สิงหาคม 22, 2019, 03:49:37 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 9
1  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ / เกษตรกรสุราษฎร์ธานี เลี้ยงปลาหมอในบ่อผ้าใบ ปลาโตดี ได้คุณภาพ ตลาดมีความต้องการ เมื่อ: กรกฎาคม 19, 2019, 10:02:29 AM
คุณเชาวลิต เพชรน้อย ประมงอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราฎร์ธานี ให้ข้อมูลว่า เกษตรกรในอำเภอนี้มีการเลี้ยงปลาอยู่ประมาณ 300 ราย โดยมีปลาเม็งเป็นปลาพื้นเมืองของจังหวัดที่เกษตรกรนิยมเลี้ยงกันมาก รองลงมาคือ ปลาดุก ปลานิล และปลาหมอ ซึ่งการเลี้ยงปลาของเกษตรกรในพื้นที่มีการใส่ใจเรื่องของการทำมาตรฐาน จีเอพี จึงส่งผลให้ปลามีคุณภาพ และจำหน่ายได้ราคาตามมาตรฐานที่เกษตรกรสร้างขึ้น

คุณเชาวลิต เพชรน้อย ประมงอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี

"เนื่องจากราคาผลผลิตทางการเกษตร อย่างเช่น พืชมีราคาที่ตกต่ำ โดยเฉพาะยางพาราและปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้เกษตรกรหลายรายได้หันมาเลี้ยงปลาเสริมรายได้มากขึ้น เพื่อให้มีรายได้ที่หลากหลายช่องทาง ซึ่งปลาหมอเองก็สามารถที่จะเลี้ยงอยู่ภายในสวนยางพาราได้ โดยเรามีเกษตรกรต้นแบบที่เลี้ยงปลาหมอแบบครบวงจร โดยนำวิทยาการใหม่ๆ เข้ามาใช้ สามารถผลิตปลาหมอได้คุณภาพและขายได้ราคาดี ดังนั้น ผู้ที่สนใจอยากจะเลี้ยงปลาก็ขอให้สนใจในเรื่องของการขึ้นทะเบียน ก็จะช่วยให้ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐเวลามีปัญหาในด้านต่างๆ" คุณเชาวลิต กล่าว
คุณสัญชัย เพชรคง อยู่บ้านเลขที่ 220 หมู่ที่ 5 ตำบลควนศรี อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้นำปลาหมอมาเลี้ยงภายในสวนยางพารา โดยใช้วิธีการเลี้ยงให้อยู่ภายในบ่อผ้าใบ ทำให้ไม่ต้องขุดบ่อ สามารถจัดการในเรื่องของน้ำและระบบต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ปลาหมอโตดี มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด มีพ่อค้าแม่ค้าจากหลายๆ จังหวัดเข้ามาติดต่อซื้ออยู่เป็นระยะเลยทีเดียว

คุณสัญชัย เพชรคง

จากพ่อค้าอุปกรณ์มือถือ

ผันชีวิตมาทำเกษตร

คุณสัญชัย เล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อนได้มีร้านจำหน่ายอุปกรณ์มือถือ ต่อมาได้ปรับเปลี่ยนมาดูแลสวนยางในที่ดินของตนเอง เมื่อราคายางพาราตกต่ำลงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา จึงทำให้ต้องมองหาอาชีพเสริมอย่างอื่นเพื่อเพิ่มรายได้ จึงมองว่าในที่ดินของเขาเองมีแหล่งน้ำที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ทำให้มีความคิดที่อยากจะเลี้ยงปลาภายในสวนยางพารา โดยใช้วิธีการเลี้ยงภายในบ่อผ้าใบหรือบ่อพลาสติกแทน เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการและทำงานเพียงคนเดียวได้

"ผมเป็นคนที่ชอบทานปลาหมอ พอเราคิดว่าจะหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ จึงได้นำปลาหมอพันธุ์ชุมพรเข้ามาทดลองเลี้ยง โดยเราจะไม่เน้นเลี้ยงในบ่อดินเหมือนทั่วไป เพราะการทำแต่ละครั้งต้องจับให้หมดทีเดียวยกบ่อ ซึ่งทำให้ตลาดที่มารับซื้อรองรับได้ไม่หมด เราก็เลยมีแนวความคิดที่จะนำมาเลี้ยงภายในบ่อผ้าใบหรือบ่อพลาสติกแทน มาปรับใช้เข้ากับการเลี้ยงให้เหมาะสมกับการเลี้ยงภายในสวนยางพาราของผมเอง"

ซึ่งกว่าการเลี้ยงจะประสบผลสำเร็จเหมือนเช่นทุกวันนี้ คุณสัญชัย บอกว่า มีทั้งหาข้อมูลต่างๆ จากผู้ที่เลี้ยงประสบผลสำเร็จ และผู้เลี้ยงที่เจอปัญหาอุปสรรคต่างๆ มาทดลองเลี้ยงด้วยตนเอง ลองผิดลองถูกอยู่ 2 ปี ปลาหมอทุกตัวที่เลี้ยงก็เริ่มให้ผลผลิตที่ดี เป็นที่ต้องการของตลาดมาจนถึงทุกวันนี้

แม้เลี้ยงในบ่อผ้าใบหรือบ่อพลาสติก

ปลาหมอก็โตได้ดี

เนื่องจากต้องการเลี้ยงโดยใช้พื้นที่ที่มีอยู่ในเกิดประโยชน์สูงสุด คุณสัญชัย บอกว่า จึงได้นำปลาหมอมาเลี้ยงอยู่ภายในสวนยางพารา โดยใช้พื้นที่ตรงกลางระหว่างแถวต้นยางพาราที่มีความกว้างถึง 8 เมตร มาสร้างบ่อสำหรับเลี้ยงปลาหมอ โดยบ่อจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาด 6 เมตร จึงทำให้มีพื้นที่ข้างละ 1 เมตร เดินทำงานได้สะดวก ทั้งกรีดยางและดูแลปลาหมอภายในบ่อ


"ช่วงแรกผมก็จะทำเป็นบ่อสี่เหลี่ยม ขนาด 4 x 6 เมตร แต่มีข้อเสียคือ รับแรงดันน้ำไม่ไหว ต่อมาจึงได้พัฒนาเป็นบ่อทรงกลม ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลาง ขนาด 6 เมตร แทน โดยขนาดความสูงบ่อ อยู่ที่ 1 เมตร ใส่น้ำเลี้ยงปลาอยู่ประมาณ 70-80 เซนติเมตร ก่อนที่จะนำปลาหมอมาปล่อยเลี้ยง ก็จะล้างทำความสะอาดบ่อให้เรียบร้อย เพราะบ่อเป็นผ้าใบขึ้นรูปมาจึงไม่มีปัญหาในเรื่องของการทำความสะอาด เราสามารถจัดการได้ดี พอใส่น้ำเตรียมพร้อมก็นำปลาหมอมาใส่เลี้ยงได้ทันที" คุณสัญชัย บอก

จำนวนปลาหมอที่ใส่เลี้ยงภายในบ่อ จะปล่อยอยู่ที่ 3,000 ตัว ต่อบ่อ โดยในช่วงแรกจะเลี้ยงด้วยอาหารลูกอ๊อดที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนอยู่ที่ 40 เป็นระยะเวลา 7 วัน จากนั้นจึงเปลี่ยนเลี้ยงด้วยอาหารที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ตามความเหมาะสมกับปากของปลาหมอ แต่ยึดโปรตีนให้อยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ ไปจนถึงปลาจับจำหน่ายได้
ซึ่งระยะเวลาการเลี้ยงปลาหมอจนจับจำหน่ายได้ ใช้เวลาอยู่ที่ 4-5 เดือน จะได้ปลาหมอขนาดไซซ์อยู่ที่ 5-6 ตัว ต่อกิโลกรัม เป็นไซซ์ที่ตลาดมีความต้องการเป็นหลัก

ในเรื่องของโรคที่เกิดขึ้นกับปลาหมอที่เลี้ยงภายในบ่อนั้น คุณสัญชัย บอกว่า ยังไม่พบปัญหาที่ทำให้ปลาเสียหาย เพราะบ่อที่เลี้ยงมีการทำความสะอาดและระบบจัดการที่ดี จึงทำให้ไม่เกิดการสะสมของโรค เมื่อเห็นว่าน้ำภายในบ่อมีสภาพที่ไม่ดี ก็จะถ่ายน้ำเก่าออก และใส่น้ำใหม่เข้าไปทันที จึงทำให้ปลาได้น้ำที่สะอาดอยู่เป็นประจำตลอดการเลี้ยง

เน้นสร้างตลาดเป็นเครือข่าย

ให้ทุกคนในชุมชนมีส่วนร่วม

ในเรื่องของการทำตลาดจำหน่ายปลาหมอ คุณสัญชัย บอกว่า จะมีในเรื่องของการทำตลาดที่เป็นเครือข่าย โดยให้ทุกคนที่อยู่ในชุมชนต้องการมีรายได้ ก็จะมารับปลาหมอจากฟาร์มของคุณสัญชัยไปจำหน่าย โดยมีผลกำไรที่ให้เป็นผลตอบแทนได้อย่างไม่มีใครเสียเปรียบ จึงทำให้ในแต่ละเดือนปลาหมอในฟาร์มของคุณสัญชัยสามารถส่งออกขายได้ 6-7 ตัน ซึ่งมีทั้งพ่อค้าแม่ค้าจากจังหวัดอื่นๆ เข้ามาติดต่อขอซื้อถึงที่ฟาร์มอีกด้วย

"การเลี้ยงด้วยระบบนี้ พอเราจับปลาขายหมดแล้ว ล้างบ่อและใส่ปลาใหม่ลงไปเลี้ยงได้เลยทันที โดยที่ไม่ต้องมีการเสียเวลาเตรียมบ่อใหม่ จึงทำให้ปลาหมอที่เลี้ยงมีให้จับขายหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี โดยขายปลีกอยู่หน้าบ่อ กิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนราคาขายส่ง จับแบบยกบ่อขาย อยู่ที่กิโลกรัมละ 85 บาท ซึ่งปลาหมอพันธุ์ชุมพรของเราทุกตัวจะเป็นปลาแปลงเพศเป็นตัวเมีย เมื่อจับขายแต่ละครั้งก็จะมีไข่ติดอยู่ที่ท้องด้วย" คุณสัญชัย บอก

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเลี้ยงปลาหมอ เป็นงานสร้างเงิน คุณสัญชัย แนะว่า สิ่งแรกที่ต้องมีเสียก่อนที่จะลงมือทำในการเลี้ยงปลาหมอคือ เรื่องของใจรัก โดยในการเลี้ยงต้องให้เวลาและเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนการผลิต ไม่ควรเลี้ยงแบบทิ้งขว้าง ผลผลิตที่ได้ก็จะออกมาไม่ดี แต่ถ้าเลี้ยงด้วยใจใส่มีระบบการจัดการที่ดี หาแหล่งอาหารดี ลูกพันธุ์ปลาดี การเลี้ยงก็จะประสบผลสำเร็จ เกิดเป็นรายได้ที่ดีอย่างแน่นอน

ติดต่อสอบถาม หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องการเลี้ยงปลาหมอในบ่อผ้าใบได้ที่ คุณสัญชัย เพชรคง หมายเลขโทรศัพท์ (083) 016-5247    

ที่มา : https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_109398








2  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / คนนครศรีธรรมราช เลี้ยงปลานิลเสริมรายได้ ตลาดยังเป็นที่นิยม สร้างผลกำไรงาม เมื่อ: เมษายน 29, 2019, 04:12:31 PM
ปลานิล เป็นปลาน้ำจืด ที่มีการเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย โดยในพื้นที่เลี้ยงต้องมีปริมาณน้ำที่เพียงพอ ก็สามารถเลี้ยงได้อย่างไม่มีปัญหา นอกจากน้ำที่สำคัญแล้ว การเลือกหาซื้อลูกพันธุ์ก็ต้องคำนึงด้วยเช่นกัน ถ้าได้ลูกพันธุ์ปลาดีมีคุณภาพมาเลี้ยงควบคู่ไปกับน้ำที่ดี อาหารดี การจัดการดี จะช่วยส่งเสริมให้ปลาเจริญเติบโต เป็นปลาที่มีมาตรฐานสามารถจำหน่ายได้ราคาตามไปด้วย


คุณจรูญ ทนุรัตน์

คุณจรูญ ทนุรัตน์ อยู่บ้านเลขที่ 12 หมู่ที่ 1 ตำบลไสหมาก อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ยึดการเลี้ยงปลานิลเป็นอาชีพเสริม โดยนำความรู้มาปรับใช้กับพื้นที่ของตนเอง จนสามารถพัฒนาการเลี้ยงปลานิลให้มีคุณภาพ และที่สำคัญรวมกลุ่มเกษตรกรภายในพื้นที่สร้างกลุ่มเข้มแข็ง สามารถต่อรองในเรื่องของการทำตลาดได้เป็นอย่างดี

คุณจรูญ เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะเริ่มมาเลี้ยงปลานิลอย่างเช่นทุกวันนี้ สมัยก่อนในพื้นที่นี้มีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำกันอย่างแพร่หลาย ต่อมามีน้ำเค็มที่ใช้เลี้ยงกุ้งไม่สามารถเข้ามาในพื้นที่ได้ ประมาณปี 2553 จึงได้นำบ่อที่ปล่อยทิ้งไว้ให้รกร้างหลังจากเลิกเลี้ยงกุ้งกุลาดำ มาปรับปรุงเสียใหม่เพื่อทดลองเลี้ยงปลานิลในเวลาต่อมา


กุ้งขาวภายในบ่อ

?ช่วงนั้นเรามองดูสภาพบ่อแล้ว ก็คิดว่าไม่น่าจะปล่อยทิ้งอย่างไม่มีประโยชน์ จึงได้หาพันธุ์ปลานิลจิตรลดามาทดลองเลี้ยง ผลปรากฏว่าได้ผลดี และที่สำคัญใช้วิธีการเลี้ยงแบบใช้อาหารเม็ด เมื่อถึงเวลาขายก็ยังมีผลกำไร ไม่ขาดทุนอย่างที่คนอื่นๆ มอง พอเพื่อนๆ เกษตรกรในพื้นที่เห็นเราเลี้ยงประสบผลสำเร็จ ทุกคนก็เริ่มมาเลี้ยงปลานิลและรวมกลุ่มกัน ทำให้การเลี้ยงปลานิลประสบผลสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้? คุณจรูญ เล่าถึงที่มา

บ่อที่ใช้เลี้ยงปลานิลเป็นบ่อขนาด 3 ไร่ โดยในช่วงแรกก่อนที่จะนำลูกปลาเข้ามาปล่อยเลี้ยง จะเตรียมบ่อด้วยการไถพรวนก้นบ่อ ใช้จุลินทรีย์เป็นตัวย่อยสลายของเสียภายในก้นบ่อโดยที่ไม่ต้องตักขี้เลนออก


บ่อขนาด 3 ไร่ พร้อมติดตั้งเครื่องตีน้ำ

จากนั้นปล่อยน้ำใส่ภายในบ่อให้มีสภาพที่พร้อมสำหรับเลี้ยงปลานิล ในช่วงนี้จะเกิดเป็นสัตว์น้ำเล็กๆ ที่ลูกปลาสามารถกินได้ในช่วง 1 เดือนแรกที่ปล่อยเลี้ยงโดยไม่ต้องให้อาหารเม็ดเลย

นำลูกปลานิลไซซ์ใบมะขามมาปล่อยเลี้ยงในบ่อขนาด 3 ไร่ อยู่ที่ 5,000-7,000 ตัว เมื่อเลี้ยงปลานิลไปได้อายุ 1 เดือน จึงนำกุ้งขาวเข้ามาปล่อยเสริมอีก 100,000 ตัว เพื่อให้การเลี้ยงมีความหลากหลาย สามารถทำรายได้ทั้งจากปลาและกุ้งขาวไปพร้อมๆ กัน


ลากอวนจับปลานิล

?ช่วง 1 เดือนแรกที่ปล่อยปลาลงไป ก็ยังไม่ต้องให้อาหารอะไร ปล่อยให้กินสัตว์น้ำและพืชเล็กๆ อยู่ในบ่อก่อน จากนั้นก็ค่อยเริ่มเลี้ยงด้วยอาหารเม็ด ช่วงแรกให้กินอาหารที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนอยู่ที่ 30 หลังจากเลี้ยงไปได้ 2 เดือน ก็จะเปลี่ยนอาหารเม็ดที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีนอยู่ที่ 25 ไปอย่างนี้เรื่อยๆ จนกระทั่งจับปลาขาย ซึ่งการปล่อยปลาเลี้ยงแต่ละครั้ง เราก็จะคำนวณให้สามารถจับขายได้ตรงช่วงเทศกาลต่างๆ ช่วงนั้นคนค่อนข้างต้องการปลากันมาก ก็จะส่งผลให้ปลาขายได้ราคาดีตามไปด้วย? คุณจรูญ บอก


ในเรื่องของโรคที่จะเกิดขึ้นกับปลาภายในบ่อที่เลี้ยงนั้น หากมีการจัดการที่ดีปล่อยปลาเลี้ยงภายในบ่อให้มีปริมาณที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ไม่เกิดโรคขึ้นกับปลานิล ซึ่งภายในบ่อเลี้ยงของเขาเองมีการตีน้ำเพื่อเพิ่มอากาศเข้าไปภายในบ่อ ก็จะยิ่งช่วยให้ภายในบ่อมีระบบนิเวศที่ดีส่งผลให้การเกิดโรคในบ่อมีน้อยลง


กุ้งขาวขนาดตัวพร้อมส่งจำหน่าย

สำหรับในเรื่องของการทำตลาด คุณจรูญ บอกว่า เมื่อครบกำหนดการเลี้ยงแล้วก่อนที่จะจับปลานิลส่งจำหน่าย ในช่วงแรกจะจับกุ้งขาวภายในบ่อทยอยจำหน่ายให้หมดเสียก่อน ซึ่งกุ้งขาวสามารถจำหน่ายได้ถึงกิโลกรัมละ 140 บาท ส่วนปลานิลที่เลี้ยงระยะเวลาอยู่ที่ 4 เดือน น้ำหนักปลาต่อตัวอยู่ที่ 900 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม สามารถจำหน่ายได้ราคาสูงสุดอยู่ที่ 63 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาบางช่วงอาจมีขึ้นลงได้ตามกลไกของตลาด



?การเลี้ยงกุ้งขาวและปลานิลรวมกัน ผมว่าระบบนิเวศภายในบ่อค่อนข้างที่จะสมดุลกัน เพราะกุ้งก็จะเก็บของเสียก้นบ่อ ส่วนกุ้งที่ตายปลาก็พอได้กินบ้าง จึงทำให้ระบบนิเวศในบ่อค่อนข้างดี จากที่ผมเลี้ยงทั้งปลานิลและกุ้งพร้อมๆ กัน มันช่วยให้เรามีรายได้ทั้งขายกุ้งและปลานิล อย่างปลานิลแต่ละรอบที่ส่งขายจะจับได้อยู่ที่ 4-5 ตัน รอบการเลี้ยงใน 1 ปี เลี้ยงอยู่ประมาณ 2 รอบ ผมเลี้ยงไว้เป็นอาชีพเสริม ดังนั้น ตั้งแต่ทำมาก็ถือว่าไม่มีความยุ่งยาก เช้ามาเราก็ให้อาหาร ทำตรงนี้เสร็จถึงเวลาก็ไปทำงานประจำ เย็นกลับมาจากทำงานก็มาให้อาหารอีกครั้งหนึ่ง จึงเรียกได้ว่าการเลี้ยงปลาทำเป็นอาชีพเสริมก็ได้ ช่วยให้เรามีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย? คุณจรูญ บอก


ปลานิลไซซ์ใหญ่ได้มาตรฐานที่ตลาดต้องการ

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเลี้ยงปลานิลเพื่อสร้างรายได้ คุณจรูญ แนะนำว่า ผู้ที่เริ่มเลี้ยงใหม่สิ่งที่ต้องคำนึงก่อนคือการศึกษาข้อมูล โดยเข้าฝึกอบรมและเรียนรู้การเลี้ยงให้มากๆ จากผู้ที่ประสบผลสำเร็จ จากนั้นนำความรู้จากที่ได้มาทดลองเลี้ยงครั้งละน้อยๆ ด้วยตัวเอง เพื่อให้เกิดความชำนาญและมีประสบการณ์มากขึ้น ว่าสิ่งที่เรียนรู้มานั้นเมื่อมาลงมือทำแล้วมันสอดคล้องกันมากน้อยเพียงใด เมื่อเกิดผลสำเร็จก็ขยายการเลี้ยงและสร้างกลุ่มผู้เลี้ยงให้มากขึ้น ก็จะช่วยให้กลุ่มมีความเข้มแข็งช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้ปลานิลเป็นอาชีพที่สามารถทำได้อย่างยั่งยืน


พ่อค้ารับซื้อถึงหน้าบ่อ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณจรูญ ทนุรัตน์ หมายเลขโทรศัพท์ (081) 979-0761

ขอบพระคุณ คุณชอุ่ม สุขช่วย นักวิชาการประมงชำนาญการ สำนักงานประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร

ข้อมูลจาก https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_107060
3  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / สาหร่ายพวงองุ่นน้ำเค็มนิยมในกลุ่มคนรักสุขภาพ เมื่อ: สิงหาคม 21, 2018, 08:58:58 AM
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=OUQwTJt0zAk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=OUQwTJt0zAk</a>

เพชรบุรี 17 ส.ค.-เจ้าของ Family Farm ใน อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นขาย กิโลกรัมละ 350-700 บาท อนาคตเตรียมต่อยอดทำสาหร่ายพวงองุ่นอบแห้ง เพื่อเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง
นางคมคาย มานิช หรือแม่แหม่ม เจ้าของ Family Farm ฟาร์มสาหร่ายพวงองุ่นในตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เล่าว่า เคยมีอาชีพทำนาเกลือ บ่อเลี้ยงปลาและเลี้ยงกุ้ง แต่เจอปัญหาราคารับซื้อถูกลงเรื่อยๆ ตามภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ จึงมองหาอาชีพใหม่มาเพิ่มรายได้  
ในปี 2557 เจ้าหน้าที่จากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งเพชรบุรี แนะนำและแจกพันธุ์ให้กับชาวบ้านทดลองปลูกสาหร่ายพวงองุ่น เพราะเหมาะกับสภาพพื้นที่ เนื่องจากตำบลแหลมผักเบี้ย พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ติดทะเล อีกทั้งสาหร่ายพวงองุ่นต้องเพาะเลี้ยงในน้ำเค็มเท่านั้น จึงใช้พื้นที่นาเกลือกว่า 20 ไร่ ปลูกสาหร่ายพวงองุ่นตั้งแต่นั้นมา
ส่วนขั้นตอนการปลูกจะคล้ายการทำนา ใช้วิธีการปักลงในดิน เริ่มจากคัดพันธุ์สาหร่ายที่มีสีออกแดง-เขียว ก่อนปักลงดินต้องสูบน้ำเข้าในบ่อระดับความสูงประมาณ 30 เซนติเมตร หลังจากปักดำเสร็จจะสูบน้ำเพิ่มให้สูงถึงระดับเอว หรือประมาณ 50-60 เซนติเมตร ที่สำคัญต้องถ่ายน้ำออกวันละครั้ง เพราะสาหร่ายจะกินอาหารจำพวกแพลงก์ตอน ยิ่งเปลี่ยนน้ำบ่อยก็จะทำให้สาหร่ายเติบโตดี หากช่วงหน้าฝนควรตรวจค่าวัดความเค็มของน้ำให้อยู่ในระดับ 28-33 ppt  ไม่เช่นนั้นอาจทำให้สาหร่ายตายได้ ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เพราะสาหร่ายพวงองุ่นเป็นพืชชอบอากาศร้อน ไม่ชอบอากาศหนาว
แม่แหม่มบอกอีกว่า ทุกๆ 2 ปี ควรพักบ่อเพื่อปรับหน้าดิน โรยด้วยปูนขาวทำการฆ่าเชื้อราที่อยู่ในดิน ผึ่งแดดประมาณ 15-30 วัน ส่วนราคาขายหน้าฟาร์มอยู่ที่กิโลกรัมละ 350-700 บาท ต้องขึ้นอยู่กับขนาดความยาว โดยจะแบ่งเป็นไซส์ S  M  L ในอนาคตจะต่อยอดทำสาหร่ายพวงองุ่นอบแห้ง เพื่อใช้ทำเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางด้วย นอกจากนี้  Family Farm ยังเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ให้กับผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน สามารถติดต่อได้ที่นางคมคาย มานิช โทร.08-1441-1110 .-สำนักข่าวไทย

ที่มา https://www.mcot.net/view/5b762b57e3f8e40ad5f4cee1?utm_source=TNA&utm_medium=TOPNEWS&utm_campaign=fixtna
4  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ / เลี้ยงปลากะพง ในกระชัง แนวชายฝั่งเกาะยอ ของ วุฒิ รัตนประทีป ที่สงขลา เมื่อ: กรกฎาคม 26, 2018, 06:25:40 PM
บริเวณรอบชายฝั่งมีการทำประมงอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งชาวบ้านในแถบนี้นิยมเลี้ยงปลากะพง จึงถือเป็นอีกหนึ่งปลาเศรษฐกิจของที่นี่ก็ว่าได้ ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีรายได้ สามารถนำเงินมาเลี้ยงครอบครัว เหมือนเช่น คุณวุฒิ รัตนประทีป อยู่บ้านเลขที่ 38 หมู่ที่ 9 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ยึดอาชีพเลี้ยงปลากะพงมาหลายสิบปี จับเป็นธุรกิจหรือเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงระดับต้นๆ ของที่นี่ก็ว่าได้

คุณวุฒิ รัตนประทีป

จากอาชีพบริการ

สู่ชีวิตเกษตรกร

คุณวุฒิ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนนั้นมีอาชีพขับรถบริการสองแถวส่งผู้โดยสาร แต่ด้วยรายได้ที่มียังไม่ตอบโจทย์ต่อรายจ่ายในครอบครัว จึงเกิดแนวความคิดที่อยากจะเลี้ยงปลากระชัง เพราะในสมัยก่อนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว คนในพื้นที่เลี้ยงแล้วประสบผลสำเร็จดี แต่จำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงยังไม่มากราย จึงทำให้เขามีแนวคิดที่อยากจะยึดการเลี้ยงปลากะพงเป็นอาชีพแทน

แล่ให้ลูกค้าที่มาซื้อหน้าฟาร์ม

?ตอนเริ่มมาเลี้ยงใหม่ๆ ช่วงนั้นยังทำไม่มาก เริ่มทำอยู่ที่ 10 กระชังก่อน เพื่อเป็นการทดลอง เพราะเรายังไม่เคยเลี้ยงมาก่อน พอค่อยเลี้ยงได้เรียนรู้ ปลาที่นำมาเลี้ยงทั้งหมดก็เจริญเติบโตดี สามารถขายได้ จึงเกิดเป็นจุดเริ่มต้นที่อยากจะทำอย่างจริงจัง เพื่อเป็นอาชีพหลังจากนั้นมา เพราะปลากะพงถือเป็นปลาที่ขึ้นชื่อของเกาะยอแห่งนี้? คุณวุฒิ เล่าถึงที่มาของการเลี้ยงปลากะพง

ซึ่งกระชังที่ใช้สำหรับเลี้ยงปลา คุณวุฒิ บอกว่า จะนำไปปักไว้ให้อยู่ในทะเลที่ห่างจากชายฝั่ง ประมาณ 2-3 กิโลเมตร เพราะบริเวณนั้นจะมีสภาพน้ำที่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลากะพง ปลาจะหาอาหารจากสัตว์น้ำเล็กๆ ที่ลอยมากับน้ำกินได้อีกหนึ่งช่องทางด้วย

กระชังที่ใช้เลี้ยงปลา

เน้นเลี้ยงให้ปลากะพง

มีขนาดใหญ่ เกิน 4 กิโลกรัม

ขั้นตอนของการเลี้ยงปลากะพงในกระชังนั้น คุณวุฒิ บอกว่า จะซื้อลูกพันธุ์ปลาที่มีไซซ์ 7 นิ้ว มาอนุบาลลงในกระชังขนาด 5?5 เมตร ปล่อยลูกปลาอยู่ที่ 500 ตัว ต่อกระชัง จากนั้นเลี้ยงไปให้ปลามีอายุประมาณ 7 เดือน จึงค่อยย้ายไปเลี้ยงในกระชังใหม่ ที่ไม่หนาแน่นเหมือนตอนอนุบาลเริ่มแรก

?ช่วงที่อนุบาลจะเน้นให้กินอาหารเม็ดก่อน ให้กินอาหารทุกวัน เพื่อให้ปลามีการเจริญเติบโตที่ดี พอปลาเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นมาก็จะเปลี่ยนให้กินอาหารที่เป็นเหยื่อสดแทน จากที่เคยให้กินทุกวัน ก็จะเหลือให้กินอาหารเป็นวันเว้นวัน เลี้ยงแบบนี้ไปจนครบกำหนดอนุบาล ปลาก็จะมีขนาดไซซ์อยู่ที่ 800 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม ต่อตัว ก็จะย้ายออกไปเลี้ยงในกระชังใหม่ ให้อยู่ในอัตราส่วน 200 ตัว ต่อกระชัง เพื่อให้อยู่กันแบบไม่หนาแน่น จากนั้นเลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 1 ปีกว่า ก็จะจับขายส่งให้ลูกค้า? คุณวุฒิ บอก

หัวปลาทู สำหรับบดให้ปลากะพงกิน

ส่วนในเรื่องของการให้อาหารเลี้ยงในระยะนี้ คุณวุฒิ บอกว่า จะให้กิน 2 วัน เว้น 1 วัน แบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าปลาจะจับขาย ซึ่งนับจากวันอนุบาลและเลี้ยงขุนเพื่อเป็นปลาไซซ์ใหญ่ รวมเวลาเลี้ยงแล้วอยู่ที่ 2 ปีขึ้นไป โดยปลากะพงมีขนาดไซซ์ไม่ต่ำกว่า 4 กิโลกรัม ต่อตัว


ส่วนเรื่องของโรคที่เกิดขึ้นกับปลา ส่วนมากสาเหตุมาจากสภาพน้ำ ที่มีบางช่วงมีสภาพที่แตกต่างกันไปตามฤดูกาล ซึ่งการตายของปลาก็จะมีตายให้เห็นตั้งแต่รุ่นอนุบาลไปจนถึงตัวใหญ่ แต่ปริมาณไม่มาก อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ จึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ

ซึ่งปลากะพงที่เลี้ยงเน้นขายเป็นปลาไซซ์ ใช้เวลาเลี้ยงค่อนข้างนาน คุณวุฒิ บอกว่า ใน 1 ปี ที่ฟาร์มของเขาจะเน้นขายปีละ 2 ครั้ง แต่สามารถมีขายได้ตลอดทุกปี เลี้ยงแบบหมุนเวียนสลับเป็นรุ่นๆ กันไป

ปลากะพงที่จับมาเตรียมส่งลูกค้า

ปลากะพง เกาะยอ

ปลาที่ยังได้รับความนิยม

ในเรื่องของการทำตลาดขายปลากะพง คุณวุฒิ เล่าว่า ตั้งแต่ทำมาหลายสิบปีปลาที่เกาะยอแห่งนี้ยังมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามาติดต่อขอซื้ออยู่เรื่อยๆ เพราะเมื่อรู้ว่าที่นี่มีการเลี้ยงปลากันมาก จึงทำให้การตลาดมีการซื้อขายกันอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละฟาร์มจะมีลูกค้าที่เป็นขาประจำซื้อขายซึ่งกันและกันอยู่

?ลูกค้าที่มาซื้อปลากะพงจากฟาร์มเรา เขาก็จะส่งไปขายตามที่ต่างๆ เอง โดยเราขายยกตัว ส่วนเขาจะเอาไปแล่หรือขายยังไงก็ขึ้นอยู่กับเขาเอง โดยราคาปลากะพง ขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 150 บาท ราคาก็เป็นไปตามกลไกตลาด สามารถขึ้นลงได้ แต่ที่ฟาร์มเน้นขายปลาไซซ์ใหญ่ จะไม่เน้นขายไซซ์เล็ก ดังนั้น รอบปีจับ 2 ครั้ง เฉลี่ยจับได้ต่อปีอยู่ที่ไม่เกิน 10 ตัน ขึ้นอยู่ว่าปล่อยเลี้ยงมากเลี้ยงน้อย ก็ยังถือว่ายังพอมีรายได้ สามารถมีเงินเลี้ยงครอบครัวได้ จากการเลี้ยงปลากะพงเป็นอาชีพ? คุณวุฒิ บอก


สำหรับปัญหาและอุปสรรคของการเลี้ยงปลากะพงในเกาะยอ คุณวุฒิ บอกว่า สิ่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ ก็จะเป็นเรื่องของสภาพน้ำ ที่บางช่วงมีความแปรปรวนและทำให้ปลามีอาการช็อก ก็จะมีการแก้ปัญหาเฉพาะช่วงกันไป เพื่อไม่ให้ปลากะพงที่เลี้ยงตายจนเกิดความเสียหาย

ปลากะพงไซซ์ใหญ่

?ช่วงนี้เศรษฐกิจค่อนข้างชะลอตัว คนที่จะซื้อก็ไม่มีกำลังซื้อมากนัก ต่อไปเราก็จะมีการต่อยอด ทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวโฮมสเตย์ โดยให้คนที่มาเที่ยวได้มาพัก และปลาที่เลี้ยงก็จะนำมาประกอบอาหาร ก็จะช่วยเพิ่มมูลค่ามากขึ้น เพื่อเป็นการกระจายรายได้ให้มีหลากหลายช่องทางมากขึ้น ซึ่งหลายๆ ฟาร์มก็เริ่มทำแบบนี้ ดังนั้น การปรับตัวก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเกษตรกรที่อยู่ในยุคนี้? คุณวุฒิ บอก



ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวุฒิ รัตนประทีป หมายเลขโทรศัพท์ (087) 477-3289

ที่มา : https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_68333
5  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / บสย.ส่งเสริม "ปลาส้มป้าธรรม" ของดี จ.สงขลา เมื่อ: มิถุนายน 06, 2018, 11:30:12 AM
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=_WjA64qTR5o" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=_WjA64qTR5o</a>

สงขลา 5 มิ.ย.-วันนี้จะพาไปรู้จักกับกลุ่มผลิตปลาส้ม จ.สงขลา ซึ่งนำเอาสูตรเด็ดเคล็ดลับจากคุณแม่ ซึ่งเป็นแม่ค้าปลาส้มในตลาดมาต่อยอด จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ของดี จ.สงขลา และวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศแล้วในขณะนี้


จากปลาส้มที่แม่ทำขายในตลาดหาเลี้ยงครอบครัวมากว่า 30 ปี วันนี้ปลาส้มรสชาติดีถูกปรับปรุงพัฒนาทั้งรสชาติ กรรมวิธีการผลิต และบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม เพื่อให้ได้มาตรฐาน กลายเป็นที่รู้จักในชื่อ "ปลาส้มป้าธรรม" ที่มีการันตีคุณภาพ มาตรฐานสินค้าด้วยเครื่องหมาย รับรองมากมาย ทั้ง อย. ฮาลาล โอท็อป 5 ดาว กลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อ ของดีจังหวัดสงขลา ที่สามารถสร้างรายได้ให้คนในพื้นที่


ปลาส้มป้าธรรมทำให้เกิดการรวมกลุ่มชาวบ้าน ในชื่อวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์บ้านทุ่ง ต.สะท้อน อ.นาทวี จ.สงขลา ในปี 2554 เริ่มต้นการผลิตเพียงไม่กี่ กก. ปัจจุบันผลิตสูงสุดถึง 4 ตัน/รอบการผลิต ทุกขั้นตอนเน้นความสะอาด พิถีพิถัน คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดี ไม่ใช้วัตถุกันเสีย หมักจนเครื่องเข้าเนื้อ ทำให้รับประทานได้ทั้งตัว ก้างนิ่ม เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค


การตอบรับจากตลาดอย่างก้าวกระโดด ทำให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์บ้านทุ่ง ต้องขยายขนาดโรงงาน และเพิ่มทุนหมุนเวียน ด้วยการขอรับสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยมีบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. เป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อ ทำให้สามารถขยายตลาด และรองรับการสั่งซื้อที่มีจำนวนมากได้


ปัจจุบัน ป้าส้มป้าธรรมมีจำหน่ายในห้างบิ๊กซีทั่วประเทศ ห้างซุปเปอร์ชีป ภูเก็ต และห้างร้านของฝากใน จ.สงขลา และยังเตรียมจะขยายตลาดเพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างชื่อให้สินค้าชุมชน สร้างงาน สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ต่อไป.-สำนักข่าวไทย

ที่มา : http://www.tnamcot.com/view/5b162c97e3f8e4f60185c1c1


6  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / เกษตรกรกาฬสินธุ์ พลิกผืนนาเลี้ยงกุ้งก้ามกราม สร้างรายได้ดี จับเป็นอาชีพทำเงิน เมื่อ: เมษายน 30, 2018, 04:40:40 PM
กุ้งก้ามกราม โดยธรรมชาติสามารถพบเห็นได้ตามแม่น้ำลำคลอง แทบทุกจังหวัดในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งสมัยก่อนนั้นกุ้งชนิดนี้ค่อนข้างชุกชุมจับได้ง่ายเพื่อนำมาประกอบอาหารตามครัวเรือน หรืออาจจะเป็นการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านทั่วไปที่ไปจับหา แต่ด้วยสภาพแวดล้อมอย่างในปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้กุ้งก้ามกรามที่อยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติมีจำนวนลดน้อยลง ทำให้ปริมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงทำให้ได้เกิดการเลี้ยงเป็นเชิงการค้ามากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค

ซึ่งกุ้งก้ามกรามสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้งที่ขึ้นชื่อลือชาไปถึงต่างแดน หรือจะเป็นกุ้งเผาที่รับประทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดก็อร่อยเผ็ดร้อนเข้ากันได้อย่างลงตัวทีเดียว จากเมนูอาหารที่กุ้งก้ามกรามสามารถทำได้หลากหลาย จึงเป็นอีกสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี ทำให้ปัจจุบันนี้มีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันอย่างกว้างขวางในหลายจังหวัดเช่น นครปฐม ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี ฯลฯ รวมไปถึงทางภาคอีสาน อย่าง จังหวัดกาฬสินธุ์ ก็ได้มีการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามสร้างรายได้ด้วยเช่นกัน

พลิกผืนนา ทำฟาร์มกุ้งก้ามกราม

คุณพัชราวลัย ไร่ไสว อยู่บ้านเลขที่ 401 หมู่ที่ 4 ตำบลบัวบาน อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเธอมีอาชีพทางการเกษตรเกี่ยวกับการทำนา แต่เมื่อทำมาเรื่อยๆ ในแต่ละรอบปี ผลผลิตที่ได้ในแต่ละครั้ง จำหน่ายได้ราคาไม่ดีเท่าที่ควร จึงได้เกิดแนวความคิดที่อยากจะปรับเปลี่ยนทำการเกษตรทางด้านอื่น เพื่อให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นกว่าการทำนา



?ช่วงนั้น ประมาณปี 40 ได้มีโอกาสไปทางภาคกลาง ไปศึกษาดูงานเกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เราเห็นแล้วก็เกิดแนวความคิดที่อยากจะทำ จึงได้นำความรู้ที่ไปศึกษามาลองนำมาปรับใช้กับพื้นที่ที่นาของเราดู เพราะพื้นที่โซนอีสานเราก็กลัวว่าจะเลี้ยงไม่ได้เหมือนภาคกลาง แต่โชคดีที่พื้นที่นามีน้ำดี การชลประทานใช้ได้ ก็เลยเบาใจในเรื่องนี้ได้ ก็ทำให้สามารถเลี้ยงได้ ก็จึงค่อยๆ เริ่มเลี้ยงจากทีละบ่อสองบ่อ พอได้กำไรก็ขยับขยายมาเรื่อยๆ ตอนนี้ก็เลยเปลี่ยนจากพื้นที่นาทั้งหมดมาเลี้ยงกุ้งก้ามกรามหมดเลย? คุณพัชราวลัย เล่าถึงที่มาของการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามให้ฟัง

ซึ่งในช่วงที่ปรับพื้นที่นามาเป็นบ่อกุ้งนั้น คุณพัชราวลัย บอกว่า ต้องใช้เวลาในการปรับเปลี่ยน เพราะพื้นดินทำนามาเป็นระยะเวลานาน จึงทำให้การทำบ่ออาจไม่ดีเท่ากับพื้นที่ที่ไม่เคยผ่านการทำนา แต่เมื่อตั้งใจจริงที่จะปรับเปลี่ยนก็สามารถทำเป็นบ่อกุ้งได้ทั้งหมด ใช้เวลาในการปรับพื้นที่ให้ลงตัวอยู่ประมาณ 2 ปี

แหล่งน้ำเป็นสิ่งสำคัญ ของการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม

คุณพัชราวลัย เล่าถึงวิธีการเลี้ยงให้ฟังว่า ในขั้นตอนแรกหลังจากที่จับกุ้งภายในบ่อจำหน่ายจนหมดแล้ว จะเตรียมบ่อให้มีสภาพพร้อมสำหรับเลี้ยงในรุ่นต่อไป โดยจะลอกบ่อให้แห้ง จากนั้นหว่านปูนขาวให้ทั่วบริเวณบ่อ ตากบ่อทิ้งไว้สักระยะแล้วเติมน้ำเข้าไปภายในบ่อเพื่อเป็นการปรับสภาพน้ำ

?ขนาดของบ่อที่เลี้ยง ไม่มีอะไรที่ตายตัว จะกว้างจะยาวเท่าไรก็ได้ โดยยึดขนาดของพื้นที่เราเป็นหลัก ถ้าใครมีพื้นที่มาก บ่อก็อาจจะมีขนาดใหญ่กว่า 1 ไร่ ก็ได้ เพราะพื้นที่ของแต่ละคนนั้นค่อนข้างที่จะแตกต่างกัน แต่ความลึกที่ใช้เลี้ยงของฟาร์มเราจะอยู่ที่ 1.50 เมตร เพราะต้องให้มีความลึกหน่อย ถ้าแดดร้อนมากไป ก็จะมีผลกระทบต่อตัวกุ้งได้? คุณพัชราวลัย บอก

กุ้งก้ามกราม

จากนั้นนำลูกกุ้งที่เตรียมไว้มาอนุบาลลงไปภายในบ่อ พร้อมทั้งเติมสารอาหารลงไปเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของลูกกุ้งด้วย เมื่ออนุบาลจนลูกกุ้งได้อายุอยู่ที่ 1-1.5 เดือน จะนำลูกกุ้งย้ายไปเลี้ยงลงในบ่อที่มีขนาดใหญ่อีกครั้งหนึ่ง เลี้ยงอยู่ที่ 8,000-10,000 ตัว ต่อบ่อ ไม่ให้หนาแน่นมากเกินไป เพื่อผลิตเป็นกุ้งเนื้อจำหน่ายให้กับตลาด

โดยอาหารในช่วงแรกจะเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูปสำหรับเลี้ยงลูกกุ้ง เปอร์เซ็นต์โปรตีนไม่ต่ำกว่า 38 และเมื่อย้ายมาเลี้ยงเพื่อเป็นกุ้งเนื้อ ก็จะปรับเปลี่ยนสูตรอาหารเปอร์เซ็นต์โปรตีนอยู่ที่ 34 สลับให้กินกับสูตรเปอร์เซ็นต์โปรตีน 38 ซึ่งทั้งกุ้งไซซ์อนุบาลและกุ้งที่จะเลี้ยงเป็นกุ้งเนื้อ ให้กินอาหาร วันละ 2 มื้อ เหมือนกัน

ลากอวนจับกุ้งส่งจำหน่าย

?พอเราย้ายกุ้งที่อนุบาลไปเลี้ยงในบ่อที่มีขนาดใหญ่ขึ้นแล้ว จากนั้นเลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 3 เดือน กุ้งก็จะได้ไซซ์ขนาดที่พร้อมจำหน่ายได้ ซึ่งการที่กุ้งเจริญเติบโตได้ดีหรือไม่นั้น น้ำถือว่าสำคัญมาก เพราะถ้าน้ำไม่ดีสภาพอากาศแย่ไปด้วย กุ้งไม่กินอาหารและไม่ลอกคาบ มันก็จะส่งผลให้กุ้งโตช้าไปด้วย ดังนั้น ถือว่าน้ำมีส่วนสำคัญในการเลี้ยงมาก โชคดีของฟาร์มเราที่อยู่กับเขตชลประทาน จึงทำให้มีน้ำที่ดีในการเลี้ยงกุ้งได้ตลอดทั้งปี? คุณพัชราวลัย บอก

ในเรื่องของโรคที่จะเกิดกับกุ้งนั้น คุณพัชราวลัย บอกว่า ยังไม่มีปัญหาจากที่เลี้ยงมาตลอด 20 ปี เพราะน้ำที่นำมาใช้เลี้ยงมีความสะอาด บวกกับเธอมีการจัดการภายในฟาร์มที่ดี จึงทำให้เรื่องโรคที่ทำให้กุ้งตายและเกิดความเสียหายนั้นไม่มีให้พบเห็นในฟาร์มของเธอ

ทำตลาดหลายด้าน ทำให้เป็นต่อในเรื่องราคา

เมื่อเลี้ยงกุ้งจนได้ไซซ์ขนาดที่ตลาดต้องการนั้น คุณพัชราวลัย บอกว่า ใช้เวลาตั้งแต่อนุบาลจนถึงการเลี้ยงเป็นกุ้งเนื้ออยู่ที่ 4-5 เดือน ซึ่งตลาดส่งจำหน่ายส่วนใหญ่ทางฟาร์มจะส่งให้กับร้านอาหารภายในพื้นที่ เพราะจังหวัดกาฬสินธุ์มีแหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อหลายแหล่ง จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวเดินทางแวะเวียนมาอยู่เสมอ ดังนั้น ร้านอาหารที่อยู่ภายในจังหวัดจึงมีความต้องการกุ้งก้ามกรามเพื่อนำไปประกอบอาหาร เพื่อเป็นเมนูบริการลูกค้าให้ได้ชิมอาหารจากกุ้งก้ามกราม

?ตลาดที่เราขายส่วนมาก ก็จะยึดในจังหวัดกาฬสินธุ์ส่วนใหญ่ สร้างการตลาดเอง และรองลงมาก็จะบริเวณจังหวัดที่อยู่รอบๆ เราก็ส่งขาย ดูแลในแถบนี้ด้วย เช่น สกลนคร หนองคาย ขอนแก่น โดยเราไปส่งทำตลาดเอง และขายส่งต่อให้คนที่มารับซื้อบ้าง โดยราคาขายปากบ่ออยู่ที่กิโลกรัมละ 250-260 บาท ซึ่งช่วงที่กุ้งขาดตลาด ราคาสามารถขึ้นไปถึง 300 บาท ต่อกิโลกรัม ก็มีในบางช่วง? คุณพัชราวลัย บอกถึงราคาตลาด



สำหรับผู้ที่สนใจเลี้ยงกุ้งก้ามกรามเป็นอาชีพนั้น คุณพัชราวลัย ให้คำแนะนำว่า ควรศึกษาในเรื่องของอุปนิสัยและธรรมชาติของกุ้งก้ามกรามก่อน ว่ามีการกินอาหารเป็นอย่างไร มีการดำเนินวงจรชีวิตแบบไหน ถ้าเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จนชำนาญการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่สิ่งที่สำคัญเหนือกว่าสิ่งอื่นใดคือ เรื่องน้ำ ถ้ามีการจัดการน้ำหรือระบบชลประทานที่ไม่ดี ก็ไม่แนะนำให้เลี้ยง เพราะน้ำถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตของกุ้งมากที่สุด

ติดต่อสอบถามเรื่องการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามได้ที่ คุณพัชราวลัย ไร่ไสว หมายเลขโทรศัพท์ (083) 639-4696 
7  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / เกษตรกรสงขลาเลี้ยงกุ้ง ชูหลัก 3 สะอาด ฝ่าวิกฤตโรคขี้ขาว เมื่อ: มีนาคม 26, 2018, 01:44:17 PM
เกษตรกรเลี้ยงกุ้งจังหวัดสงขลา เชื่อมั่นระบบการเลี้ยง 3 สะอาด ช่วยให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งประสบความสำเร็จป้องกันปัญหาโรคขี้ขาว ที่ส่งผลกระทบฟาร์มเลี้ยงกุ้งในหลายพื้นที่ รวมทั้งช่วยป้องกันโรคตายด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ ช่วยให้เกษตรกรสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ รวมทั้ง ช่วยเพิ่มความแน่นอนของผลผลิตและช่วยลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกรเลี้ยงกุ้ง ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

นายปรีชา สุขเกษม เจ้าของฟาร์มศรีสงขลาฟาร์ม กล่าวว่า ในปี 2560 ที่ผ่านมา ฟาร์มเลี้ยงกุ้งของตนไม่เจอโรคขี้ขาวเลย  จากการจัดการสุขาภิบาลฟาร์มกุ้งด้วยระบบ 3 สะอาด ตามที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ถ่ายทอดแก่เกษตรกรเพื่อต่อสู้กับโรคตายด่วน โดยเน้นดูแลให้ฟาร์มและบ่อเลี้ยงมีความสะอาดอยู่เสมอ  ขจัดสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคระหว่างการเลี้ยงกุ้งให้มากที่สุด ซึ่งช่วยให้ผู้เลี้ยงกุ้งรับมือกับโรคต่างๆ ได้ รวมทั้งโรคขี้ขาวในกุ้ง


โรคขี้ขาว ซึ่งเกิดจากเชื้อไมโครสปอร์ริเดีย ที่พบอยู่ในสิ่งแวดล้อมทั่วไป เช่น น้ำ ตะกอนดินที่หมักหมมก้นบ่อ ซึ่งแม้ลูกพันธุ์กุ้งที่ปล่อยลงเลี้ยงจะมีคุณภาพดีแต่หากปล่อยในบ่อเลี้ยงที่ไม่สะอาดและมีการจัดการการเลี้ยงที่ไม่ดี มีสารอินทรีย์ที่ตกค้างในบ่อ เช่น ซากกุ้ง ซากแพลงตอน เศษอาหารที่เหลือจากกุ้งกินไม่หมด ของเสียที่เป็นสารอนินทรีย์ คือ ก๊าซพิษ แอมโมเนีย สิ่งเหล่านี้ล้วนทำให้กุ้งเป็นโรคขี้ขาวได้

ศรีสงขลาฟาร์ม เป็นหนึ่งในฟาร์มเลี้ยงกุ้งไทยที่ได้รับผลกระทบจากโรคตายด่วนรุนแรงจนแทบเลิกการเลี้ยงกุ้ง หลังจาเกนำแนวทางของ 3 สะอาดมาใช้ ปรากฎว่า ศรีสงขลาฟาร์มประสบความสำเร็จสามารถจัดการโรคตายด่วนได้ รวมถึงผลผลิตต่อไร่ยังเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง

นายปรีชากล่าวว่า หลัก 3 สะอาดจะเน้นความสะอาดของ 3 ปัจจัยหลักของการเลี้ยงกุ้ง ได้แก่ 1) น้ำสะอาด การบริหารจัดการน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งสะอาดอยู่เสมอ 2) ลูกกุ้งสะอาด เน้นเลือกใช้ลูกกุ้งที่มาจากแหล่งเพาะที่มีมาตรฐานการป้องกันโรค สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้  3) พื้นบ่อสะอาด การจัดการพื้นบ่อเลี้ยงกุ้งต้องสะอาด ไม่เป็นแหล่งสะสมของเสียที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคได้


?ระบบ 3 สะอาดช่วยให้การเลี้ยงกุ้งมีความยั่งยืน ด้วยบริหารจัดการการเลี้ยงกุ้งดีขึ้น ในปีที่ผ่านมา ฟาร์มศรีสงขลายังไม่เจอกับโรคขี้ขาวเลย ได้ผลผลิตที่แน่นอน และเป็นการเลี้ยงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม? นายปรีชากล่าว



นายปรีชายังแนะเคล็ดลับเกษตรกรที่ต้องการจัดการกับโรคขี้ขาวว่า หัวใจของการป้องกันโรคขี้ขาวของฟาร์มศรีสงขลา คือ การกำจัดของเสียออกที่เป็นสาเหตุหลักของโรคขี้ขาวออกให้มากที่สุด  ที่ผ่านมา ฟาร์มเน้นการบริหารจัดการน้ำในฟาร์มให้สะอาด และเตรียมปริมาณน้ำใช้ให้มีอย่างเพียงพอตลอดการเลี้ยง  ทั้งฟาร์มปรับลดพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้งเหลือเพียงร้อยละ 30 ของพื้นที่ฟาร์มทั้งหมดและพื้นที่ส่วนใหญ่ใช้เป็นบ่อสำหรับเก็บน้ำ แบ่งเป็นบ่อปรับคุณภาพน้ำ และบ่อพักน้ำสะอาด

ประการที่สอง  การกำจัดของเสียในบ่อ โดยการปรับพื้นบ่อให้เป็นหลุมตรงกลาง และใช้กระแสน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง เพื่อให้ของเสียไหลมารวมที่หลุมกลางบ่อให้มากที่สุด  และดูดของเสียออกจากบ่อไปเก็บในบ่อบำบัดให้มากที่สุดและเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้มีของเสียตกค้างในบ่อ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวช่วยป้องกันกุ้งเป็นโรค และผลผลิตเป็นได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

?หลัก 3 สะอาด? เป็นแนวทางเลี้ยงที่เน้นในเรื่องของความสะอาดในการทุกขั้นตอน ซึ่งนับเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เป็นทางเลือกของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ที่ไม่เพียงแต่จะเอาชนะโรคขี้ขาวได้แล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรสามารถรับมือกับความท้าทายต่างๆ ทั้งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ อาทิ สภาพแวดล้อมและภูมิอากาศที่ผันผวน ที่ส่งผลกระทบต่อความแน่นอนของผลผลิตและรายได้ของเกษตรกร

ที่มา : https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_52318
8  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / เกษตรสร้างชาติ : ศูนย์เรียนรู้นาอินทรีย์ จ. นครปฐม เมื่อ: มีนาคม 26, 2018, 01:18:24 PM
นครปฐม 26 มี.ค.-สำนักงานเกษตรจังหวัดนครปฐม ร่วมกับเกษตรกรรายหนึ่ง ใช้แปลงเกษตรของตนเองเป็นศูนย์เรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าว ซึ่งสามารถลดต้นทุนการผลิตได้มาก แต่ขายได้ราคาดีกว่านาที่ใช้สารเคมีหลายเท่า .-สำนักข่าวไทย

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=muFelfZxy7Q" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=muFelfZxy7Q</a>

ที่มา http://www.tnamcot.com/view/5ab83400e3f8e420ab440a22
9  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ / เลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง อาชีพทำเงิน ของ ชบา จิตรภักดี ที่ปราจีนบุรี เมื่อ: มีนาคม 16, 2018, 10:53:40 AM
ปลาทับทิม เป็นสัตว์น้ำอีกชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เพราะยังเป็นที่นิยมบริโภคไม่แพ้ปลาชนิดอื่นกันเลยทีเดียว โดยสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นปลาทับทิมย่างเกลือ ต้มยำปลาทับทิม ตลอดไปจนถึงทอดให้กรอบราดด้วยน้ำจิ้มสามรสหรือน้ำจิ้มซีฟู้ดก็เข้ากันได้ดีเลยทีเดียว

ซึ่งวิธีการเลี้ยงปลาทับทิมสามารถจัดการได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงในบ่อดินหรือเลี้ยงในกระชังควบคู่ไปกับการเลี้ยงปลานิลก็ได้ คุณชบา จิตรภักดี อยู่บ้านเลขที่ 62 ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงปลาทับทิม เพื่อเป็นอาชีพสร้างรายได้ของครอบครัว โดยเธอได้นำมาเลี้ยงภายในกระชัง ในแม่น้ำปราจีนบุรี จึงทำให้เจริญเติบโตมีคุณภาพและตลาดมีความต้องการ ถึงกับมีแม่ค้าติดต่อมารับซื้อถึงหน้าฟาร์มกันเลยทีเดียว

คุณชบา จิตรภักดี

จากเจ้าของร้านอินเตอร์เน็ต สู่ชีวิตเกษตรกร

คุณชบา เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนนั้นได้ประกอบสัมมาอาชีพหลากหลาย แต่อาชีพสุดท้ายก่อนที่จะมาเลี้ยงปลาในกระชัง ได้เปิดร้านคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการอินเตอร์เน็ต ต่อมาเห็นเพื่อนบ้านได้ริเริ่มเลี้ยงปลากระชัง ในช่วงนั้นลูกชายของเธอรู้สึกสนใจ เพราะชอบในการเลี้ยงปลาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้ให้ศึกษาวิธีการเลี้ยงจากเพื่อนบ้าน ส่วนเธอเป็นกำลังใจคอยดูแลอยู่ห่างๆ ในช่วงแรก

?ช่วงนั้นประมาณปี 57 เราก็ให้ลูกชายเริ่มเรียนรู้ก่อน เพราะเห็นว่าเขาชอบ ของอย่างนี้ถ้าชอบทำอะไรออกมายังไงก็ประสบผลสำเร็จได้ง่าย ทีนี้พอเรียนจบชั้นมัธยม 6 ลูกชายต้องไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย ปลากระชังก็ลงทุนไปแล้วช่วงนั้น 7-8 กระชัง ได้ เราก็เลยต้องมาทำเอง ก็เรียนรู้และทำต่อ เพราะช่วงที่ให้ลูกชายทำเราก็คอยดูแลอยู่แล้ว ก็ไม่มีปัญหาเรื่องการเลี้ยงมากนัก? คุณชบา เล่าถึงที่มาของการเลี้ยงปลากระชัง

ซึ่งในช่วงที่เริ่มเลี้ยงใหม่ๆ นั้น คุณชบา เล่าว่า ตลาดมีความต้องการปลาทับทิมค่อนข้างมาก จึงได้ขยายการเลี้ยงออกไปเรื่อยๆ ให้มีจำนวนกระชังมากกว่าเดิม เพื่อให้สามารถผลิตปลาได้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จนเวลานี้ฟาร์มเลี้ยงปลาทับทิมของเธอมีจำนวนกระชังที่เลี้ยงถึง 40 กว่ากระชังเลยทีเดียว

กระชังที่เลี้ยงปลาอยู่ในแม่น้ำปราจีนบุรี

ปลาทับทิม เป็นที่นิยมของตลาด

สาเหตุที่เลือกเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังสร้างรายได้นั้น คุณชบา บอกว่า ผู้บริโภคส่วนใหญ่โดยเฉพาะภายในจังหวัดปราจีนบุรี จะนิยมรับประทานปลาทับทิมมากกว่าปลาชนิดอื่น จึงทำให้เกษตรกรในพื้นที่นี้นิยมเลี้ยงปลาทับทิมมากกว่า

ในช่วงแรกจะนำลูกปลาทับทิมไซซ์ใบมะขาม มาอนุบาลภายในบ่อดินที่เตรียมไว้เสียก่อน เพื่อให้ลูกปลามีความแข็งแรง ใช้เวลาอนุบาลในบ่อดิน ประมาณ 1 เดือนครึ่ง ถึง 2 เดือน ในระยะนี้ให้ลูกปลากินอาหารเม็ดที่เล็กที่สุด ที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีน 32 โดยให้กิน 4 มื้อ ต่อวัน

?พออนุบาลลูกปลามีอายุครบ 2 เดือน ขนาดก็จะใหญ่พอที่อวนขนาด 2-3 เซนติเมตร ลากได้ คราวนี้เราก็จะลากอวนนำปลาขึ้นมา เพื่อย้ายมาเลี้ยงที่กระชังที่อยู่ในแม่น้ำปราจีนบุรี ซึ่งกระชังที่ใช้เลี้ยงมีขนาดอยู่ที่ 5?5 เมตร ความลึกประมาณ 2.5 เมตร ใส่ปลาเลี้ยงอยู่ที่จำนวน 1,300-1,500 ตัว ต่อกระชัง โดยใส่เลี้ยงจำนวนมากหรือน้อยจะดูตามสภาพอากาศ ถ้าสภาพน้ำดี ก็จะเลี้ยงแบบหนาแน่นหน่อยได้? คุณชบา บอก

ลูกปลาที่ย้ายมาจากบ่ออนุบาลได้ 1 เดือน

ปลาทับทิมที่นำมาเลี้ยงภายในกระชังจะมีขนาดไซซ์ที่ใหญ่กว่าเดิม ดังนั้น สูตรอาหารต้องมีการปรับตามไปด้วย โดยจะเปลี่ยนให้อาหารมีขนาดที่เม็ดใหญ่ขึ้น และจำนวนของเปอร์เซ็นต์โปรตีนลดน้อยลง อยู่ที่ 30 เปอร์เซ็นต์ ให้กิน 3 มื้อ คือ เช้า กลางวัน และเย็น


จากนั้นเลี้ยงปลาทับทิมที่อยู่ภายในกระชังต่อไปจนได้ระยะเวลา 4-5 เดือน ปลาก็จะเริ่มได้ไซซ์ขนาดที่ตลาดต้องการจึงเริ่มจับจำหน่ายได้

?เรื่องโรคของปลานี่ขึ้นอยู่กับสภาพน้ำ ถ้าช่วงไหนที่มีการปล่อยน้ำมา ในช่วงที่น้ำไหลมากของฤดูฝน พอเราเห็นว่าน้ำเริ่มมีสีเปลี่ยนมา ก็จะเริ่มให้อาหารน้อยลง ให้ปลาอดอาหารก่อนสักระยะ พอทุกอย่างเข้าสู่สภาวะปกติก็ให้อาหารเหมือนเดิม? คุณชบา บอกวิธีการดูแลรักษาโรคของปลาทับทิม

ปลาที่เลี้ยง มีไซซ์ขนาด 900 กรัม ถึง 1.2 กิโลกรัม

เมื่อปลาทับทิมที่เลี้ยงได้ขนาดไซซ์ที่พร้อมจำหน่าย คุณชบา บอกว่า ในเรื่องของการทำตลาดนั้นไม่ค่อยมีความกังวลมากนัก เพราะแถวที่เธออยู่จะมีเกษตรกรที่เลี้ยงปลาไม่มากราย จึงทำให้มีแม่ค้าเข้ามาติดต่อขอซื้อถึงที่ฟาร์ม โดยแบ่งตลาดออกเป็นแบบค้าปลีกและส่ง รวมไปถึงร้านอาหารต่างๆ ที่ใช้ปลาทับทิมอยู่ในเมนูอาหารของร้านด้วย


ไซซ์ใหญ่พร้อมจำหน่ายได้

?ราคาปลาต้องบอกว่า ช่วงนี้ผันผวนมาก บางครั้งก็ได้ราคาดี บางช่วงก็ลดลงมาหน่อย ได้อยู่ที่ 50 บาท ต่อกิโลกรัม ก็มี แต่ราคาหลักๆ ก็จะขายอยู่ที่ 60-80 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งราคาจะขึ้นไปถึง 90 บาทนี่นานๆ มีครั้ง ราคาก็ถือว่าขึ้นลงตามกลไกของตลาด ก็ถือว่าต้องประคองไปในช่วงที่ปลาล้นตลาด พยายามกะประมาณการเลี้ยงให้พอดี ก็จะทำให้การเลี้ยงปลากระชังที่ผลิตออกมาไม่มากเกินไป เมื่อเลี้ยงไปก็ไม่ขาดทุน? คุณชบา บอก


สำหรับผู้ที่สนใจเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง คุณชบา ทิ้งท้ายแนะนำว่า สิ่งที่ต้องดูเป็นสิ่งแรกคือ เรื่องของคุณภาพน้ำ ว่าบริเวณพื้นที่นั้นมีน้ำที่เหมาะสมกับการเลี้ยงหรือไม่ และสิ่งที่รองลงมาสายพันธุ์ลูกปลาทับทิมต้องได้มาตรฐานจากแหล่งที่เชื่อถือได้มาเลี้ยง เมื่อได้พันธุ์ปลาดี อาหารดี สภาพแวดล้อมดี การเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังก็สามารถประสบผลสำเร็จได้ไม่ยาก

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณชบา จิตรภักดี หมายเลขโทรศัพท์ (081) 375-9596

ที่มา : https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_47492
10  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / เกษตรสร้างชาติ : เกษตรพอเพียงสร้างชีวิต เมื่อ: มกราคม 26, 2018, 01:34:57 PM
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=4jd9P-BU2AY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=4jd9P-BU2AY</a>

เลย 15 ม.ค. - ?เกษตรสร้างชาติ? วันนี้ พาไปพบเกษตรกรตัวอย่างชาว จ.เลย ที่จบชั้น ม.6 แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความเพียร จึงพลิกที่ดินแห้งแล้งให้เป็นไร่นาสวนผสมที่อุดมสมบูรณ์ และกลายเป็นปราชญ์ชาวบ้าน เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาไร่นาสวนผสม และแบ่งปันถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ ให้เกษตรกร จนถูกเรียกว่าอาจารย์


ไร่นาสวนผสม พื้นที่ 65 ไร่ ใน ต.ตาดข่า อ.หนองหิน จ.เลย ที่อุดมสมบูรณ์ เกิดจากความยากจนของอาจารย์เฉลิมชัย อินทรชัยศรี เกษตรกรวัย 54 ปี ซึ่งอดีตปลูกแต่พืชเชิงเดี่ยว และเมื่อ 35 ปีก่อน อยากหลุดพ้นความทุกข์ยาก ความยากจน จึงเริ่มพลิกที่ดินมรดก 65 ไร่ ที่แห้งแล้ง ให้กลายเป็นไร่นาสวนผสมที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน จากความเพียร ความมุ่งมั่น และถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร ทำให้อาจารย์เฉลิมชัย ซึ่งจบเพียงชั้น ม.6 ได้รับปริญญามหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเลย สาขาพัฒนาชุมชน เมื่อ 3 ปีก่อน

อาจารย์เฉลิมชัย เล่าว่า ที่ดินผืนนี้เดิมไม่มีแหล่งน้ำ การปรับปรุงดินต้องเริ่มจากการหาแหล่งน้ำ เมื่อมีน้ำก็เริ่มปรับปรุงดิน ทำปุ๋ยอินทรีย์ ทำน้ำหมักชีวภาพใช้เอง ทำเกษตรแบบค่อยเป็นค่อยไป ควบคู่การนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต

พื้นที่ 65 ไร่ อาจารย์เฉลิมชัย แบ่งทำนา ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ทำไร่นาสวนผสม จากเดิมเคยมีหนี้ถึง 7 ล้านบาท สามารถชำระหนี้ภายใน 4 ปี โดยมีรายได้หลักจากการขายก้อนเชื้อเห็ด เพาะเห็ดหลากหลายชนิด แปรรูปเห็ด และนำก้อนเห็ดเก่าไปผลิตเป็นปุ๋ยขาย

อาจารย์เฉลิมชัย เปิดสวนเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง มีแปลงสาธิต 1 ไร่แก้จน 1 ไร่พอเพียง และ 1 ไร่ 1 แสน ที่อาจารย์เฉลิมชัยดูแลบริหารจัดการเพียงคนเดียว เพื่อเป็นต้นแบบให้เกษตรกรเห็นว่า หากบริหารเวลาเป็น ทุกคนสามารถทำการเกษตรได้ประสบความสำเร็จ. - สำนักข่าวไทย

ที่มา : http://www.tnamcot.com/view/5a5c10dee3f8e420a6434d08
11  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การประมง / "กรมประมง" แจงมาตรการควบคุมเรือประมงไทย เมื่อ: มกราคม 26, 2018, 01:27:59 PM

จากที่สื่อมวลชนได้มีการนำเสนอข่าวกรณีฮิวแมนไรต์วอทซ์ (HRW) ได้มีการเผยแพร่รายงานชื่อ "โซ่ที่ซ่อนไว้" : การปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิและแรงงานบังคับในอุตสาหกรรมประมงไทย? (Hidden Chains : Forced Labor and Rights Abuses in Thailand?s Fishing Industry) ซึ่งระบุว่า ประมงไทยยังไม่หมดปัญหาการค้ามนุษย์ และการบังคับใช้แรงงาน รวมถึงมีข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นมากมายจากการดำเนินงานตามมาตรการใหม่ของรัฐบาลไทย

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัญหาการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานในภาคการประมง ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ เพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์แบบองค์รวม ไม่ยอมรับการค้ามนุษย์ในทุกรูปแบบอย่างสิ้นเชิง (Zero Tolerance) และจากการปฏิรูปการประมง ภายใต้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 กรมประมงได้กำหนดมาตรการและกฎระเบียบต่างๆ โดยบูรณาการความร่วมมือและรับฟังความคิดเห็น ระหว่างหน่วยงานของรัฐ เอกชน ภาคประชาสังคมทุกภาคส่วน อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ภายใต้มาตรการและกฎระเบียบที่ดำเนินการอย่างเข้มงวดให้ตรวจสอบเรือประมงทั้งก่อนและหลังการออกทำประมง โดยศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า-ออก (Port In-Port Out : PIPO Control Center) จำนวนทั้ง
32 แห่ง และจุดตรวจส่วนหน้าอีก 19 แห่ง กระจายอยู่ในจังหวัดชายทะเล โดยเจ้าหน้าที่ชุดสหวิชาชีพ ประกอบด้วย กรมประมง กรมเจ้าท่า ศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.)

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และกรมจัดหางาน ซึ่งมีการตรวจเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และตรวจเรือประมง ตรวจความปลอดภัยของเรือ ตรวจสอบคนประจำเรือว่าถูกต้องตรงตามเอกสาร ในขณะที่จะออก
ทำการประมง และเมื่อกลับจากทำการประมงก็ได้มีการตรวจสอบความสอดคล้องของแรงงานเมื่อแจ้งออก
ทำการประมงและขณะที่กลับเข้าท่า ตลอดจนมีการตรวจสอบการจัดเวลาพักให้กับแรงานในเรือประมง รวมทั้งสุขอนามัยและสวัสดิภาพของคนประจำเรือด้วย และมีการการสุ่มสัมภาษณ์ลูกเรือประมงทั้งก่อนและหลัง
ทำการประมง การตรวจสอบดังกล่าว เป็นไปตามกฎกระทรวงระบบความปลอดภัย สุขอนามัย และสวัสดิภาพในการทำงานของคนประจำเรือ พ.ศ. 2559 ออกตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และกฎกระทรวง คุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล พ.ศ.2557 ออกตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 นอกจากนี้ ยังมีการออกตรวจตราในเรือกลางทะเล โดยเจ้าหน้าที่จากกองทัพเรือ กองบังคับการตำรวจน้ำ สำนักงานปราบปรามและป้องกันยาเสพติด และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมประมง

ทั้งนี้ การดำเนินการที่เข้มงวดดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้แรงงานได้พบกับเจ้าหน้าที่ได้มากขึ้น เป็นการป้องปรามการกระทำความผิดในด้านแรงงาน อันจะเป็นช่องทางหนึ่งที่แรงงานบนเรือประมงที่ประสบปัญหาหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนายจ้าง สามารถร้องเรียน/ ร้องทุกข์ผ่านเจ้าหน้าที่ขณะที่มีการตรวจสอบได้โดยตรง นอกจากนี้แล้วการที่เรือประมงพาณิชย์ถูกกำหนดให้ออกทำการประมงครั้งละไม่เกิน 30 วัน จะทำให้แรงงานไม่ได้ถูกบังคับให้อยู่ในทะเลเป็นระยะเวลานาน อันจะเป็นการลดปัญหาแรงงานในเรือประมงลงได้อีกทางหนึ่งด้วย

ที่มา  : https://www.technologychaoban.com/bullet-news-today/article_44247
12  คอมพิวเตอร์ไอที / คอมพิวเตอร์อัพเดท / กระทรวงดีอีเตือนผู้ใช้มือถืออัพเดทความปลอดภัย เมื่อ: มกราคม 23, 2018, 09:01:54 AM
กรุงเทพฯ 10 ม.ค. กระทรวงดีอีเตือนผู้ใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน ควรอัปเดตระบบปฏิบัติการเป็นเวอร์ชันล่าสุดป้องกันการถูกขโมยข้อมูลในหน่วยความจำ

จากกรณีทีมวิจัย Google Project Zero     พบช่องโหว่ร้ายแรง 2 รายการ คือ Meltdown และ Spectre บนชิปประมวลผล อาจทำให้ผู้ประสงค์ร้ายเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้ในหน่วยความจำของอุปกรณ์ และสร้างความเสียหายแก่ผู้ใช้จากการถูกขโมยข้อมูลดังกล่าว แนะนำผู้ใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน อัพเดทระบบปฏิบัติการให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ เพื่อลดความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ โดยนาวาอากาศเอก สมศักดิ์ ขาวสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกประจำกระทรวงฯ เปิดเผยว่า จากรายงานของศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ไทยเซิร์ต) สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ซึ่งได้แจ้งเตือนผู้ใช้คอมพิวเตอร์และผู้ใช้สมาร์ทโฟน ที่ได้มีการอ้างอิงข้อมูลจาก National Cybersecurity and Communications Integration Center (NCCIC) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับภัยคุกคามไซเบอร์ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยทีมวิจัย Google Project Zero ได้แจ้งเตือนถึงช่องโหว่ร้ายแรง 2 รายการ คือ Meltdown และ Spectre บน CPU เกือบทุกรุ่น ซึ่งทำให้แฮ็กเกอร์สามารถขโมยข้อมูล เช่น รหัสผ่าน รูปภาพ อีเมล หรือเอกสารสำคัญของผู้ใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนไปได้

Meltdown และ Spectre เป็นข้อบกพร่องในการออกแบบเทคนิคสำหรับชิบประมวลผลให้ทำงานเร็วขึ้น   ซึ่งพบในชิปส่วนใหญ่ที่ผลิตโดย Intel, ARM และ AMD โดยช่วยให้แฮ็กเกอร์สามารถขโมยข้อมูลที่กำลังประมวลอยู่ในหน่วยความจำได้ ไม่ว่าจะเป็น รหัสผ่านที่เก็บไว้บน Password Manager หรือ Browser รูปภาพ อีเมล ข้อความแชต ไฟล์เอกสาร โดยอาจสามารถโจมตีผ่านกลไกการเชื่อมต่อระยะไกล จากการเรียกใช้งานจาวาสคริปต์ (Javascript) ผ่านเว็บไซต์ได้ สำหรับวิธีลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตี สำหรับผู้ดูแลระบ ควรอัปเดตระบบปฏิบัติการ เฟิร์มแวร์ และ   แอปพลิเคชัน หากใช้บริการของคลาวด์ ควรตรวจสอบกับผู้ให้บริการว่าได้ปรับปรุงระบบแล้ว ในส่วนของผู้ใช้งานทั่วไป ควรอัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชัน โดยตรวจสอบกับบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์

นอกจากนี้ ยังควรปฏิบัติตามแนวทางการอัพเดืแพตซ์ (Patch : โปรแกรมที่ใช้ซ่อมแซมจุดบกพร่องของโปรแกรมคอมพิวเตอร์) เพื่อลดผลกระทบจากช่องโหว่ดังกล่าว โดยระบบแอนดรอยด์ (Android) อัพเดทแพตซ์ประจำเดือนมกราคม ระบบไอโอเอส (ios) เป็น ios 11.2 หรือใหม่กว่า ระบบ Windows 10 ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ระบบ Windows 7 และ 8 ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ระบบ macOS อัพเดทเป็น macOS 10.13.2 หรือใหม่กว่า ระบบ Linux ติดตามแพตซ์จาก Linux Distributor -สำนักข่าวไทย.

ที่มา : http://www.tnamcot.com/view/5a55d9e8e3f8e420a64348f3

13  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / เลี้ยงกุ้งกุลาดำ แบบระบบอินทรีย์ ที่สมุทรปราการ ต้นทุนต่ำ รายได้สูง คุณภาพส่งออก เมื่อ: มกราคม 23, 2018, 08:56:51 AM

กุ้งอินทรีย์ คือกุ้งปลอดสารพิษ เป็นมิตรต่อผู้บริโภค ในปัจจุบันค่อนข้างหารับประทานยาก เพราะการเลี้ยงกุ้งระบบอินทรีย์มีข้อจำกัด และกฎระเบียบที่เข้มงวด ดังนี้

1. การเลี้ยงต้องไม่มีการใช้สารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้อง
2. ต้องไม่มีการตัดแต่งพันธุกรรม (GMO)
3. ในพื้นที่ 1 ตารางเมตร สามารถปล่อยกุ้งได้ไม่เกิน 15 ตัว
4. ต้องรักษาสิ่งแวดล้อม และอาหารที่ใช้ต้องเป็นอาหารจากธรรมชาติ จะใช้อาหารเม็ดที่ซื้อจากตลาดไม่ได้ ต้องมีการสร้างระบบห่วงโซ่อาหารโดยธรรมชาติรอบบ่อที่เลี้ยง

ด้วยข้อจำกัดที่เข้มงวด ทำให้เกษตรกรถอดใจกันไปหลายราย แต่ยังมีเกษตรกรที่ยังมุ่งมั่นและประสบผลสำเร็จสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากระบบการเลี้ยงกุ้งอินทรีย์

คุณสุรกิจ ละเอียดดี เจ้าของสุรกิจฟาร์มกุ้งอินทรีย์ เลขที่ 200/1 หมู่ที่ 13 ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เล่าว่า ครอบครัวประกอบอาชีพทำประมงอยู่แล้ว ตนเป็น รุ่นที่ 4 ของตระมึงล แต่ก่อนที่จะเริ่มหันมาจับธุรกิจประมงอย่างจริงจัง ตนได้ทำงานบริษัทของน้า กว่า 10 ปี เวลาผ่านไปเริ่มรู้สึกว่างานที่ทำมันไม่ใช่ตัวเรา จึงตัดสินใจกลับมาสานต่อธุรกิจที่บ้าน เลี้ยงสัตว์น้ำแบบระบบพัฒนามาหลายอย่าง สุดท้ายมาประสบผลสำเร็จที่การเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบอินทรีย์ จำนวน 60 ไร่

คุณสุรกิจ ละเอียดดี เจ้าของสุรกิจฟาร์มกุ้งอินทรีย์

เลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบอินทรีย์ ไม่ยากอย่างที่คิด

การเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้เลี้ยงไปเรื่อยๆ ใจเย็นๆ คุณสุรกิจ บอกว่า จริงๆ แล้วการเลี้ยงกุ้งกุลาดำเลี้ยงง่าย มีข้อดีหลายอย่าง ต้นทุนการเลี้ยงต่ำ สร้างระบบห่วงโซ่อาหารธรรมชาติ ให้กุ้งหาอาหารกินเอง โรคระบาดเกิดขึ้นน้อย

กุ้งที่สุรกิจฟาร์มเลี้ยงเป็นกุ้งกุลาดำ ลูกพันธุ์ที่นำมาอนุบาลต้องได้มาจากฟาร์มมาตรฐานรับรองจากกรมประมง โดยนำลูกพันธุ์ ขนาด P15 มาเลี้ยงอนุบาลในบ่อ ใช้ระยะเวลา 1 เดือน เมื่อครบให้ย้ายกุ้งลงบ่อดิน ปล่อยลูกกุ้งทุกๆ 1เดือน จำนวนครั้งละ 300,000 ตัว ในบ่อขนาด 30 ไร่ ที่นี่จะจับกุ้งขายได้ทุกอาทิตย์ เพราะมีระบบจัดการที่ดี จึงจับได้ตลอด ถ้า 3 เดือน ปล่อยกุ้ง 1 ครั้ง จะขาดตอน เพราะกุ้งชุดใหญ่ออกไปแล้ว จึงต้องปล่อยเดือนละครั้ง ใช้ระยะเวลาเลี้ยงนาน 3 เดือน ค่อนข้างนานต่างจากบ่อพัฒนา ที่ใช้เวลาเลี้ยง 100 วัน แต่มีต้นทุนสูงมาก


การดูแล

ง่ายมาก เพียงหมั่นดูแลประตูน้ำอย่าให้พัง คันดินอย่าให้ทะลุหรือรั่วไหล ถ้าน้ำดี ถือว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง ถัดมาคือดูหน้าดินต่อว่าดินที่บ่อเน่าเสียหรือไม่ ถ้าตรงไหนเน่าเสียให้เอาจุลินทรีย์เข้าไปช่วย เอาปูนโดโลไมท์ไปใส่ เพราะถ้าดินเสียจะส่งผลต่อกุ้ง คือกุ้งจะป่วย หรือให้แก้ปัญหาโดยการใช้เรือดูดเลนที่เน่าเสียทิ้ง เลี้ยงระบบอินทรีย์ปัญหาเรื่องโรคเกิดขึ้นน้อย แต่ถ้าเกิดขึ้นเราจะใช้วิธีธรรมชาติบำบัด เมื่อกุ้งป่วยปลาที่เลี้ยงไว้ในบ่อเดียวกันจะกินตัดวงจรหรือถ้าลอยติดริมตลิ่งพวกนกกระยางจะมาจิกกินเอง วิธีสังเกตเมื่อกุ้งเกิดโรคดูง่ายๆ คือ วังไหนมีนกนางนวลบินวน ให้วิเคราะห์ได้เลยว่าวังนั้นมีกุ้งป่วย

เตรียมบ่อ

ความลึกพื้นบ่อปกติ 1.50 เมตร รอบๆ ขาวังเป็นดินชันสูง เราจะใช้แบ๊กโฮตักให้ลึก ประมาณ 3-4 เมตร กว้าง 4 เมตร แบบธรรมชาติ ที่นี่เป็นระบบอินทรีย์ ความเข้มงวดจะต่างกับการเลี้ยงกุ้งบ่อพัฒนาทั่วไป จะใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ พด.6 และ ปม.1 ใช้สลับกัน ช่วยในเรื่องของการเลี้ยง และบำบัดระบบน้ำและดิน ที่นี่จะไม่ตากพื้นเพราะที่นี่เป็นพื้นที่ติดน้ำคันบ่อไม่ใหญ่ เมื่อน้ำทะเลขึ้นสูงถ้าตากนานๆ บ่อข้างเคียงอาจจะถล่มมาหาได้ จึงใช้น้ำหมักจุลินทรีย์เข้าช่วย ส่วนปูนใช้บ้างคือปูนโดโลไมท์ เพื่อช่วยปรับสภาพดิน โดยกรมพัฒนาที่ดินมาส่งเสริม


บ่อดินระบบอินทรีย์ ปลูกต้นไม้สร้างห่วงโซ่อาหาร

ระบบน้ำ

มีคลองส่งน้ำระยะจากทะเล มีระยะการทำประมงประมาณ 50 กิโลเมตร

เทคนิคลดต้นทุน สร้างห่วงโซ่อาหารด้วยธรรมชาติ

?ทั่วไปๆ จะเห็นบ่อกุ้งที่โล่งเตียน ที่ฟาร์มจะปลูกต้นไม้เยอะ ให้พึ่งพาระบบธรรมชาติได้เอง ทำยังไงให้ย้อนยุคเป็นธรรมชาติที่สุด ของคนอื่นจะโล่งๆ เขากลัวรก ของพี่มีแต่ปลูกป่าเพิ่มให้เหมาะสมกับพื้นที่ อยู่ที่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ สร้างระบบนิเวศให้เขาอยู่สบาย แล้วปล่อยกุ้งอัตราไม่หนาแน่น เพราะเราไม่ได้เลี้ยงกุ้งอย่างเดียว เพราะเราจะสร้างระบบห่วงโซ่อาหารโดยธรรมชาติคือ

1. เป็นแหล่งหลบซ่อนของสัตว์น้ำวัยอ่อน
2. สร้างระบบนิเวศ ทำให้เกิดห่วงโซ่อาหาร เกิดแพลงตอน จากต้นจากกับต้นลำพู ต้นลำพูจะมีผล เมื่อผลร่วงก็สามารถเป็นอาหารของกุ้งและปลาได้ ต้นจากปลูกเพื่อกั้นคลื่นตามแนวตลิ่ง และเวลาจะดูดเลนเราก็ตัดทางจากข้างคันดินเพื่อเวลาดูดเลนแล้วดินจะไม่ไหลลงไปเซาะในขาวัง นี่คือประโยชน์ของจาก และถ้าจากแก่จะทำให้เกิดหนอนแดง กลายเป็นอาหารได้อีก นั่นคือการใช้ธรรมชาติเพื่อพึ่งพากันเอง แต่ข้อเสียก็มีคือเป็นที่หลบซ่อนของนก ตัวเงินตัวทอง และขโมย ถ้าถามว่าแลกกัน ทำแบบนี้คุ้มกว่าแน่นอน และนอกจากอาหารจากธรรมชาติเราก็จะมีอาหารเสริมคือ ปลาเป็ดที่ได้จากเรือประมงในท้องถิ่น คือปลาที่เปิดอวนมาแล้วติดออกมา เอามาสับให้เป็นอาหารเสริม เพราะบ่อที่เราเลี้ยงเป็นบ่อผสมผสาน มีปูทะเล เมื่อให้ปูทะเลกิน ปูกินเหลือกุ้งกินต่อ ไม่ได้ให้ทุกวัน ให้ตอนช่วงน้ำเกิดเท่านั้น พูดง่ายๆ ว่าให้อาหารเดือนละ 2 ครั้ง แต่ครั้งละประมาณ 2-3 วัน บางทีก็ได้มาจากคนที่เขาเหลือเยอะเอามาขายให้ในราคาถูก แบ่งปันกัน แทบไม่มีค่าใช้จ่ายค่าอาหาร ถ้าคิดเป็นปีเสียค่าอาหารเสริมเพียง 12,000 บาท ต่อปี? คุณสุรกิจ บอก
 
ช่วงระยะเวลาเหมาะสมในการจับสัตว์น้ำ ให้ดูช่วงน้ำเกิด-น้ำตาย

ระบบการเลี้ยงคือ ระบบหมุนเวียนผสมผสาน ปล่อยกุ้งกุลาดำเสร็จ ถ่ายไปบ่อใหญ่ แล้วเอาอันใหม่มาลง แต่เวลาการจับกุ้งจะจับช่วงน้ำเกิด คือใน 1 เดือน จะมีน้ำเกิดน้ำตายเดือนละ 2 ครั้ง ทีนี้เราใช้วิธีธรรมชาติพึ่งพาดวงจันทร์ เปิดน้ำเกิด เมื่อน้ำเกิดน้ำทะเลจะขึ้นสูงสุด แล้วลงต่ำสุด ส่วนน้ำตายจะจับสัตว์น้ำไม่ได้เพราะน้ำจะขึ้นไม่สุด ลงไม่สุด สาเหตุต้องจับช่วงน้ำเกิดเพราะเวลาเราเปิดน้ำออก มีอวนที่ประตูน้ำ เปิดช่วงโพล้เพล้ แล้วเปิดให้น้ำจากบ่อกุ้งออกตามน้ำทะเลไป เปิดน้ำให้ยุบแค่ครึ่งบ่อแล้วปิดประตูน้ำ พอน้ำทะเลขึ้นเราก็เปิดน้ำทะเลเข้ามา 1 รอบน้ำเกิด เราจะเปิดประมาณ 3-4 วัน ต่อครั้ง และหยุดไปเปิดน้ำเกิดหน้า ถ้าพูดง่ายๆ คำว่า น้ำเกิดให้ดูปฏิทินไทย น้ำเกิดจริงๆ จะเริ่ม 14 ค่ำ ถึง 3 ค่ำ คนพื้นที่เขาเรียกว่า พระใหญ่ เท่ากับว่าเกษตรกรที่นี่เวลาจับสัตว์น้ำคืออาทิตย์เว้นอาทิตย์ แต่ละครั้งจับ 3-4 วัน แต่ถ้าวังใหญ่จับได้มากก็จับไปเรื่อยๆ นี่คือ รอบจับกุ้ง

กุ้งไซซ์ใหญ่ ขายได้ราคา

ข้อดีของกุ้งระบบธรรมชาติ ส่วนมากกุ้งใหญ่จะมีไซซ์ใหญ่ กุ้งกุลาดำชอบคลาน ไม่เหมือนกุ้งขาว กุ้งแชบ๊วยจะว่ายน้ำตลอด ทำให้เราต้องปล่อยกุ้งทุกเดือน มันก็จะเป็นระบบหมุนเวียน พอกุ้งตัวนี้ออกไป กุ้งตัวนี้ก็จะไล่ตามขึ้นมา ที่ฟาร์มจะใช้เวลาเลี้ยงกุ้งนานถึง 3 เดือน เพราะเราอยากได้กุ้งไซซ์ใหญ่ขายได้ราคา ไซซ์ที่จับขายมีตั้งแต่ 4-5 ตัว 1 ตัว ต่อกิโลกรัม ไซซ์ 2 ไม่เกิน 10 ตัว ต่อกิโลกรัม และไล่ลงมาไม่เกิน 15, 20, 25, 30 ตัว ต่อกิโลกรัม

ต้นทุนการผลิตต่ำถึงทำได้ผลผลิตที่ 3 ตัน ต่อปี



ต้นทุนการผลิตต่ำ รายได้สูง

ข้อดีของการเลี้ยงกุ้งอินทรีย์ ต้นทุนต่ำแต่ต้องใจเย็นๆ ได้เท่าไรเอาเท่านั้น แต่ได้เรื่อยๆ สำคัญคือ เลี้ยงระบบนี้จะได้กุ้งไซซ์ใหญ่หมด ปริมาณน้อยแต่ได้ราคา ถ้าเลี้ยงบ่อพัฒนาเลี้ยงปริมาณเยอะ ค่าใช้จ่ายสูง แต่ขายไม่ได้ราคา กุ้งอินทรีย์ที่ฟาร์ม ราคากิโลกรัมละ 1,000 บาท ถ้าส่งนอกราคาก็สูงไปอีก ผลตอบแทนสูงใช้เงินลงทุนเพียงการขุดบ่อครั้งแรก ลูกพันธุ์กุ้ง ตัวละ 3 สตางค์ ตกเดือนละ 11,500 บาท ต่อเดือน ค่าอาหารแทบไม่ต้องเสียเพราะเราสร้างอาหารธรรมชาติ สร้างระบบนิเวศรอบบ่อไว้อยู่แล้ว รายได้ขั้นต่ำเดือนละ 100,000 บาท เพราะมีแค่ค่าพันธ์กุ้ง นอกเหนือจากนี้ยังสามารถจับปลา จับปู ที่เลี้ยงในบ่อเดียวกันได้อีก

ตลาดมีความต้องการสูง ผลิตไม่ทันขาย

เริ่มแรกคุณสุรกิจหาตลาดโดยการเข้าหาผู้ประกอบการเอง แต่ก่อนจะหาตลาดเองต้องมีใบรับรองการเลี้ยงกุ้งระบบอินทรีย์จากกรมประมง พูดด้วยปากเปล่าไม่ได้ หลังจากที่ได้ใบรับรองเราก็มีตลาดทั้งในท้องถิ่น และตามโรงแรม ภัตตาคาร ส่งบริษัทธรรมชาติซีฟู้ดในเครือเซ็นทรัล และส่งออกประเทศจีน และสวิตเซอร์แลนด์ จนผลผลิตไม่พอขาย ต้องสร้างกลุ่มผู้เลี้ยงกุ้งระบบอินทรีย์ขึ้นมาเพื่อผลิตสินค้าส่งตลาดที่นับวันยิ่งกว้างขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น



สอบถามรายละเอียด หรือสนใจหาความรู้ สามารถไปเยี่ยมชมฟาร์มของ คุณสุรกิจ ละเอียดดี ได้ที่ เลขที่ 200/1 หมู่ที่ 13 ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ โทร. (094) 463-3526

ที่มา : https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_41004
14  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / รวยได้...ด้วยน้ำปลา! เวียดนามผุด "มหาเศรษฐี" น้ำปลา-ซอสพริก-บะหมี่ เมื่อ: มกราคม 22, 2018, 04:10:46 PM

เปิดอาณาจักรธุรกิจชาวเวียดนาม ?Masan Group? ผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ พาไปรู้จักผู้ก่อตั้งมหาเศรษฐีพันล้านเหรียญสหรัฐ ที่เริ่มธุรกิจมาจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

สำนักข่าวบลูกเบิร์กรายงานว่า ?Masan Group? บริษัทธุรกิจในตลาดหุ้นเวียดนามที่ใหญ่ที่สุดบริษัทหนึ่งที่ทำธุรกิจด้านสินค้าอุปโภคบริโภค เเละมีสินค้าที่เป็นที่นิยมอย่างน้ำปลาที่ใช้กันอย่างเเพร่หลายในอาหารเวียดนาม

ล่าสุดมีรายงานว่า หุ้นของ Masan Group เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาเทียบได้กับ 37% ที่ได้รับจากดัชนีหุ้นของเวียดนาม ซึ่งมูลค่าสุทธิของราคาหุ้นที่นาย ?Nguyen Dang Quang? ประธานและผู้ก่อตั้งบริษัทถืออยู่นั้นมีมูลค่าสูงถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์ สอดคล้องกับตามดัชนี Bloomberg Billionaires Index

"David Anjoubault" ผู้จัดการทั่วไปของกันตาร์ เวิล์ดพาแนล เวียดนาม ผู้นำด้านการวิจัยพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคเชิงลึก กล่าวว่า Masan เป็นบริษัทที่มีสินค้าอุปโภคบริโภคที่ทุกครัวเรือนจำเป็นต้องใช้ อาทิ น้ำปลา ซึ่งเวียดนามนิยมใส่ในก๋วยเตี๋ยวหรือเเม้เเต่ของหวาน โดย 95% ของครัวเรือนในประเทศใช้ผลิตภัณฑ์จากบริษัทอย่างน้อย 1 ผลิตภัณฑ์

"Masan มีความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการเเละพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศ นั่นอาจเป็นปัจจัยสำคัญในความสำเร็จของบริษัท"
กันตาร์ เวิล์ดพาแนล เปิดเผยการวิจัยเเละจัดอันดับพฤติกรรมการจับจ่ายของผู้บริโภคพบว่า Masan ติด 1 ใน 3 ของกลุ่มเเบรนด์อาหารในเวียดนามที่มีกลุ่มผู้บริโภคตัดสินใจซื้อมากที่สุดเมื่อปีที่เเล้ว รวมทั้งยังมี Unilever NV และ Vietnam Dairy Products หรือ Vinamilk ร่วมด้วย

นาย Quan ควบคุมบริษัทในเมืองโฮจิมินห์ผ่านบริษัท Masan Corp. รวมถึงบริษัทในเครือ Sunflower Construction Co.,Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น ทั้งหมดตามเอกสารที่บริษัทยื่นต่อกระทรวงการวางแผนและการลงทุนของเวียดนาม ซึ่งนาย Quang และภรรยามีสัดส่วนการถือหุ้นอยู่ที่ 49% ในบริษัท

ก่อนจะมาเป็นอาณาจักร Masan Group นาย Quang เริ่มต้นธุรกิจในปี 1990 โดยเขาจบปริญญาโทจาก Plekhanov Russian University of Economics มหาวิทยาลัยเศรษฐกิจในรัสเซีย นอกจากนี้ยังได้รับปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์ศาสตร์จาก National Academy of Sciences ของเบลารุสอีกด้วย


โดยเว็บไซต์ของ Masan เปิดเผยว่า ในสมัยนั้นที่เขายังอยู่ที่รัสเซีย ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนเเปลงทางเศรษฐกิจ จึงเริ่มขายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปให้กับชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ในเมือง เเละในที่สุดก็ประสบผลสำเร็จ สามารถสร้างโรงงานผลิตได้กว่าเดือนละ 30 ล้านห่อต่อเดือน และยังขยายกำลังการผลิตไปในกลุ่มซอสถั่วเหลือง ซอสพริก เเละน้ำปลา ภายหลังจากประสบความสำเร็จในรัสเซีย ก็ได้กลับมาที่เวียดนามในปี 2011 เเละมุ่งไปที่ธุรกิจในประเทศ

สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคของบริษัทที่เป็นที่รู้จัก คือน้ำปลายี่ห้อ ?Chin-Su? เเละ ?Nam Ngu? อีกทั้งยังมีอาหารเเปรรูปจากเนื้อสัตว์ รวมถึงบริษัทยังเป็นเจ้าของธนาคารเพื่อการพาณิชย์และเทคโนโลยีเวียดนาม ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ Techcombank ธนาคารชั้นนำที่ให้บริการโซลูชั่นทางการเงินระดับโลกแก่ลูกค้าระดับบน

ด้านนาย Ho Hung Anh รองประธานเเละผู้ร่วมก่อตั้ง Masan Group ถือหุ้นในบริษัทประมาณ 47.6% ตามรายงานเมื่อเดือนกันยายนปี 2015 ซึ่งเป็นผู้ที่ร่วมพัฒนาบริษัทมาตั้งเเต่เริ่มต้น มีส่วนช่วยในการพัฒนาเว็บไซต์ของบริษัท ทั้งนี้ปัจจุบันหุ้นในบริษัทของเขายังไม่ถูกคำนวนเเต่อย่างใด เนื่องจากยังไม่ทราบข้อมูลเเน่ชัด

จากการรายงานของบริษัท พบว่า บริษัทฟื้นตัวขึ้นจากความผันผวนในปีที่ผ่านมา จากปัญหาราคาหมูในประเทศลดลง เรียกได้ว่าเป็นวิกฤติราคาหมูรุนเเรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ผลมาจากจีนยกเลิกการนำเข้าเนื้อหมูจากเวียดนามในปี 2016 ทำให้รายได้ของกลุ่มบริษัทลดลงกว่า 9% เหลิอเพียง 27.5 ล้านล้านดอง ในช่วง 9 เดือนเเรกของปีที่ผ่านมา

นายวู ซวน โท นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Korea Investment & Securities ในกรุงโซลกล่าวว่า ราคาหมูปรับตัวดีขึ้นเมื่อจีนกลับมานำเข้าหมูจากเวียดนามอีกครั้ง เเละเป็นที่คาดหวังว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้ผลการดำเนินงานของกลุ่ม Masan ดีขึ้นในปีนี้

Korea Investment & Securities เปิดเผยว่า Masan Group ได้รับเงินลงทุนราว 250 ล้านดอลลาร์ในปีที่เเล้วจากบริษัทกองทุน KKR & Co มีสำนักงานใหญ่ที่นครนิวยอร์ค โดยเงินจำนวน 150 ล้านดอลลาร์ถูกนำเข้าสู่ธุรกิจผลิตเนื้อสัตว์ ?Masan Nutri-Science? นับเป็นรอบที่ 3 ที่มีการร่วมลงทุน ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเข้าร่วมลงทุนกันตั้งเเต่ปี 2011 ด้วยเงินลงทุนประมาณ 159 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นข้อตกลงซื้อขายครั้งใหญ่ที่สุดในเวียดนาม

ที่มา : https://www.technologychaoban.com/bullet-news-today/article_43699
15  คอมพิวเตอร์ไอที / คอมพิวเตอร์อัพเดท / Wordcamp Bangkok 2018 ใครทำเว็บด้วย WordPress ไม่ควรพลาดงานนี้ เมื่อ: มกราคม 19, 2018, 10:53:12 AM

ใครที่กำลังสร้างเว็บด้วย WordPress ระบบจัดการเนื้อหาหรือ CMS อันดับ 1 ของโลกไม่ควรพลาดงาน Wordcamp Bangkok 2018 ที่จัดเนื้อหาเน้นๆ ทุกด้านทั้งสายพัฒนาหรือสายผลิตเนื้อหา โดยงานจัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2018 นี้ที่มหาวิทยาลัยสยาม อัดแน่นเนื้อหากันทั้งวัน!

WordCamp เป็นงานสัมมนาของ WordPress ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับ WordPress ได้มาพบปะ และทำกิจกรรมร่วมกัน สำหรับงาน WordCamp Bangkok 2018 ถือเป็น WordCamp ครั้งที่ 4 ที่จัดขึ้นในประเทศไทย

เนื้อหาน่าสนใจในงาน Wordcamp Bangkok 2018


เนื้อหาในงานจะแยกเป็น 3 Track ที่จัดคู่ขนานกันไป ทำให้ผู้ร่วมงานสามารถเลือกเข้าฟังเรื่องที่ตัวเองสนใจได้ โดยตารางงาน Wordcamp Bangkok 2018 วันที่ 18 ก.พ. มีดังนี้

ถ้าคุณเป็นผู้ใช้ WordPress สายนักพัฒนา คุณอาจจะสนใจหัวข้อ เจาะลึก Child Theme อย่างไรให้ดี โดยคุณ Jasdaporn Chaitan หรือ Cache ยังไงให้เร็วประดุจฟ้าแลบ โดยคุณ Dom Charoeyos

ถ้าคุณเป็นผู้ใช้ WordPress สายสร้างเนื้อหา ก็อาจจะสนใจหัวข้อ แนวทางการสร้าง Thought Leadership ให้กับแบรนด์ผ่านการเขียน Blog โดยคุณ Jakrapong Kongmalai หรือ WordPress กับเว็บคอนเทนต์ จากโลกเก่าสู่สื่อใหม่ โดยคุณ Warong Lupaiboon

และถ้าคุณเพิ่งเริ่มต้น อยากใช้ WordPress สร้างเว็บกับเค้าบ้าง ก็มีหัวข้อที่น่าสนใจอย่าง จริงหรือไม่ที่ใครๆ ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ด้วย WordPress ได้ มันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ โดยคุณ Jatupon Rattanapanop หรือ ประสบการณ์ใช้งาน WordPress จากคนทำ Blog ที่ต้องเอามาแชร์ โดยคุณ Naret Tiyawatwittaya

ค่าบัตรร่วมงาน 300 บาท หมดแล้วหมดเลย

งานนี้ไม่มีเพิ่มที่นั่งหรือเพิ่มรอบนะครับ หมดแล้วหมดเลย ปีนี้มีที่นั่งจำกัดแค่ 500 ที่ และตอนนี้ที่เขียนข่าวก็เหลืออีกแค่ร้อยกว่าที่เท่านั้น เงิน 300 บาทนอกจากจะได้ฟังบรรยายแล้ว ยังได้เสื้อ WordCamp Bangkok 2018 เป็นที่ระลึก พร้อมอาหารกลางวัน และได้เข้าร่วม After Party ด้วยนะ

ที่มา : https://www.beartai.com/news/it-thai-news/216810
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 9