พฤศจิกายน 18, 2017, 03:11:30 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 10
 1 
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 01:38:43 PM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn

รัฐบาลเล็งแจกซิมอินเทอร์เน็ตให้ผู้มีรายได้น้อย  11 ล้านคน ให้สามารถเข้าถึงข้อมูล เพื่อยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิต

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำลังพิจารณา เพิ่มสวัสดิการให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับการช่วยเหลือคนจนในระยะที่สอง โดยมีแนวคิดแจกซิมอินเทอร์เน็ตฟรีให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียน 11.67 ล้านคน ให้สามารถเข้าถึงข้อมูลหาความรู้ต่างๆ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและพัฒนาฝีมือแรงงาน

โดยรัฐบาลมีนโยบายให้ติดตั้งอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ทุกคนสามารถหาความรู้ได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเจรจากับบริษัท ทีโอที ว่าจะร่วมโครงการอย่างไร เนื่องจากปัจจุบัน ทีโอที มีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตแต่ไม่มีลูกค้า รัฐบาลก็จะไปเหมาซิมอินเทอร์เน็ตมาให้กับผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะดูได้แต่ข้อมูล ไม่สามารถใช้โทรศัพท์เข้าออกได้ และรัฐบาลจะดูแลค่าใช้จ่ายรายเดือนให้

"ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะใช้งบประมาณเท่าไหร่ แต่อยากให้คิดถึงสิ่งที่จะได้กลับมามากกว่าเพราะการให้อาชีพ การให้คนจนเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ต่างๆ ที่จะนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิต แม้จะปลูกพืชหากเจอโรคแมลงจะกำจัดอย่างไรก็สามารถหาความรู้จากอินเทอร์เน็ตได้ สิ่งที่ได้อาจจะมากกว่าที่ให้ไป ซึ่งซิมนี้อาจจะจำกัดให้ดูแต่ข้อมูลความรู้ นำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ไม่ได้"

สำหรับการแจกซิมอินเทอร์เน็ตอาจจะเสนอพร้อมมาตรการแพกเกจช่วยเหลือ ผู้มีรายได้น้อยให้ฝึกอาชีพที่จะนำเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในเดือน ธ.ค.นี้

ที่มา : http://money.sanook.com/527405/

 2 
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 01:35:48 PM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn
ปลาส้มภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมที่นำปลามาแปรรูปให้เก็บไว้ได้นาน เป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้ แต่การตลาดส่วนใหญ่ยังอยู่ภายในประเทศ ตลาดต่างประเทศนั้นยังมีมูลค่าไม่มากนัก สาเหตุมาจากมาตรฐานการแปรรูปที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับของตลาดคู่ค้ามากนัก ทำให้การส่งออกไปยังเพื่อนบ้านในแต่ละปีมีไม่มาก


อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1127058

 3 
 เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 01:31:33 PM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn

ปลากัดไทยเป็นปลาสวยงามที่นิยมเลี้ยงไว้ดูเล่นมาช้านานน่ะค่ะ แต่จะดีแค่ไหนค่าเราเพาะเลี้ยงเพื่อทำเป็นอาชีพและสร้างรายได้ให้กับตัวเราเอง อาชีพเพาะเลี้ยงปลาสวยงามเพื่อจำหน่ายเป็นอาชีพที่น่าสนใจและการเพาะเลี้ยงปลากัดก็มีเทคนิคการเพาะพันธ์ุขยายพันธ์ุแบบง่ายๆแต่ก็ต้องใส่ใจดูแลเค้าให้ดีนิดหนึ่ง มาดูเทคนิคและเคล็ดลับวิธีการเลี้ยงปลากัดไทย,ปลากัดแฟนตาซีและวิธีการขยายพันธ์ุปลากัดไทยกันเลยน่ะค่ะว่ามีเทคนิคและขั้นตอนในการเลี้ยงอย่างไรกันบ้าง
ปลากัดเป็นปลาประเภทปลาสวยงามปลาที่นิยมเลี้ยงไว้ดูเล่นเพื่อความเพลิดเพลินและเพื่อการกีฬาเป็นปลาตัวเล็กๆสวยงามสง่าของไทยมาช้านานน่ะค่ะ ตอนเด็กๆบ้านน้อยเองก็เคยเลี้ยงแต่เป็นปลากัดที่หาได้ตามธรรมชาติสมัยนั้นไม่มีปลากัดมากมายงดงามอย่างสมัยปัจจุบัน จะมีแค่สีน้ำเงินเข้มๆและก็สีแดงสวยๆแค่นั้นเอง แต่ปัจจุบันปลากัดแฟนตาซีมีมาให้พบให้เห็นเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย

ปลากัดแฟนตาซี Halfmoon ปลากัดครีบยาว สวยงามมองแล้วสบายใจสบายตา

ตามร้านจำหน่ายปลาสวยงามต่างๆจะมีให้เห็นหลากหลายมาก เป็นที่ตื่นตาตื่นใจกับผู้ที่พบเห็นเพราะว่าปลากัดไทยนั้นเรียกได้ว่ามีความงามและสง่าเป็นเอกลักษณ์ ปลากัดหรือSiamese fighting fish ชื่อทางวิทยาศาสตร์ อีกชื่อหนึ่งเรียกว่า Betta splendens ปลากัดตามลักษณะทั่วไปจะมีรูปร่างที่เพรียวยาวสวยงามหัวมีขนาดเล็ก ครีบกันยาวจรดครีบหาง กางแบนกลม มีอวัยะช่วยหายใจบนผิวน้ำได้โดยการใช้ปากฮุบอากาศโดยไม่ต้องผ่านเหงือกเหมือนปลาทั่วๆไป

ปลากัดแฟนซี สีธงชาติไทย ปลากัดรักเธอประเทศไทยของแท้และแน่นอน

ปลากัดตัวผู้จะมีลักษณะสีที่เด่นและเข้มกว่าตัวเมีย และตัวจะโตกว่าตัวเมีย ส่วนปลากัดตัวเมียสีจะซีดหรือสีอ่อนและลำตัวเล็กกว่าปลากัดตัวผู้อย่างเห็นได้ชัด ปลากัดจะอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติน้ำนิ่งตื่นๆทั่วไปสมัยก่อนก็ตามทุ่งนาแหละค่ะที่บ้านน้อยเคยไปหาปลากัดมาเลี้ยงดูเล่นสมัยเด็กๆ

ลักษณะนิสัยของปลากัดก็เหมือนกันกับชื่อของเค้านั่นเองคือปลากัด ชอบกัดกันชอบอยู่ตัวเดียวหวงอาณาเขตไม่ให้ใครเข้าใครต้องขู่เบ่งครีบพองหางป้องกันไม่ให้ปลาตัวอื่นเข้าใกล้

ปลากัดไทยปัจจุุบันถูกพัฒนาสายพันธ์ุให้มีความสวยงามและเพิ่มขนาดให้ใหญ่ขึ้น และปลากัดไทยได้โด่งดังไปทั่วโลก ชาวต่างชาติจะรู้จักปลากัดไทยเราภายใต้ชื่อ"Siamese fighting fish" และที่สำคัญ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ขึ้นทะเบียนให้ปลากัดไทยได้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ อีกด้วย สุดยอดจริงๆค่ะ

ปลากัดแฟนตาซี ปลากัดฮาล์ฟมูน สีดำเหลื่อม เกล็ดเคลือบเงาหางเหมือนขนนก ปลากัดไทยมองยังไงก็สง่า

ปัจจุบันปลากัดไทยถูกพัฒนาขึ้นมาให้มีหลายสายพันธ์ุและมีลักษณะและสีสรรสวยเด่นเฉพาะตัวของสายพันธ์ุต่างๆ จึงไม่แปลกใจที่ใครๆที่ชื่นชอบกับความสวยงามของปลากัดต่างค้นหาและเลือกที่จะนำมาเลี้ยงไว้ดูเล่นและสำหรับเกษตรกรหรือท่านไหนที่มีใจรักในการเลี้ยงปลาก็จะดีไม่น้อยที่จะทำการเพาะพันธ์ุปลากัดเพื่อจำหน่ายรายได้งามแน่นอน และวันนี้บ้านน้อยก็มีเคล็ดลับและวิธีการเลี้ยงปลากัดมาฝากกันอีกด้วยค่ะ

ขั้นตอนวิธีการเลี้ยงปลากัดเบื้องต้น

-หากเลี้ยงแบบซื้อมาหรือหามาได้แบบเป็นพ่อพันธ์แม่พันธ์ุก็ให้เลี้ยงแบบแยก ตัวละตู้หรือใส่ขวดโหลขวดแก้วแล้วแต่ หากระดาษแข็งหรือแผ่นพลาสติกกั้นระหว่างตู้ไม่ให้ปลากัดเห็นกัน อาหารที่ให้ก็เป็นลูกน้ำ,ไรแดง ใส่พืชน้ำจอกแหนไปในโหลที่เลี้ยง ใส่ใบหูกวางแห้งสักใบหรือสองใบในขวดหรือโหลแก้วที่เลี้ยง เปลี่ยนน้ำเมื่อน้ำเริ่มกลิ่นไม่ดีและเน่าเสีย


เทคนิคและวิธีการเพาะพันธุ์หรือขยายพันธ์ุปลากัด

-คัดเลือกพ่อพันธ์ุและแม่พันธ์ุที่จะเพาะ เลือกสายพันธ์ุที่ต้องการ ปลากัดตัวผู้เลือกตัวโตแข็งแรงสีสวยพร้อมที่จะผสมพันธ์ุส่วนปลากัดตัวเมียเลือกตัวที่แข็งแรงพร้อมผสมพันธ์ุท้องเปล่งพร้องวางไข่
-เตรียมอ่างหรือกะละมังเพื่อที่จะใช้ในการเพาะ ใส่น้ำ3ต่อ1ของอ่าง ใส่ใบหูกวางแห้งฉีกลงไป1-2ใบเพื่อปรับสภาพความเป็นกรดด่างของน้ำและฆ่าเชื้อโรคได้อีกด้วยใส่เกลือที่ไม่มีสารไอโอดีนลงไป1ช้อน ใส่พืชน้ำสาหร่ายน้ำลงไปในอ่าง เลียนแบบธรรมชาติให้กับปลากัด
-นำขวดน้ำพลาสติกใส่น้ำแล้วใส่ปลากัดตัวเมียลงไปแล้วนำไปวางในอ่างที่เตรียมไว้ ส่วนปลากัดตัวผู้ให้ปล่อยลงในอ่างเลย ปล่อยทิ้งให้ปลากัดเทียบกันและสร้างความคุ้นเคย และก็ให้ปลากัดตัวผู้ได้ก่อหวอดขึ้นมาด้วย
-หาแผ่นพลาสติกมาปิดบ่อหรืออ่างที่เพาะ นำหินหรืออิฐก้อนเล็กมาวางทับไว้ด้วยเพื่อความปลอดภัย ทิ้งช่องอากาศหายใจไว้เล็กน้อย ปิดทิ้งไว้1-2 คืน
-เมื่อทิ้งปลากัดได้เทียบกันสักระยะ แล้วให้มาเปิดดูหากตัวผู้ได้ก่อหวอดขึ้นมาแล้ว ให้ปล่อยปลากัดตัวเมียในขวดที่ล่อปลากัดตัวผู้ไว้แล้วนั้นลงในอ่าง ปล่อยให้เค้าได้ทำการรัดกัน นำแผ่นพลาสติกมาปิดไว้เหมือนเดิม ทิ้งไว้1คืน
-เปิดดูหากเห็นไข่เกาะในหวอดแล้ว และปลากัดตัวผู้เริ่มไล่กัดตัวเมียจนจนมุมแล้ว ให้ตักปลากัดตัวเมียแยกออก ส่วนปลากัดตัวผู้ให้ปล่อยไว้เช่นเดิม เพราะปลากัดตัวผู้มีความสำคัญต่อการเพาะไข่และสำคัญต่อการเลี้ยงลูกปลากัด


วิธีอนุบาลลูกปลากัดก่อนแยกใส่ขวดหรือโหล

-หลังจากที่ไข่ของปลากัดเกาะในหวอดแล้วประมาณ2-3วัน ก็จะเห็นเป็นตัวห้อยออกมาจากหวอดแล้วอีกประมาณอีก2วันลูกปลากัดก็จะสามารถว่ายน้ำได้แล้ว
-เริ่มให้อาหารมื้อแรกของลูกปลากัดได้เลยเพราะอาหารมื้อแรกของลูกปลากัดก็เหมือนกันกับลูกทารกที่ได้กินนมแม่นั่นเองค่ะ ให้อาหารประเภทไรแดงอาจจะกรองเอาเฉพาะตัวไรแดงเล็กๆเพื่อให้ลูกปลากัดได้กินอาหารได้ง่าย ส่วนพ่อพันธ์ุก็สามารถกินอาหารพร้อมๆกันกับลูกปลากัดไปได้เรื่อยๆ
-ช่วงนี้อาจต้องใช้อ๊อกซิเจนเปิดเบาที่สุดช่วยด้วย และให้วางท่ออ๊อกไว้ไกลๆลูกปลา จะได้ช่วยในการที่ลูกปลากัดกินอาหารได้ดี
-การให้อาหารลูกปลากัดให้วันละ1มื้อก็เพียงพอแล้ว และการที่เราปล่อยพ่อพันธ์ุไว้กับลูกนั้นก็คือ พ่อปลากัดจะช่วยเลี้ยงลูกและมีความสำคัญมาก หากลูกปลากัดตัวไหนอ่อนแอ พ่อพันธ์ุก็จะทำการอมลูกปลากัดไปเก็บไว้ในหวอด เพื่อเป็นการรักษาตามธรรมชาติของตัวเค้าเอง
-เมื่อครบ 10-15 วันแล้ว ลูกปลากัดเริ่มแข็งแรงแล้วให้ตักพ่อพันธ์ุออกมา แล้วสำคัญที่สุดคือน้ำต้องดูแลไม่ให้เน่าเสียไม่เช่นนั้นแล้วจะทำให้อัตราการรอดของลูกปลากัดรอดได้น้อยมาก ใช้สายยางดูดเอาตะกอนหรือเศษสิ่งสกปรกออกแล้วค่อยๆปล่อยน้ำใหม่เข้าไปเบาๆ
-ขั้นตอนการอนุบาลลูกปลากัดก็ไม่ยากไม่ง่ายจนเกินไปค่ะ ที่สำคัญคือน้ำและอาหาร น้ำอย่าให้เน่าเสีย อาหารไม่ควรให้มากจนความจำเป็น ทีนี้ก็หมั่นสังเกตดูเมื่อลูกปลาโตเต็มที่และแข็งแรงก็ให้เริ่มคัดตัวที่โตแล้วแยกออกให้โหล เพื่อจำหน่ายหรือเพื่อไว้เพาะพันธ์ุต่อไปได้เลยค่ะ

ไรแดง อาหารที่สำคัญของลูกปลากัด และพ่อพันธ์ุแม่พันธ์ุปลากัด

ปลากัดแฟนตาซี ครีบและหางกางออกสวยงามเหมือนผู้หญิงสาวสวยใส่กระโปรงบานย้วยยังไงยังงั้น

แค่มองภาพยังทำให้หลงไหลได้ขนาดนี้น่ะค่ะ เลือกทำในสิ่งที่ชอบและใช่รับรองว่าทุกอาชีพสร้างเนื้อสร้างตัวและสร้างครอบครัวได้แน่นอนค่ะ วิธีการเลี้ยงปลากัดเป็นอะไรที่ง่ายมากเพราะเป็นวิธีที่เราคุ้นเคยกันมาแต่เด็กสมัยซึ่งอดีตทำกันมาช้านาน ส่วนวิธีการเพาะเลี้ยงหรือขยายพันธ์ุนั้นก็ต้องใส่ใจดูแลกันก็จะได้ผลที่ดี ทุกวันนี้มีผู้คนให้ความสนใจการเลี้ยงปลากัดไทยหรือปลากัดแฟนตาซีกันมาก หากเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพแล้วบ้านน้อยคิดว่าเป็นไปทิศทางที่ดีอย่างแน่นอน ขนาดชาวต่างชาติยังให้ความสนใจและนิยมเลี้ยงกันเพราะต่างหลงไหลในความงามและสง่าของปลากัดไทยหรือปลากัดแฟนตาซี เลี้ยงไปมองปลาที่มีหางกางออกสวยเหมือนกันกับนกยูงกำลังรำแพนยังไงยังงั้น สัตว์เลี้ยงของไทยสวยงามและก้าวไกลทั่วโลกลองศึกษาวิธีเลี้ยงและก็เพาะพันธ์ุกันดูน่ะค่ะบ้านน้อยหวังว่าท่านผู้อ่านทุกท่านคงมีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่ชอบและที่รักกันทุกท่านแล้วประโยชน์จากการที่ได้ทำงานที่เรารักจะส่งผลให้กับความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นอย่างภาคภูมิใจอย่างแน่นอนค่ะ

ที่มา : http://www.baannoi.com

 4 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2017, 03:38:43 PM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn
จดหมายข่าวโครงการฟื้นฟูทรัพยากรประมงในทะเลสาบสงขลา


สามารถอ่านและดาวน์โหลดได้ที่ http://www.sklonline.com/download/20171116-1-61.pdf

 5 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2017, 03:30:32 PM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn

กรุงเทพฯ 13 พ.ย. ? กรมประมงประเมินมูลค่าความเสียหายจากพายุทกซูรี 167 ล้านบาท เร่งช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรกว่า 12,500 ราย

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากที่ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากพายุทกซูรีช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม ทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่และฝนตกอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำไหลหลาก น้ำเอ่อล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขังเป็นบริเวณกว้าง เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรและภาคการเกษตรจำนวนมาก จากสภาวะดังกล่าวทำให้เกิดความเสียหายด้านประมงหลายพื้นที่

ทั้งนี้ มีรายงานสถานการณ์ความเสียหายของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยปี 2560 ด้านประมง ระหว่างวันที่ 15 กันยายน ? 9 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 30 จังหวัด 112 อำเภอ ได้แก่ ลำปาง อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ สุโขทัย เชียงราย พิษณุโลก แพร่ พะเยา นครสวรรค์ อุทัยธานี ตาก พิจิตร ขอนแก่น เลย สุรินทร์ ชัยภูมิ หนองบัวลำภู นครราชสีมา มหาสารคาม สระแก้ว สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท สุพรรณบุรี ลพบุรี กรุงเทพฯ ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สตูล และตรัง รวมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ 12,523 ราย  จากการประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะมีพื้นที่ได้รับความเสียหายประมาณ 14,045 ไร่ 2,804 ตารางเมตร ประมาณการมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น 167,440,524 บาท

นายอดิศร กล่าวว่า ได้สั่งการเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเบื้องต้น และสำรวจความเสียหายแท้จริงหลังน้ำลด เพื่อเร่งดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง โดยให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยพิบัติที่ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานที่กำกับดูแลเกษตรกรแต่ละด้านของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก่อนเกิดภัยพิบัติแล้วเท่านั้น ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2556 และที่แก้ไขเพิ่ม 1. กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล ปูทะเล หรือหอยทะเล ไร่ละ 10,920 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่ 2. ปลาหรือสัตว์น้ำอื่นนอกเหนือจากข้อ 1 ที่เลี้ยงในบ่อดิน นาข้าว หรือร่องสวน (คิดเฉพาะพื้นที่เลี้ยง) ไร่ละ 4,225 บาท ไม่เกินรายละ 5 ไร่ 3. สัตว์น้ำตามข้อ 1 และข้อ 2 ที่เลี้ยงในกระชัง บ่อซีเมนต์ หรือที่เลี้ยงลักษณะอื่นที่คล้ายคลึงกัน ตารางเมตรละ 315 บาท ไม่เกินรายละ 80 ตารางเมตร ทั้งนี้ หากคำนวณพื้นที่เลี้ยงแล้วผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ประสบภัยพิบัติรายใดจะได้รับการช่วยเหลือเป็นเงินต่ำกว่า 315 บาท ให้ช่วยเหลือในอัตรารายละ 315 บาท

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมายังมีมติเห็นชอบแนวทางการให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด กรอบวงเงินงบประมาณ 4,717.36 ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัยหลังน้ำลด.-สำนักข่าวไทย

ที่มา : http://www.tnamcot.com/view/5a097634e3f8e40ae18e560f

 6 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2017, 03:26:25 PM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn

นนทบุรี 8 พ.ย. - ข้าวหอมมะลิไทยคว้าแชมป์โลกรสชาติดีที่สุดเป็นปีที่ 2 ส่งผลให้ไทยทำสถิติครองแชมป์เป็นครั้งที่ 5 รมว.พาณิชย์เตรียมเดินหน้ารักษาคุณภาพ พร้อมลุยโปรโมตให้เป็นที่รู้จักและต้องการของตลาดโลกเพิ่มขึ้น

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในการจัดประกวดข้าวดีเด่นโลก (The World?s Best Rice 2017) ครั้งที่ 9 ที่มาเก๊า จัดโดยองค์กร The Rice Trader ซึ่งเป็นองค์กรต่างประเทศที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารเชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมข้าวโลกที่มาเก๊า ปรากฏว่า ข้าวหอมมะลิไทยสามารถคว้าแชมป์ข้าวรสชาติดีที่สุดในโลกมาครองอีกหนึ่งสมัย โดยข้าวหอมของประเทศกัมพูชาได้อันดับที่ 2 และข้าว ST24 ของประเทศเวียดนามได้อันดับ 3 แสดงให้เห็นว่าข้าวหอมมะลิไทยเป็นข้าวหอมดีที่สุดในโลกมีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับระดับสากลและยังคงรักษามาตรฐานเอาไว้ได้ หลังจากเมื่อปี 2559 ข้าวหอมมะลิไทยทวงตำแหน่งแชมป์กลับคืนมาและยังคงรักษาแชมป์ได้อีกปีนี้

?จากชัยชนะครั้งนี้ทำให้ข้าวหอมมะลิไทยเป็นแชมป์ข้าวรสชาติดีที่สุดในโลกรวมกันถึง 5 สมัย จากการประกวดทั้งหมด 9 ครั้ง โดยไทยเคยคว้าแชมป์รางวัลดังกล่าวในการประกวดครั้งที่ 1 (ปี 2552) ครั้งที่ 2 (ปี 2553) ครั้งที่ 6 (ปี 2554) ครองแชมป์ร่วมกับข้าวผกาลำดวนของกัมพูชา และครั้งที่ 8 (ปี 2559) แสดงให้เห็นว่าข้าวไทยเป็นข้าวที่มีรสชาติดีที่สุดในโลก ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นรักษาคุณภาพและดูแลมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทยอย่างเข้มงวด รวมทั้งจะมีการเดินหน้าประชาสัมพันธ์ข้าวหอมมะลิไทยให้เป็นที่รู้จักแพร่หลายในตลาดโลกเพิ่มขึ้น? นางอภิรดี กล่าว

สำหรับแผนการรักษาคุณภาพมาตรฐานข้าวหอมมะลิไทย จะเดินหน้าสร้างความรู้เกษตรกรเพื่อปลูกข้าวคุณภาพดี เก็บเกี่ยวในช่วงที่เหมาะสม  ส่วนการขยายช่องทางการตลาดจะดำเนินการทั้งช่องทางปกติ และ Online การจัดคณะผู้แทนการค้าเดินทางเยือนประเทศลูกค้าเป้าหมาย เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน สหรัฐเพื่อเจรจาขยายตลาดข้าว และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าสำคัญ เพื่อส่งเสริมประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ข้าวไทย และการจัดงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในไทย เป็นต้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ข้าวหอมมะลิไทยในปีการเพาะปลูก 2560/2561 ว่า จากการลงพื้นที่ศึกษาผลผลิตข้าวหอมมะลิไทยจังหวัดอุบลราชธานี พบว่าภาพรวมผลผลิตข้าวหอมมะลิไทยดีขึ้น แม้บางพื้นที่จะเกิดความเสียหายจากน้ำท่วมโดยเฉพาะพื้นนาลุ่ม แต่พื้นที่นาดอนส่วนใหญ่ไม่ได้รับความเสียหาย ประกอบกับปีนี้มีปริมาณน้ำฝนต่อเนื่องตั้งแต่หลังสงกรานต์และไม่เกิดโรคระบาดในข้าวที่สำคัญ ทำให้ผลผลิตต่อไร่จะดีขึ้นจากปีก่อน รวมทั้งการเก็บเกี่ยวช่วงเวลาที่เหมาะสม  ส่งผลให้ข้าวหอมมะลิไทยที่จะออกสู่ตลาดมีคุณภาพดีและมีความหอมสูงเป็นที่ต้องการของตลาดในต่างประเทศ ส่งผลให้เกษตรกรชาวนาสามารถขายข้าวเปลือกราคาดีขึ้น

สำหรับสถานการณ์ส่งออกพบว่าเดือนมกราคม ? กันยายนปี 2560 มีปริมาณส่งออกข้าวหอมมะลิไทย (ต้นข้าว) 1,190,142 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีช่วงเดียวกันของปี 2559 ที่มีปริมาณส่งออก 1,054,951 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.81 โดยราคาส่งออกเฉลี่ยปัจจุบัน 940 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน สูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีราคาส่งออกเฉลี่ย 650 - 700 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ตลาดส่งออก ได้แก่ สหรัฐ ร้อยละ 27.42 จีน ร้อยละ 11.69 และฮ่องกง ร้อยละ 11.59.-สำนักข่าวไทย

ที่มา : http://www.nicaonline.com/webboard/index.php?action=post;board=19.0


 7 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2017, 10:35:05 AM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=0npPGcl4eHE" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=0npPGcl4eHE</a>

นครปฐม 10 พ.ย.-ที่ ต.ห้วยม่วง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม มีผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามประมาณ 700 ราย ที่ผ่านมาต้องซื้อลูกกุ้งจากจังหวัดอื่นมาลงบ่อ ซึ่งมีปัญหาสายพันธุ์ไม่ดี เลี้ยงไม่โต เมื่อมีโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ สนับสนุนงบประมาณให้ จึงทำโครงการเลี้ยงกุ้งวัยอ่อนที่มีคุณภาพ 

เกษตรกรกำลังให้อาหารลูกกุ้ง ซึ่งเขาเลี้ยงหรือชำให้ได้ขนาดนิ้วก้อย เพื่อขายแก่เกษตรกรที่จะนำกุ้งไปขุนให้ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ เดิมเกษตรกรตำบลห้วยม่วง อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเลี้ยงกุ้งกันอยู่ประมาณ 700 ราย ต่างคนต่างเลี้ยง โดยไปหาซื้อลูกกุ้งที่เพิ่งฟักจากต่างจังหวัด แต่ระยะหลังกุ้งที่ซื้อมาเลี้ยงไม่โต แคระแกร็น ซึ่งเป็นเพราะลูกกุ้งสายพันธุ์ไม่ดีหรือผสมแบบเลือดชิด กว่าจะรู้ก็เลี้ยงไปหลายเดือนแล้ว แต่ขายไม่ได้ราคา

เมื่อโครงการ 9101 เข้ามา มีเงินทุนสนับสนุนให้ พวกเขารวมตัวกันได้ 50 ราย คิดตรงกันว่าจะเลี้ยงกุ้งวัยอ่อนจนได้เป็นกุ้งนิ้ว เพื่อขายแก่เกษตรกรในตำบลเดียวกัน เป็นลูกกุ้งสายพันธุ์ดีที่ผู้ซื้อมาดูคุณภาพได้ถึงบ่อ

เกษตรกรจะนำลูกกุ้งที่ฟักจากไข่แล้วปล่อยลงในบ่อ บ่อขนาด 1 ไร่ ปล่อย 50,000 ตัว อัตรารอดร้อยละ 80 โดยจะต้องดูแลทั้งเรื่องค่า PH ซึ่งจะต้องอยู่ที่ 7 คือเป็นกลาง ไม่เป็นกรดหรือด่าง ดูแลคุณภาพน้ำและเติมให้มีออกซิเจนเพียงพอ

อาหารที่ให้เป็นอาหารสำเร็จรูปแบบเกล็ด ต่อมาจะเป็นอาหารเม็ด ขนาดของเกล็ดและเม็ดขึ้นกับขนาดของลูกกุ้ง เลี้ยงได้ 80 วันก็จับขาย หากซื้อจากข้างนอกราคาตัวละ 2 บาท แต่ในโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ ขายตัวละ 1.80 บาท ซึ่งมีเกษตรกรจับจองจนหมด ประธานกลุ่มกล่าวว่า จะนำกำไรไปลงทุนต่อ ทั้งการชำลูกกุ้งขาย การจับกุ้งฝอยก้นบ่อมาแปรรูป โดยคิดว่าจะก่อตั้งเป็นรูปสหกรณ์ต่อไป

ในอนาคตเกษตรกรกลุ่มนี้มีแผนงานผลิตอาหารกุ้งจำหน่าย เนื่องจากค่าลงทุนในการเลี้ยงกุ้งถึงร้อยละ 60-70 เป็นค่าอาหาร ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้ ระยะเวลาเกือบ 1 ปี ลูกกุ้งทั้งหมด 22 บ่อ ลากขายไปแล้ว 10 บ่อ ได้กำไร 500,000 บาท ที่เหลืออีก 12 บ่อ คาดว่าจะได้กำไรรวมทั้งสิ้น 1 ล้านบาท.-สำนักข่าวไทย

ที่มา : http://www.tnamcot.com/view/5a050820e3f8e40ae58e5028


 8 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2017, 10:31:00 AM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn

หลังจากมีให้ลองใน Galaxy Studio มานานในที่สุด Samsung ไทยได้เปิดตัว Gear Sport และ Gear IconX อุปกรณ์ที่ช่วยให้ชีวิตของคุณสะดวกยิ่งขึ้นและยังช่วยเสริมสุขภาพให้ดีขึ้น พร้อมประกาศวางขายภายในเดือน พฤศจิกายน นี้


โดย Gear Sport คือ นาฬิกา smartwatch ที่มี ฟังก์ชันสำหรับการออกกำลังกายได้หลายรูปแบบ อีกทั้งยังมี GPS ในตัว และสามารถบันทึกผลการออกกำลังกายที่แม่นยำและรองรับแอปที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายมากมาย

และ Gear Sport มีดีไซน์โดดเด่น ทนทาน สามารถเปลี่ยนสายและหน้าปัดนาฬิกาได้ตามไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งาน และยังกันน้ำได้ในระดับ 5ATM (50 เมตร) และยังสามารถ บันทึกผลการเคลื่อนไหวระหว่างวัน , วัดแคลอรี่ที่เผาผลาญ ก้าวเดิน อัตราการเต้นหัวใจ และแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อไม่เคลื่อนไหวนาน โดนจะมีสีให้เลือก 2 สีได้แก่ ดำ และ น้ำเงิน ราคาเปิดตัวจะอยู่ที่ 9,900 บาท วางขายวันที่  13 พ.ย. นี้


ต่อด้วย  Gear IconX ที่เป็น หูฟังบลูทูธไร้สายดีไซน์ทันสมัย ขนาดกระชับ สามารถตอบโจทย์ชีวิตทุกสไตล์ ใส่ได้ทั้งระหว่างวันทำงาน และเวลาออกกำลังกาย โดยมีความกระชับไม่หลุดง่าย

สเปกของ Gear Sport

- จะมาพร้อมกับ Memory ขนาด 4 GB สามารถเก็บเพลงฟังได้แบบ Standalone สูงสุดถึง 1,000 เพลง
- สามารถใช้ streaming โหมด เพื่อเชื่อมต่อบลูทูธกับสมาร์ทโฟนเพื่อฟังเพลงจากมือถือ
- มีโหมดโค้ชส่วนตัวที่ส่งเสียงบอกผลการวิ่งของคุณให้ไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้
- แบตเตอรี่อยู่ได้นาน 7 ชั่วโมง ในโหมด standalone และ 5 ชั่วโมงในโหมด streaming
- ใช้เวลาชาร์จ 10 นาที ฟังเพลงได้ 1 ชั่วโมง
- มีสองสี : ดำ / ชมพู
- ราคา 5,900 บาท
- วางขายอย่างเป็นทางการวันที่ 20 พฤศจิกายน นี้


ที่มา : https://www.beartai.com/news/mobilenews/204924

 9 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2017, 09:28:35 AM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn

บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีพัทลุง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด จับมือกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) ดันปลาดุกร้า สินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI ระบุเงินสะพัดกว่า 230 ล้านบาท ต่อปี วางจำหน่ายทั่วประเทศ และสามารถบริโภคในห้องแอร์ คอนโดมีเนียมได้ เพราะมีการบรรจุแพ็กสุญญากาศ ชี้การตลาดยังดีอยู่

ดร.นาที รัชกิจประการ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ประชารัฐรักสามัคคีพัทลุง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด เล่าว่า ปลาดุกร้า เป็นสินค้าพื้นบ้านของจังหวัดพัทลุง ที่ใช้ปลาดุกจากธรรมชาตินำมาแปรรูปเป็นปลาดุกร้า จนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มมากขึ้น

เพื่อเป็นการดำเนินงานการส่งเสริมการใช้ประโยชน์ และอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปัญญาท้องถิ่น บริษัท ประชารัฐรักษาสามัคคีพัทลุง (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด จึงได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (BEDO) วิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ทำการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของปลาดุกร้าขึ้น

ทางสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO สังกัดกระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดส่งคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง เพื่อสำรวจข้อมูลชุมชน ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ สินค้าเกษตรกรรม และหัตถกรรม ที่มีความเป็นไปได้ในการขอรับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI ของปลาดุกร้าต่อไป

"มั่นใจว่าปลาดุกร้าพัทลุง จะผ่านการรับรองจาก BEDO ให้เป็นสินค้า GI อย่างแน่นอน อันจะส่งผลให้สินค้าสามารถสร้างรายได้ให้กับชาวพัทลุงในขั้นที่น่าพอใจ"


สำหรับจังหวัดพัทลุงนั้น กรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ขึ้นทะเบียนให้ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2549 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดแรกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ GI จนทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรของจังหวัดพัทลุงมีชื่อเสียงโด่งดังทั่วประเทศจนถึงขณะนี้

ทางด้าน คุณวีระ เพ็ญจำรัส นักวิชาการพัฒนาชุมชนชำนาญการ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดพัทลุง (พช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มเลี้ยงปลาดุก จังหวัดพัทลุง มีกว่า 50 กลุ่ม และยังสามารถผลิตแปรรูปปลาดุกร้า ได้ประมาณวันละ 2 ตัน ประมาณ 60 ตัน ต่อเดือน โดยราคาประมาณ 400 บาท ต่อกิโลกรัม มีมูลค่ากว่า 19 ล้านบาท ต่อเดือน กว่า 230 ล้านบาท ต่อปี




"สำหรับการตลาดนั้น ขณะนี้มีวางขายทั่วประเทศ และต่างประเทศอีกด้วย สำหรับตรงนี้จะเป็นการซื้อฝากส่งให้กับกลุ่มคนที่อยู่ต่างประเทศ ส่วนตลาดหลักๆ ยังไม่ปรากฏชัดเจน"

คุณวีระ บอกด้วยว่า ยังมีการผลิตแปรรูปปลาดุกร้าสุกรับประทานได้ทันทีไม่ต้องทอด โดยบรรจุแพ็กสุญญากาศ เหมาะกับห้องแอร์และผู้อยู่อาศัยคอนโดมีเนียม เป็นต้น จะไม่ส่งกลิ่น ปลาดุกร้าสำหรับที่จำหน่ายเป็นแพ็ก 50 บาท และแพ็กละ 100 บาท ขนาด 2 ตัว 3 ตัว และ 4 ตัว แล้วแต่ขนาดของปลา แต่ที่บรรจุแพ็กสุญญากาศราคาจะเพิ่มขึ้น

สำหรับการตลาดนั้นยังมีทิศทางที่ดี ยังมีความต้องการ สามารถพิสูจน์การผลิตได้ว่า มีผู้ประกอบอาชีพปลาดุกร้ามานาน โดยอายุผู้ประกอบการ มีตั้งแต่ 70 ปี และ 80 ปี เป็นต้น

ที่มา : https://www.technologychaoban.com/marketing/article_36524


 10 
 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2017, 09:18:12 AM 
เริ่มโดย Nuch Jiraporn - กระทู้ล่าสุด โดย Nuch Jiraporn

นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงานตลาดคลองผดุงกรุงเกษม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผลจากการที่กรมประมงได้นำสินค้าปลากัดมาแสดงที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้นโยบายควรมีการต่อยอดการเลี้ยงปลากัด เพื่อให้เกษตรกรสามารถพัฒนาตัวเองกลายเป็นอาชีพที่มั่นคง สร้างรายได้ให้กับผู้เลี้ยง กรมประมงได้เล็งเห็นความสำคัญของศักยภาพปลากัดที่สามารถต่อยอดและสร้างอัตลักษณ์ของประเทศซึ่งสามารถสร้างมูลค่าให้กับประเทศ

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/content/1124987

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 10