พฤศจิกายน 29, 2014, 11:53:24 AM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 104
1  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / บวชป่าชายเลน สร้างสมดุลของธรรมชาติที่มาบตาพุด เมื่อ: กุมภาพันธ์ 27, 2007, 09:20:16 AM
 
บวชป่าชายเลน สร้างสมดุลของธรรมชาติที่มาบตาพุด


     ลุงน้อย ใจตั้ง ชาวบ้านตากวน มาบตาพุด จังหวัดระยอง บอกให้ทราบถึงประโยชน์ของป่าชายเลนที่นี่ ว่า เนื่องจากมาบตาพุดเป็นเขตพัฒนานิคมอุตสาหกรรม การวางผังนิคมที่ไม่มีแนวกันชนระหว่างชุมชนกับอุตสาหกรรม ป่าชายเลนจึงมีความสำคัญมาก เพราะมันจะไปซับสารมลพิษก่อนที่จะมาถึงชุมชน ปัจจุบันปัญหาที่เกิดขึ้น คือ มีนายทุนเข้าไปบุกรุกป่าชายเลน โดยการกว้านซื้อที่ดินของชาวบ้านโดยให้ราคาแพงๆ คนละ 3-4 ไร่ รวมทั้งบุกรุกป่าชายเลนโดยการถมที่สาธารณะออกไปเพื่อเลี้ยงกุ้ง ป่าชายเลนจึงหมดไป ทำให้ปากอ่าวแคบลงอาหารการกินจึงหายากขึ้น เป็นการซ้ำเติมพี่น้องที่อยู่บริเวณรอบข้างมาบตาพุด
       ชาวบ้านเป็นห่วงอนาคตลูกหลาน ว่า ในวันข้างหน้าจะไม่มีป่าชายเลน ถ้าเราไม่ช่วยกันฟื้นฟูอนุรักษ์เอาไว้ อยากให้ทั้งหน่วยงานรัฐและชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษา วันนี้ชาวบ้านจึงได้ช่วยกันบวชป่าชายเลน เพื่อแก้ไขปัญหาการรุกล้ำเขตป่า อีกทั้งยังเป็นแนวป้องกันการกัดเซาะของชายฝั่ง ตลอดจนลดมลพิษทางอากาศที่มีมากขึ้นทุกวัน
       นางแก้ว แว่วเสียง ประธานผู้สูงอายุ ตำบลเนินพระ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง บอกว่า เมื่อก่อนพื้นที่ป่าชายเลนบริเวณนี้เป็นป่าโกงกาง แสม ที่อุดมสมบูรณ์มาก มีกุ้ง ปู ปลา หากินง่ายมาก แต่เดียวนี้ทั้งพื้นที่ป่า และอาหารที่เคยมีแทบหมดไป
        “ที่ดินของฉันมีเนื้อที่ 7 ไร่ 3 งาน ตอนเจ้าหน้าที่เข้ามาถ่ายพื้นที่ทางอากาศ พบว่า มีเพียงที่ดินตน 4 ไร่ เท่านั้น และมีมีที่ดินอีก 100 ไร่ เป็นของนายทุนแถมเป็นโฉนดที่ดินอีกด้วย ส่วนพื้นที่ 3 ไร่ 3 งาน ของตนกลับกลายเป็นพื้นที่สาธารณะแทน มันเป็นไปได้อย่างไร
         เคยร้องเรียนไปยังหน่วยงานรัฐเพื่อขอทราบข้อเท็จจริงแต่เรื่องนี้ก็เงียบไป มันไม่มีความเป็นธรรมต่อประชาชน ชุมชนจึงมาคิดกันว่าจะนำทรัพยากรธรรมชาติกลับคืนมา จึงได้ตั้งเป็นกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติขึ้น เพื่อศึกษาปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้ร่วมกันบวชป่า ปลูกต้นไม้เสริม เพราะชุมชนตระหนักว่า เราต้องสร้างความเข้มแข็งภายในกันเอง อย่างน้อยๆ ก็สามารถยับยั้งอำนาจจากนายทุนนอกพื้นที่ได้
        เรื่องนี้สามารถแก้ปัญหาได้ โดยไม่ต้องให้ใครคนใดมาชี้เขตแดน เพียงแค่ไปขอหลักฐานจากกรมที่ดินจังหวัดมากางดูว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นที่สาธารณะ หรือที่ส่วนบุคคลก็สามารถชี้จุดได้แล้ว แต่ไม่มีหน่วยงานใดสนใจที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ดังนั้น ชุมชนต้องมีหลักฐานมายืนยันพูดอย่างไรก็ไม่มีใครเชื่อ เนื่องจากคนรุ่นเก่าได้เสียชีวิตกันไปหมดแล้ว
        การบวชป่า จึงเป็นการรวบรวมพลังในชุมชนให้เข้ามาร่วมมือกันรักษาความอุดมสมบูรณ์ของป่าธรรมชาติไว้ให้กับลูกหลาน และเป็นจุดเริ่มต้นที่บ่งบอกถึงการไม่ยอมจำนนต่ออำนาจที่ไม่เป็นธรรม และเป็นการเรียกร้องสิทธิ์ของชุมชนในการดูแลรักษาป่า

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 26 กุมภาพันธ์ 2550 12:11 น.
2  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / สารพันสิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาดในโลกใต้ทะเลลึก เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2007, 09:40:54 AM
สารพันสิ่งมีชีวิตหน้าตาประหลาดในโลกใต้ทะเลลึก

 
บีบีซีนิวส์/เอพี – กว่า 6 ปีแล้วที่เหล่านักวิทยาศาสตร์เกือบ 2,000 คนจาก 80 ประเทศร่วมกันทำสัมมะโนประชากรสัตว์น้ำทะเล (Census of Marine Life: CoML) โดยโครงการ 10 ปีนี้จะสิ้นสุดลงในปี 2553 พร้อมตีพิมพ์ผลสำรวจให้ชาวโลกได้ทราบทั่วกันว่าสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลมาปริมาณมากน้อยและหน้าตาเป็นเช่นไร
       
       การทำงานที่เกินครึ่งทศวรรษของทีมสำรวจระบุข้อมูลเบื้องต้นว่า พวกเขาพบสัตว์จำพวกปลา 16,000 สายพันธุ์แล้ว และยังมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมใต้ทะเลอีก 70,000 ชนิด โดย 2,000 กว่าชนิดในจำนวนนี้เป็นการค้นพบครั้งใหม่ระหว่างการทำสัมมโนประชากรสัตว์น้ำ
       
       ทีมนักวิจัยออกเดินทางสำรวจมาแล้ว 20 ครั้ง และพบสิ่งมีชีวิตใต้น้ำหน้าตาแปลกๆ มากมาย อาทิ กุ้งและหอย ที่อาศัยอยู่บริเวณช่องที่มีความร้อนสูงเกือบถึงจุดเดือดใต้ทะเลลึกในแถบแอตแลนติก นอกจากนี้ยังพบกุ้งดึกดำบรรพ์ที่คิดว่าสูญพันธุ์ไปแล้วหลายล้านปี โดยทีมสำรวจตั้งชื่อว่า “กุ้งจูราสสิก” รวมถึงความสวยงามของฝูงปลาเกือบ 20 ล้านตัวแหวกว่ายอยู่ใกล้ๆ ชายฝั่งนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐฯ เป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่พอๆ กับเกาะแมนฮัตตัน
       
       ”กุ้งมังกรหิน” น้ำหนักเกือบ 2 กิโลกรัมก็เป็นสัตว์ทะเลชนิดใหม่ที่นักวิทยาศาสตร์เพิ่งได้รู้จักที่ชายฝั่งมาดากัสกา อีกทั้งยังมีสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าที่ทะเลฝั่งโปรตุเกส ลึกลงไป 14,000 ฟุต โดยสิ่งมีชีวิตเหล่านี้อาศัยอยู่ในเปลือกหอยขนาดเล็ก นอกจากนี้ การใช้ดาวเทียมสำรวจเสร็จทางหาอาหารของนกทะเลก็ช่วยให้ทีมสำรวจพบสิ่งมีชีวิตในน้ำได้ง่ายขึ้น และพบเรื่องน่าสนใจว่านกจะบินเฉลี่ยวันละ 350 กิโลเมตรเพื่อหาอาหาร

บีบีซีนิวส์/เอพี
3  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / ไบโอเทคพบโปรตีนป้องกันกุ้งกุลาดำติดโรค เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2007, 09:39:42 AM
ไบโอเทคพบโปรตีนป้องกันกุ้งกุลาดำติดโรค

 "นักวิจัยจากศูนย์ไบโอเทค พบวิธีป้องกันกุ้งกุลาดำติดเชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาว ศัตรูตัวฉกาจของเกษตรกรฟาร์มกุ้ง เบื้องต้นพบโปรตีนที่ใช้เป็นหน่วยสกัดไวรัสไม่ให้บุกรุกเข้ามายึดครองเซลล์"

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :       ดร.กัลยานีย์ ศรีธัญญลักษณ์ นักวิจัยจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ ซึ่งปฏิบัติอยู่ที่หน่วยวิจัยเพื่อความเป็นเลิศเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง มหาวิทยาลัยมหิดล ศึกษาพบโปรตีนชนิดหนึ่งในเม็ดเลือดกุ้งกุลาดำที่สามารถนำมาใช้เป็นกลไกป้องกันเชื้อไวรัสเข้ามาทำลายเซลล์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของเกษตรกรทั่วประเทศ

      "เราพบโปรตีนตัวหนึ่งในเม็ดเลือดกุ้งที่ไวรัสตัวแดงดวงขาวใช้เป็นช่องทางเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับเซลล์ และจากการทดสอบผสมโปรตีนดังกล่าวกับอาหารเลี้ยงกุ้งพบว่า กุ้งที่ได้รับโปรตีนมีอัตรารอดชีวิตสูงกว่ากุ้งที่ไม่ได้รับโปรตีน" ผู้เชี่ยวชาญโรคกุ้ง กล่าว

      โปรตีนดังกล่าวเรียกว่า พีเอ็มแรบ 7 (PmRAB7) เป็นโปรตีนที่มีอยู่ตามธรรมชาติในเม็ดเลือดกุ้ง และยังพบได้ในสิ่งมีชีวิตอื่นด้วย ในการเข้าทำลายเนื้อเยื่อในตัวกุ้ง ไวรัสตัวแดงดวงขาวจะเข้าจับกับโปรตีนชนิดนี้ นักวิจัยจึงหาทางป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้ามาจับกับโปรตีนที่อยู่บนผิวหน้าเซลล์ โดยเสริมโปรตีนพีเอ็มแรบ 7 ที่อยู่อย่างเป็นอิสระเข้าไปในตัวกุ้ง เพื่อใช้เป็นตัวล่อให้ไวรัสตัวแดงดวงขาวเข้ามาจับก่อนที่ไวรัสจะเข้าไปจับกับโปรตีนพีเอ็มแรบ 7 ที่อยู่บนผิวเซลล์

      "ไวรัสจะเจอกับโปรตีนพีเอ็มแรบ 7 ที่เราผลิตออกมาเพื่อใช้เป็นตัวล่อให้ไวรัสมาเกาะ จึงไม่เหลือไวรัสให้ไปจับกับเซลล์" ดร.กัลยานีย์ กล่าว

      นักวิจัยได้ใช้แบคทีเรียเป็นตัวผลิตโปรตีนพีเอ็มแรบ 7 โดยนำยีนของกุ้งชุดที่ผลิตโปรตีนดังกล่าวตัดต่อพันธุกรรมใส่เข้าไปเพื่อให้แบคทีเรียผลิตโปรตีนดังกล่าวออกมา

      "ร่างกายของมนุษย์มีแบคทีเรียและยีสต์อยู่ในร่างกายอยู่แล้ว โดยจุลชีพเหล่านี้จะช่วยสร้างสมดุลให้กับร่ายกาย จึงมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยได้" ศ.ดร.มรกต ตันติเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์ไบโอเทค เสริม

      โรคตัวแดงดวงขาวเป็นโรคที่สร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรอย่างหนัก จากการประเมินพบว่าการระบาดของไวรัสชนิดนี้ระหว่างปี 2535 -2544 ก่อความเสียหายเป็นมูลค่า 4-6 พันล้านบาท ที่ผ่านมา เกษตรกรเน้นใช้มาตรการจัดการโดยตรวจสอบหากุ้งที่ติดเชื้อไวรัสแต่เนิ่นๆ และแยกออกมาจากบ่อเลี้ยง ก่อนที่เชื้อจะแพร่ไปยังกุ้งตัวอื่น ขณะเดียวกัน นักเทคโนโลยีชีวภาพได้พัฒนาหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ที่แข็งแกร่ง โดยหวังว่าจะได้ลูกกุ้งที่แข็งแรง

      การค้นพบล่าสุดนี้ นักวิจัยได้เตรียมศึกษานำมาพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมเพื่อใช้ป้องกันไวรัสในกุ้ง โดยในการทดลอง นักวิจัยได้ทดสอบทั้งรูปแบบฉีดเข้าไปในกล้ามเนื้อ และผสมเป็นอาหารสำหรับกุ้ง

      นักวิจัยยังกล่าวด้วยว่า สำหรับปีนี้ทั้งปีจะมุ่งศึกษาเผื่อผลิตโปรตีนออกมาในรูปของวัคซีน หรือสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันในกุ้ง โดยคาดว่าในปีหน้าจะเห็นผลที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
 
4  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / นักวิจัยไทยค้นพบโปรตีนต้านทานโรคกุ้งอัตรารอดเฉลี่ย 90% เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2007, 09:38:57 AM
นักวิจัยไทยค้นพบโปรตีนต้านทานโรคกุ้งอัตรารอดเฉลี่ย 90%

 นักไบโอเทคไทยค้นพบโปรตีนบล็อกไวรัสตัวแดงดวงขาวในกุ้ง เพิ่มอัตรารอดของกุ้งติดเชื้อ 85-95% ด้านนักวิจัยมะกันเผยระบบเลี้ยงกุ้งแบบความหนาแน่นสูงใช้ต้นทุนต่ำ ผลผลิตสูง และเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม พบ 500 เป้าหมายสำคัญไขรหัสลับป้องกันโรคกุ้ง
       
       เนื่องจาก “กุ้ง” เป็นสัตว์เศรษฐกิจสำคัญของไทย ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) จึงจัด "การประชุมวิชาการความก้าวหน้างานวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพด้านกุ้ง" ขึ้น เมื่อวันที่ 18 ม.ค. ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยมี ดร.ดรุณี เอ็ดเวิร์ดส รองผอ.ไบโอเทค เป็นประธาน พร้อมมีนักวิจัยร่วมรับฟังกว่า 100 คน
       
       “PmRAB7” โปรตีนบล็อกโรคตัวแดงดวงขาว เพิ่มอัตรารอด 85%
       
       ดร.กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณ์–แดงติ๊บ นักวิจัยไบโอเทค บรรยายในหัวข้อ “การค้นพบโปรตีนกุ้งที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่อต้านการติดเชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาวในกุ้งกุลาดำ” ว่า ไวรัสตัวแดงดวงขาวเป็นไวรัสก่อโรคที่สร้างความเสียหายกับอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งอย่างหนัก ยังไม่มีวิธีแก้ไขได้ทันที เมื่อตรวจพบจะต้องจับกุ้งทันทีเพื่อไม่ให้ติดต่อไปสู่บ่ออื่น
       
       จากปัญหาดังกล่าว มีวิธีป้องกันวิธีเดียวเท่านั้นคือตรวจโรคด้วยชุดตรวจก่อนปล่อยกุ้งลงบ่อ ดังนั้นจึงมีความพยายามที่จะป้องกันที่ต้นทางคือรู้ว่ากุ้งมีกลไกการต่อต้านไวรัสอย่างไรเมื่อได้รับเชื้อ แล้วป้องกันไม่ให้ไวรัสก่อโรคแม้ว่าจะเข้ามาอยู่ในตัวกุ้งแล้วก็ตาม
       
       ทั้งนี้ ปัจจุบันได้ค้นพบโปรตีนต่อต้านการก่อโรคไวรัสตัวแดงดวงขาวในกุ้งแล้วจำนวน 3 ชนิด ชนิดที่ได้ศึกษาเป็นตัวแรกคือ “พีเอ็มแร็บ 7” (PmRAB7) ซึ่งเป็นสายโปรตีนที่พบได้ในเม็ดเลือดกุ้ง เมื่อสกัดออกมาผสมในอาหารกุ้งที่ติดเชื้อ พบว่า กุ้งกลุ่มที่ได้รับโปรตีนนี้จะมีอัตรารอดตายถึงร้อยละ 85% เนื่องจากกระบวนการติดเชื้อไวรัสของกุ้งถูกพีเอ็มแร็บ 7 ขัดขวาง ขณะที่กุ้งที่ไม่ได้รับโปรตีน จะตายทั้งหมดภายใน 3 วัน
       
       “จึงสรุปได้ว่า โปรตีนพีเอ็มแร็บ 7 มีบทบาทสำคัญในการต่อต้านการก่อโรคในกุ้ง การทดลองนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นในการพยายามที่จะผลิตโปรตีนออกมาในรูปของวัคซีน สารผสมอาหารกุ้ง หรือสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันในกุ้งที่ใช้ง่ายและมีความคงตัวสูง รวมทั้งการศึกษาระบบภูมิคุ้มกันในกุ้งอย่างละเอียดในลำดับต่อไป เชื่อว่าจะได้ผลงานวิจัยที่ชัดเจนออกมาภายในปี 2551 นี้”
       
       ดร.กัลยาณ์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ เพื่อให้ผลิตโปรตีนพีเอ็มแร็บ 7 มาขัดขวางกระบวนการติดเชื้อไวรัสของกุ้งได้ในปริมาณมาก นักวิจัยจึงได้ตัดแต่งพันธุกรรมยีนของแบคทีเรีย “อีโคไล” ขึ้น โดยใส่ยีนที่มีหน้าที่ออกคำสั่งให้เซลล์กุ้งผลิตโปรตีนพีเอ็มแร็บ 7 เข้าไป เพื่อให้เซลล์ของแบคทีเรียทำหน้าที่ผลิตโปรตีนชนิดดังกล่าวได้ ซึ่งเมื่อใดที่ต้องการใช้พีเอ็มแร็บ 7 ก็สกัดออกมาจากแบคทีเรียเพื่อใช้งานได้ทันที
       
       ขณะที่จุลินทรียีอีกชนิดที่ให้ความสนใจอยู่คือ “ยีสต์” ซึ่งมีศักยภาพในการผลิตโปรตีนดังกล่าวได้เช่นกัน อีกทั้งผิวด้านนอกของยีสต์ยังมีสารเบต้า-กลูแคนที่มีคุณสมบัติกลืนกินสิ่งแปลกปลอมได้ดี จึงเสริมประสิทธิภาพการทำงานของพีเอ็มแร็บ 7 ได้ด้วย ที่สำคัญยีสต์ยังเป็นวัตถุดิบทำอาหารที่มนุษย์คุ้นเคยมากกว่าอีโคไล และไม่ต้องผ่านขั้นตอนการสกัดพีเอ็มแร็บ 7 เหมือนอีโคไล จึงเหมาะสมต่อการใช้ประโยชน์มากกว่าอีโคไลมาก
       
       นักวิจัยบอกด้วยว่า นอกจากจะใช้พีเอ็มแร็บ 7 ในการป้องกันโรคไวรัสตัวแดงดวงขาว ซึ่งทำกุ้งที่ติดเชื้อมีอัตรารอดตาย 85% แล้ว ยังได้สนใจพัฒนาสารแอนตี้พีเอ็มแร็บ 7 มาใช้เพื่อลดอัตราการตายของกุ้งให้เหลือเพียง 5% ได้อีกด้วย
       
       “Super Intensive” เลี้ยงกุ้งแบบทุนต่ำ ผลผลิตสูง รักษาสิ่งแวดล้อม
       
       ส่วน ดร.เคร็ก บราวดี (Craig Lawrence Browdy) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจากประเทศสหรัฐอเมริกา บรรยายในหัวข้อ “การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเลี้ยงกุ้ง” ว่า สถานการณ์การเพาะเลี้ยงกุ้งขาวของโลก ยิ่งนับวันจะมีแต่การแข่งขันเรื่องราคาที่ดุเดือด อีกทั้งยังเจอข้อกล่าวหาว่าบ่อกุ้งเป็นตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการลดต้นทุนการเลี้ยงกุ้งเพื่อให้อุตสาหกรรมอยู่รอด พร้อมๆ ไปกับการรักษาคุณภาพของสิ่งแวดล้อม จึงเป็นเป้าหมายสูงสุดของการเลี้ยงกุ้งในปัจจุบัน
       
       สำหรับการศึกษาเทคโนโลยีการเลี้ยงกุ้งขาว ณ ศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ “แวดเดล มาริคัลเชอร์” (Waddell Mariculture Center) เมืองชาร์ลสตัน มลรัฐเซาท์แคโรไลน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ศึกษาการเลี้ยงกุ้งทะเลมาอย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 15 ปี ปัจจุบันสามารถพัฒนาไปถึง "การเลี้ยงกุ้งแบบความหนาแน่นสูง" (Super Intensive) ได้แล้ว
       
       การเลี้ยงกุ้งด้วยระบบดังกล่าว จะเหมาะสำหรับการเลี้ยงกุ้งในพื้นที่ที่จำกัดของโรงเรือนแบบปิดให้ได้ผลผลิตต่อไร่สูงสุด โดยใช้ระบบน้ำหมุนเวียนแบบปิด และอาศัยจุลินทรีย์ของระบบนิเวศน์ในบ่อกุ้งเป็นตัวรักษาคุณภาพน้ำ รวมทั้งอาหารที่ใช้เลี้ยงกุ้งทำมาจากวัตถุดิบคุณภาพดี เมื่ออาหารเหลือจึงไม่ทำให้น้ำเน่าเสียและง่ายต่อการควบคุมคุณภาพน้ำ
       
       “งานวิจัยนี้พบว่า วิธีดังกล่าวเป็นวิธีที่ทำให้ได้ผลผลิตสูง สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตในบ่อกุ้งให้เกิดประโยชน์สูงสุด และเนื่องจากใช้หลักการควบคุมความสมดุลของอาหารจึงลดต้นทุนการผลิตได้ ขณะเดียวกันก็รักษาสมดุลในบ่อโดยจุลินทรีย์ได้ดี จึงเป็นระบบที่ได้รับความนิยมและเป็นที่แพร่หลายทั่วโลก”
       
       สืบจากยีน: พบ 500 เป้าหมายขจัดโรคกุ้ง
       
       จากนั้น ดร.เคร็ก ได้บรรยายต่อไปในหัวข้อ “การใช้เทคโนโลยีทางพันธุวิศวกรรมขั้นสูงเพื่อการติดตามและป้องกันการก่อโรคในกุ้ง” ว่า องค์ความรู้เรื่องการต่อต้านการรุกรานของโรคกุ้งที่สำคัญ คือ โรคทอร่าซินโดรม (ทีเอสวี: TSV) และโรคตัวแดงดวงขาว ตลอดจนองค์ความรู้เรื่องกลไกการป้องกันโรคในกุ้งและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังของทั่วโลกยังมีน้อยมาก ทำให้ยังไม่สามารถป้องกันการรุกรานของโรคได้ถูกจุด จึงทำได้เพียงการป้องกันที่ปลายเหตุโดยไม่ทราบว่าต้นเหตุคืออะไร
       
       ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้คิดค้นการใช้เทคโนโลยีระดับโมเลกุลมาช่วยแก้ปัญหา โดยเริ่มจากการค้นหายีนของกุ้งมีบทบาทในการต่อต้านการรุกรานของโรค แล้วจึงค้นหาสารพันธุกรรมของยีนว่านั้นเป็นสารอะไร และมีกลไกอะไรที่ทำให้กุ้งต่อต้านการรุกรานของโรค ต่อมาจึงสกัดสารนั้นๆ ออกมาผสมในอาหารกุ้ง
       
       พบว่ากุ้งที่ได้รับสารพันธุกรรมนั้นสามารถต้านทานโรคได้ดี โมเดลการศึกษานี้จึงนำไปใช้ศึกษากลไกการป้องกันการรุกรานโรคอื่นๆ รวมทั้งศึกษาวิธีการผลิตสารพันธุกรรมและวิธีการใช้ในรูปแบบที่ง่าย และไม่ซับซ้อนในขั้นตอนต่อไปได้ ซึ่งขณะนี้พบแล้วว่ามียีนหรือโปรตีนสำคัญในการป้องกันโรคแล้วถึง 500 ตัว
       
       สุดท้ายนี้ ดร.ดรุณี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับการบริหารจัดการองค์ความรู้เพื่อการเลี้ยงกุ้งของไทย เวลานี้ได้มีการทำงานกันแบบเป็นเครือข่ายโดยความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ ไบโอเทค สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และกรมประมง ทั้งนี้เพราะต่างเห็นความสำคัญของการทำงานแบบเครือข่ายว่ามีประโยชน์มากกว่าการทำงานแบบเดี่ยวๆ
       
       สำหรับ ดร.กัลยาณ์ เป็นผู้เชี่ยวชาญการวิจัยและป้องกันโรคกุ้ง รวมทั้งการพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยสำเร็จรูปแบบต่างๆ ของ "หน่วยวิจัยเพื่อความเป็นเลิศเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง" มหาวิทยาลัยมหิดล
       
       ส่วน ดร.เคร็ก เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลและการพัฒนาระบบการเลี้ยงกุ้งแบบปลอดเชื้อ (Biosecurity) ของกุ้งขาวในประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็นที่ปรึกษาของศูนย์ไบโอเทคในการจัดตั้งและก่อสร้าง “ศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง” อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำแบบปลอดเชื้อ รวมทั้งการเพิ่มสายพันธุ์ต่างๆ ให้มีความเหมาะสมกับสภาพการเลี้ยงของประเทศ เพื่อฟื้นฟูและรองรับอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำของประเทศไทย

หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

http://www.biotec.or.th/biotechnology-th/newsdetail.asp?id=2117
5  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / กุ้งไทยทวงคืนตลาดอียู +อินเดีย-จีนดาหน้ายึดตลาด/จี้รัฐเร่งเซ็น JTEPAรุกตลาดญี่ปุ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2007, 09:30:54 AM
กุ้งไทยทวงคืนตลาดอียู +อินเดีย-จีนดาหน้ายึดตลาด/จี้รัฐเร่งเซ็น JTEPAรุกตลาดญี่ปุ่นแทน


กุ้งไทยทวงคืนตลาดอียูไม่ง่าย เผย 1 ปีหลังได้คืนจีเอสพีอันดับอยู่ที่ 17 ส่วนแบ่งตลาดแค่ 1% อินเดียขึ้นแท่นเบอร์หนึ่ง จีนมาแรงพุ่งพรวดขึ้นอันดับ 4 ประธานกลุ่มอาหาร-นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งฯชี้อุปสรรคแข่งขันสูง-ไทยถูกกีดกันจากอุตสาหกรรมภายใน จับตามาตรการกีดกันยังมีอีกเพียบ ถอดใจจี้รัฐเร่งลงนาม JTEPA เจาะตลาดญี่ปุ่นมีอนาคตกว่า

จากศักยภาพอุตสาหกรรมกุ้งไทยในฐานะผู้ผลิตและส่งออกอันดับหนึ่งของโลก มีผลให้ประเทศคู่ค้าได้นำมาตรการกีดกันการนำเข้าเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในอยู่เป็นระยะ หนึ่งในจำนวนนั้นคือตลาดสหภาพยุโรป(อียู)ที่ได้ตัดสิทธิเศษทางภาษีศุลกากร(จีเอสพี)สินค้ากุ้งไทยเมื่อปี 2542 ต่อมาในปี 2545 อียูได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสารตกค้าง 100% ก่อนจะประกาศยกเลิกมาตรการเหลือเพียงการสุ่มตรวจเมื่อเดือนมิ.ย.2546 ทั้งสองเหตุการณ์ส่งผลให้การส่งออกกุ้งไปยังตลาดอียูซึ่งเคยเป็นตลาดส่งออกกุ้งสำคัญของไทยได้ลดลงอย่างมาก(เคยส่งออกได้มากสุด 5-6 หมื่นตัน/ปี) ล่าสุดในปี 2549 ที่ผ่านมาอียูได้คืนจีเอสพีสินค้ากุ้งให้ไทยเพื่อช่วยเหลือกรณีสึนามิ ทำให้การส่งออกกุ้งไปอียูกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง แต่ก็ไม่ใช่งานง่ายเสียแล้ว

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป(อียู)ถึง ภาวะการแข่งขันตลาดกุ้งในอียูปี 2549 ว่า อินเดียเป็นประเทศผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ที่สุดไปอียู โดยมีส่วนแบ่งตลาดในปีผ่านมา 29% (คิดเป็นสัดส่วน 59% ของมูลค่าการส่งออกกุ้งทั้งหมดของอินเดีย) รองลงมาคือเอกวาดอร์ และบังคลาเทศ ส่วนจีนอยู่อันดับสี่ถือเป็นคู่แข่งที่มาแรงที่สุด เนื่องจากภายหลังที่สินค้ากุ้งของจีนถูกสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด(เอดี)เช่นเดียวกับ จีนได้หันส่งออกกุ้งไปอียูมากขึ้น ส่วนการส่งออกกุ้งไทยไปอียูในปีที่ผ่านมาอยู่อันดับที่ 17 มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 1%

นายไพบูลย์ พลสุวรรณา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ได้วิเคราะห์สาเหตุที่ไทยยังส่งออกกุ้งไปอียูไม่ได้มาก จากปัจจัยสำคัญ 2 ประการคือ หนึ่ง เป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงมาก และสอง ในอียูเองโดยเฉพาะสเปน อิตาลี ฝรั่งเศส และอังกฤษมีโรงงานแปรรูปกุ้งอยู่เป็นจำนวนมากผลิตสินค้าขายทั่วยุโรป รวมถึงรัสเซีย ส่วนใหญ่ประเทศเหล่านี้จะนำเข้าวัตถุดิบกุ้งแช่แข็งจากประเทศที่มีราคาต่ำเพื่อนำไปผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มส่งออกอีกต่อหนึ่ง

โดยอียูนำเข้ากุ้งจากอดีตประเทศอาณานิคม อาทิ มาดากัสการ์ เซเนกัล เอกวาดอร์รวมถึงจีน อินเดีย อินโดนีเซีย ขณะที่กุ้งไทยได้พัฒนาเป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูป หรือสินค้าสำเร็จรูปแล้ว ทำให้อียูนำเข้าไม่มากนัก ส่วนกรณีที่อียูนำเข้าสินค้ากุ้งจากจีนเพิ่มขึ้นมาก เป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการค้า เพราะจีนเป็นตลาดเป้าหมายของอียูมีตลาดที่ใหญ่กว่า 1,300 ล้านคน ที่ผ่านมาจีนก็ซื้อสินค้าจากอียูมูลค่ามหาศาลเช่น เครื่องบินแอร์บัส จากฝรั่งเศส เป็นต้น

"สินค้ากุ้งที่อียูนำเข้าในเวลานี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นปฐมที่เขานำไปแปรรูปต่อ โดยไม่กีดกันนำเข้าหากเป็นวัตถุดิบ แต่กุ้งไทยได้พัฒนาไปอีกระดับหนึ่งแล้วเป็นกุ้งที่แปรรูปรูปทำให้มีการนำเข้าน้อย ซึ่งต้องจับตามองต่อไปว่าเขาจะมีมาตรการอะไรออกมากีดกันกุ้งไทยอีก"

สอดคล้องกับนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ที่กล่าวว่า การที่กุ้งไทยไม่สามารถขยายเข้าไปในตลาดอียูได้อย่างที่คาดหวัง เนื่องจากอียูมีโรงงานแปรรูปอยู่ในหลายประเทศ และต้องการเพียงกุ้งวัตถุดิบเพื่อนำไปแปรรูปต่อ ก่อนหน้าที่ไทยจะถูกกีดกัน ไทยเคยส่งเข้าไปในอียูปีละ 5-6 หมื่นตันจากความต้องการของตลาดอียูมีถึงปีละ 5-6 แสนตัน ส่วนใหญ่เป็นกุ้งต้มเด็ดหัวเพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบ แต่เวลานี้กุ้งไทยได้พัฒนาการผลิตเป็นกุ้งที่มีมูลค่าเพิ่ม และอยู่ในช่วงหาลูกค้าซึ่งต้องใช้เวลา

"ตลาดอียูเราคงต้องผลักดันไปเรื่อยๆ ในรูปสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม หากเป็นสินค้าวัตถุดิบเราคงสู้ประเทศอื่นไม่ได้ อย่างไรก็ดีเราอยากให้รัฐบาลเร่งผลักดันการลงนามเอฟทีเอไทยกับญี่ปุ่น(JTEPA) ซึ่งเป็นตลาดสำคัญอีกตลาดหนึ่งเพราะตามข้อตกลงญี่ปุ่นจะลดภาษีสินค้ากุ้งลงเป็น 0 ทันที ณ วันที่ข้อตกลงมีผลบังคับใช้ จะทำให้เราสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นและส่งออกไปญี่ปุ่นได้มากขึ้น ถือเป็นตัวช่วยอีกทางหนึ่งในยามที่สินค้ากุ้งได้รับผลกระทบอย่างมากจากค่าเงินบาท"นายพจน์ กล่าว

หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

6  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / มุมปลาสวยงาม / ‘เบลูก้า สเตอเจียน’ ปลาสองน้ำขนาดใหญ่เลี้ยงได้ในเมืองไทย เมื่อ: กุมภาพันธ์ 26, 2007, 09:14:05 AM
   
  ‘เบลูก้า สเตอเจียน’ ปลาสองน้ำขนาดใหญ่เลี้ยงได้ในเมืองไทย

   
     ปลาเบลูก้า สเตอเจียน หรือที่คนไทยมักเรียกว่า “ฮูโซ่” มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Huso huso จัดเป็นปลาสเตอเจียนชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและยังถือว่าเป็นปลาสองน้ำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย ในธรรมชาติปลาชนิดนี้จะเติบโตในทะเลและวางไข่ในน้ำจืด เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะมีขนาดความยาวของลำตัวได้ถึง 4 เมตร จัดเป็นปลาที่มีอายุยืน มีลักษณะของลำตัวยาว ส่วนของหางเหมือนปลาฉลาม มีเกล็ดเป็นหนามแหลม ๆ เรียงเป็นแถวอยู่บนลำตัว ปลายปากเรียวแหลม ช่องปากอยู่ด้านล่างของลำตัวมีหนวดขนาดเล็กหลายเส้นรอบ ๆ ปากไว้รับสัมผัส ส่วนหลังมีสีดำอมเทา ส่วนท้องและขอบครีบต่าง ๆ มีสีขาว ในธรรมชาติพบการแพร่กระจายของปลาชนิดนี้ในเขตหนาวของทวีปยุโรป เช่น ทะเลดำ ทะเลสาบแคสเปียนและทะเลอเดรีย ติก เป็นต้น ปัจจุบันได้มีคนไทยนำปลาชนิดนี้มาเลี้ยงเป็นปลาสวยงามและมีผู้พยายามเลี้ยงเพื่อเก็บไข่จำหน่าย (ปลาเบลูก้า สเตอเจียน เป็นปลาที่ให้ไข่ปลาคาร์เวียร์)
 
    คุณชวิน ตันพิทยคุปต์ ชาวจรัญสนิทวงศ์ บางบำหรุ บางพลัดกรุงเทพมหานคร ได้นำปลาเบลูก้า สเตอเจียน มาเลี้ยงในบ้านเราด้วยการค่อย ๆ ปรับอุณหภูมิและคุณภาพน้ำ สามารถเลี้ยงรอดและเจริญเติบโตได้ดี โดยยึดหลักว่าคุณภาพของน้ำที่ใช้เลี้ยงจะดีมาก น้ำใสสะอาดปราศจากของเสียและสารพิษ น้ำไหลแรงและไม่ต้องลึกมาก เนื่องจากเป็นปลาที่ชอบน้ำเย็น พื้นที่ในจังหวัดภาคเหนือตอนบนมีความเหมาะสมกว่าพื้นที่อื่น จากที่ได้กล่าวมาแล้วว่าในการเลี้ยงปลาชนิดนี้จะต้องระวังในเรื่องของคุณภาพน้ำ อาทิ การเปลี่ยนน้ำทีละมาก ๆ และการย้ายตู้แบบกะทันหัน ควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อย ๆ เอาน้ำใหม่ผสมน้ำเก่าเรื่อย ๆ และให้เวลาในการปรับตัวอย่างน้อย 30 นาที อุณหภูมิของน้ำไม่ควรเกิน 30 องศาเซลเซียส สภาพตู้ที่ใช้เลี้ยงควร เป็นตู้โล่ง เปิดฝาเพื่อระบายอากาศหรือมีพัดลมหรือทำน้ำตกซึ่งจะ  ช่วยลดอุณหภูมิได้
 
    เนื่องจากปลาเบลูก้า สเตอเจียน เป็นปลาที่ว่ายน้ำอยู่ตลอดเวลา ทำให้ต้องเผาผลาญพลังงานสูงและมีการกินอาหารอยู่ตลอดเวลา ในระยะปลาเล็กควรจะวางไส้เดือนให้กระจายทั่ว  ตู้ ไม่ควรวางรวมอยู่กระจุกเดียว เมื่อเลี้ยงจนขนาดของลำตัวยาวเกิน 6 นิ้ว เริ่มกินกุ้งฝอยแบบเด็ดหัวได้ เมื่อโตขึ้นมาอีกหน่อยให้กินแบบเต็มตัว  ได้ ในการใช้อาหารสดเลี้ยงจะต้องระมัดระวังเรื่องความสะอาดด้วย หลายคนอาจจะประยุกต์ใช้อาหารเม็ดชนิดจมก็ได้ เนื่องจากเป็นปลาที่กินเก่งทำให้มีของเสียมากตามไปด้วย ระบบกรองน้ำในตู้เลี้ยงควรจะมีประสิทธิภาพที่ดี
 
    คุณชวินยังได้บอกว่าเสน่ห์ของปลาเบลูก้าเมื่อเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ในช่วงตัวเล็กส่วนท้องจะมีสีขาว ส่วนขอบของครีบมีสีขาว พื้นลำตัวมีสีเทาและหนามบนหลังมีสีขาว ปัจจุบันราคาซื้อ-ขายปลาชนิดนี้ขนาดลำตัวยาว 5 นิ้ว ราคาประมาณตัวละ 900 บาท.                                         
 
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
7  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / มุมปลาสวยงาม / ปลา กับ ฮวงจุ้ย เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2007, 09:17:51 AM
วันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3873 (3073)
ปลา กับ ฮวงจุ้ย

ในระหว่างเทศกาลตรุษจีน ความเชื่อของคนจีนกับหลักทางฮวงจุ้ยเป็นเรื่องที่แยกกันแทบไม่ออก ซึ่งสำหรับคนไทยเชื้อสายจีนแล้ว ฮวงจุ้ยถือเป็นความสำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิตให้ถูกทาง ซินแสคนดังแห่งจังหวัดชลบุรีชื่อ "ซินแสหวาง" (อากงหวาง) เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการไว้วางใจจากตระมึงลนักธุรกิจคนไทยเชื้อสายจีน อย่าง พรประภา, เตชะ ไพบูลย์ ฯลฯ ตลอดจนนักการเมือง ให้เป็นผู้ดูแลการดูฮวงจุ้ยให้

ซินแสหวางท่านนี้ไม่ชอบเปิดเผยตัว แต่ในโอกาสตรุษจีนรับปีหมู ซินแสหวางได้แนะนำหลักในการเลี้ยงปลาสวยงามเพื่อเสริมดวงชะตาให้กับ "ประชาชาติธุรกิจ" ในงาน "มหกรรมปลาฮวงจุ้ย" ที่จัดขึ้น ณ อะควาติน่า ศูนย์ค้าปลาสวยงามชั้น 3 เสรีเซ็นเตอร์ ซึ่งปัจจุบันดูเหมือนการเลี้ยงปลาเพื่อเสริมดวงยังคงได้รับความนิยมอยู่มาก โดยเฉพาะบรรดานักธุรกิจหลายรายสนใจเลี้ยงปลาอย่างเป็นจริงเป็นจัง

โดยหลักๆ แล้ว ปลาเสริมดวงที่นิยมกันนั้นมีอยู่ 4 ชนิด

- ปลาทอง (จิน หยู) เลี้ยงเพื่อให้เงินทองไหลมาเทมา เทคนิคการเลี้ยงคือ 9 ตัว (8 ตัวเป็นสีแดงหรือทอง 1 ตัวเป็นสีดำ)

- ปลาหมอสี เชื่อว่าจะส่งผลให้อายุยืน บังเกิดความมั่นคงมั่งคั่ง

- ปลามังกรหรือปลาอะโรวาน่า เสริมดวงเสริมบารมี เหมาะกับนักธุรกิจหรือข้าราชการที่ต้องการเลื่อนตำแหน่ง การงานก้าวหน้า และเป็นที่น่าเกรงขาม มีบุญมีบารมี

- ปลาคาร์ป เหมาะกับผู้ที่ค้าขายช่วยให้มีผลกำไรและประสบความสำเร็จในด้านต่างๆ

...ปลาทั้ง 4 ชนิดนี้ดีหมด และการวางตำแหน่งของตู้ปลาต้องวางทางทิศเหนือจะเหมาะที่สุด อย่าไว้ในห้องนอนเป็นพอ โดยลักษณะของตู้ปลาหากจะวิเคราะห์ตามหลักธาตุทั้งห้าแล้ว จะเห็นว่าลักษณะที่เป็นมงคลมากที่สุดคือ ตู้ปลารูปทรงกลม และรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า

ซินแสหวางยังฝากบอกอีกว่า การวางฮวงจุ้ยในการเลี้ยงปลาจะให้ดี ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าบ้านเป็นหลัก และถ้าจะตรวจฮวงจุ้ยอย่างละเอียดอาจต้องดูหลายสิ่งประกอบกัน ทั้งชื่อ เพศ วันเกิด ธาตุ ราศี ตำแหน่งบ้าน ทิศทางของบ้าน อาชีพ

นับเป็นความเชื่อที่ยังคงได้รับความนิยม ไม่เช่นนั้นปลาทั้ง 4 ชนิดนี้คงจะไม่มีราคาดีเท่านี้หรอก !

หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ
8  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / บุรีรัมย์แล้งน้ำมูลเริ่มแห้ง “ปลาเลี้ยง” ตาย - ร้องรัฐสร้างเขื่อนแก้ปัญหา เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2007, 09:16:23 AM
บุรีรัมย์แล้งน้ำมูลเริ่มแห้ง “ปลาเลี้ยง” ตาย - ร้องรัฐสร้างเขื่อนแก้ปัญหา

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 กุมภาพันธ์ 2550 12:27 น.
 
       ศูนย์ข่าวนครราชสีมา - บุรีรัมย์แล้งใกล้วิกฤตน้ำในลำน้ำมูลตื้นเขินไม่ไหลเวียน ส่งผลกระทบทำให้ผู้เลี้ยงปลาในกระชังกว่า 40 ราย ได้รับความเดือดร้อนปลาไม่กินอาหาร โตช้า ประกอบกับน้ำเป็นกรดแก๊สเน่าเสีย ปลาเริ่มทยอยตาย ประสบปัญหาขาดทุน บางรายต้องเลิกเลี้ยง ร้องให้รัฐเร่งสร้างเขื่อนแก้ไขปัญหา
       
       วันนี้ (22 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากปัญหาภัยแล้งทำให้ปริมาณน้ำในลำน้ำมูลที่ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ ตื้นเขินในรอบ 20 ปี ใกล้เข้าสู่ภาวะวิกฤต ส่งผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง บ.ท่าเรือ ต.ท่าม่วง อ.สตึก กว่า 40 ราย ได้รับความเดือดร้อนปลาเริ่มทยอยตาย เนื่องจากน้ำไม่ไหลเวียน เป็นกรดแก๊ส เน่าเสียขาดออกซิเจน เกษตรกรต้องเร่งจับส่งออกขายในราคาถูก 3-4 กิโลกรัม 100 บาท จากปกติขายกิโลกรัมละ 45 บาท ซึ่งหากฝนไม่ตกภายใน 15-20 วัน เชื่อว่า น้ำในลำน้ำมูลบริเวณที่เกษตรกรเลี้ยงปลาในกระชังก็จะเน่าเสียถึงขั้นวิกฤติ
       
       นอกจากนั้น เกษตรกรยังประสบปัญหาปลากินอาหารน้อยลง โตช้า จากที่เคยเลี้ยงรุ่นละ 3 เดือน แต่ในระยะนี้ต้องใช้เวลาเลี้ยง 4-5 เดือน จึงจะมีน้ำหนักตามความต้องการของกลุ่มพ่อค้าที่มารับซื้อ ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนเลี้ยงสูงขึ้น เพราะอาหารมีราคาแพง
       
       นายณรงค์ วงศ์แสงรัตน์ อายุ 49 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชัง บ.ท่าเรือ กล่าวว่า จากปัญหาภัยแล้งดังกล่าว ขณะนี้เกษตรกรได้หยุด หรือชะลอการเลี้ยงปลาในกระชังไปแล้วกว่า 10 ราย ปล่อยกระชังทิ้งล้าง เนื่องจากเกรงว่า น้ำในลำน้ำมูลจะแห้งขอดไม่เพียงต่อการเลี้ยงปลา จนทำให้ประสบปัญหาขาดทุน เพราะส่วนมากเกษตรกรจะมึง้ยืมเงินจาก ธ.ก.ส.มาลงทุน
       
       “จึงเรียกร้องให้รัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งเข้ามาสำรวจช่วยเหลือสร้างเขื่อนให้สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ตลอดทั้งปี เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้มีอาชีพเลี้ยงปลาในกระชังได้อย่างยั่งยืน” นายณรงค์ กล่าว
       
       ทางด้าน นายทวน โยงรัมย์ อายุ 55 ปี กล่าวว่า ตนได้เลี้ยงปลาในกระชังทั้งหมด 16 กระชัง เฉลี่ยกระชังละ 1,000-1,200 ตัว ลงทุนไปแล้วกว่า 300,000 บาท หลังจากปริมาณน้ำในลำน้ำตื้นเขิน เป็นกรดแก๊ส และเน่าเสีย ส่งผลให้ปลาเริ่มทยอยช็อกตายต้องรีบจับส่งขายในราคาถูก หากเหลือขายไม่หมดก็จะนำไปชำแหละตากแห้งส่งขายถึงแม้จะมีราคาต่ำ ซึ่งปีที่ผ่านมาช่วงหน้าแล้งปลาได้ช็อกตายทำให้ประสบปัญหาขาดทุนกว่า 1 แสนบาท จึงวอนรัฐเร่งเข้ามาช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาในกระชังดังกล่าวด้วย
9  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / สิ่งแวดล้อมทางน้ำและสภาพอากาศ / ตะลึง! พบปลาหมึกกล้วย (โคตร) ยักษ์กลางทะเลกีวี?! เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2007, 09:14:51 AM
ตะลึง! พบปลาหมึกกล้วย (โคตร) ยักษ์กลางทะเลกีวี?!

 
โดย ผู้จัดการออนไลน์ 22 กุมภาพันธ์ 2550 18:49 น. 
 
 
 
       เอเอฟพี - ตะลึง! เรือประมงหาปลานิวซีแลนด์ พบปลาหมึกกล้วยยักษ์ยาวประมาณ 10 เมตร หนักกว่า 450 กิโลกรัม ลอยมาติดเบ็ดโดยบังเอิญ ขณะที่กำลังหาปลาอยู่กลางทะเลใกล้มหาสมุทรแอนตาร์ติกา เชื่อเป็นปลาหมึกตัวใหญ่ที่สุดในโลก
       
       ลูกเรือของเรือประมงหาปลา “แซน แอสปิริง” ซึ่งจอดลอยลำอยู่ในบริเวณทะเลโรสซี พากันตื่นตะลึง หลังจากดึงเชือกที่มีตะขอเกี่ยวเบ็ดขึ้นมาจากใต้ท้องทะเลลึกแล้วพบปลาหมึกกล้วยยักษ์ติดเบ็ดขึ้นมาด้วย
       
       ปลาหมึกกล้วยยักษ์ตัวนี้สูงราว 10 เมตร หนักประมาณ 450 กิโลกรัม โดย จอห์น เบนเนตต์ กัปตันเรือประมง ระบุว่า ขนาดของมันเทียบเท่ากับรถยนต์เล็กๆ คันหนึ่ง และว่า บางทีเจ้าปลาหมึกกล้วยยักษ์ตัวนี้อาจจะว่ายน้ำมาติดกับเบ็ดใต้ท้องทะเลที่ความลึกประมาณ 1,800 เมตร

 
 
 
 
       ด้าน จิม แอนเดอร์ตัน รัฐมนตรีประมงของนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นผู้ออกมาประกาศการจับปลาหมึกครั้งนี้ เผยว่า ปลาหมึกกล้วยยักษ์ตัวนี้จะถูกนำไปแช่แข็ง และรักษาเอาไว้เพื่อการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์
       
       “ดูเหมือนว่าจะเป็นครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จในการจับปลาหมึกกล้วยยักษ์ขึ้นมาอยู่บนพื้นดินได้ในสภาพสมบูรณ์ที่สุด”
       
       “ในแวดวงวิทยาศาสตร์จะต้องสนใจในสัตว์ประหลาดตัวนี้” แอนเดอร์สัน กล่าวโดยพรรณนาประหนึ่งว่า ปลาหมึกยักษ์ที่ถูกจับได้ตัวนี้เป็น 1 ในสัตว์ลึกลับใต้ท้องทะเลลึก
       
       ทั้งนี้ คาดว่า ปลาหมึกกล้วยยักษ์ตัวนี้น่าจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาปลาหมึกสายพันธุ์เดียวเท่าที่เคยพบมาก (ไม่เกี่ยวข้องกับพันธุ์ปลาหมึกยักษ์) โดยมีน้ำหนักตัวมากกว่าปลาหมึกกล้วยที่ตัวใหญ่ที่สุดซึ่งมีคนเคยพบก่อนหน้านี้ถึง 150 กิโลกรัม
 
 
10  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / มุมปลาสวยงาม / เคล็ดลับการเลี้ยงปลาริวกิ้นให้ชนะเลิศในการประกวด เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2007, 09:08:10 AM
เคล็ดลับการเลี้ยงปลาริวกิ้นให้ชนะเลิศในการประกวด
   
     “ริวกิ้น” จัดเป็นสายพันธุ์หนึ่งของปลาทองและได้ชื่อว่าเป็น “ราชินีแห่งปลาทอง” ที่ได้ชื่อนี้เนื่องจากเป็นปลาที่มีรูปร่างลักษณะสวยงาม หางที่ยาวพริ้วเหมือนเจ้าหญิงสวมกระโปรงยาวสยายรูปร่างลักษณะที่งามสง่าเป็นที่ทราบกันดีว่าการเพาะเลี้ยงปลาริวกิ้นในบ้านเราในปัจจุบันนี้ได้เพียงมาตรฐานระดับหนึ่งเท่านั้นยังต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการพัฒนาในเรื่องของพันธุกรรมที่โครงสร้างของปลาริวกิ้นในบ้านเรามีขนาดกลางและราคาซื้อ-ขายยังค่อนข้างแพง ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับสาธารณรัฐประชาชนจีนและญี่ปุ่นถือเป็นที่หนึ่งในโลก (ริวกิ้นถือกำเนิดครั้งแรกที่จีน แต่มาเฟื่องฟูและได้รับการพัฒนาอย่างจริงจังที่ญี่ปุ่น) ในการเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้ จีนพัฒนาสายพันธุ์ปลาก้าวหน้าไปมาก, ราคาซื้อ-ขายไม่แพงนักและปลามีคุณภาพสูง
 
     คุณกิตติพงษ์ หอกุล ชาวกรุงเทพมหานคร มีประสบการณ์ในการเลี้ยงปลาริวกิ้นมานานและส่งเข้าประกวดจนได้รางวัลชนะเลิศในวันปลาสวยงามแห่งชาติเมื่อ ปี พ.ศ. 2549 ที่ผ่านมา คุณกิตติพงษ์ได้บอกถึงปัญหาของการเลี้ยงปลาริวกิ้นในบ้านเราว่า การเลี้ยงริวกิ้นในบ้านเรามักจะปล่อยเลี้ยงในบ่อดิน (บ่อดินจะมีแร่ธาตุที่มีส่วนช่วยให้สีสันสวยขึ้น) เมื่อจับมาขายคนส่วนใหญ่จะนำมาเลี้ยงในตู้กระจกไม่นานปลาก็ตายเพราะขาดแร่ธาตุ สภาพแวดล้อมเปลี่ยนปลามักจะตาย สำหรับวิธีการเลี้ยงภาพรวมเหมือนกับการเลี้ยงปลาทอง สามารถเลี้ยงรวมฝูงได้ ปริมาณขึ้นอยู่กับขนาดของตู้เลี้ยง น้ำประปาจัดเป็นน้ำสะอาดที่เหมาะต่อการเลี้ยง   ริวกิ้น แต่จะต้องทำการพักตากแดดอย่างน้อย 7 วันเพื่อให้คลอรีนระเหยไปให้หมดก่อน แต่ถ้าจะใช้น้ำบาดาลจะต้องเติมอากาศอย่างน้อย 3 วัน สำหรับน้ำฝนไม่แนะนำเนื่องจากมีการปนเปื้อนมาก
 
     สำหรับการเลี้ยงเพื่อส่งเข้าประกวดนั้น คุณกิตติพงษ์บอกว่าจะส่งปลาสีอะไรก็ไม่มีผลขอให้ลักษณะปลามีความสมบูรณ์ มีลักษณะครบตามมาตรฐานที่กำหนดมา คือ ปากแหลม, โหนกหลังยกสูงและตัวสั้นป้อม เป็นต้น เป็นที่สังเกตว่าปลาริวกิ้นที่คุณกิตติพงษ์เลี้ยงนั้นจะสั่งนำเข้าทั้งหมด เนื่องจากราคาปลาในบ้านเรายังมีราคาแพงและคุณภาพของปลาต่างประเทศดีกว่า  นอกจากนั้นยังมีเทคนิคบางประการที่ผู้เลี้ยงริวกิ้นจะต้องรู้ อาทิ ปลาทองทุกชนิดไม่ชอบสภาพน้ำเชี่ยวอาจจะทำให้ครีบเสียหาย ควรเลี้ยงในระบบน้ำนิ่งแต่ต้องมีอากาศเพียงพอ อาหารที่ใช้เลี้ยงจะต้องมีปริมาณโปรตีนสูง เช่น ไรแดงนึ่ง, สาหร่ายสไปรูลิน่า ฯลฯ การเลี้ยงริวกิ้นให้โดนแดดบ้างเพื่อให้ได้รับวิตามินเอจะช่วยเร่งสีให้เข้มขึ้นได้ สำหรับผู้เลี้ยงมือใหม่แนะนำให้ใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปเลี้ยงจะดีกว่า ปลอดภัยต่อโรค
 
     สำหรับความนิยมของท้องตลาดมักจะชอบปลาริวกิ้นสีขาว-แดง เป็นหลัก ราคาซื้อ-ขายมีตั้งแต่ 800 บาทต่อตัว (มีขนาดลำตัวยาวประมาณ 3 นิ้ว วัดจากหัวถึงโคนหาง) ราคาถูกแพงขึ้นกับเกรดปลาด้วย.

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ
 
หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
11  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การตลาดการส่งออก / EU ได้ใช้มาตรฐานสุขอนามัยใหม่ ด้านเพาะเลี้ยงและผลิตภัณฑ์ เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2007, 09:06:21 AM
วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2550

        แวดวงเกษตรประจำฉบับวันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550....* EU ได้ใช้มาตรฐานสุขอนามัยใหม่ ตั้งแต่ 1 ม.ค. 50 เป็นต้นมาโดยปรับปรุงข้อกำหนดด้านสุขภาพสัตว์น้ำเพาะเลี้ยงและผลิตภัณฑ์ ขยายขอบเขตการตรวจสอบถึงแหล่งผลิต ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมกุ้งและปลาสดแช่เย็นแช่แข็งที่ส่งไป EU โดยสาระสำคัญของมาตรฐานใหม่ ประกอบด้วย 1) สินค้าครอบคลุมสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงและผลิตภัณฑ์ ส่งไป EU จะต้องแนบหลักฐาน animal health certificate2) ฟาร์มเลี้ยง และสถานแปรรูปสัตว์น้ำต้องจดทะเบียนกับหน่วยงานที่มีอำนาจ 3) กำหนดระเบียบสำหรับการขนส่งและตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำ 4) ประเทศที่จะส่งสินค้าเข้า EU จะต้องมีชื่อปรากฏในรายการประเทศที่ได้รับอนุญาต 5) กรณีสงสัยสัตว์น้ำอาจเป็นโรค หรือพบว่าสัตว์น้ำที่เลี้ยงตายเป็นจำนวนมาก จะต้องแจ้งกรรมาธิการ และประเทศสมาชิก EU ภายใน 24 ชั่วโมง....* ส่วนทางด้านสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรระหว่างไทยกับนิวซีแลนด์ ล่าสุดมีข้อมูลเข้ามาว่า มูลค่าการส่งออกของไทยมีอัตราการเจริญเติบโต 10% ขณะที่การนำเข้าของไทยจะมีสัดส่วนที่มากกว่าเนื่องจากไทยมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์นมจากนิวซีแลนด์เพิ่มมากขึ้น....* สำหรับการเปิดตลาดผักและผลไม้ภายใต้ความตกลง TNCEP (Thai - Newzeland Closed Economic Partnership) ที่มีคณะกรรมการทำงานร่วมกันด้านมาตรฐานสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช SPS) นั้นก็ส่งผลทำให้นิวซีแลนด์ได้ช่วยอำนวยความสะดวกในการประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ในการพิจารณาการเปิดตลาดสินค้าเกษตรกรไทย 5 ชนิด ได้แก่ ลิ้นจี่ ลำไย มังคุด ขิง และทุเรียนแกะพู ซึ่งนิวซีแลนด์ได้จัดทำมาตรฐานสุขอนามัยเพื่อการนําเข้า หรือ Import Health Standards (IHS) ให้สินค้าเกษตรไทย 5 ชนิดเสร็จเรียบร้อยแล้ว....* นอกจากนี้ไทยยังเสนอขอเปิดตลาดสินค้าเพิ่มขึ้นอีก 3 ชนิด ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง มะพร้าวอ่อน และถั่วลันเตา โดยขั้นตอนอยู่ระหว่างกรมวิชาการเกษตรจัดเตรียมข้อมูลของสินค้าทั้ง 3 ชนิดให้นิวซีแลนด์พิจารณา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2550 นี้....* และได้มีการหารือถึงความร่วมมือทางวิชาการ เช่น โครงการความร่วมมือด้านปศุสัตว์ 6 โครงการ อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ หญ้าเลี้ยงสัตว์ และอาหารโค เป็นต้น รวมถึงที่ได้เสนอความร่วมมือประมงโดยการจัดส่งผู้เชี่ยวชาญจากไทยในการศึกษาด้านการทดลองในห้องแล็บเป็นต้น....*

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
12  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ / ปลาทู..คู่ครัวไทย เพาะพันธุ์ ได้..ปล่อยลงทะเล เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2007, 09:02:47 AM
ปลาทู..คู่ครัวไทย เพาะพันธุ์ ได้..ปล่อยลงทะเล
[20 ก.พ. 50 - 00:22]
 
ตรุษจีน...กินของดีๆ กินหมูกินเป็ดกินไก่ ลืมอาหารไทยน้ำพริกผักจิ้มกับปลาทู

ปลาทู...สัตว์น้ำเค็มที่เป็นอาหารคู่ครัวคนไทยมาตั้งแต่ครั้งปู่สังกะสาย่าสังกะสี มีหลากหลายชื่อเช่น Indo-pacific Mackerel หรือ Rastrelliger neglectus (VAN KAMPEN)

ลำตัวด้านหลังเป็นสีตองอ่อนด้านท้องเป็นสีเงิน ครีบสีเหลืองอ่อน รูปร่างเพรียวคล้ายกระสวย ช่วงหัวสั้นกว่าความกว้างของลำตัว ตัวเต็มวัยยาวประมาณ 20-25 เซนติเมตร

...ชาวประมงมักแบ่งปลาทูไว้เป็น 2 ชนิด คือ...ปลาทูสั้น และ ปลาทูยาว

...สุดยอดของปลาชนิดนี้คือ ปลาทูสั้น มีลักษณะ “หน้างอ-คอหัก” มีภูมิลำเนาอยู่ที่ เมืองแม่กลอง สมุทรสงคราม จะมีหน้าเป็นสามเหลี่ยม ตาสีดำ ตัวสั้นแบนสีเงินอมเขียวป้อมแต่เนื้อมาก...

ส่วน ปลาทูยาว คือปลาทูรังกับปลาทูอินโด แตกต่างกับปลาทูสั้นที่ตัวจะใหญ่และยาวกว่า และ เนื้อไม่แน่นเมื่อนำไปปรุงอาหาร นึ่งหรือทอดรสชาติก็อร่อยสู้ปลาทูสั้นไม่ได้

วงจรชีวิตของปลาทูในอ่าวไทย...ตัวแม่จะวางไข่แล้วฟักเป็นตัวอ่อน ลูกปลาในวัยอนุบาลก็จะแหวกว่ายในทะเล จากชายฝั่งอ่าวไทยด้านตะวันตกจังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้วค่อยๆขึ้นมาเจริญเติบโต จนเข้าสู่ตัวเต็มวัยที่บริเวณจังหวัดเพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ระยอง ชลบุรี และ สมุทรปราการ



ด้วยฉะนี้ ในฤดูที่มันวางไข่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี กรมประมงจะทำการปิดอ่าว... เพื่อการอนุรักษ์ปลาทูในฤดูวางไข่มิให้ชาวประมงเข้าไปรบกวนหรือตัดวงจรชีวิตของมัน โดยห้ามใช้เครื่องมือจับปลาทุกชนิดเข้ามาจับปลาในอ่าวไทยเป็นเวลา 3 เดือนเต็ม...ซึ่งใครฝ่าฝืนถือว่าผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษทั้งจำคุกและปรับเงิน หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็แล้วแต่ เพื่อการอนุรักษ์พันธุ์ปลาทูอีกวิธีหนึ่ง นอกจากที่ปล่อยให้มันขยายพันธุ์ตามธรรมชาติแล้ว ยังต้องใช้นักวิชาการช่วยในการเพาะพันธุ์ปลาทูอีกแรงหนึ่ง โดยกรมประมงเป็นหัวเรือใหญ่

ดร.จรัลธาดา กรรณสูต อธิบดีกรมประมง ได้บอกถึงกิจกรรมนี้ว่า...นักวิชาการประมง ได้นำปลาทูมาทำการเลี้ยงและวิจัยในพฤติกรรมของปลาชนิดนี้มานานหลายปีแล้ว จนสามารถเลี้ยงให้เจริญเติบโตได้ถึงขั้นรีดน้ำเชื้อ พร้อมในการผสมพันธุ์และนำไปเพาะเลี้ยงในบ่อระบบปิดได้...

...แต่การที่จะเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก นั้นยังให้ผลตอบแทนไม่คุ้มต่อการลงทุน... ปัจจุบันจึงแค่เพาะพันธุ์และให้พ้นวัยอนุบาลเท่านั้น แล้วจึงนำไปปล่อยในทะเลธรรมชาติ

นายอนันต์ ตันสุตะพานิชย์ ผู้อำนวยการสถานีวิจัยและเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล เผยถึงการเพาะเลี้ยงปลาทูว่า... ครั้งที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานีวิจัยประมงจังหวัดสมุทรสงคราม ได้นำปลาทูจากแหล่งธรรมชาติมาเลี้ยงในบ่อขนาดใหญ่ ประมาณ 5 ปี พบว่าปลาทูจะเจริญเติบโตได้ดีในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำถ่ายเทตลอดเวลา

และได้ทดลองรีดน้ำเชื้อผสมกับไข่ถึงขั้นฟักออกมาเป็นตัว... แต่หากนำไปเลี้ยงไว้ในแหล่งน้ำปิดจะเจริญเติบโตช้ามาก อีกทั้งยังประสบกับปัญหาช็อกน้ำตายได้ง่าย และหากเคลื่อนย้ายไม่ดีปลาว่ายน้ำกลับตัวไม่ได้ภายใน 10 นาทีก็เดตสะมอเร่...เช่นกัน

สุดๆในการวิจัยและทดลอง...ตอนนี้กรมประมงจึงทำได้แค่เพาะเลี้ยงไว้ปล่อยลงทะเล ยังไม่ได้แนะนำส่งเสริมให้ชาวประมง เพาะเลี้ยงเป็นอาชีพ...เพราะซื้อจากตลาดมาบริโภคราคาจะถูกกว่า..!!

ไชยรัตน์ ส้มฉุน
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
13  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / "ออสซี่"เผยธาตุแท้เบี้ยวFTA ยกข้ออ้างความปลอดภัยกีดกันสินค้าไทย เมื่อ: กุมภาพันธ์ 23, 2007, 09:01:40 AM
"ออสซี่"เผยธาตุแท้เบี้ยวFTA
ยกข้ออ้างความปลอดภัยกีดกันสินค้าไทย


     น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่าง ประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้า กรณีที่ทางประเทศออสเตรเลีย ระบุออกมาว่าสินค้ากุ้งไทยมีสารตกค้าง และไม่ปลอดภัยต่อการบริโภคนั้น ในเรื่องนี้ ไทยได้จัดส่งผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ของไทยไปออสเตรเลียแล้ว ซึ่งรอผลการตรวจทางวิทยาศาสตร์ของประเทศออสเตรเลียอีกครั้งหนึ่ง และหากผลการตรวจทาง วิทยาศาสตร์ของออสเตรเลียออกมา ระบุว่าสินค้ากุ้งไทยไม่ปลอดภัย ก็เชื่อว่าน่าจะเป็นมาตรการกีดกันทางการค้า ซึ่งฝ่ายไทยจะนำเรื่องดังกล่าวร้องขอความเป็นธรรมต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ต่อไป
     นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานทางออสเตรเลีย มีการระบุสินค้าผลไม้ไทย ได้แก่ ส้มโอ มะม่วง เมื่อบริโภคจะเป็นอันตราย เนื่องจากผลไม้ไทยอาจมีแมลงบางชนิดที่ไม่ปลอดภัย โดยในเรื่องนี้ ฝ่ายไทยรู้สึกไม่สบายใจ และเตรียมที่จะทำหนังสือและผลการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ ผลไม้ไทยไม่มีสารเจือปนหรือมีแมลงใด ๆ และมีความปลอดภัยสูง เพื่อให้ทางออสเตรเลียดำเนิน การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน แต่ขอยืนยันและขอดูท่าทีว่าทางการออสเตรเลียจะให้ไทยดำเนินการเกี่ยวกับผลไม้ไทยอย่างไร ที่สำคัญมาตรการดังกล่าว ทางออสเตรเลียไม่ได้บังคับใช้กับ ประเทศไทยอย่างเดียว แต่บังคับใช้กับประเทศคู่ค้าที่ส่งผลไม้ไปยังออสเตรเลียด้วย อีกทั้งออส เตรเลียกลัวว่าผลไม้ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการบ่มหรือฆ่าเชื้อ อาจจะมีสิ่งแปลกปลอม เช่น แมลง บางชนิดที่อาจแพร่เชื้อในประเทศออสเตรเลียได้นั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไทยจะต้องเร่งชี้แจง ทั้งทาง ปฏิบัติและทางการยืนยันด้านผลทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งเชื่อว่าออสเตรเลียจะเข้าใจ แต่หากผลทางวิท ยาศาสตร์ของออสเตรเลียยืนยันโดยขาดหลักฐานที่แน่ชัด ทางฝ่ายไทยจะดำเนินการยื่นเรื่องขอ ความเป็นธรรมต่อ ดับเบิลยูทีโอ
น.ส.ชุติมา กล่าวว่า ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย หรือ TAFTA มีผลใช้บังคับมาเป็นเวลา 2 ปีแล้ว กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้ติดตามผลความตกลงอย่างใกล้ชิด โดยในปี 2549 การค้าของทั้ง 2 ฝ่าย เพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ ซึ่งไทยเป็นฝ่ายเกินดุล 35,111.4 ล้านบาท มูลค่าการค้ารวม 295,523.6 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.69 มูลค่าการส่งออก 165,317.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 30.06 มูลค่าการนำเข้า 130,206.1 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.28 เนื่องจากในปีที่ผ่านมา มีการแข็งตัวของค่าเงินบาท ส่งผลให้มูลค่าการนำเข้าเป็นบาทลดลง

หนังสือพิมพ์แนวหน้า
14  ข่าวสารจากNICAonline.com / ข่าวจากNICAonline / Webmaster Talk 13 กุมภาพันธ์ 2550 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 22, 2007, 10:55:31 AM
 สวัสดีครับ สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งหรือกองเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง    คือหน่วยเหนือของ NICA  ตั้งอยู่ที่เกษตรกลาง   บางเขน  กรุงเทพมหานคร     มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาประมงชายฝั่ง   การฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่ง    การพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง  ของประเทศ   ดูแลสถาบันต่าง ๆ  ศูนย์/สถานี   ประมงที่อยู่ทั่วประเทศ  22  ศูนย์   ที่เกริ่นมาเสียยืดยาว     เพื่อที่จะบอกเล่าเก้าสิบว่า  ทางสำนักได้ปรับปรุงระบบสารสนเทศใหม่ที่เว็บไซต์   สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง    นอกจากนี้ยังได้สร้างชุมชนคนออนไลน์ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เว็บบอร์ดชื่อว่า  โต๊ะกาแฟ   จึงขอเชิญท่านผู้สนใจแวะไปเยี่ยมเว็บไซต์  ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีอีกแห่งหนึ่งครับ

 
                                                                                         ยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร



                                                      13  กุมภาพันธ์ 2550
15  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / ไทยผลักดันการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปสุกไปมาเลเซีย เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2007, 09:11:41 AM
ไทยผลักดันการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปสุกไปมาเลเซีย


    สัตวแพทย์หญิงฉวีวรรณ เลียววิจักขณ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ประเทศไทยประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนก จากต้นปี 2547 เป็นต้นมา ทางการมาเลเซียได้ประกาศระงับการนำเข้าสินค้าเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกแปรรูปสุก และต่อมาในช่วงกลางปี 2548 กรมปศุสัตว์ได้มีหนังสือเสนอชื่อบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) EST.139 ต่อทางการมาเลเซีย เพื่อขอให้พิจารณารับรองโรงงานผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกแปรรูปสุกเพื่อการส่งออกไปยังมาเลเซีย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ
 
    และเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2549  หน่วยงาน Department of Veterinary  Services ของมาเลเซียได้มีหนังสือแจ้งต่อกรมปศุสัตว์ไทยว่า ผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกที่จะส่งเข้ามาเลเซียจะต้องผ่านกระบวนการให้ความร้อน โดยมีอุณหภูมิใจกลางเนื้อไม่น้อยกว่า 80 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 นาที ทั้งนี้ทางการมาเลเซียจะต้องส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจรับรองโรงฆ่าสัตว์ปีก และโรงงานผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีก จึงจะอนุญาตให้นำเข้าได้
 
     สัตวแพทย์หญิงฉวีวรรณ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันประเทศไทยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดของประเทศผู้นำเข้าหลายประเทศ และได้รับการรับรองให้สามารถส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกแปรรูปสุกไปยังประเทศต่าง ๆ ได้แก่ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น แคนาดา สิงคโปร์  เกาหลีใต้ ฮ่องกง แอฟริกาใต้ เป็นต้น ทั้งนี้กรมปศุสัตว์มีความต้องการที่จะผลักดันให้มีการส่งออกผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ปีกแปรรูปสุกไปยังประเทศมาเลเซียและยินดีที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดข้างต้น ขอให้ทางการมาเลเซียจัดส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจรับรองโรงฆ่าสัตว์ปีกและโรงงานผลิตภัณฑ์สัตว์ปีกในประเทศไทย เพื่อจะได้ให้มีการส่งออกต่อไป.

หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 104