ธันวาคม 07, 2019, 06:15:57 PM
ข่าว: กลับสู่เว็บไซต์ www.nicaonline.com
  แสดงกระทู้
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 12
1  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / แม่โจ้ ประสบผลสำเร็จ การเพาะเห็ดเผาะ เพิ่มปริมาณในธรรมชาติ เมื่อ: เมื่อวานนี้ เวลา 02:23:11 PM
ช่วงเวลาที่ผ่านมา มีนักวิชาการด้านเห็ดหลายคน หลายสำนัก ที่มีความรู้เรื่องการเพาะเห็ดต่างๆ มากมาย ส่วนใหญ่ทำเป็นเห็ดเศรษฐกิจกันมากเลยทีเดียว แต่ก็มีคนคิดที่จะเพาะเห็ดเผาะ เพราะมีราคาแพง เอร็ดอร่อย ใครๆ ก็ชอบ แต่จนแล้วจนเล่าก็ไม่สามารถเพาะได้ แต่ครั้งนี้แม่โจ้และทีมงานศึกษาหาวิธีเลียนแบบธรรมชาติเพื่อกลับคืนสู่ป่าจนได้ผลดี



คุณคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ปลูกต้นยางนาต้นแรกที่เพาะเชื้อเห็ดเผาะ
เห็ดเผาะ หรือภาษาทางเหนือเรียก เห็ดถอบ เป็นอาหารอันโอชะของหลายๆ คน จะได้รับประทานในช่วงต้นฝนประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ของทุกปี จะเกิดขึ้นเองในธรรมชาติทางภาคเหนือและภาคอีสาน เห็ดเผาะมีลักษณะเป็นลูกกลมๆ อ่อนนุ่ม เนื้อในมีสีขาว เปลือกนอกกรอบ เมื่อผลแก่จะมีสีผิวเป็นสีน้ำตาลอมดำ เนื้อในจะดำ แต่นิยมบริโภคเห็ดเผาะที่อ่อนมากกว่า นำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น นำไปต้มใส่เกลือเล็กน้อย จิ้มกับน้ำพริก นำไปแกงใส่ปลาร้าใส่ผักหวานหรือไข่มดแดง หรือทำเป็นแกงกะทิก็ได้ความอร่อย


ชื่นชมเห็ดเผาะ แม่โจ้ 1

แต่กว่าจะได้มาเป็นอาหารที่เอร็ดอร่อยนั้น ชาวบ้านจะต้องเดินขึ้นเขาไปหาจากป่าธรรมชาติ มักจะอยู่ตามผิวดินหรือใต้ดินเล็กน้อย ชาวบ้านจะใช้ไม้หรือด้ามเหล็กคุ้ยเขี่ยหาเห็ด บางครั้งจะอยู่ใต้ใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาปิดบัง กว่าจะได้มาแต่ละกิโลกรัมแสนจะเหน็ดเหนื่อย ต้องเดินขึ้นเขาที่ร้อนชื้น เสี่ยงกับยุงป่าและสัตว์ร้าย ท่ามกลางอากาศร้อน บางคนจะต้องออกไปหาแต่เช้ามืดเพื่อแย่งชิงเก็บเห็ดที่ออกก่อนคนอื่น เพราะช่วงที่เห็ดเผาะออกนั้น ทุกคนจะรู้ว่ามีจุดใดบ้างที่มีเห็ดออกตรงนั้นทุกปี


เชื้อเห็ดเผาะโรยรอบโคนต้นยางนา

ผู้เขียนเคยเห็นชาวบ้านเหมารถยนต์จากจังหวัดเชียงราย เดินทางมาหาเห็ดเผาะถึงเขตอุทยานแห่งชาติแม่เงา อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ตลอดเส้นทางจนถึงเขตอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก นี่คือ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เห็ดเผาะราคาแพง ต้นฤดูกาลราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 300-400 บาท แต่ในพื้นที่จะขายเป็นแบบกระป๋องนม ซึ่งจะเล็กกว่าลิตรที่ใช้ในมาตราชั่งตวงวัด กระป๋องละ 100-150 บาท ในธรรมชาติแล้วนั้นหลังจากเก็บเห็ดที่ได้ขนาดเอาไปขายหรือรับประทานแล้ว ยังเหลือเห็ดขนาดเล็กและเส้นใยเห็ดหลงเหลืออยู่ในดิน หลังจากผ่านฤดูแล้งไปแล้วก็จะพักตัวอยู่ในดิน คือยังมีเชื้อเห็ดเผาะอยู่ พร้อมที่จะออกมาเป็นเห็ดเมื่อได้รับน้ำฝนในฤดูกาลต่อไป


เชื้อเห็ดหลายชนิดที่พร้อมจะไปโรยให้กับต้นไม้ในป่า

ชาวบ้านทั่วไปหลายคนมีความคิดว่า ช่วงฤดูแล้งนั้นจะต้องเผาป่า เพื่อให้เกิดดอกเห็ดเพิ่มมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงนั้น การเผาป่านั้นเป็นการเผาพื้นที่หน้าดิน ที่มีเห็ดขนาดเล็กและเส้นใยของเห็ดที่เรียกว่า สปอร์เห็ด จะถูกทำลายไปด้วย อีกทั้งเผาใบไม้ที่ปิดบังอยู่ เพื่อให้มองเห็นดอกเห็ดเผาะได้ง่ายเท่านั้น จึงเป็นความเชื่อที่ผิดมาโดยตลอด และยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดไฟป่าและหมอกควัน


เปรียบเทียบขนาดเห็ดเผาะจากหลายแห่ง

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ร่วมกับหลายหน่วยงาน ประกอบด้วย ผศ.ดร. เรืองชัย จูวัฒนสำราญ คณบดีคณะผลิตกรรมการเกษตร คุณดำรง ปิ่นทะนา ศูนย์วิจัยป่าไม้และชุมชน ว่าที่ร้อยตรี ดร. ศุลิเชษฏ์ ทองกล่ำ นักวิชาการ สวพส. คุณสันต์ชัย มุกดา นักวิชาการฐานเรียนรู้เห็ดแม่โจ้ ดร. สุธิรา ทองกันทา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดร. สิมิตร ลัคนาวิเชียร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คุณจิระพันธ์ มุกดา ภาคเอกชน จีระวัฒน์ฟาร์มเห็ด ดร. สุมิตร อธิพรหม อาจารย์ฐานเรียนรู้เห็ดแม่โจ้ ได้จัดเสวนาเรื่องเห็ดภายใต้หัวข้อ ?เห็ดป่าคืนถิ่น สร้างป่า สร้างรายได้ สลายฝุ่นควัน? โดยมี คุณคมสัน สุวรรณอัมพา รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน



เห็ดเผาะ แม่โจ้ 1 ผ่าให้เห็นภายในเมื่อแห้งและแก่จัด พร้อมขยายพันธุ์

สรุปว่า ได้มีการค้นพบเห็ดเผาะที่เกิดขึ้นใต้ต้นพะยอม ซึ่งเป็นไม้ป่าชนิดหนึ่ง มีลักษณะพิเศษคือ ดอกใหญ่กว่าเห็ดเผาะที่พบโดยทั่วไป คือมีน้ำหนักประมาณ 18 กรัม ซึ่งเห็ดเผาะทั่วไปจะหนักประมาณ 6-8 กรัม อีกทั้งมีกลิ่นหอมด้วย จึงได้นำมาทดลองเพาะเชื้อเพื่อขยายพันธุ์ เป็นวิธีการที่ง่ายคือ นำเห็ดเผาะที่แก่มาหั่นซอยเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำมาปั่นผสมกับน้ำสะอาด ผสมน้ำยาล้างจานเพื่อให้สปอร์เห็ดจับตัวกัน ไม่ฟุ้งกระจาย จากนั้นนำมาบรรจุในขวดน้ำทั่วไป ในการนำไปใช้นั้นจะใช้เชื้อเห็ดที่ได้นี้เทลงในถุงเพาะชำต้นกล้าไม้ที่จะนำไปแจกชาวบ้าน ต้นไม้ที่ใช้เพาะกล้า เช่น ต้นไม้ในตระมึงลต้นยางนา ไม้พะยอม อีกวิธีการหนึ่งคือ นำเชื้อเห็ดที่เตรียมไว้แล้ว นำไปรดที่รอบโคนต้นไม้ใหญ่ในป่า ประเภทไม้เต็งรัง ไม้ยางนา แต่จะต้องใช้จอบหรือเสียม แซะบริเวณรากฝอยให้เกิดแผลเล็กน้อย จึงโรยเชื้อเห็ดลงที่บริเวณรากฝอยนั้น ใช้ดินกลบบางๆ ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ เชื้อเห็ดจะเข้าไปอาศัยที่ปลายรากฝอย ในปีแรกอาจจะมีเห็ดออกน้อย ปีต่อไปต้องเพิ่มเชื้อเห็ดลงไปอีก



ที่สำคัญคือ การรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเห็ด วิธีการนี้นอกจากจะใช้ได้กับเห็ดเผาะแล้ว ยังสามารถนำใช้ได้กับเห็ดบริวารอื่นๆ ด้วย แต่ต้องพิจารณาชนิดของเห็ดที่ชอบสิ่งแวดล้อมแบบไหน แบ่งออกเป็นเห็ดที่สามารถเพาะเป็นเห็ดถุงได้ เจริญเติบโตอยู่บนอินทรียวัตถุ เห็ดที่ชอบดำรงชีวิตร่วมกับต้นไม้แบบพึ่งพาอาศัยซื่งกันและกัน เช่น เห็ดเผาะ เห็ดแดง เห็ดหล่ม เห็ดไข่ขาวไข่เหลือง เห็ดปลวกหรือเห็ดโคน ต้องอาศัยปลวกกลุ่มที่กินทั้งเนื้อไม้ เศษไม้ ใบไม้ ประเภทนี้ต้องนำจาวปลวกมาร่วมในการขยายเชื้อ ราแมลงหรือที่รู้จักกันคือ ถั่งเช่า ประเภทนี้ราคาแพง เพาะขยายยาก จนเป็นที่กล่าวขานกันว่า ?หนาวเป็นหนอน ร้อนเป็นหญ้า?

วิธีการทำงานของคณะทำงานชุดนี้ ถือได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งในการนำธรรมชาติของเห็ดกลับคืนสู่ป่า ช่วยให้มีผลผลิตเห็ดในป่าเพิ่มมากขึ้น สามารถนำไปปรับใช้กับเห็ดได้ทุกชนิด เป็นการเพาะเห็ดที่ไม่ต้องใช้เรือนโรงหรือถุงเพาะ หากมีการปรับสภาพป่าให้เหมาะสม สามารถเก็บเห็ดรับประทานได้นานกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ จะเป็นการช่วยลดการเผาใบไม้เผาป่าที่ก่อให้เกิดหมอกควัน

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ ดร. สุมิตร อธิพรหม โทร. 094-361-5628 คุณดำรงค์ ปิ่นทะนา โทร. 064-106-9471

ที่มา https://www.technologychaoban.com/agricultural-technology/article_133256
2  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / ทำเกษตรแบบครบวงจร เลี้ยงแพะ ปลูกผัก ใช้ประโยชน์จากมูลแพะทำปุ๋ย รับทรัพย์อย่างเดี เมื่อ: ธันวาคม 04, 2019, 03:35:45 PM
จะกี่ยุคกี่สมัย อาชีพเกษตรกรรมก็ยังเป็นอาชีพที่ยั่งยืนและตอบโจทย์วิถีชีวิตคนไทยได้เสมอ การเป็นเกษตรกรถึงอาจจะไม่ได้ทำให้ร่ำรวย แต่อย่างน้อยก็ทำให้หลุดพ้นจากความหิวโหยได้ อาชีพเกษตกรรมไม่ได้แบ่งชนชั้นการศึกษา จะเรียนจบ ป.1 หรือเรียนจบด็อกเตอร์ ก็สามารถเป็นเกษตรกรได้เหมือนกัน อาศัยเพียงความมีใจรัก ความขยันอดทน มุ่งพัฒนาหาความรู้ไม่หยุดนิ่ง เพียงเท่านี้ทุกคนก็จะประสบความสำเร็จจากอาชีพเกษตรกรรมได้ไม่ยาก

คุณวาสนา ภู่ทับทิม ยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์จังหวัดนราธิวาส ต้นแบบเกษตรกรแบบครบวงจร อยู่บ้านเลขที่ 72/3 หมู่ที่ 5 ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส เล่าว่า ตนเรียนจบระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสทางการศึกษาน้อยแต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะความรู้หาได้ทุกที่ไม่จำกัดว่าต้องศึกษาแค่ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น ตนเลือกที่จะออกมาศึกษานอกโรงเรียน เพราะรู้เป้าหมายของตัวเองแล้วว่าจะเดินทางสายเกษตร จึงมุ่งเน้นศึกษาตามศูนย์การเรียนรู้ ได้ลองลงมือปฏิบัติจริง อย่างที่ในเขตตำบลกะลุวอเหนือที่อาศัยอยู่จะมีศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตนก็เข้าร่วม มีโอกาสได้ศึกษาเกี่ยวกับการทำเกษตรทุกด้าน ตั้งแต่ประมง ปศุสัตว์ และการปลูกพืช


คุณวาสนา ภู่ทับทิม ต้นแบบเกษตรกรแบบครบวงจร
 
เริ่มต้นจากการเลี้ยงแพะ พัฒนาต่อยอด
เป็นเกษตรผสมผสาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เอื้อประโยชน์กัน
จากที่ได้ศึกษาที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ คุณวาสนา เล่าว่า มีโอกาสได้เรียนรู้การทำเกษตรหลายด้าน แต่ที่ถูกใจและเริ่มทำเป็นสิ่งแรกคือ ปศุสัตว์ เป็นการเลี้ยงแพะ ไปเห็นคนอื่นเลี้ยงแล้วเกิดความสนใจ คิดว่าน่าจะเลี้ยงง่าย ประกอบกับในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นับถือศาสนาอิสลามกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ นิยมบริโภคเนื้อแพะ และนิยมนำแพะมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา จึงมองเห็นโอกาสสร้างตลาด คิดว่าน่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการเดินทางสายนี้

คุณวาสนา เล่าต่อว่า เมื่อเริ่มต้นได้แล้วว่าจะเลี้ยงแพะจึงเริ่มติดต่อกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ เพื่อขอลูกพันธุ์แพะมาเลี้ยง ซึ่งในตอนนั้นที่บ้านมีพื้นที่ว่างประมาณ 8 ไร่ เลี้ยงแพะอย่างเดียวคงไม่เหมาะ จึงคิดที่จะทำเกษตรผสมผสานเพิ่ม เพื่อตัดวงจรเกษตรเชิงเดียว เมื่อเกิดปัญหาราคาตกจะแย่ไปด้วย และอยากทำให้ครบวงจรเพื่อลดต้นทุนการผลิต

"เลี้ยงสัตว์ สัตว์ให้มูล นำมูลมาหมักเป็นปุ๋ย แล้วนำปุ๋ยไปเลี้ยงพืชต่อ จะเป็นเหมือนวงจร เมื่อพืชโตคนเลี้ยงได้กินได้เลี้ยงตัวเอง คนเลี้ยงก็ไปเลี้ยงแพะต่อประโยชน์เอื้อกันเป็นวัฏจักรไปเรื่อยๆ" คุณวาสนา กล่าวถึงแนวคิดการทำเกษตรแบบครบวงจร



ทำเกษตรแบบครบวงจร ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้มาก
ลักษณะการทำเกษตรผสมผสาน และการแบ่งพื้นที่ทำการเกษตร คุณวาสนา อธิบายว่า ทำเกษตรบนพื้นที่ 8 ไร่ แปลงที่ 1 อยู่ติดกับบริเวณที่อาศัยเป็นผืนใหญ่ติดกันกว่า 5 ไร่ พื้นที่ตรงนี้ใช้เลี้ยงแพะ ปลูกผักผลไม้แบบผสมผสาน แปลงที่ 2 อยู่ถัดไปจากบ้านไม่ไกลมาก อีกจำนวน 3 ไร่ ใช้ปลูกหญ้าซิกแนลเลื้อย ไว้ใช้เป็นอาหารสำหรับแพะ

ในส่วนของการจัดสรรทรัพยากรภายในสวนให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด มีดังนี้

พื้นที่สำหรับเลี้ยงแพะ จำนวน 17 ตัว เลี้ยงแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย แต่ส่วนมากจะตัดหญ้าให้กินมากกว่า จะปล่อยให้เดินหาอาหารเองเป็นบางครั้ง เน้นให้หญ้าซิกแนลที่ปลูกไว้เป็นหลัก อาหารเสริมให้บ้างเล็กน้อย เพราะหญ้าซิกแนลที่ปลูกไว้ จำนวน 3 ไร่ มีเพียงพอไว้เป็นอาหารแพะตลอดทั้งปี หญ้าซิกแนล คือ หญ้าสำหรับปลูกให้สัตว์กิน เป็นหญ้าเลื้อย เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ลุ่ม ทนน้ำท่วม เหมาะกับการปลูกในภาคใต้ ปลูกครั้งเดียวเก็บได้ตลอด เพราะฉะนั้นต้นทุนการเลี้ยงแพะจึงมีไม่มาก มีเพียงค่าน้ำมันตัดหญ้าเล็กน้อย ส่วนราคาแพะที่ขายได้ กิโลกรัมละ 150 บาท 1 ตัว ตกตัวละ 4,000-5,000 บาท
นำมูลแพะมาทำปุ๋ยหมัก ไปเลี้ยงพืช ในมูลแพะจะมีความเค็ม ช่วยในการร่วนซุยของดิน วิธีการคือ นำมูลแพะหมักกับหญ้าแห้งที่ตัดมาแล้วเป็นเศษ นำมาหมักรวมกัน ทำเป็นชั้นสลับหญ้าแห้งกับมูลแพะ ใช้วิธีรดน้ำคงความชื้น ดูจนว่าปุ๋ยย่อยสลายได้ดีแล้วก็ถือว่าใช้ได้
นำปุ๋ยมูลแพะใช้เป็นปุ๋ยรดผัก สามารถนำมาใส่พืชผักภายในสวนได้ทุกชนิด ทั้งผักปลูกกินเองในครัวเรือน รวมถึงผักปลอดสารพิษที่ปลูกขายทั้ง แตงโม พริก ผักบุ้ง แตงกวา ผักสวนครัว ช่วยประหยัดงบประมาณค่าปุ๋ยได้เกือบทั้งหมด และมูลแพะมีส่วนช่วยทำให้พืชหวาน อย่างที่สวนจะปลูกแตงโมสายพันธุ์ตอร์ปิโด และสายพันธุ์โบอิ้ง ปีละ 2 ครั้ง ผลผลิตที่ได้เป็นที่น่าพอใจ รสชาติของแตงโมจะหวานกว่าที่อื่น


แพะออกหาอาหารกินเองเป็นบางครั้ง

วิธีการดูแล
การดูแลระบบน้ำและการให้ปุ๋ย คุณวาสนา บอกว่า ไม่ยุ่งยากและไม่ซับซ้อน เน้นประหยัดแรงงานและเวลา โดยระบบน้ำที่ให้คือ เจาะน้ำบาดาล แล้วใช้มอเตอร์สูบน้ำรดไปตามสายยางน้ำพุ่ง ซึ่งจะผสมปุ๋ยที่หมักเองผสมไปพร้อมกับตอนรดน้ำ โดยสูตรปุ๋ยที่หมักใส่ไปพร้อมน้ำ จะมีเศษปลาหมัก ขี้วัวหมัก นำไปหมักทิ้งไว้ 3-4 เดือน หลังจากนั้น เอามาผสมในถัง 200 ลิตร ใช้ปุ๋ยหมัก ประมาณ 20 ลิตร แล้วเทใส่ในถัง ปล่อยร่วมกับน้ำ ส่วนปุ๋ยคอกจากมูลแพะจะให้ตอนเตรียมดินครั้งแรก พอหลังจากปลูกจะใช้วิธีให้น้ำพร้อมปุ๋ยแบบนี้ จะช่วยประหยัดเวลา ประหยัดแรงงาน เพราะตนทำสองคนกับสามี


แปลงปลูกผักบุ้งปลอดสารพิษ สีเขียวขจี

โรคแมลง
ที่สวนไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคแมลง เพราะปลูกพืชสลับหมุนเวียน และอีกเหตุผลที่แมลงไม่มารบกวนคือ การรักษาระบบนิเวศให้ได้มากที่สุด ผักที่ปลูกเป็นผักปลอดสาร ดังนั้น จะไม่มีการใช้สารเคมีไปทำลายระบบนิเวศ เมื่อระบบนิเวศสมบูรณ์ ธรรมชาติจะวิ่งเข้ามาหาเอง ที่สวนจะมีตัวห้ำ ตัวเบียน ที่เป็นแมลงดีคอยกำจัดแมลงร้าย ถือเป็นวิธีใช้ธรรมชาติกับจัดธรรมชาติที่ได้ผลดีมากๆ

 ผลิตผักผลไม้อินทรีย์ ได้ผลดี รสชาติถูกใจลูกค้า
คุณวาสนา บอกว่า ตอนนี้ปลูกแตงโมเป็นพืชหลัก สร้างรายได้ 1 ปี ปลูกได้ 2 รอบ ปลูกรอบละ 4 ไร่ แตงโมเป็นพืชอายุสั้น 55-60 วัน เก็บผลผลิตได้ ปลูกแบบอินทรีย์ทั้งหมด เพราะฉะนั้นลูกค้าที่มาซื้อไม่ต้องกลัวเรื่องคุณภาพความปลอดภัย ความหวานของแตงโมที่สวนจะหวานธรรมชาติ หวานด้วยปุ๋ยมูลแพะที่ใช้ดูแล และมีขนาดผลที่ใหญ่ ลูกละ 2 กิโลกรัม ขึ้นไป ที่ใต้จะนิยมรับประทานแตงโมผลใหญ่ จึงขายได้ราคาดีตลอด ราคาขายหน้าสวน กิโลกรัมละ 20 บาท ขายไม่ต่ำกว่านี้ ถึงแม้ราคาตลาดจะขาย กิโลกรัมละ 10-12 บาท แต่ที่สวนยังขายราคาเดิม เพราะมั่นใจในคุณภาพ และรสชาติ กล้าการันตีแตงโมที่ออกจากที่นี่ จะต้องมีโลโก้ของสวนติดไปทุกลูก ที่ผ่านมาลูกค้าที่เคยซื้อต้องกลับมาซื้อซ้ำตลอด


ปลูกเอง ขายเอง ได้ราคาดี กิโลกรัมละ 20 บาท

ส่วนพืชผักชนิดอื่นจะเก็บขายส่งตลาดสดในเมือง มีเท่าไรก็ไม่พอขาย เพราะพืชผักส่วนใหญ่ที่ขายในนราธิวาสจะไม่ได้มาจากนราธิวาส จะมาจากพื้นที่ใกล้เคียง เพราะฉะนั้นถ้าเราทำได้เท่าไร เราสามารถเก็บผลผลิตส่งแม่ค้าได้ตลอด แต่จะมีการวางแผนปลูกพืชเล็กน้อย เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาด ดูตรงช่วงไหนผักชนิดใดราคาแพง จะปลูกผักชนิดนั้นมากหน่อย

ต้นทุนกับรายได้ คิดเป็น รายจ่าย 30 เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของค่าซื้ออุปกรณ์ทำการเกษตร สายยางรดน้ำ ค่าน้ำมันเครื่องตัดหญ้า รายได้ 70 เปอร์เซ็นต์ มาจากการขายแตงโม พริก ผักบุ้ง แตงกวา และผักสวนครัว ที่ปลูกหมุนเวียนสร้างรายได้ตลอดทั้งปี มีรายได้ทุกวันจากการขายผักบุ้ง พริก แตงกวา สลับกัน รายได้ประจำปี มาจากการขายแพะและวัวปีหนึ่งสร้างรายได้ ประมาณ 50,000-60,000 บาท รายได้จากการขายแตงโม 2 รอบ รอบละ 80,000 บาท ถือว่าประสบความสำเร็จมากๆ แล้วกับสายที่เลือกเดินสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ มีกิน มีใช้ มีเก็บ มีอิสระในการใช้ชีวิต และชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก


พริกชี พืชสร้างรายได้ดี ตลาดต้องการสูง กิโลกรัมละ 80-150 บาท

ฝากถึงเกษตรกรรุ่นใหม่
"การทำเกษตร ถ้าใครที่สนใจให้ดูว่าในภูมิลำเนามีทรัพยากรอะไรบ้าง แล้วให้ศึกษาให้ดีว่าจะทำอะไร ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน คืออย่าไปทำตามคนอื่น อย่างที่ผ่านมา อะไรที่เป็นกระแสก็อย่าไปทำตาม ให้ทำในลักษณะของเกษตรผสมผสาน อย่าทำแบบเชิงเดี่ยว เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ทำไร่มากกว่าทำสวน แต่ไม่ดูตัวเองว่าพร้อมไหม สภาพพื้นที่เหมาะไหม อยากให้วิเคราะห์ตรงนี้ก่อนแล้วค่อยทำ" คุณวาสนา กล่าวทิ้งท้าย

สนใจเรียนรู้การทำเกษตรครบวงจรกับ คุณวาสนา ภู่ทับทิม สามารถติดต่อได้ที่ เบอร์โทร. 081-678-6887


กองปุ๋ยหมักมูลแพะ


พืชผักอีกหลายชนิดช่วยสร้างรายได้


นักเรียนมาศึกษาดูงาน

ที่มา : https://www.technologychaoban.com/home
3  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ / หนุ่มสุพรรณฯ เพาะพันธุ์ปลากราย เป็นอาชีพเสริม สร้างผลกำไรงาม เมื่อ: ธันวาคม 02, 2019, 10:10:00 AM
ปัจจุบันปลาที่อยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างปลากราย เริ่มมีไม่มาก ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค เพราะเนื้อปลากรายแท้ๆ ที่นำมาประกอบอาหารนั้น เมื่อผ่านการขูดและนำเนื้อมาโขลกด้วยครกหิน จะยิ่งทำให้เนื้อปลากรายมีความเหนียวนุ่ม เมื่อผ่านการแกงหรือทอดมันจะได้รสสัมผัสที่อร่อยเป็นเอกลักษณ์ทีเดียว เมื่อความต้องการของเนื้อปลากรายมีเพิ่มขึ้น แต่ปริมาณปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติกลับมาน้อยลง จึงทำให้เป็นโอกาสของเกษตรกรหลายๆ ราย หันมาเลี้ยงปลากรายลดต้นทุนเป็นอาชีพทำเงิน สร้างผลกำไรจากการเลี้ยงได้อยู่เป็นระยะ


คุณวิทยา สาเพิ่มทรัพย์

ซึ่งการจะเลี้ยงปลากรายให้ได้ปลาที่มีเนื้อคุณภาพนั้น ด้านแรกของการเตรียมลูกพันธุ์ปลามาเลี้ยงจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ จึงทำให้มีเกษตรกรบางส่วนเพาะพันธุ์ลูกปลากราย ส่งจำหน่ายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงเป็นปลาเนื้อ จึงเกิดเป็นระบบเครือข่ายช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากรายสร้างเป็นปลาเนื้อได้ซื้อแหล่งลูกพันธุ์ปลากรายที่มีคุณภาพ คุณวิทยา สาเพิ่มทรัพย์ อยู่บ้านเลขที่ 163 หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านกุ่ม อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรที่ชื่นชอบปลากรายมาตั้งแต่เด็ก จนทำให้สัตว์น้ำจืดชนิดนี้เป็นเหมือนแรงบันดาลใจ ที่อยากทดลองเพาะพันธุ์ด้วยสองมือของเขาเอง จนทำให้เขามีโอกาสและเพาะพันธุ์ปลากรายสร้างเป็นอาชีพเสริม ทำรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี


ไข่ปลากรายที่วางติดกับแผ่นไม้

คุณวิทยา เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีตนเองมีอาชีพทำงานเกี่ยวกับเครื่องกลอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ต่อมา ปี 2543 มีเหตุต้องย้ายมาอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี จึงยึดการเพาะพันธุ์ปลากรายเพื่อเป็นอาชีพเสริมในขณะนั้น ด้วยการศึกษาการเพาะพันธุ์และหาข้อมูลความรู้ต่างๆ จากสำนักงานประมงในพื้นที่ และนำองค์ความรู้ที่ได้มาทดลองด้วยตนเอง จึงทำให้มีการพัฒนาทักษะต่างๆ มากขึ้น และทำเป็นอีกหนึ่งงานที่สร้างรายได้ให้กับเขาตั้งแต่นั้นมา

"พอดีแม่ของภรรยาเสียชีวิต ก็เลยได้ย้ายมาอยู่ที่สุพรรณฯ ซึ่งเราเป็นคนที่ชอบปลากรายอยู่แล้วสมัยยังเด็ก ช่วงนั้นก็เลยลองเพาะพันธุ์ดู ก็ทดลองเพาะกับธรรมชาติก่อน คือใช้บ่อใช้คลองแบบธรรมชาติ เพราะช่วงนั้นเราไม่มีที่ ต่อมาเมื่ออะไรเข้าที่เข้าทางก็ขยับขยาย มาทำบ่อของตัวเอง ปรากฏว่าปลากรายที่เพาะพันธุ์ทั้งหมดมันขายได้ เราก็เลยเริ่มมาทำบ่อเพาะอย่างจริงจัง" คุณวิทยา บอก


ลูกปลากรายไซซ์ตุ้ม

ช่วงที่ปลากรายวางไข่เพื่อการขยายพันธุ์จะเริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม-ตุลาคม ซึ่งการผสมพันธุ์ปลากรายให้ลูกปลามีความแข็งแรง คุณวิทยา บอกว่า ต้องหาสายพันธุ์จากแหล่งอื่นมาผสมด้วย ลูกปลาจึงจะมีความแข็งแรง เมื่อได้พ่อแม่พันธุ์ที่ผ่านการคัดเลือกมาดีแล้ว จะนำมาใส่เลี้ยงในบ่อดินที่มีขนาด 1-2 ไร่ ความลึกอยู่ที่ 120-170 เซนติเมตร โดยให้พื้นบ่อมีตื้นลึกสลับกันไป

"ปลากราย ที่สามารถวางไข่ได้ต้องมีอายุอย่างน้อย 1 ปีขึ้นไป ประมาณต้นเดือนมีนาคม ปลากรายก็จะเริ่มเข้าสู่ช่วงวางไข่ ซึ่งช่วงนั้นจะนำแผ่นไม้ที่มีความยาว 80-90 เซนติเมตร ใช้ประมาณ 100 แผ่น ปักลงภายในพื้นบ่อ หมั่นลงไปเช็คทุก 5 วัน ว่าปลามาวางไข่ติดไว้ที่แผ่นไม้ไหม ถ้ามีก็เอาแผ่นไม้นั้นขึ้นมาฟักไข่ต่อ แต่ถ้าไม่มีก็ปักลงไปเหมือนเดิม" คุณวิทยา บอก


ปลากรายไซซ์นิ้ว

อาหารสำหรับใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลากราย คุณวิทยา บอกว่า ใช้อาหารเม็ดที่มีเปอร์เซ็นต์โปรตีน 40 โดยให้สลับกับเหยื่อสด วันละ 1 ครั้ง เนื่องจากปลากรายไม่ได้ส่งจำหน่ายเป็นปลาเนื้อ แต่เลี้ยงเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ ดังนั้น จะไม่เน้นให้ปลามีลักษณะที่อ้วนมากเกินไป

เมื่อเช็คแผ่นไม้ทุก 5 วัน มีไข่ที่ปลากรายมาวางติดไว้ จากนั้นจะนำแผ่นไม้มาใส่ลงในบ่อปูน ขนาด 1.20?1.50 เมตร ความลึก 80 เซนติเมตร หรือถ้าใครมีภาชนะ เช่น โอ่งใหญ่ ก็สามารถนำมาใช้ได้ โดยต้องมีเครื่องทำออกซิเจนอยู่ภายในบ่อตลอดเวลา ใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน ลูกปลาจะออกจากไข่ ซึ่งระยะนี้ยังไม่ต้องให้อาหาร เพราะลูกปลากรายยังมีถุงไข่แดงติดอยู่ที่หน้าท้องอยู่ได้ประมาณ 3 วัน เรียกปลาขนาดไซซ์นี้ว่า ไซซ์ตุ้ม ก็สามารถจำหน่ายได้



บ่อขนาด 1-2 ไร่ สำหรับเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์

คุณวิทยา เล่าถึงอุปสรรคในการเพาะพันธุ์ปลากรายว่า น้ำถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะหากได้น้ำที่ไม่สะอาด เมื่อนำมาใส่ลงในบ่อจะทำให้เวลาที่ปลาวางไข่ ไข่ของปลากรายจะเสียและไม่มีความแข็งแรง ส่วนในเรื่องของโรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับปลากราย ยังไม่มีปัญหาให้เห็นเพราะปลากรายมีความทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี ดังนั้น ในเรื่องของระบบนิเวศภายในบ่อถ้าทำให้มีความสะอาดอยู่เสมอ ในเรื่องของการเกิดโรคต่างๆ กับปลากรายจะไม่มีให้พบเห็น

จากความสำเร็จของการเพาะพันธุ์ปลากรายที่ว่าท้าทายแล้ว คุณวิทยา เล่าให้ฟังอีกว่า เรื่องที่ท้าทายไม่แพ้กันก็คือเรื่องการทำตลาด เพราะช่วงที่เขาเพราะพันธุ์ใหม่ๆ ยังถือว่าเป็นเกษตรกรหน้าใหม่ที่ใครๆ ก็ยังไม่รู้จัก เมื่อเข้ามาสู่วงการนี้จึงต้องปรับตัวกับคู่แข่งค่อนข้างมาก


พ่อแม่พันธุ์ปลากราย

"ช่วงแรกที่เรามีลูกปลาพร้อมขายแล้ว บอกเลยว่าตลาดนี่ยังไม่แน่นอน โดนกดราคาบ้าง อย่างสมมุติตกลงราคากันอยู่ที่ 30 สตางค์ พอเขามาซื้อเราจริงๆ ก็บอกปลาตอนนี้เหลือตัวละ 10 สตางค์ เขาขายไม่ค่อยได้ เราก็เลยต้องจำยอม เพราะตลาดเรายังไม่กว้างพอ พอต่อมาเป็นที่รู้จักมากขึ้น จึงทำให้ลูกค้าที่เชื่อมั่นในคุณภาพของลูกปลาเรา ก็บอกกันไปปากต่อปาก ทำให้ตอนนี้ตลาดกว้างขึ้นสามารถจำหน่ายได้ทั่วประเทศ" คุณวิทยา บอก

โดยราคาจำหน่ายลูกปลากรายไซซ์ตุ้มอยู่ที่ตัวละ 10-80 สตางค์ ซึ่งราคาขึ้นลงได้ตามกลไกตลาด ต่อมาเมื่อลูกค้าต้องการลูกปลากรายไซซ์นิ้ว จึงได้ผลิตเป็นลูกปลาไซซ์นิ้วอีกหนึ่งช่องทางเพื่อรองรับลูกค้า ซึ่งปลากรายไซซ์นิ้วขนาด 4 นิ้ว จำหน่ายอยู่ที่ตัวละ 4 บาท



สำหรับผู้ที่อยากเลี้ยงปลากรายเพื่อเป็นอาชีพทำเงินนั้น คุณวิทยา ให้คำแนะนำว่า ปัจจัยที่จะทำให้การเลี้ยงปลากรายประสบผลสำเร็จได้นั้น ปัจจัยที่สำคัญต้องมีทุนที่ดีและหัวใจที่หนักแน่น เพราะการเลี้ยงปลากรายค่อนข้างใช้เวลากว่าปลาจะได้ขนาดไซซ์ที่พร้อมจำหน่ายได้ ซึ่งการทำทุกอย่างขอให้มีใจรัก และก็ชอบทำจริงๆ ความสำเร็จก็ไม่ไกลเกินความพยายาม

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณวิทยา สาเพิ่มทรัพย์ หรือที่ลูกค้ารู้จักกันในชื่อ เอ๋ ปลากราย ที่หมายเลขโทรศัพท์ (086) 166-7873  

ที่มา https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_132395
4  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / พริกใหญ่พันธุ์ใหม่ เผ็ดน้อยโรงงานซอสชอบ เมื่อ: พฤศจิกายน 29, 2019, 09:43:57 AM


แต่ละปีซอสพริกมีมูลค่าส่งออกมากกว่า 2 พันล้านบาทและมีแนวโน้มการส่งออกเพิ่มขึ้นทุกปี และพันธุ์พริกที่โรงงานผลิตซอสมีความ ต้องการมากที่สุด คือ พริกใหญ่ที่มีรสชาติเผ็ดน้อย แต่การพัฒนาพันธุ์พริกใหญ่ให้มีปริมาณคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาดมีไม่มาก


ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการวิจัยปรับปรุงพันธุ์พริกใหญ่เพื่อให้ได้พันธุ์ที่มีคุณสมบัติตรงตามที่โรงงานผลิตซอสพริกต้องการ คือ ผลสุกมีสีแดงเข้ม เนื้อหนา ผลมีขนาดใหญ่ ยาว และรสชาติเผ็ดน้อย ล่าสุด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์พริกใหญ่และผ่านการพิจารณาเป็นพันธุ์แนะนำของกรมฯ ในปี 2562 โดยใช้ชื่อว่า ?พริกใหญ่พันธุ์พิจิตร 2?




นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผยว่า พริกพันธุ์ใหม่นี้มีลักษณะเด่นให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองของเกษตรกรทั้งในฤดูแล้งและฤดูฝน ในฤดูแล้งให้ผลผลิตไร่ละ 3,675 กก. ฤดูฝนให้ผลผลิตไร่ละ 1,465 กก. ต้นสูง 78 ซม. สูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองและพันธุ์การค้า ทำให้สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว

?ที่สำคัญผลมีขนาดใหญ่เรียวยาว ยาว 11.7 ซม. เนื้อหนาเฉลี่ย 1.95 มม. ยาวกว่าพริกพันธุ์อื่น ผลมีสีแดงเข้มและเผ็ดน้อย 26,800 สโควิลล์ เหมาะสำหรับนำไปผลิตเป็นซอสพริกตรงกับความต้องการของโรงงานนอกจากนี้ยังเป็นพันธุ์ที่มีความทนทานต่อสภาพน้ำขัง และสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าพันธุ์อื่นๆ รวมทั้งยังเป็นพันธุ์ผสมเปิดให้เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ใช้ปลูกในรุ่นต่อไปได้ แทนการใช้พันธุ์ลูกผสมที่ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ทุกปี?



อธิบดีกรมวิชาการเกษตรบอกอีกว่า จากการประเมินความพึงพอใจของเกษตรกรในจังหวัดนครสวรรค์ สุโขทัย แพร่ และอุทัยธานี เกษตรกรมีความพอใจมากที่สุด ในด้านความสูงของต้นที่ทำให้สะดวกต่อการเก็บเกี่ยว และความทนทานต่อความแปรปรวนของสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะเมื่อฝนตกหนักและมีน้ำท่วมขัง

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์พริกใหญ่พิจิตร 2 ได้ปีละ 10 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอสำหรับพื้นที่ปลูกจำนวน 300 ไร่ ในเขตภาคเหนือตอนล่าง เกษตรกรสอบถามได้ที่สถาบันวิจัยพืชสวน 0-2579-0583.



ที่มา : https://www.thairath.co.th/news/local/1706875
5  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / เทคนิคเลี้ยงกุ้งก้ามกราม 5 ตัวโล...ภายใน 7 เดือน เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2019, 02:46:57 PM


?เลี้ยงกุ้งก้ามกรามปัญหาสำคัญที่พบเสมอ กุ้งโตช้าเลี้ยงนานเป็นปี กุ้งแตกไซส์ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราค้นพบว่า จะให้กุ้งโตไว ต้องเลี้ยงกุ้งเพศผู้ จะได้กุ้งไซส์ใหญ่ ผลผลิตเพิ่มขึ้น ไม่แตกไซส์ เวลาเลี้ยงจะสั้นลงจาก 1 ปี จะเหลือแค่ 7 เดือน เพราะกุ้งไซส์ขนาด 5 ตัวโล เป็นที่ต้องการของตลาด?



นายประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว อายุ 53 ปี นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย หนึ่งในผู้เพาะเลี้ยงกุ้งชาว อ.บางแพ จ.ราชบุรี เผยถึงเคล็ดลับในการเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกรามให้ได้ลูกกุ้งเพศผู้ในปริมาณมาก มีอยู่ 2 วิธี


วิธีการแรก...แปลงเพศลูกกุ้งตัวผู้อายุ 45 วัน ให้เป็นแม่พันธุ์ ด้วยการทำลายต่อมแอนโดรเจนิค (Androgenic gland)...นำกุ้งมาวางในลักษณะหงายท้อง แล้วใช้ปากคีบตัดขาเดินคู่สุดท้ายทั้ง 2 ข้างออกแล้วสอดปากคีบเข้าไปในบาดแผลที่ตัดขาเดิน ดึงเอาท่อนำน้ำเชื้อส่วนปลายออกมาทั้งหมด

ขั้นตอนนี้จะต้องใช้เวลาไม่เกิน 1 นาที หากนานเกินไปจะทำให้ลูกกุ้งเสียชีวิตได้



กุ้งที่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศนำไปเลี้ยงจะมีอัตราการรอดตาย 70% เมื่อนำมาเลี้ยงจนโตกลายเป็นแม่กุ้งแปลงเพศ...วิธีนี้จากสถิติที่เคยทำมา 10 ปี พบว่ากุ้งแปลงเพศ 9 ใน 12 ตัว จะให้ลูกเป็นเพศผู้ที่ขนาดสมบูรณ์ 100% ส่วนที่เหลืออีก 3 ตัว จะให้ลูกเพศเมียแค่ 1 ต่อ 19 ตัว


อีกวิธีสำหรับฟาร์มที่สร้างแม่พันธุ์แปลงเพศไม่เป็น ควรจะต้องใช้วิธีโบราณ คัดลูกกุ้งเอาเฉพาะตัวผู้ไปเลี้ยงเท่านั้น



สำหรับวิธีการเลี้ยง นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย บอกว่า ก่อนเอากุ้งลงบ่อ ตากบ่อให้แห้ง 2 สัปดาห์ ปรับสภาพบ่อให้เรียบ หว่านปูนโดโลไมท์ หรือปูนร้อน ในอัตราไร่ละ 200 กก. กับแมกนีเซียมคลอไรด์ อีกไร่ละ 1 ถุง ก่อนจะเติมน้ำให้ทั่วบ่อความสูง 1.2 เมตร

แต่ถ้าสภาพน้ำยังไม่ได้ค่า pH 7.5-8.5 ให้เติมปูนโดโลไมท์ 500 เมท ไร่ละ 1 ถุง ตามด้วยสาดเกลือแกง 150 กก. ในจุดที่ปล่อยกุ้ง จากนั้นเปิดเครื่องตีน้ำถึงปล่อยลูกกุ้งก้ามกรามขนาด 150-200 ตัวต่อ กก. ลงบ่อในอัตรา 5,000 ตัวต่อไร่



ห้วงเวลาการเลี้ยงควรปรับสภาพน้ำให้ค่า pH 7.5-8.5 ด้วยปูนโดโลไมท์ ปูนร้อน แมกนีเซียมคลอไรด์ ยิปซัม หรือโพแทสเซียมคลอไรด์ และจุลินทรีย์ ตลอดเวลา...และเมื่อเลี้ยงไป 5-6 เดือน จะเริ่มทยอยจับกุ้งขนาด 8-10 ตัวโลออกไปขายได้

แต่ถ้าเลี้ยงต่ออีก 1 เดือนครึ่งจะได้กุ้งเพศผู้ตัวใหญ่ขนาดไซส์ 5 ตัวต่อ กก.

สนใจกุ้งไซส์ยักษ์ สมาคมผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ร่วมกับสมาคมภัตตาคารไทย จัดแคมเปญ ?ทุบราคากุ้งปากบ่อถึงครัวบ้าน? เพื่อให้คนไทยมีโอกาสกินกุ้งคัดเกรดคุณภาพส่งออกในราคาถูก ติดต่อได้ทางเพจ อิ่มสุข Delivery หรือสายตรงดีลิเวอรี 09-3479-8118.

ที่มา https://www.thairath.co.th/news/local/1710971
6  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / ผลผลิตข้าวไทยปีหน้าลดลง เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2019, 02:20:42 PM
กรุงเทพฯ 27 พ.ย. - พาณิชย์เผยปีหน้าผลผลิตข้าวเปลือกทั้งนาปีและนาปรังลดลง เหลือ 27 ? 28 ล้านตัน จากภัยแล้ง-น้ำในเขื่อนน้อย อาจส่งผลให้ราคาข้าวในประเทศขยับสูงขึ้น ส่วนการจ่ายชดเชยส่วนต่างประกันรายได้ข้าวงวดที่4 วงเงิน1,600 ล้านบาท ให้กับข้าวเปลือกเจ้าและข้าวหอมปทุมฯซึ่งราคายังต่ำกว่าเป้า ขณะที่ข้าวหอมและข้าวเหนียวไม่จ่ายชดเชยเพราะราคายังสูง คาด 4 งวด ใช้เงินไป15,000 ล้านบาท



นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิง โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ครั้งที่ 5/2562 ร่วมกับสมาคมโรงสี สมาคมชาวนา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ว่า ปีนี้คาดการณ์ว่าผลผลิตข้าวนาปีจะลดลงจากปัญหาภัยแล้งและน้ำในเขื่อนน้อย อาจกระทบต่อผลผลิตข้าวเปลือกเจ้านาปรังปี 2563 ที่ปกติมีผลผลิต 8 ล้านตัน อาจเหลือ 3.5 ล้านตัน หรือหายไป 50% ซึ่งจะทำให้ข้าวเปลือกทั้งปี 2563 มีข้าวเปลือกออกสู่ตลาดเหลือ 27 - 28 ล้านตัน จากปกติ 32-34 ล้านตัน ก็ดังนั้นจะมีผลต่อราคาข้าวเปลือกและข้าวสารจากนี้มีราคาสูงขึ้น ซึ่งหากแปลงเป็นข้าวสารเหลือประมาณ 16-17 ล้านตัน หากส่งออกได้แค่ 8 ล้านตัน บริโภคในประเทศที่ปกติอยู่ที่ 9-10 ล้านตัน อาจมีผลต่อราคาข้าวในประเทศจากนี้ขยับสูงต่อเนื่อง เชื่อว่าราคาข้าวจากนี้ไม่น่าจะต่ำลงแล้ว โดยขณะนี้ผลผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกเหนียว และข้าวเปลือกเจ้าในฤดูการผลิตนาปี2562/63 ได้มีการเก็บเกี่ยวแล้วส่วนใหญ่เกือบ 90% ที่เหลือคาดว่าจะเก็บเกี่ยวหมดภายใน 7-10 วันจากนี้



อย่างไรก็ตาม จากการประชุมร่วมกันเพื่อกำหนดราคาอ้างอิงโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี2562/63 รอบที่ 1 งวดที่4  ที่เกษตรกรเกี่ยวผลผลิตระหว่างวันที่16-30 พ.ย.62  ซึ่งราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง ได้จากการคำนวณเกณฑ์กลางอ้างอิงจากราคาข้าวชนิดต่างๆ ย้อนหลัง15 วันทำการ (6-26 พ.ย.62) พบว่า ข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาประกันรายได้ 15,000 บาทต่อตัน โดยราคาเกณฑ์กลางข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่15,286 บาทต่อตัน  และข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคาประกันรายได้ 14,000 บาทต่อตัน โดยราคาเกณฑ์กลางข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ 14,153  บาทต่อตัน และข้าวเหนียว ราคาประกันรายได้ 12,000 บาทต่อตัน โดยราคาเกณฑ์กลางข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ 16,186 บาทต่อตัน  ซึ่งเป็นราคาที่สูงกว่าราคาเป้าหมายดังนั้นข้าว3ชนิดนี้จะไม่มีการจ่ายราคาส่วนต่าง

ส่วนข้าวที่จะต้องจ่ายชดเชยส่วนต่าง คือ ข้าวเปลือกเจ้า โดยราคาประกันรายได้อยู่ที่11,000 บาทต่อตัน แต่โดยราคาเกณฑ์กลางข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ 7,446 บาทต่อตัน ลดลง 1.98% ซึ่งเกษตรกรจะได้รับชดเชยส่วนต่าง 2,553 บาทต่อตัน  ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ราคาประกันรายได้ 11,000 บาท โดยราคาเกณฑ์กลางข้าวเปลือกหอมมะลิอยู่ที่ 9,404บาทต่อตัน ลดลง 2.29% เกษตรกรจะได้รับชดเชย 1,595 บาทต่อตัน

?ผลผลิตข้าวที่ลดลง อาจมีผลต่อราคาข้าวในประเทศจากนี้ขยับสูงต่อเนื่อง เชื่อว่าราคาข้าวจากนี้ไม่น่าจะต่ำลงแล้ว ส่วนคนในประเทศจะกินข้าวแพงขึ้นไหม ไม่อยากให้วิตก เพราะรัฐบาลดูแลให้เพียงพออยู่แล้ว และเป็นน่ายินดีต่อการเพิ่มรายได้ให้ชาวนา? นายวิชัย กล่าว

สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารข้าว(นบข.)ในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน  เป็นการพิจารณาวงเงินชดเชยกรณีเกิดภาวะขาดทุนจากโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกให้กับ ธ.ก.ส. ประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาไม่เคยมีการใช้วงเงินเพราะไม่เคยมีการขายข้าวขาดทุน

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม นบข.ยังต้องติดตามว่าพล.อ.ประยุทธ์ จะเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ผ่านโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2562/63 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร โดยการลดภาระค่าใช้จ่ายในการเก็บเกี่ยวข้าวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ให้กับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปี 2562 กับกรมส่งเสริมการเกษตรจะได้รับเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวเฉพาะเกษตรกรรายย่อยอัตราไร่ละ 500 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 20 ไร่ หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท วงเงินรวม 26,793 ล้านบาท หรือไม่ เพราะที่ประชุมครม.ครั้งที่ผ่านมา ให้เข้าการพิจารณาของ นบข. ก่อน . ? สำนักข่าวไทย

ที่มา https://tna.mcot.net/view/LI6VLrZ
7  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / อนุวัตจัดให้ : ยอยักษ์เคลื่อน จ.หนองบัวลำภู เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2019, 01:58:57 PM


อาหารแซ่บ ๆ มาแล้ว อนุวัตจัดให้ พร้อมทีมงาน จะพาคุณผู้ชมไปหาปลาแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน ด้วยการใช้ยอเคลื่อนหาปลา ที่จังหวัดหนองบัวลำภู

เห็นแบบนี้แล้ว ท้องร้อง หิวข้าวใช่ไหม

อนุวัตจัดให้ พร้อมทีมงาน กำลังทำอาหาร มีทั้งปลา และกุ้งแม่น้ำตัวโต ๆ

เมนูวันนี้มีหลากหลาย เป็นอาหารอีสานแซ่บ ๆ ทั้งนั้น ทั้งปลาลวกจิ้ม ลาบปลาแซ่บ ๆ

วันนี้เป็นของกินเมนูปลาเพียบไปหมด กินกันให้อิ่ม ค่อยไปทำงานหนัก ๆ กันต่อ

เห็นเมนูปลาแบบนี้แล้ว เราออกไปหาปลากับชาวบ้านดีกว่า วันนี้ผมจะพาคุณผู้ชมไปหาปลาแบบยอเคลื่อน แต่เป็นยอขนาดใหญ่ ที่เขื่อนอุบลรัตน์ จังหวัดหนองบัวลำภู

ยอเคลื่อน คือ ยอขนาดใหญ่ แต่สามารถเคลื่อนย้ายไปตามที่ต่าง ๆ เพื่อหาปลาได้ เห็นแบบนี้แล้วคันไม้คันมือ อยากจะมีส่วนร่วมในการยกยอเคลื่อนขนาดใหญ่นี้บ้าง

มองลงไปในเรือ ได้ปลาตะเพียนตัวเดียว

ลุงบอกว่า ปลาส่วนใหญ่ขายไปตั้งแต่เมื่อเช้า ก็ปลาที่เรากินที่ร้านอาหารนั่นแหละ โอ้โห...ได้เยอะมาก

ส่วนตอนนี้ไม่ได้แค่ตัวเดียว เพราะว่าปลารอบที่ 2 ของวันนี้ ที่ยกได้ อยู่ในสวิง ผูกอยู่ข้างเรือ ไปดูกันหน่อย

โอ้โห...ได้ตัวใหญ่แล้ว เห็นแบบนี้แล้ว ลองยกยอเคลื่อนแสดงฝีมือกับลุงดีกว่า ถ้าจะยก ต้องเคลื่อนไปบริเวณอื่น ว่าแล้วลุยกันเลย

เมื่อถึงจุดที่คิดว่าน่าจะมีปลาอยู่ ลองยกยอเคลื่อนดู

หนักไม่ใช่เล่น ตอนนี้รอเวลาไม่เกิน 5 นาที แล้วก็ยกขึ้น

คุณผู้ชม ได้แล้ว ตัวนี้พอดีแกงเลย การยกยอเคลื่อนเป็นวิถีของชาวบ้านที่บ้านท่าศิลา อำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู

เมื่อถึงฤดูหาปลา ชาวบ้านจะนำยอเคลื่อน ล่องไปหาปลา สร้างรายได้อีกทางหนึ่ง ผมเองได้ 1 ตัวแล้ว อยากได้อีก ก็ต้องยกเพิ่ม

ยกไปยกมา ยอหักซะงั้น ลุงเจ้าของเรือ บอกว่า ยอหักไปต่อไม่ได้ หากฝืน เรืออาจจะล่มได้ ขออภัยกินเยอะ แรงเยอะไปหน่อย

แต่ก็ได้เรียนรู้วิถีชาวบ้านที่หนองบัวลำภู อำเภอโนนสัง บ้านท่าศิลา คุณผู้ชมมีเวลาก็มาเที่ยวหนองบัวลำภูกันได้

ที่มา https://news.ch7.com/detail/377592

8  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงกุ้ง / การเลี้ยงกุ้งฝอย ในบ่อปลา 2-3 สัปดาห์ จับขายได้ กับอุปกรณ์ที่เรียกว่า ?อีจู้? เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2019, 03:43:45 PM
เรื่องราวของ คุณพงศกร พลบูรณ์ หรือคุณกอล์ฟ  หนุ่มวัย 27 ปี ที่ อ.นาแห้ว จ.เลย และภรรยา นางสาวนุชจรีภรณ์ ศรีสมบัติ อายุ 27 ปี ชาวบ้านเหมืองแพร่ อ.นาแห้ว จ.เลย



คุณกอล์ฟ เลี้ยงไก่ ทำสวนเกษตรผสมผสาน รวมทั้งเลี้ยงปลา ทั้งปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ ปลาหมอ ฯลฯ

และจากงานเลี้ยงปลานี่เอง ที่ให้เกิดการ เลี้ยงกุ้งฝอย ซึ่งเขาว่ามันเอื้อกันไปได้

นั่นคือ อาหารที่ใช้เลี้ยงปลา เมื่อปลากินเหลือเศษเล็กเศษน้อยยังพอเป็นอาหารของกุ้งฝอยได้ ซึ่งเมื่อกุ้งฝอยเติบโต ยังจับมาเป็นอาหาร หรือนำไปขายเป็นรายได้เสริม

ซึ่งการเลี้ยงกุ้งฝอย คุณกอล์ฟ ก็บอกว่า แทบจะไม่ได้ลงทุนอะไรเลย วิธีการก็คือ ไปหาพ่อแม่พันธุ์มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยใช้อุปกรณ์การจับจากภูมิปัญญาชาวบ้าน จับกุ้งมาเลี้ยง ที่เรียกว่า อีจู้


อีจู้

กุ้งฝอยที่เลี้ยงในบ่อปลา ต้องเป็นปลากินพืช จะไม่นำไปเลี้ยงไว้กับปลากินสัตว์


และเมื่อต้องการจับกุ้งฝอยจากบ่อขึ้นมากิน ก็ใช้อีจู้เช่นเดิม โดยจะใช้หัวอาหารใส่ลงไปในอีจู้ เพื่อเป็นตัวล่อกุ้ง เข้ามาติดกับ 1 อีจู้ สามารถจับกุ้งได้ประมาณครึ่งกิโล

ทั้งนี้ิ หลายคนรู้จัก "อีจู้" ในฐานะอุปกรณ์ดักจับปลาไหลที่สานมาจากไม้ไผ่ มีงาแซงอยู่ริมก้นไว้ใส่เหยื่อล่อไว้ในกะพ้อด้านใน มีลักษณะกลมจะป่องตรงส่วนก้น แล้วเรียวที่ส่วนบน คล้ายรูปหม้อคอสูง เป็นการสานแบบลายขัดสี่เหลี่ยมเป็นตาไม่ให้ปลาไหลลอดออกไปได้ แล้วเราต้องสานปลายปากอีจู้เรียวแคบลงทีละน้อย ส่วนริมปลายปากจะบานออกเล็กน้อย เพื่อวางที่ปิดส่วนใหญ่ใช้กะลามะพร้าว หรือเศษฟางเศษหญ้าปิดปากให้แน่น เมื่อปลาไหลเข้ามากินเหยื่อในอีจู้แล้วก็ไม่สามารถออกไปได้ แต่ระยะหลังนั้นยังมีอีจู้อีกแบบซึ่งดัดแปลงมาจากตาข่าย ทำในลักษณะคล้ายกัน


อีจู้ดักปลาไหล


ภาพจาก https://www.sac.or.th/



ที่มา : https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_70190

 

 

 

 
9  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / "ยุวเกษตรกร" โรงเรียนบ้านหนองไผ่ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ ต้นกล้าที่แข็งแกร่ง เมื่อ: พฤศจิกายน 27, 2019, 03:16:07 PM
สารคดีเสียงจากแผ่นดิน#5 EP.26 - "ยุวเกษตรกร" โรงเรียนบ้านหนองไผ่ อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ ต้นกล้าที่แข็งแกร่ง เรียนรู้จากห้องเรียน สู่การนำไปใช้ในชีวิตจริง

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=Y5F02gZ_WuY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=Y5F02gZ_WuY</a>

ที่มา : https://www.technologychaoban.com/highlight-clip/article_125169
10  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ / เกษตรกรนครศรีธรรมราช เลี้ยงปูดำ (ปูทะเล) มีคุณภาพ ตลาดต้องการ ขายได้ราคาดี เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2019, 03:55:02 PM
ยุคนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาหารที่ปรุงจากปูทะเลกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จะเห็นได้จากหลายเมนูที่อยู่ตามร้านอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปูผัดผงกะหรี่ ปูนึ่งรับประทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดก็ชวนน้ำลายสอไม่น้อย และอีกเมนูที่ผู้บริโภคยุคนี้มีความชื่นชอบเป็นอย่างมากนั้นก็คือปูไข่ดองน้ำปลา โดยใช้ปูทะเลที่มีความสดมาดองตามสูตรของตนเอง ทำให้เวลานี้ปูทะเลที่นำมาดองนั้นเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการ สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้ไม่น้อยทีเดียว


คุณนันทิยา เพ็ชรเกตุ

ปูดำหรือปูทะเลจึงเป็นอีกหนึ่งสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญอยู่ในเวลานี้ เพราะเกษตรกรผู้เลี้ยงสามารถนำมาทำตลาดได้ทั้งจำหน่ายเป็นปูไข่และปูเนื้อ ขึ้นอยู่ที่ว่าร้านอาหารนั้นๆ จะนำไปปรุงเป็นเมนูอะไร ทำให้อาหารที่ทำขึ้นจากปูดำจึงได้รับความนิยมและตลาดมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรเกิดรายได้และผลิตสินค้าที่ตรงตามความต้องการของตลาดมากขึ้น อย่างเช่นการเลี้ยงปูดำ



คุณนันทิยา เพ็ชรเกตุ อยู่บ้านเลขที่ 91 หมู่ที่ 6 ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเกษตรกรที่หันมาเลี้ยงปูดำหลังจากที่ปลดเกษียณจากงานประจำที่ทำ โดยใช้บ่อที่เป็นพื้นที่ว่างของครอบครัวที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ มาปรับเปลี่ยนเลี้ยงปูดำ เพื่อเป็นอาชีพสร้างรายได้หลังเกษียณจากงานประจำของเธอ


พื้นที่ก้นบ่อเลี้ยงปูดำ มีระดับพื้นตื้นลึกสลับกันไปมา

มองหาอาชีพสร้างรายได้
หลังเกษียณจากงานประจำ
คุณนันทิยา เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะเกษียณงานรับราชการ 1 ปี ได้กลับมายังบ้านเกิดจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อที่จะได้มาอยู่และใช้ชีวิตที่นี่ ซึ่งในขณะนั้นก็คิดอยู่เสมอว่าแม้เกษียณแล้วก็ต้องหาอาชีพทำเพื่อให้เกิดรายได้ จึงเห็นบ่อที่เคยเลี้ยงกุ้งของครอบครัวยังว่างอยู่ และยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์หลังจากที่เลิกเลี้ยงกุ้งไปแล้ว จึงทำให้เธอตัดสินใจที่อยากจะใช้พื้นที่บ่อนั้น มาเลี้ยงปูดำในเวลาต่อมา


ไม่มีบรรยายภาพ

?ช่วงที่เราลงไปดูพื้นที่แรกๆ ก็ดูก่อนว่าคนในพื้นที่นี้เขาทำอะไรกัน ซึ่งการทำประมงของพื้นที่นี้ค่อนข้างหลากหลายมาก มีทั้งเลี้ยงกุ้งกุลาดำและเลี้ยงปูดำ แต่เราเห็นว่าปูดำน่าเลี้ยงมากกว่า เพราะตลาดมีความต้องการสูง ก่อนที่จะเกษียณก็ศึกษาหาข้อมูลการเลี้ยงปูดำจากสื่อต่างๆ ว่ามีหลักการเลี้ยงอะไรบ้าง และเมื่อเกษียณเต็มตัวก็กลับมาอยู่บ้านและลงมือทำ พร้อมทั้งเข้าไปศึกษาหาความรู้จากเกษตรกรรายอื่นๆ ที่มาเป็นแนวทางเพื่อให้การเลี้ยงปูดำของเราประสบผลสำเร็จ และสร้างรายได้หลังเกษียณให้กับเราได้อย่างยั่งยืน? คุณนันทิยา เล่าความเป็นมาของการเลี้ยงปูดำ


ลูกปูดำที่จะนำมาเลี้ยงภายในบ่อ

พื้นที่บ่อเลี้ยงปูดำ
ต้องทำให้มีระดับที่หลากหลาย
ในขั้นตอนของการเลี้ยงปูดำนั้น คุณนันทิยา บอกว่า ในการเตรียมพื้นที่บ่อไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก หากพื้นที่บ่อเป็นบ่อที่เก่าและเลี้ยงมานานก็จะนำปูนขาวมาโรยให้ทั่วก้นบ่อ ซึ่งบ่อที่เลี้ยงปูดำมีขนาด 5 ไร่ ความลึกของก้นบ่ออยู่ที่ 2 เมตร แต่จะทำพื้นที่ก้นบ่อให้มีระดับของความลึกและตื้นที่สลับกันไป เพื่อที่ปูดำจะได้มีที่เกาะไม่อยู่ในระดับน้ำที่ลึกจนเกินไป จากนั้นนำน้ำที่มีค่าความเค็มอยู่ที่ 18 ppt มาใส่ให้เต็มบ่อแล้วจึงนำลูกปูดำที่ติดต่อซื้อมาจากคนที่นำมาส่งขายให้ ใส่เลี้ยงเข้าไปภายในบ่อ



?ลูกปูดำที่เราซื้อมาใส่เลี้ยงในบ่อจะมีด้วยกัน 2 ไซซ์ อย่างไซซ์แรกอยู่ที่ 14-15 ตัว ต่อกิโลกรัม ใช้เวลาเลี้ยงอยู่ที่ 3 เดือน จึงจะโตเต็มที่พร้อมจำหน่ายได้ และไซซ์ที่สองเป็นปูดำที่มีขนาดตัวใหญ่ขึ้นมาอีกไซซ์อยู่ที่ 7-8 ตัว ต่อกิโลกรัม ใช้เวลาเลี้ยงอยู่ที่ 45 วัน ก็จะโตใหญ่สามารถจับขายได้เช่นกัน ส่วนอาหารที่ใช้เลี้ยงปูดำจะเป็นปลาเป็ดที่ได้จากทะเลบ้าง จากแหล่งอื่นๆ บ้าง มาหั่นให้มีขนาดที่เล็กเพื่อให้ปูดำกิน ซึ่งอาหารที่ใช้เลี้ยงปูดำจะให้กินทีละน้อยๆ แต่ให้บ่อย เพื่ออาหารที่เลี้ยงจะไม่ไปสะสมภายในบ่อมากจนเกินไปจนทำให้น้ำเน่าเสีย? คุณนันทิยา บอก


บ่อเลี้ยงขนาด 5 ไร่

ส่วนในเรื่องของการป้องกันโรคอื่นๆ นั้น จะมีการถ่ายน้ำเก่าออกและนำน้ำใหม่ใส่ลงไป ก็จะช่วยให้ของเสียที่อยู่ในบ่อไหลออกมาด้วย จึงทำให้ภายในบ่อมีความสะอาดมากขึ้น ส่วนสัตว์ศัตรูอื่นๆ ของปูดำที่ต้องระวังคือ นก ปลากะพง ปลาชนิดอื่นๆ ที่จะมากินลูกปูดำได้ จึงต้องระวังอย่าให้มีอยู่ภายในบริเวณบ่อ

ปูดำสามารถจำหน่ายได้ 2 แบบ
เป็นปูเนื้อและปูไข่
ในเรื่องของการทำตลาดเพื่อจำหน่ายปูดำนั้น คุณนันทิยา บอกว่า เนื่องจากปูชนิดนี้เป็นที่ต้องการของตลาดเป็นอย่างมาก พ่อค้าแม่ค้าจึงเข้ามาติดต่อซื้อถึงหน้าฟาร์ม ซึ่งตัวเมียที่โตเต็มที่และมีไข่จะต้องจับส่งจำหน่ายทันทีเป็นปูไข่ ราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 350-450 บาท ส่วนตัวผู้สำหรับจำหน่ายเป็นปูเนื้อราคาจะถูกกว่าตัวเมียอยู่ที่กิโลกรัมละ 250-350 บาท โดยปูดำที่อยู่ภายในบ่อจะจับขึ้นมาจำหน่ายทุกสัปดาห์ เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายหมุนเวียนภายในฟาร์ม



?ปูดำเมื่อได้รอบที่จับขายได้ต้องขายทันที จะไปรอจับขายในช่วงราคาขึ้นไม่ได้ เพราะช่วงนั้นเราจะไม่รู้ว่าจะมีโรคอะไรมาทำให้ปูดำภายในบ่อตายบ้าง ดังนั้น เมื่อมีโอกาสต้องจับขายทันที พอเห็นปูดำในบ่อเราเริ่มมีจำนวนที่ลดน้อยลงแล้ว เราก็จะมีลูกปูดำชุดใหม่ๆ มาปล่อยลงเลี้ยงหมุนเวียนภายในบ่ออยู่เสมอ ก็จะทำให้การค้าขายของเราไม่ขาดช่วง และมีปูดำส่งให้พ่อค้าแม่ค้าอยู่ตลอด และรายได้ที่มีก็ไม่ขาดช่วงไปด้วย? คุณนันทิยา บอก

สนใจเรื่องการเลี้ยงปูดำสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณนันทิยา เพ็ชรเกตุ หมายเลขโทรศัพท์ (086) 558-1136

ที่มา : https://www.technologychaoban.com/bullet-news-today/article_130799
11  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ / เผยเทคนิคเลี้ยงปลากราย 1 ปี ได้น้ำหนัก 1 ตัวโลกว่า แม่ค้าชื่นชอบ เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2019, 04:13:07 PM
ปลากราย เป็นสัตว์น้ำจืดที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ ลำคลอง หนอง และบึง เกือบทั่วประเทศ โดยชื่อที่เรียกกันของแต่ละพื้นที่ก็จะมีความแตกต่างกันไปตามถิ่น เช่น ภาคเหนือ เรียกว่า ปลาหางแบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า ปลาตองกราย เป็นต้น ปลากรายเป็นปลาประเภทกินเนื้อ ซึ่งอาหารที่หากินตามธรรมชาติ ได้แก่ ตัวอ่อนของแมลง กุ้งฝอย ลูกปลาขนาดเล็ก และสัตว์น้ำอื่นๆ

ปลากราย มีลักษณะลำตัวยาวบาง แบนข้าง ส่วนหัวมีขนาดที่เล็กเว้าเป็นสันโค้ง ลักษณะที่เด่นของปลากรายคือ เหนือครีบก้นจะมีจุดสีดำค่อนข้างใหญ่ ประมาณ 5-10 จุด เรียงเป็นแถว สีของตัวปลามีลักษณะเป็นสีขาวเงิน ฤดูวางไข่ที่เหมาะสมของปลากรายอยู่ในช่วงเดือนมีนาคม-ตุลาคม



ปลากราย เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะนิยมนำมาขูดเอาเนื้อเป็นการเพิ่มมูลค่า เพราะจำหน่ายได้ราคาที่แพงกว่าปลาที่จำหน่ายเป็นตัว การนำเนื้อปลากรายมาปรุงอาหารนั้น สามารถทำได้หลากหลายเมนู เช่น ทอดมันปลากราย ลูกชิ้นปลากราย เป็นต้น ซึ่งคนส่วนใหญ่นิยมรับประทาน เพราะเนื้อปลามีรสชาติดี มีความนุ่มหนึบ

ซึ่งปัจจุบัน ปลากราย ที่จับได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติเริ่มมีจำนวนที่ลดน้อยลง จึงได้มีการเพาะพันธุ์และมีการเลี้ยงเป็นอาชีพมากขึ้น ถือเป็นการส่งเสริมด้านอาชีพต่อไป เหมือนเช่น คุณอนันต์ หิมารัตน์ อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 4 ตำบลคลองใหม่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มากด้วยประสบการณ์ เพราะปัจจุบันเขาไม่ได้เลี้ยงแต่ปลากรายเพียงอย่างเดียว แต่ยังทำงานด้านการเกษตรอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้อีกด้วย

 

ทำเกษตรหลากหลาย รวมทั้งการประมง

คุณอนันต์ เล่าให้ฟังว่า อาชีพหลักเริ่มแรกคือ ทำสวนผลไม้เป็นรายได้ ต่อมา ปี 2537 จึงได้มาทดลองเพาะพันธุ์ปลาแรด สาเหตุที่ทดลองเพาะพันธุ์ปลาดู เกิดเนื่องมาจากที่บ้านได้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาแรดไว้ จึงได้นำไข่ปลาแรดมาทดลองเพาะพันธุ์ก็ยังไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

"ตอนมาทดลองเพาะพันธุ์ ก็มีตายบ้างช่วงนั้น ก็หาวิธีมาเรื่อยๆ เพื่อดูไม่ให้ตาย พอเราลองแล้วประสบผลสำเร็จดี ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้น คนที่รู้ก็สนใจลูกพันธุ์ปลาแรดก็มาซื้อไปเลี้ยง ต่อมาประมาณ 3 ปี ก็ได้ไปรู้จักกับคนที่เขาทำเพาะพันธุ์ปลากรายที่สุพรรณบุรี เราก็ซื้อลูกปลาจากเขามาเพื่ออนุบาลจำหน่ายลูกพันธุ์ ก็ผลตอบรับดี จำหน่ายได้ คราวนี้เราก็ไม่อยากทำแต่ลูกพันธุ์ ประมาณปี 40 ก็เริ่มทดลองเลี้ยงเองบ้าง" คุณอนันต์ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการได้เริ่มเลี้ยงปลากราย

 

เน้นให้กินอาหารเม็ด สะดวกต่อการจัดการ
ในขั้นตอนแรกที่จะเลี้ยงปลากรายในบ่อดินนั้น คุณอนันต์ บอกว่า จะต้องนำลูกปลากรายขนาดไซซ์เล็กที่ออกจากไข่ใหม่ๆ มาอนุบาลในบ่อปูน ขนาด 2?2 เมตร ใส่น้ำให้มีปริมาณความลึก 30 เซนติเมตร ปล่อยลูกปลากราย ประมาณ 15,000 ตัว ต่อบ่อ


บ่อปูนสำหรับอนุบาล


ลูกปลากราย ขนาดไซซ์ 4 นิ้ว


ลูกปลากราย อายุประมาณ 10 วัน

"เราใช้เวลาอนุบาลในช่วงนี้ประมาณ 2 เดือน โดยลูกปลาที่ออกจากไข่ใหม่ๆ ในช่วงแรก เราจะให้กินลูกไรก่อน ให้กินอย่างนี้ประมาณ 20 วัน ขั้นตอนต่อไปเราก็จะเอามาฝึกอาหารเม็ดเล็ก ที่มีโปรตีนประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าต้องให้กี่มื้อ วันหนึ่งมากกว่า 3 มื้อ ผมว่างเดินผ่านมาเมื่อไหร่ก็จะให้อยู่ตลอด จนกว่าลูกปลาจะอิ่ม พอนานไปลูกปลาเริ่มแตกไซซ์ จากที่เคยอยู่ในบ่อปูน 15,000 ตัว ก็จะคัดออกเรื่อยๆ ไม่ให้หนาแน่นมากเกินไป ดูแยกไปจนได้ไซซ์ 4 นิ้ว ก็จะครบ 2 เดือนพอดี ก็จะเตรียมลงเลี้ยงในบ่อดินต่อไป บางส่วนก็จำหน่ายเป็นลูกพันธุ์" คุณอนันต์ กล่าวถึงขั้นตอนการอนุบาลลูกปลากราย


บ่อดินที่ใช้สำหรับเลี้ยงปลากรายของคุณอนันต์ เป็นบ่อดินที่มีขนาดประมาณ 5 ไร่ และขุดบ่อให้มีความลึกประมาณ 1.50 เมตร โดยการปล่อยลูกปลากรายลงไปในบ่อดินในช่วงแรก จะนำมุ้งเขียวมากักบริเวณให้ลูกปลาอยู่ในเนื้อที่ 200 ตารางวา ส่วนด้านบนก็ใช้ตาข่ายคลุมเพื่อกันนกไม่ให้ลงมากินลูกปลา ปล่อยลูกปลากรายเลี้ยงในบ่อดิน ประมาณ 40,000 ตัว ต่อบ่อ


บ่อดิน ขนาดพื้นที่ 5 ไร่

"ลูกปลาก็จะเลี้ยงอยู่ในที่กักบริเวณสักระยะ จนกว่าจะเจริญเติบโตอีกสักหน่อย เพื่อที่นกหรือสัตว์อื่นๆ มากินไม่ได้ อาหารที่ใช้ก็จะเริ่มให้เป็น เบอร์ 1 ได้เลย เพราะลูกปลากรายสามารถกินอาหารเม็ดใหญ่ได้แล้ว เราก็จะเปลี่ยนอาหารให้มีเบอร์ที่ใหญ่ขึ้น ตามตัวปลาที่ใหญ่ขึ้นทุก 2 เดือน เปอร์เซ็นต์โปรตีนก็ยังอยู่ที่ 40 เหมือนเดิม ให้ 2 มื้อ ต่อวันช่วงเช้าและเย็น" คุณอนันต์ อธิบายขั้นตอนการนำลูกปลาปล่อยลงบ่อดิน


คุณอนันต์ หิมารัตน์

ปลากราย เป็นสัตว์น้ำจืดที่มีความอดทนในเรื่องโรค คุณอนันต์ บอกว่า ตั้งแต่เลี้ยงมาจะเกิดปัญหานานๆ ครั้ง ซึ่งหากพบโรคที่เกิดกับปลาในระหว่างที่เลี้ยงจะนำปลาส่งเข้าห้องแล็บเพื่อวินิจฉัยโรค เพื่อจะได้ป้องกันได้อย่างถูกวิธีแบบที่ไม่เป็นการคาดเดาไปเอง

ระยะเวลาที่เลี้ยงปลากรายจนกว่าจะได้ไซซ์ขนาดที่ตลาดต้องการ ใช้เวลาประมาณ 9 เดือน ถึง 1 ปี

 

ขนาดไซซ์ 1 กิโลกรัม ขึ้นไป เป็นไซซ์ที่แม่ค้าชื่นชอบ
คุณอนันต์ เล่าว่า ปลากรายที่เลี้ยงภายในฟาร์มจะเลี้ยงให้มีอายุประมาณ 1 ปี จะได้ปลาที่มีน้ำหนัก ประมาณ 1 กิโลกรัมกว่าๆ ต่อตัว โดยตลาดส่วนใหญ่จะเป็นแม่ค้าที่มารับซื้อถึงฟาร์ม และส่งจำหน่ายตามท้องตลาดบ้าง



"ส่วนใหญ่ที่จำหน่าย จะเป็นแม่ค้าจากต่างจังหวัดเสียส่วนมาก มารับซื้อกันถึงที่ เราก็จะลากอวนจับให้เขา ราคาก็ขึ้นอยู่ว่าช่วงนั้นปลาขาดตลาดมากหรือน้อย ก็เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งแม่ค้าจะชอบปลาที่มีขนาดตัวไซซ์ 1 กิโลกรัมเศษๆ ตัวอ้วนๆ เพราะเวลาที่เขาไปขูดเนื้อก็จะได้เนื้อเยอะหน่อย" คุณอนันต์ เล่าถึงกลไกตลาด

ซึ่งปลากรายส่วนใหญ่ที่มีแม่ค้ามารับซื้อ จะนิยมนำไปขูดแล้วนำไปประกอบอาหารจำพวกแกง และทำเป็นทอดมันปลากราย ซึ่งแม่ค้าบางเจ้าก็รับซื้อกันมานานตั้งแต่ที่เขาเริ่มเลี้ยงปลากรายใหม่ๆ

คุณอนันต์ ยังบอกอีกด้วยว่า ทุกวันนี้สำหรับเขาการเลี้ยงปลากรายเป็นสิ่งที่มีความสุข และยังส่งมอบความสุขต่อให้กับคนอื่นๆ คือ การถ่ายทอดวิทยาการความรู้ให้กับผู้ที่สนใจอยากเลี้ยงอย่างไม่ห่วงวิชาแม้แต่น้อย

"ทุกคนที่มาสอบถามผม ผมยินดีให้คำตอบไม่มีปิดบังใครเลย ยินดีให้คำปรึกษา ทีนี้ส่วนใครที่อยากเลี้ยงเป็นอาชีพ ก็อยากให้ดูเรื่องพื้นที่ ว่าที่ดินเรามีน้ำพร้อมไหม จะได้ไม่ลำบากในเรื่องน้ำ คราวนี้เวลาที่เลี้ยงก็ต้องกักลูกปลาด้วย เพื่อควบคุมศัตรูพวกนกที่จะมากิน เพื่อที่ลูกปลาเราจะได้รอดได้เยอะที่สุด อีกอย่างลูกปลาเดี๋ยวนี้ก็ฝึกให้กินอาหารเม็ด มันก็จะสะดวกในเรื่องการจัดการ ไม่ต้องไปหาเหยื่อสดให้ยุ่งยาก และที่สำคัญที่สุด ต้องสอบถามหาความรู้กับคนที่เขาประสบผลสำเร็จ อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผู้เริ่มต้น" คุณอนันต์ กล่าวแนะนำ

ที่มา : https://www.technologychaoban.com/fishery-technology/article_3863
12  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / สารคดีเสียงจากแผ่นดิน #5 EP.23 - นอนโฮมสเตย์ ชิมอาหารทะเลสดๆ ที่ชุมชนเกาะพิทักษ์ เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2019, 04:00:20 PM
สารคดีเสียงจากแผ่นดิน #5 EP.23 - นอนโฮมสเตย์ ชิมอาหารทะเลสดๆ ที่ชุมชนเกาะพิทักษ์ จ .ชุมพร หมู่บ้านที่มีหนี้สินครัวเรือนรวมกว่า 29 ล้านบาท แต่เต็มไปด้วยความสุขที่ยั่งยืน

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=hvMpWNEaxvM" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=hvMpWNEaxvM</a>

ที่มา : https://www.technologychaoban.com/highlight-clip/article_122484
13  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / จีน-ฮ่องกงซื้อยางพาราไทยกว่า 260,000 ตัน เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2019, 04:00:48 PM


ก.เกษตรฯ 13 พ.ย. - พาณิชย์-เกษตรฯ โชว์ผลงานขายยางพารา 260,480 ตัน ให้เอกชนจีนและฮ่องกง มูลค่า 13,000 ล้านบาท

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันเป็นประธานแถลงข่าว "การขายยาง เพิ่มปริมาณส่งออก"

นายจุรินทร์ กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สามารถเจรจาซื้อขายยางพาราระหว่างประเทศกับผู้ซื้อเบื้องต้น 2 ราย คือ บริษัทเอกชนจากจีนลงนามเอ็มโอยูรองรับแล้ว เพื่อซื้อยางแท่ง STR 20 ปริมาณ 60,480 ตัน และบริษัทเอกชนจากฮ่องกงลงนามเอ็มโอยูรองรับแล้ว เพื่อซื้อยางแท่ง STR 20 ปริมาณ 100,000 ตัน และยางแผ่นรมควันชั้น 3 อัดก้อน 100,000 ตัน รวม 200,000 ตัน ทำให้มีปริมาณการซื้อขายยางพารารอบนี้ 260,480 ตัน มูลค่า 13,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 15-19 พฤศจิกายน 2562 นายจุรินทร์ จะเดินทางไปทำหน้าที่เซลล์แมนประเทศที่ตุรกีและเยอรมนี นอกจากนี้ วันที่ 20 พฤศจิกายน จะมีกิจกรรมพบปะระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายยางพารา และวันที่ 29-30 พฤศจิกายน จะมีการจัดงานเอ็กซ์โปยางพาราโดยรัฐบาลนำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่อิมแพ็คเมืองทองธานี

นายเฉลิมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีเกษตรกรชาวสวนยางขึ้นทะเบียนกับ กยท. 1,711,252 ราย แบ่งเป็นทำยางแผ่นดิบ 150,803 ราย น้ำยางสด 470,767 ราย และยางก้อนถ้วย 790,447 ราย โดยกระทรวงเกษตรฯ มีนโยบาย 11 โครงการ เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวสวนยางอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) รายงานว่าปี 2562 ไทยมีเนื้อที่กรีดยาง 20.45 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 0.43 ล้านไร่.-สำนักข่าวไทย

ที่มา : https://tna.mcot.net/view/4ZNwK3_
14  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / การประมง / คอลัมน์ ชายคาพระพิรุณ เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2019, 02:26:54 PM
กรมประมง ร่วมกับ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนาจำกัด (มหาชน) กำหนดจัดงาน "ประมงรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ" ครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด "สายธารแห่งพระบารมี 9 สู่วิถีประมงไทย" ระหว่างวันที่ 6 - 10 พฤศจิกายน 2562 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี โดย นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า วันที่ 7 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จฯทรงปล่อยพันธุ์ปลาจากบ่อส่วนพระองค์ลงในบ่อเลี้ยงของแผนกทดลองและเพาะเลี้ยงของกรมประมง และพระราชทานพันธุ์ปลาให้ข้าราชการและเกษตรกรนำไปเลี้ยงเพื่อแพร่ขยายพันธุ์ ดังนั้น เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่มีต่องานด้านการประมง กรมประมงจึงจัดงาน ประมงรำลึก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ครั้งที่ 9 ภายใต้แนวคิด "สายธารแห่งพระบารมี 9 สู่วิถีประมงไทย" ขึ้น โดยได้แบ่งกิจกรรมออกเป็น 4 โซน ได้แก่ โซนที่ 1 นิทรรศการด้านการประมง จัดแสดงนิทรรศการโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ การถ่ายทอดเรื่องราวบรรยากาศศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราช ดำริ จำลองป่าชายเลน และระบบนิเวศ รวมถึงกิจกรรมภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อาทิ การทำอีแปะ หรือวัสดุล่อหอยนางรม จัดแสดงภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รวบรวมภาพพระราชกรณียกิจการทรงงานด้านการประมง ที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทยเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ โซนที่ 2 นิทรรศการน้อมรำลึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จัดแสดงภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยรวบรวมภาพพระราชกรณียกิจการทรงงานด้านการประมง ที่ตรึงอยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทย จัดแสดงปลาพระราชทานทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ปลาหมอเทศ ปลานิล ปลากระโห้ ปลานวลจันทร์ทะเล และปลาในโครงการพระราชดำริ โซนที่ 3 นิทรรศการโครงการเกษตรอทิตยาทร จัดแสดงนิทรรศการกิจกรรมในโครงการเกษตรอทิตยาทร โครงการในพระดำริของพระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เพื่อถ่ายทอดความรู้วิชาการทางการเกษตรตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งยังส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้จากอาชีพหลักและอาชีพเสริมโดยภายในนิทรรศการมีการออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ร้านค้าของโครงการฯ โซนที่ 4 ตลาดส่งเสริมผลิตภัณฑ์ประมงเปิดโอกาสให้เกษตรสามารถนำผลิตภัณฑ์ด้านการประมงมาจำหน่ายภายในงานเพื่อส่งเสริม การตลาด ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประมง อาทิ ผลิตภัณฑ์จากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ผลิตภัณฑ์จากเกษตรกรโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ประเภทศูนย์เครือข่ายด้านการประมงรวมทั้งเกษตรกรทั่วไปและภาคเอกชน กรมประมงจึงขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมงาน ดังกล่าว ในระหว่างวันที่ 6 - 10 พฤศจิกายน 2562 ตั้งแต่เวลา 10.30-21.30 น. ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต จังหวัดนนทบุรี ซึ่งสามารถร่วมชมกิจกรรมต่างๆ ได้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย...

ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2541 กำหนดให้วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีเป็น "วันออมแห่งชาติ" เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของ การประหยัดและการออมว่าเป็นส่วนสำคัญของ ชีวิตที่จะต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และสมาชิกสหกรณ์ให้ดีขึ้นและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยในปีนี้ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจ บัญชีสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ กองประสานงานโครงการพระราชดำริ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เข้าร่วมจัดนิทรรศการในงานวันออมแห่งชาติ ประจำปี 2562 ของขบวนการสหกรณ์ ซึ่งจัดโดยสันนิบาตสหกรณ์ ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ และสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท ร่วมด้วยส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สมาชิกสหกรณ์ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนเห็นความสำคัญและตระหนักถึงประโยชน์ของการออมเพื่ออนาคต รวมทั้งส่งเสริมให้มีนิสัยรักการออม ณ ห้องประชุม สำนักงานใหญ่บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ กองประสานงานโครงการพระราชดำริ ได้เผยแพร่ความรู้ และให้คำปรึกษาแนะนำการจัดทำบัญชีรับ - จ่ายในครัวเรือน บัญชีต้นทุนประกอบอาชีพและบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อใช้บัญชีเป็นเครื่องมือในการวางแผนการใช้จ่ายเงิน รวมทั้งแจกสมุดบัญชีให้แก่ผู้ที่สนใจอีกด้วย.

กรมส่งเสริมการเกษตรเปิดรับสมัครและคัดเลือกเกษตรกรเข้าร่วม โครงการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้เป็น Young Smart Farmer ปี 2563 โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติคือ มีอายุระหว่าง 17-45 ปี และเริ่มต้นทำการเกษตร มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำเกษตรและต้องการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพชีวิตของตนเอง มีความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการและต้องเข้าร่วมกิจกรรมตลอดระยะเวลาของโครงการ โดยผู้สมัครจะต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้แล้ว เอกสารการสมัครประกอบด้วยรูปถ่ายขนาด 1.5 นิ้ว สำเนาทะเบียนเกษตรกร/ใบรับรองการขึ้นทะเบียนเกษตรกร สนใจสมัครตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

ที่มา : https://www.ryt9.com/s/nnd/3062187
15  ข่าวสารเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประมง / เกษตรและอาหาร / จีดีพีเกษตรไตรมาส 3 ขยายตัว 1.1% เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2019, 02:15:16 PM
สศก.เคาะตัวเลข GDP เกษตร ไตรมาส 3 ขยายตัว 1.1% พืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่ง เตือนปัจจัยเสี่ยงจากความแปรปรวนของอากาศ ส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

12 พฤศจิกายน 2562 นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาส 3 ปี 2562 (กรกฎาคม - กันยายน 2562)  



โดยพบว่า ขยายตัวร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกัน ของปี 2561 เนื่องจากสาขาพืชซึ่งเป็นสาขาการผลิตหลักของภาคเกษตรกลับมาขยายตัว หลังจากที่หดตัวลงในไตรมาสที่ผ่านมา โดยผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ทุเรียน มังคุด เงาะ และมันสำปะหลัง สำหรับสาขาบริการทางการเกษตรและสาขาป่าไม้ยังขยายตัวได้ ขณะที่สาขาปศุสัตว์และสาขาประมงหดตัวลง

นายพลเชษฐ์ ตราโช ผู้อำนวยการกองนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวถึงรายละเอียดว่า สาขาพืช ไตรมาส 3 ปี 2562 สามารถขยายตัวได้ร้อยละ 1.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 โดยพืชสำคัญที่มีผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางพารา เนื่องจากเนื้อที่กรีดได้เพิ่มขึ้นจากพื้นที่ปลูกใหม่ในปี 2556 ปาล์มน้ำมัน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุที่ให้ผลผลิตสูง


 
ทุเรียน มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขยายพื้นที่ปลูกในปี 2557 ที่เริ่มให้ผลผลิตในปีนี้ ทำให้มีเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น มังคุด มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากเนื้อที่ให้ผลเพิ่มขึ้น และปีที่ผ่านมาต้นมังคุดมีการพักสะสมอาหารทำให้ต้นมีความสมบูรณ์ เงาะ มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาในปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี จูงใจให้เกษตรกรมีการบำรุงและดูแลต้นให้มีความสมบูรณ์ และมันสำปะหลัง มีผลผลิตเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาในปีที่ผ่านมาอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้มีเนื้อที่เก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น และเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเร่งขุดมันสำปะหลังขายก่อนกำหนด ทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น

สำหรับพืชที่มีผลผลิตลดลง ได้แก่ ข้าวนาปี มีผลผลิตลดลง เนื่องจากฝนที่มาล่าช้าในช่วงต้นฤดูการเพาะปลูก ทำให้บางพื้นที่ขาดน้ำในการเพาะปลูกและปล่อยพื้นที่ให้ว่าง นอกจากนี้ ภาวะฝนทิ้งช่วงและผลกระทบจากพายุโพดุล ทำให้ต้นข้าวได้รับความเสียหาย ข้าวนาปรัง มีผลผลิตลดลง เนื่องจากภาวะภัยแล้ง และปริมาณน้ำที่น้อยกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เมล็ดข้าวไม่สมบูรณ์และผลผลิตต่อไร่ลดลง  

สับปะรดโรงงาน มีผลผลิตลดลง เนื่องจากราคาในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับต่ำ เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มีผลผลิตลดลง เนื่องจากการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด และภาวะฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ต้นข้าวโพดเจริญเติบโตไม่เต็มที่ รวมทั้งพื้นที่เพาะปลูกบางส่วนได้รับความเสียหายจากอุทกภัย และลำไย มีผลผลิตลดลง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดและฝนแล้ง ทำให้การติดผลไม่ดีเท่าที่ควร และบางพื้นที่ประสบวาตภัยและพายุฤดูร้อน ทำให้ผลอ่อนร่วงเสียหาย

 

ด้านราคาสินค้าพืช ราคาข้าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง แต่ยังมีความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นจากผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง ขณะที่ความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ยังมีอย่างต่อเนื่อง ราคาสับปะรดโรงงานเพิ่มขึ้นจากปริมาณผลผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ราคาทุเรียนเพิ่มขึ้น


 
เนื่องจากปริมาณผลผลิตยังไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ประกอบกับเกษตรกรมีการควบคุมคุณภาพทุเรียนให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด และราคาลำไยเพิ่มขึ้นจากปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดลดลง ในด้านราคามันสำปะหลังลดลง เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดปริมาณมาก และปัญหาน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้เกษตรกรเร่งขุดมันสำปะหลังขายก่อนกำหนด ราคายางพาราลดลง เนื่องจากผลผลิตมีปริมาณเพิ่มขึ้นจากพื้นที่เปิดกรีดยางใหม่ ราคาปาล์มน้ำมันลดลง เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องและสต็อกน้ำมันปาล์มยังคงมีปริมาณที่สูงกว่าสต็อกเพื่อความมั่นคงที่ประเมินไว้ ส่วนราคามังคุดและเงาะลดลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น

สาขาปศุสัตว์ ไตรมาส 3 ปี 2562 หดตัวร้อยละ 0.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 เนื่องจากผลผลิตสุกรซึ่งเป็นสินค้าสำคัญลดลง โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยลดการเลี้ยงจากภาวะต้นทุนที่สูงขึ้น รวมทั้งผู้ประกอบการมีการควบคุมการเลี้ยงและเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรที่มีการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน

ในขณะที่ไก่เนื้อ ไข่ไก่ และน้ำนมดิบมีผลผลิตเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี และความต้องการบริโภคของตลาดเพิ่มขึ้น ด้านราคาสินค้าปศุสัตว์ ราคาไก่เนื้อเพิ่มขึ้นจากปริมาณความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนราคาสุกรเพิ่มขึ้น เนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลง และราคาไข่ไก่เพิ่มขึ้นจากการปรับการผลิตไข่ไก่ทั้งระบบให้สอดคล้องกับความต้องการบริโภค ทำให้ภาวะไข่ไก่ล้นตลาดลดลงและเริ่มกลับสู่สมดุล สำหรับราคาน้ำนมดิบลดลงเล็กน้อยตามปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยยังมีระดับราคาใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา



สาขาประมง ไตรมาส 3 ปี 2562 หดตัวร้อยละ 0.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 เนื่องจากปริมาณสัตว์น้ำที่นำขึ้นท่าเทียบเรือในภาคใต้ลดลง และผลผลิตประมงน้ำจืด ได้แก่ ปลานิลและปลาดุกลดลง เนื่องจากแหล่งผลิตสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับความเสียหายจากพายุโพดุล ในขณะที่ปริมาณกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการฟาร์มที่ดี ด้านราคาสินค้าประมง ราคากุ้งขาวแวนนาไม (ขนาด 70 ตัว/กก.) ที่เกษตรกรขายได้ลดลงตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาปลานิลขนาดกลางและปลาดุกบิ๊กอุย (ขนาด 2-4 ตัว/กก.) เพิ่มขึ้น เนื่องจากความต้องการบริโภคยังมีอย่างต่อเนื่อง

สาขาบริการทางการเกษตร ไตรมาส 3 ปี 2562 ขยายตัวร้อยละ 2.5 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 เนื่องจากมีการจ้างบริการเครื่องจักรกลทางการเกษตรในการเตรียมดิน การเพาะปลูก การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยวมากขึ้น โดยเนื้อที่เก็บเกี่ยวมันสำปะหลังที่เพิ่มขึ้น และการเร่งขุดมันสำปะหลังขายก่อนกำหนดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้มีการจ้างบริการเครื่องขุดมันสำปะหลังเพิ่มขึ้น

รวมทั้งมีการใช้บริการเครื่องตัดท่อนพันธุ์มันสำปะหลังเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ท่อนพันธุ์ที่มีคุณภาพ ประกอบกับภาวะฝนทิ้งช่วงในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ทำให้เกษตรกรบางพื้นที่เลื่อนมาทำการเพาะปลูกข้าวในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม นอกจากนี้ เกษตรกรบางส่วนมีการใช้บริการโดรนสำหรับฉีดพ่นในพื้นที่เพาะปลูกมากขึ้น



สาขาป่าไม้ ไตรมาส 3 ปี 2562 ขยายตัวร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 เนื่องจากปริมาณไม้ยูคาลิปตัสและครั่งเพิ่มขึ้น โดยไม้ยูคาลิปตัสเพิ่มขึ้นจากความต้องการใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกระดาษและแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลของตลาดในประเทศและต่างประเทศยังคงเพิ่มขึ้น ส่วนผลผลิตครั่งมีปริมาณเพิ่มขึ้น เนื่องจากครั่งมีการเจริญเติบโตและฟื้นตัวได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลจากสภาพอากาศในช่วงที่ครั่งขยายพันธุ์เอื้ออำนวยกว่าปีที่ผ่านมา ประกอบกับอินเดียซึ่งเป็นคู่ค้าหลักมีความต้องการเพิ่มขึ้น

แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรในปี 2562 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.5 ? 1.5 เมื่อเทียบกับปี 2561 โดยสาขาพืช สาขาประมง สาขาบริการทางการเกษตร และสาขาป่าไม้ มีแนวโน้มขยายตัว เนื่องจากผลผลิตพืชสำคัญหลายชนิดและกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงมีทิศทางเพิ่มขึ้น

ส่วนสาขาปศุสัตว์มีแนวโน้มชะลอตัวจากผลผลิตสุกรที่ลดลง โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การวางแผนการผลิตอย่างเหมาะสม การส่งเสริมการรวมกลุ่ม การใช้เทคโนโลยีในการผลิตและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร การบริหารการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงการส่งเสริมการใช้สินค้าเกษตรในประเทศอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ ทั้งภาวะแห้งแล้งและการเกิดพายุฝนที่อาจส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

ที่มา : https://www.komchadluek.net/news/agricultural/398486?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

 

 

 

 

 

 
หน้า: [1] 2 3 4 5 6 ... 12