเข้าฟังเรื่องที่ตัวเองสนใจได้ โดยตารางงาน Wordcamp Bangkok 2018 วันที่ 18 ก.พ. มีดังนี้

ถ้าคุณเป็นผู้ใช้ WordPress สายนักพัฒนา คุณอาจจะสนใจหัวข้อ เจาะลึก Child Theme อย่างไรให้ดี โดยคุณ Jasdaporn Chaitan หรือ Cache ยังไงให้เร็วประดุจฟ้าแลบ โดยคุณ Dom Charoeyos

ถ้าคุณเป็นผู้ใช้ WordPress สายสร้างเนื้อหา ก็อาจจะสนใจหัวข้อ แนวทางการสร้าง Thought Leadership ให้กับแบรนด์ผ่านการเขียน Blog โดยคุณ Jakrapong Kongmalai หรือ WordPress กับเว็บคอนเทนต์ จากโลกเก่าสู่สื่อใหม่ โดยคุณ Warong Lupaiboon

และถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้น อยากใช้ WordPress สร้างเว็บกับเค้าบ้าง ก็มีหัวข้อที่น่าสนใจอย่าง จริงหรือไม่ที่ใครๆ ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress ได้ มันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ โดยคุณ Jatupon Rattanapanop หรือ ประสบการณ์ใช้งาน WordPress จากคนทำ Blog ที่ต้องเอามาแชร์ โดยคุณ Naret Tiyawatwittaya

ค่าบัตรร่วมงาน 300 บาท หมดแล้วหมดเลย

งานนี้ไม่มีเพิ่มที่นั่งหรือเพิ่มรอบนะครับ หมดแล้วหมดเลย ปีนี้มีที่นั่งจำกัดแค่ 500 ที่ และตอนนี้ที่เขียนข่าวก็เหลืออีกแค่ร้อยกว่าที่เท่านั้น เงิน 300 บาทนอกจากจะได้ฟังบรรยายแล้ว ยังได้เสื้อ WordCamp Bangkok 2018 เป็นที่ระลึก พร้อมอาหารกลางวัน และได้เข้าร่วม After Party ด้วยนะ

ที่มา : https://www.beartai.com/news/it-thai-news/216810

 2 
 เมื่อ: มกราคม 18, 2018, 02:46:11 PM 
เริ่มโดย waitatnooklum - กระทู้ล่าสุด โดย waitatnooklum
Mathematical principles of production management and robust layout design:
Part I. 250-ton/year recirculating aquaculture system (RAS)

a b s t r a c t

This study describes the design and management of an effective recirculating aquaculture system (RAS). The RAS design involves many aspects, both physical and biological: (1) a desired turnover, (2) fingerling arrival frequency, (3) number of fingerlings per batch, (4) number of days in a growth phase, (4) timing of grading and sorting, based on (5) fish growth rate, and (6) number of culture tanks. The design criteria were: (1) turnover of 250 ton/year, (2) fingerling arrival frequency of 12 batches/year, (3) biomass density ?60 kg/m3, (4) two fish batch-sorting and batch-splitting events, and (5) a robust design to accommodate two species?slower- and faster-growing species. The culture tank was regarded as a queuing system in which neither a ?queue? (overholding of fish) nor an idle culture tank is allowed, enabling modeling of the fish farm as a queuing network. A queuing model, stochastic simulation, optimization, and six sigma robust design were developed, validated, and implemented. The optimal layout was found to comprise three growth phases, with 1, 8, and 24 culture tanks, respectively. Optimal parameters included: arrival frequency?a single fish batch into the system every 30 days; then 30, 120 and 180 days in the 1st, 2nd and 3rd phases, to 42, 200, and 440 g, respectively. The optimal values satisfied the criteria of biomass density below 60 kg/m3 and culture tank utilization above 93%. Expected production was 250?276 ton/year. The proposed layout can accommodate different fish species with different growth rates under the same proposed layout, culture volume, density, and schedule. The numerical values reflect local aquatic conditions, but the proposed methodology can be applied elsewhere.

 3 
 เมื่อ: มกราคม 16, 2018, 03:53:25 PM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=5OGzeg-I_EY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=5OGzeg-I_EY</a>

ฉะเชิงเทรา 12 ม.ค.-เกษตรกรใน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา เลี้ยงเป็ดไข่ พันธุ์ปากน้ำ และต่อยอดสร้างมูลค่าไข่เป็ด ด้วยการนำมาแปรรูป ทำเป็นไข่เค็มดินสอพอง สามารถทำตลาดได้หลายช่องทาง


ลัดดาวัลย์ อึงสวัสดิ์ เกษตรตำบลบ้านซ่อง อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา กำลังเดินเก็บไข่เป็ดในฟาร์มเลี้ยงของตัวเอง เพื่อเตรียมส่งขายให้พ่อค้าแม่ค้า และตลาดใกล้เคียง ยึดเป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ให้ครอบครัวมานานกว่า 6 ปี จากก่อนหน้านี้เคยปลูกมันสำปะหลัง แต่ประสบปัญหาราคาตกต่ำ จึงผันตัวเองมาทำฟาร์มเลี้ยงเป็ดไข่ โดยเริ่มจากทดลองเลี้ยง 20 ตัวก่อน ใช้วิธีลองผิดลองถูกจนประสบผลสำเร็จ


ลัดดาวัลย์ เลือกเป็ดไข่สายพันธุ์ปากน้ำ มาเลี้ยง เนื่องจากมีข้อดีคือทนต่อสภาพพื้นที่แล้งได้นิสัยชอบอยู่ตามธรรมชาติ ออกไข่ได้ทุกที่ มีอายุในการออกไข่นานถึง 2 ปี หากเป็นเป็ดสายพันธุ์ทั่วไปจะมีอายุออกไข่ไม่เกิน 1 ปี ที่สำคัญไข่เป็ดสายพันธุ์ปากน้ำไม่มีกลิ่นคาว เทคนิคการเลี้ยงจะแบ่งพื้นที่ภายในโรงเรือนเป็น 3 เล้า แยกเลี้ยงเป็ดออกเป็น 3 รุ่นอายุ เพื่อช่วยไม่ให้เกิดปัญหาไข่ขาดช่วง พอเป็ดมีอายุได้ 4-5 เดือน ก็จะเริ่มออกไข่ ราคาขายไข่หน้า ฟาร์มฟองละ 4 บาท

อีกหนึ่งเทคนิคการเลี้ยงเป็ดของฟาร์มนี้ คือ การปล่อยเลี้ยงแบบตามธรรมชาติ ควบคู่กับให้อาหารเม็ดสำเร็จรูป ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารด้วย


นอกจากนี้ ยังต่อยอดนำไข่เป็ดมาแปรรูปเป็นไข่เค็มดินสอพอง โดยนำดินสอพองมาผสมกับเกลือและน้ำใช้พอกไข่ เก็บไว้ตามกำหนดเวลาก็จะได้ไข่เค็มรสชาติดี ไม่เค็มมาก สามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลาย ช่วยเพิ่มมูลค่าไข่เป็ดขึ้นอีกเท่าตัว มีแบรนด์ของตัวเองบรรจุกล่องจำหน่ายหน้าฟาร์ม.-สำนักข่าวไทย

ที่มา : http://www.tnamcot.com/view/5a5852e3e3f8e420ab435a18

 4 
 เมื่อ: มกราคม 16, 2018, 03:48:30 PM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn

ปลากะพงขาวมีการเลี้ยงแพร่หลายในแถบชายทะเล เป็นเรื่องยากที่เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือจะเลี้ยงได้...แต่วันนี้เลี้ยงได้แล้ว เมื่อ รศ.ดร.นิวุฒิ หวังชัย คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่ ประสบความสำเร็จในการทดลองเลี้ยงปลากะพงขาวในโรงเรือนระบบปิดโครงสร้างเหล็กคลุมด้วยพลาสติก เพื่อควบคุมสภาพอากาศและน้ำ เริ่มด้วยการนำลูกปลากะพงขาวขนาด 1 นิ้ว จำนวน 1,000 ตัว มาเลี้ยงอนุบาลในบ่อซีเมนต์ขนาดกว้าง 1 ม. ยาว 1.45 ม. จำนวน 5 บ่อ บ่อละ 200 ตัว ใช้น้ำจืดบ่อละ 2 คิว ให้อาหารเม็ดวันละครั้งครั้งละครึ่ง กก. หากปลากินไม่หมดภายใน 1 ชั่วโมงให้ตักทิ้ง

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1177955





 5 
 เมื่อ: มกราคม 12, 2018, 02:41:25 PM 
เริ่มโดย waitatnooklum - กระทู้ล่าสุด โดย waitatnooklum
Abstract
We have developed poly(allyl amine hydrochloride) (PAA ? HCl) polymer hydrogels, that efficiently remove nitrate (NO3
),nitrite (NO2), and orthophosphate (PO4 3 ) nutrient anions from the aquaculture wastewater. The hydrogels were prepared by chemically crosslinking linear PAA ? HCl chains with epichlorohydrin (EPI). The anion binding capacity of the pH sensitive polymer gels was measured in standard solutions and studied as a function of gel synthesis parameters. Equilibrium NO3?N, NO2?N, and PO4?P loading of 15, 1.6, and 17 mg:g of dry gel, respectively, were calculated from the measurement of decrease in anion concentration in aqueous solutions using UV?vis spectrophotometry. Batch experiments showed that nutrient concentrations in aquaculture wastewater effluents decreased with regard to PO4?P by 98%, NO3?N by 50% and NO2?N by 85% within 3 h of reaction. The regeneration of the hydrogels was demonstrated by the release of bound nutrient anions upon washing the gels with a 1 N NaOH solution. These results have demonstrated that the hydrogels are appropriate materials for treating aquaculture wastewater effluents, and reducing the nutrient anion concentrations to levels, less than 10 mg:l NO3?N, 0.08 mg:l NO2?N, and 0.3 mg:l PO4?P, suitable for discharge into natural surface waters.

 6 
 เมื่อ: มกราคม 12, 2018, 02:38:40 PM 
เริ่มโดย waitatnooklum - กระทู้ล่าสุด โดย waitatnooklum
Abstract
This study focuses on a new trend in shrimp aquaculture, the development of brackishwater
ponds for Penaeus monodon culture in inland freshwater areas of Thailand?s Central
Plain. Water balances were calculated for ponds and reservoirs at an inland shrimp farm in
Chachoengsao, Thailand, between May and July 1999. Regulated inflow and outflow were
the largest water fluxes, averaging 0.94 and 0.70 cm:day. Other daily average water gains
were rainfall (0.52 cm:day) and runoff (1.7 cm:day), and other water losses were evaporation
(0.31 cm:day) and seepage (0.52 cm:day). Over an entire crop cycle, of average length 109
days, average water inputs were: initial pond filling (84 cm); regulated inflow (103 cm);
rainfall (57 cm); and runoff (3 cm). Average outputs were: regulated outflow (76 cm); seepage
(57 cm); evaporation (34 cm); and draining at harvest (87 cm). The main feature of note in
the water balance is the large volume of regulated outflow. All regulated outflow and most
(82%) of the pondwater drained at harvest went directly to the irrigation canal system. Such
large volumes of discharge could have serious environmental implications because small
inland waterways have low assimilative capacity and pond effluent is saline. Consumptive
water use for 14 inland shrimp ponds and reservoirs averaged 0.8390.14 cm:day. Consumptive
water use was also measured for 11 nearby rice fields, the main land use in the regions
where inland shrimp farming is proliferating. Rice paddy water use averaged 0.9190.17
cm:day. There was no significant difference in the daily consumptive water use of shrimp
ponds and rice fields, suggesting that conversion from rice farming to shrimp farming would
have little net impact on water availability for irrigation. ? 2000 Elsevier Science B.V. All
rights reserved.

 7 
 เมื่อ: มกราคม 11, 2018, 04:56:54 PM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 11 ม.ค. น.ส.พะเยาว์ เมืองงาม ผอ.ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก จ.สงขลา เปิดเผยว่า ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก ออกประกาศฉบับที่ 8 (8/2561) เรื่อง คลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทย จากอิทธิพลของบริเวณความกดอากาศสูงกำลังแรงจากประเทศจีน แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนแล้ว ลักษณะดังกล่าวทำให้ในช่วงวันที่ 11-15 ม.ค. 2561 มรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง ทำให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนหนักบางแห่ง
น.ส.พะเยาว์ กล่าวว่าคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเล ตั้งแต่ จ.นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 11-15 ม.ค.นี้ และขอให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออกอย่างใกล้ชิด

ที่มา : https://www.technologychaoban.com/bullet-news-today/article_42878

 8 
 เมื่อ: มกราคม 11, 2018, 04:50:42 PM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=uJoZJTL3a2w" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=uJoZJTL3a2w</a>

ชัยนาท 10 มี.ค.-ข้าว กข 71 เป็นข้าวขาวสายพันธุ์ใหม่ ทนต่อโรคและแมลง ให้ผลผลิตดี พัฒนาโดยศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท ซึ่งกรมการข้าว รับรองพันธุ์ในปีนี้ ขณะนี้เปิดให้เกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์ได้แล้ว
ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาทปักดำกล้าข้าว กข 71 ข้าวสายพันธุ์ใหม่ซึ่งพัฒนาขึ้นที่นี่ ทำเป็นแปลงนาสาธิต ข้าว กข 71 เพิ่งได้รับการรับรองสายพันธุ์เมื่อเดือนเมษายน นักวิจัยใช้เวลา 11 ปี พัฒนาจนได้ข้าวเป็นข้าวอายุสั้น ให้ผลผลิตสูงถึง 1 ตัน/1 ไร่ ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคไหม้ เป็นข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง จึงปลูกได้ตลอดปี
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าวกล่าวว่า พันธุ์ข้าวอายุสั้น ก็ใช้น้ำในการปลูกน้อย ต้านทานโรคและแมลงก็ลดการใช้สารเคมีลง ลักษณะเมล็ดข้าวจะเป็นข้าวขาวร่วน หุงขึ้นหม้อ ซึ่งประเทศตะวันออกกลางและอาฟริกานิยมบริโภค ขณะนี้เปิดให้เกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์ได้ในศูนย์วิจัยข้าวชัยนาท พิษณุโลก และลพบุรี
นักวิจัยกำลังพัฒนาข้าวชัยนาท 1 ซึ่งรับรองพันธุ์มา 25 ปีแล้ว เมล็ดของข้าวพันธุ์นี้เรียวยาวขาวใส ผู้คนนิยมรับประทาน แต่ชาวนาไม่นิยมปลูกแล้ว เนื่องจากโรคและแมลงปรับตัวให้ชินต่อการเข้าทำลายข้าวได้ นักวิจัยจึงนำยีนของพันธุ์ข้าว ซึ่งมีลักษณะตามต้องการ มาผสมหลายๆ ชั้น เพื่อให้ได้พันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตดี หุงแล้วสวย กินอร่อยเหมือนข้าวชัยนาท 1
ในการปลูก ต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคขอบใบแห้งได้ดี ที่สำคัญคือ ทนน้ำท่วม แช่น้ำได้นานกว่าข้าวสายพันธุ์อื่น แต่ไม่ใช่ข้าวขึ้นน้ำเหมือนในอดีต ซึ่งแม้จะทนน้ำท่วมได้ดี แต่ผลผลิตต่ำ
การปลูกข้าวสายพันธุ์ใหม่นั้นใช้วิธีดำ หว่าน หรือโยนกล้า ได้เช่นเดียวกับสายพันธุ์อื่นๆ โดยนักวิชาการแนะนำให้ไม่ปลูกแน่นเกินไป ปัจจุบันชาวนาใช้เมล็ดพันธุ์มากถึง 30-35 กิโลกรัม/ไร่ ทั้งที่ใช้ 10-15 กิโลกรัม/ไร่ ก็เพียงพอ ข้าวจะแตกกอเต็มแปลงเอง และขอให้หมั่นตรวจต้นข้าวทุก 7 วัน จากยอดจรดโคน หากมีโรคหรือแมลงรบกวนจะได้กำจัดอย่างทันท่วงที.-สำนักข่าวไทย

ที่มา : http://www.tnamcot.com/view/5a559d74e3f8e420a44347a6


 9 
 เมื่อ: มกราคม 10, 2018, 12:52:14 PM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn

จากสภาพแวดล้อมและสภาวะสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จะเห็นได้ว่าสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติกำลังมีจำนวนที่ลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้วิถีชีวิตของการหาสัตว์น้ำในแหล่งธรรมชาติ ค่อยๆ เจือจางหายไปตามกาลเวลา เพราะภายในแหล่งน้ำเริ่มไม่มีความสมบูรณ์เหมือนเช่นครั้งเก่าก่อน

แต่ด้วยวิสัยของการเอาตัวรอดในช่วงที่เกิดการขาดแคลนด้านอาหาร จึงทำให้มีเทคโนโลยีการประมงใหม่ๆ เกิดขึ้นมา เพื่อเป็นการช่วยสร้างแหล่งโปรตีนที่ได้จากเนื้อปลาให้ยังคงอยู่ และมีพอเพียงแต่จำนวนของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการเพาะพันธุ์ปลาให้มีจำนวนมากขึ้น ตลอดไปจนถึงการเพาะเลี้ยงให้สัตว์น้ำเจริญเติบโต ส่งจำหน่ายยังแหล่งค้าขายต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ จนทำให้เกษตรกรผู้จับอาชีพทางด้านนี้มีรายได้จากการทำประมง

ซึ่งทางกรมประมงเองก็ได้มีการส่งเสริมในเรื่องของการเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้มีมาตรฐานมากขึ้นโดยทุกขั้นตอนต้องผ่านตามมาตรฐานที่กำหนด และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ก็จะยิ่งทำให้เกษตรกรยิ่งมีรายได้และทำอาชีพทางด้านนี้ได้อย่างยืนยาว แต่กระนั้นใช่ว่าการประกอบทางอาชีพนี้จะไม่มีอุปสรรคเลย ปัญหาแต่ละช่วงของผู้ทำการเลี้ยงสัตว์น้ำ หากไม่เกิดจากสภาพอากาศก็เกิดจากสภาพแวดล้อม หรือตลาดไปจนถึงการดูแลที่อาจต้องมีความผิดพลาดกันได้

คุณเทียมศักดิ์ สง่ากชกร อยู่บ้านเลขที่ 5/9 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาน้อย อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำแม่กลองมากกว่า 20 ปี หรืออาจจะเรียกง่ายๆ ว่า เป็นตัวยงในเรื่องของการเลี้ยงปลากระชังกันเลยทีเดียว

เมื่อสมัยก่อนที่เขาเริ่มทำการเลี้ยงปลากระชังครั้งแรก ได้เลี้ยงปลานิลและปลาทับทิมในช่วงนั้นถือว่ามีความนิยมมาก เพราะปลาทับทิมกำลังเป็นที่รู้จักของตลาดจึงทำให้สามารถส่งจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่อง และขยายกระชังเลี้ยงออกไปเรื่อยๆ จนทำให้ปลาสามารถมีจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และไม่เพียงจำหน่ายภายในประเทศเท่านั้น ปลาภายในฟาร์มของเขายังส่งไปจำหน่ายยังตลาดประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย จึงทำให้เกิดการรวมกลุ่มของผู้เลี้ยงปลาในกระชังเพื่อสินค้ามีอย่างเพียงพอต่อความต้องการ

ต่อมาเมื่อระยะประมาณเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการสั่งซื้อสินค้าจากปลากระชัง เริ่มมีจำนวนที่ลดน้อยลง จึงทำให้ปริมาณการจำหน่ายที่มากอย่างสมัยก่อนมีการปรับตัวลดลง จึงทำให้การวางแผนของการเลี้ยงปลาก็ต้องปรับการเลี้ยงให้ลดน้อยลงไปด้วย เมื่อระยะเวลานานวันสภาวะทางเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น ทำให้เกษตรกรบางรายถึงกับต้องปิดกิจการไปอย่างถาวรก็มีเกิดขึ้นให้เห็น

"ปี 60 ที่มานี่เศรษฐกิจค่อนข้างแย่ ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือต่างประเทศ ปลาที่ผลิตได้กำลังการส่งออกน้อยลง อย่างที่มาผ่านมาเราจะส่งออกไปทางมาเลเซีย สิงคโปร์ เพราะช่วงที่ผ่านมามีกระแสหลายๆ อย่าง จึงทำให้ตลาดต่างประเทศหยุดสั่งปลาจากประเทศไทย ซึ่งแม้แต่สมัยก่อนการส่งขายในประเทศจะดี แต่ตอนนี้กำลังซื้อของคนในประเทศก็น้อยลงตามไปด้วย เลยทำให้ราคาปลานิล ปลาทับทิมเวลานี้ มีราคาถูกลงอย่างเห็นได้ชัด" คุณเทียมศักดิ์ กล่าว

ซึ่งปลาเลี้ยงในกระชังที่เป็นไซซ์ใหญ่ คุณเทียมศักดิ์ บอกว่า จะเน้นส่งออกยังตลาดต่างประเทศ และไซซ์รองลงมาจะเป็นไซซ์ที่คนอยู่ในประเทศนิยมกินไซซ์ประมาณ 500-600 กรัม โดยตลาดหลักก็ในพื้นที่ แต่เมื่อสภาวะเศรษฐกิจเป็นเช่นนี้ จึงทำให้จำเป็นต้องประคองธุรกิจด้วยการลดจำนวนเลี้ยงให้น้อยลง เพื่อไม่ให้จำนวนปลามีมากจนเกินไปจนล้นตลาด


"การลดปริมาณการเลี้ยงน่าจะเป็นสิ่งที่ต้องทำในช่วงนี้ อย่างเคยเลี้ยง 100 กระชัง ก็ลดลงมาเลี้ยงแค่ 20-30 กระชังพอ เพราะว่าถ้าจะให้เลิกเลี้ยงเลยคงทำไม่ได้ เพราะเราลงทุนการทำธุรกิจไปแล้ว ทำได้แค่เพียงทำการชะลอการเลี้ยงไป อย่างปลาทับทิมสมัยก่อนขายได้กิโลกรัมละ 82 บาท ตอนนี้เวลานี้อยู่ที่ 65 บาท ต่อกิโลกรัม และมองว่าในปีหน้าราคาน่าจะลงมาอีกเรื่อยๆ หากสภาวะเศรษฐกิจยังเป็นแบบนี้อยู่ ก็เลยอยากจะให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจ และมีการเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ มากขึ้น ก็จะทำให้คนยังต่างประเทศเห็น รวมทั้งส่งเสริมให้คนในประเทศหันมากิน ก็จะช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงได้มาก" คุณเทียมศักดิ์ บอก


โดยการเลี้ยงปลากระชังในเรื่องของสภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ไม่มีปัญหา บางพื้นที่สภาพน้ำยังค่อนข้างเลี้ยงปลากระชังได้อย่างดี แต่ช่วงนี้สิ่งที่ต้องแก้มากที่สุดคือเรื่องของการตลาด อาจจะไม่ต้องส่งขายให้กับแหล่งขายเพียงอย่างเดียว ซึ่งผู้เลี้ยงเองต้องมีการเตรียมตัวรับมือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาสภาพเศรษฐกิจ ตลอดไปจนถึงการนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ก็จะช่วยให้สามารถสร้างกำไรจากการเลี้ยงได้

"ตอนนี้ทุกคนที่เลี้ยงปลากระชัง ก็มีคาดหวังกันว่า ปีหน้าเศรษฐกิจน่าจะดี แต่หากไม่ดีอย่างที่หวัง ก็จะมีการรับมือและเตรียมพร้อมกันในเรื่องอื่นๆ เพื่อให้ธุรกิจยังอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการหาช่องทางการทำตลาด ไปจนถึงการแปรรูปต่างๆ ก็จะช่วยได้บ้าง เพราะฉะนั้นการศึกษาสภาวะเรื่องเศรษฐกิจจึงสำคัญมาก เราจะเลี้ยงและขายอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ในเรื่องของการศึกษาทุกอย่างให้ครบวงจรจึงสำคัญมาก ของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในยุคปัจจุบัน" คุณเทียมศักดิ์ แนะนำ

ที่มา : https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_41355

 10 
 เมื่อ: มกราคม 10, 2018, 12:46:07 PM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=dhoKcN4YyLk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=dhoKcN4YyLk</a>

จันทบุรี 5 ม.ค.-เกษตรสร้างชาติ วันนี้พาไปที่ฟาร์มผักปลอดสารพิษแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี ที่เดิมเจ้าของทำฟาร์มเห็ด แต่ประสบปัญหาสุขภาพ หลังเปลี่ยนไปปลูกผัก นอกจากรายได้จะเพิ่มมากขึ้น ยังดีต่อสุขภาพด้วย.-สำนักข่าวไทย

ที่มา : http://www.tnamcot.com/view/5a4eccd5e3f8e420ab43510f

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 10