กันยายน 26, 2017, 05:17:20 AM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 10
 1 
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:55:34 PM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn


เชื่อเหลือเกินว่าบทความนี้คงสร้างแรงบันดาลใจสำหรับใครให้ใครหลายคนลุกขึ้นมาจับกล้องหรือใช้กล้องมือถือตัวเองออกไปฝึกสกิลถ่ายภาพกันได้ไม่น้อยเลย ซึ่งบทความนี้เป็นเรื่องราวของ Phillip Haumesser ช่างภาพรายหนึ่งที่มาแชร์ประสบการณ์โดยหยิบยกมุมมองการถ่ายภาพที่เปลี่ยนไปจากคนถ่ายรูปธรรมดาทั่วไปจนมาเป็นช่างภาพมืออาชีพ ทั้งนี้ Haumesser เปิดเผยว่าเขาเริ่มพัฒนาฝีมือการถ่ายภาพตั้งแต่ช่วง 2 ปีก่อนที่เขาเริ่มถ่ายรูปลูกชายตัวน้อยของเขา จนนานเข้าเขาก็รู้สึกถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อภาพถ่ายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดแสงหรือว่ามุมมองด้านการจัดการพื้นที่ในรูปในมุมต่าง ๆ ไปจนถึงแนวคิดการเล่าเรื่องด้วยภาพ ซึ่ง Haumesser ก็สรุปว่าทุกสิ่งในรอบตัวเรานั้นสามารถหยิบจับมาเป็นภาพสวย ๆ ที่มีเรื่องราวได้ทั้งหมด โดยเฉพาะหลังจากที่เขามารับงานเป็นตากล้องอาชีพแล้ว เขาก็ค่อย ๆ มองสิ่งรอบตัวให้ละเอียดถี่ถ้วน คุมจังหวะชีวิตให้ช้าลงสวนกระแสสังคม แต่วิธีนี้ทำให้เขามองเห็นรายละเอียดต่าง ๆ ที่จะใช้ในการถ่ายภาพได้แตกต่างออกไป ซึ่งเรียกว่าต่อให้ทุกคนจะอยู่ในสถานที่นั้นเหมือนกัน แต่รูปที่ถ่ายออกมาก็ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะคนที่เข้าใจมุมมองและมีไอเดียในการถ่ายกับคนที่กระโจนเข้าไปถ่ายโดยขาดความเข้าใจ




ที่มา : https://www.beartai.com/news/photo-news/187324

 2 
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:44:07 PM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn

ประเด็นหลัก
-ทำความรู้จักกุ้งเครฟิช
-แนะนำการเลี้ยงกุ้งเครฟิชเบื้องต้นสำหรับมือใหม่

ช่วงนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เจอแต่คนเลี้ยงกุ้งเครฟิช ตัวเล็กๆ สีแดง สีน้ำเงิน หรือถ้าแอดว๊านซ์กว่านั้นก็มี 7 สี ในตัวเดียว เฮ้ยยย? บ้าไปแล้ว กลายเป็นกระแสเครฟิชฟีเวอร์ระบาดไปทั่ว และมีคนเริ่มสนใจอยากจะเลี้ยงกุ้งพันธุ์นี้กันยกใหญ่ แต่ก่อนที่ใครจะตัดสินใจเลี้ยงมัน เราว่าไปทำความรู้จักกับเจ้ากุ้งเครฟิชกันหน่อยไหมค่ะ

กุ้งเครฟิชมาจากไหน
ถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเซียตะวันออก และออสเตรเลีย ปัจจุบันมีการค้นพบมากกว่า 500 ชนิด มากกว่าครึ่งมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือ โดยธรรมชาติกุ้งเครฟิชจะอาศัยอยู่ตามโขดหิน หรือใต้ขอนไม้ รวมทั้งลำธาร หนองน้ำ และทะเลสาบ

กุ้งเครฟิช หรือ ล็อบสเตอร์น้ำจืด ( Fresh?water lobster ) บางครั้งก็เรียก กุ้งก้ามแดง มีลักษณะเปลือกหนาเป็นชุดเกราะคลุมส่วนหัว-อก และลำตัว ส่วนขามี 2 ประเภท คือ ขาเดิน และขาว่ายน้ำ สำหรับขาเดินจะมี 5 คู่ คู่แรกสุดเป็นก้ามที่ใหญ่ แข็งแรง เพื่อไว้ต่อสู้ป้องกันตัว ส่วนขาว่ายน้ำจะเป็นแผ่น มีลักษณะแบน

การเลี้ยงกุ้งเครฟิช
เราเลี้ยงกุ้งเครฟิชในภาชนะใดก็ได้ ที่สามารถเปลี่ยนน้ำง่าย อุณหภูมิน้ำควรอยู่ประมาณ 23 -28 องศาเซลเซียส หากเลี้ยงหลายตัวต้องมีพื้นที่กว้างขวาง เพราะตัวโตจะมีขนาด 3-4 นิ้ว อาจต้องใช้พื้นที่อย่างน้อย 1 ฟุต ควรเลือกเลี้ยงกุ้งขนาดเดียวกัน ไม่เช่นนั้นกุ้งตัวเล็กอาจถูกรังแก และมีโอกาสที่จะตกเป็นอาหารของกุ้งตัวโตได้ นอกจากนี้ควรมีขอนไม้ กระถางดินเผา กระถางต้นไม้แตก ทำเป็นโพรงเพื่อให้กุ้งพักอาศัย เพราะธรรมชาติของกุ้งทุกชนิดชอบออกหากินในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันจะนอน หรือหลบซ่อนตัว

กุ้งเครฟิชมีก้ามเป็นอาวุธไว้ต่อสู้ป้องกันตัวเอง ตัวผู้จะมีขนาดของก้ามที่ใหญ่โตเพื่อเอาไว้อวดตัวเมีย แถมสีสันก็ยังสวยงามกว่าตัวเมียอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญกุ้งเครฟิชจะอ่อนแอที่สุดตอนลอกคราบ จึงไม่ควรเลี้ยงปนกันหลายตัวในที่แคบ เพราะกุ้งตัวที่ลอกคราบอาจทำร้ายกันได้เสมอ ผู้เลี้ยงควรเปลี่ยนถ่ายน้ำสัปดาห์ละครั้ง ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการเลี้ยง และการให้อาหารที่สร้างความสกปรกให้กับน้ำ อย่าลืมปิดฝาครอบกันกุ้งปีนหนีออกมาเที่ยวเล่นด้วยนะ ถ้าเกิดลืมคุณอาจเสียกุ้งแสนรักไปก็ได้

อาหาร
กุ้งเครฟิชจัดว่าเป็นสัตว์กินซากสามารถกินได้ทุกอย่าง ผู้เลี้ยงหลายคนนิยมให้ข้าวโพด ฟักทอง แอบเปิ้ล มันฝรั่ง ฯลฯ แต่ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศแนะนำให้เลี้ยงด้วย ใบโอ๊ค หรือ ใบหูกวาง เพราะเชื่อว่าสามารถป้องกัน และรักษาโรคตามธรรมชาติที่เกิดกับกุ้งได้ นอกจากธัญญาหารข้างต้นแล้ว อาจให้สิ่งมีชีวิตเป็นอาหารเสริมได้ เช่น หนอนแดง ไส้เดือนแดง ไรแดง เป็นต้น แต่ต้องระวังเรื่องความสะอาดกันสักนิดด้วยนะคะ สำหรับการให้อาหารไม่ต้องถี่มาก ครั้งละน้อยพอกินหมด จะได้ไม่เหลือเศษอาหาร ตัวการที่ทำให้น้ำเน่าเสีย

เชื่อว่าสาเหตุหลักที่ทำให้หลายคนสนใจเลี้ยงกุ้งเครฟิช เป็นเพราะสีสันอันสวยงามชวนหลงใหล ที่นับว่าเป็นเสน่ห์ของกุ้งพันธุ์นี้ หวังว่าบทความชิ้นนี้จะมีประโยชน์แก่เพื่อนๆ ไม่มากก็น้อยนะคะ หากเลี้ยงดีๆ ไม่แน่ว่าอนาคตอาจทำเงินให้คุณด้วยก็ได้ใครจะรู้ อิอิ

ที่มา: https://www.petcitiz.info/%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%9F%E0%B8%B4%E0%B8%8A/

 3 
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 03:24:46 PM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn

ปลานิล ได้เข้ามาในประเทศครั้งแรก เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๐๘ สมเด็จพระจักรพรรดิ์ อากิฮิโต แห่งประเทศญี่ปุ่น เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารในขณะนั้น ได้น้อมเกล้าฯ ถวายปลาน้ำจืดในตระมึงลทิลาเปียจำนวน ๕๐ ตัว แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในระยะแรกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้นำปลาดังกล่าวไปเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ ในบริเวณพระตำหนักจิตรลดา พระราชวังดุสิต ต่อจากนั้นได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายปลาลงเลี้ยงในบ่อดิน และต่อมาในระยะ ๕ เดือนเศษ ปรากฏว่าปลาที่เลี้ยงในบ่อเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ขุดบ่อดินเพิ่มเป็นจำนวน ๖ บ่อ เมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๐๘ และได้ทรงปล่อยปลาเหล่านั้นด้วยพระองค์เอง และได้ทรงพระกรุณาโปรกเกล้าฯให้เจ้าหน้าที่กรมประมงตรวจสอบความเจริญเติบโตของปลาทุกเดือน ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่า ปลาชนิดนี้มีการเจริญเติบโตเร็วมาก มีขนาดเฉลี่ยถึง ๑๗๘.๘ กรัม ในระยะเวลว ๖ เดือนในวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๐๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานลูกปลาดังกล่าวขนาดความยาว ๓-๕ เซนติเมตร จำนวน ๑๐,๐๐๐ ตัว จากบ่อดินจากบริเวณพระตำหนักจิตรลดา พระราชวังดุสิต แก่กรมประมงเพื่อนำไปขยายพันธุ์ ณ แผนกทดลองและเลี้ยงในบริเวณเกษตรกลาง บางเขนจังหวัดพระนคร และสถานีประมงต่างๆ ๑๕ แห่งทั่วราชอาณาจักร เพื่อให้ดำเนินการพร้อมกันและได้ทรงพระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ว่า "ปลานิล" เมื่อปลานิลได้แพร่ขยายพันธุ์ออกไปมากเพียงพอแล้ว กรมประมงก็ได้แจกจ่ายพันธุ์ปลานิลให้แกราษฎร์เพื่อนำไปเพาะเลี้ยงตามความต้องการ และกรมประมงได้กำหนดให้วันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๑๐ เป็นวันครบกำหนดระยะเวลา ๑ ปี ๕ เดือน นับแต่วันที่กรมประมงได้รับพระราชทานปลานิลมาแจก "ปลานิลพระราชทาน" ให้แก่ราษฏร โดยวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๑๐ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๑๓ รวมระยะเวลาประมาณ ๓ ปี กรมประมงได้แจกจ่ายพันธุ์ปลานิลใปเป็นจำนวน ๕,๐๙๓,๙๐๐ ตัว

ที่มา : http://www.fisheries.go.th/freshwater/web3/index.php?option=com_content&view=article&id=55&Itemid=61

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 10