ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

การเลี้ยงกุ้งในปัจจุบันเกษตรกรมักเจอกับปัญหาที่มีความหลากหลาย จนทำให้เกษตรกรหลายรายต้องหยุดเลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ราคากุ้งที่ไม่แน่นอนและที่สำคัญปัญหาที่สร้างความเสียหายต่อระบบการเลี้ยงกุ้งจนทำให้ผลผลิตกุ้งต่อปีลดน้อยลงส่งผลต่อรายได้ที่ลดลงด้วยจำนวนเงินมหาศาล ปัญหานั้นก็คือ โรคกุ้งนั่นเอง เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่จะพบว่ากุ้งที่ตัวเองเลี้ยงเป็นโรคบ่อยครั้ง การวินิจฉัยโรคกุ้งนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

เพราะอาการของโรคที่ต่างกัน แต่สาเหตุของปัญหาอาจแตกต่างกัน อาการทั่วไปที่พบในกุ้งป่วยส่วนมากจะคิดว่ามีสาเหตุมาจากโรค ในความเป็นจริงกุ้งที่ตายอาจจะไม่ได้เป็นโรค แต่เกิดจากสภาพภายในบ่อไม่ดีไม่เหมาะสมและบางครั้งกุ้งที่ตายยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ว่าเกิดจากอะไร ขอยกตัวอย่างโรคที่พบมากและเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้

  
    โรคหัวเหลืองเกิดกับกุ้งอายุประมาณ 50-70 วัน ก่อนที่จะเริ่มมีกุ้งตาย การกินอาหารจะเพิ่มขึ้นมากติดต่อกันหลายวัน หลังจากเริ่มพบมีกุ้งตาย ควรจะลดปริมาณอาหารลงแล้ว ควรเติมน้ำเค็มเพื่อเพิ่มแร่ธาตุต่างๆ จะทำให้กุ้งแข็งแรงขึ้น หรือเติมเกลือแร่ลงไปในบ่อ เพื่อเสริมปริมาณแร่ธาตุบางตัวที่อาจจะมีไม่เพียงพอเนื่องจากกุ้งขาวมีการเจริญเติบโตรวดเร็วการลอกคราบแต่ละครั้งต้องใช้พลังงานมากกุ้งจะเครียดถ้าแร่ธาตุต่างๆมีไม่เพียงพอ กุ้งบางตัวจะตายเหตุการณ์เช่นนั้นพบได้บ่อยในช่วงฤดูร้อนที่อุณหภูมิของน้ำสูงมาก และน้ำมีความเค็มต่ำอัตราการตายจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลา 2-3 วัน โรคหัวเหลืองทำให้กุ้งตายรวดเร็วและรุนแรงมากที่สุด การแพร่กระจายในพื้นที่การเลี้ยงแต่ละแหล่งจะรวดเร็ว มาก ในระยะแรก ๆ ที่มีการเลี้ยงกุ้งโดยใช้ระบบเปิดถ่ายน้ำบ่อย ๆ แต่หลังจากมีการดัดแปลงการเลี้ยงกุ้งมาเป็นระบบถ่ายน้ำน้อยลง หรือใช้ระบบปิดแบบน้ำหมุนเวียน ทำให้การแพร่กระจายของโรคหัวเหลืองลดความรุนแรงลงไปแล้วการแพร่กระจายไม่กว้างขวางมาก สาเหตุจากเชื้อไวรัสที่แพร่ได้ง่าย การแก้ไขไม่มีสารเคมีชนิดใดรักษาได้เพียงแค่กำจัดและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ให้รีบจับกุ้งหลังจากพบว่ากุ้งเป็นโรคในกรณีที่กุ้งจับขายได้แล้วหรือทำลายกุ้งทั้งหมดเพื่อป้องกันการแพร่ของโรคไปยังบ่ออื่น
 
  

 โรคเรืองแสงเป็นอีกโรคหนึ่งที่พบบ่อยครั้งในการเลี้ยงกุ้ง แบคทีเรียที่ทำให้เกิดการเรืองแสงจะอ่อนแอกำลังและในที่มีแสงเราไม่สามารถมองเห็นได้แม้จะเป็นแสงอ่อนๆหรือแสงจันทร์ ถ้าไม่มืดสนิทอาจจะไม่เห็น และที่เห็นเป็นน้ำเรืองแสง แบคทีเรียชนิดนี้จะมาจากโปรโตซัวหรือแพลงก์ตอน ขึ้นกับฤดูกาลการแพร่กระจายของแพลงก์ตอนด้วย สาเหตุแสงในน้ำอาจมาจากหลายแหล่งโดยทั่วไป เป็นสิ่งปกติไม่เป็นปัญหาต่อกุ้ง แพลงก์ตอนเรืองแสงบางชนิดชี้ให้เห็นว่าคุณภาพน้ำไม่ดีและถ้ามีจำนวนมากอาจจะทำให้กุ้งหยุดกินอาหารได้ แบคทีเรียก็ทำให้เกิดการเรืองแสงได้และสามารถแยกออกได้ว่า การเรืองแสงนั้นเกิดแพลงก์ตอนหรือแบคทีเรีย ถ้าเรืองแสงเกิดจากแพลงก์ตอนเราควรแก้ไขโดยควรถ่ายน้ำบ่อยๆ จนกว่าน้ำใหม่ที่เข้ามาไม่มีแพลงก์ตอนเรืองแสง การป้องกัน เรืองแสงเป็นสภาพปกติของน้ำทะเลเนื่องจากพบได้ในแพลงก์ตอนหลายชนิด การควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อเฉพาะอย่าให้อาหารมากเกินไป การถ่ายน้ำปกติจะช่วยควบคุมความขุ่นใสของน้ำให้อยู่ในช่วงที่ปกติซึ่งจะป้องกันได้

  

 โรคดวงขาวจะมีลักษณะจุดขาวหรือดวงขาวมีขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.1 ถึง 2 มิลลิเมตรที่บริเวณใต้เปลือก โดยเฉพาะบริเวณส่วนหัวและด้านข้างลำตัวส่วนหางกุ้งที่เป็นโรคนี้จะว่ายอยู่บริเวณผิวน้ำหรือเกยบริเวณขอบบ่อไม่มีแรงดีดตัวกินอาหารลดลงบางครั้งพบกุ้งที่มีอาการลอกคราบไม่ออกหรือลอกคราบแล้วเปลือกไม่แข็งตัว อัตราการตายของกุ้งหลังจากเกิดโรคขึ้นอยู่กับแหล่งเลี้ยงและฤดูกาลเนื่องจากโรคตัวแดงดวงขาวมีสาเหตุมาจากไวรัสโดยไวรัสชนิดนี้จะทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงทางพยาธิสภาพคือเกิดจากเชื้อไวรัส ชนิด ดีเอ็นเอ (DNA) สามารถทำลายเนื้อเยื่อผิวใต้เปลือก เหงือก อวัยวะสร้างเม็ดเลือดต่อมน้ำเหลืองและเม็ดเลือดโดยทำให้นิวเคลียสของเซลล์บวมโตการวินิจฉัยโรคสามารถสังเกตอาการได้โดยกุ้งที่เป็นโรคจะมีลักษณะมีดวงสีขาวบริเวณเปลือกลักษณะดวงที่เกิดขึ้นนี้เกิดจากความผิดปกติของการ สะสมแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่ผิดปกตินอกจากนี้ยังสังเกตได้จากอัตราการตายและไม่สามารถใช้ยาปฏิชีวนะรักษาโรคชนิดนี้ได้การนำเหงือกและผิวใต้เปลือกของกุ้งป่วยมาย้อมด้วยฮีมาทอกซิลินและอีโอซิน (H&E)ก็เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถใช้ตรวจการติดเชื้อโรคดวงขาวในกุ้งกุลาดำได้อย่างรวดเร็ว     แนวทางแก้ไขโดยทั่วไปเก็บกุ้งที่ขึ้นขอบบ่อให้หมด ปรับปรุงคุณภาพน้ำ เช่น ทำสีน้ำให้ดีขึ้นในกรณีที่น้ำขุ่นมีตะกอนมากต้องทำสีน้ำให้เกิดขึ้นใหม่โดยเร็วโดยปิดเครื่องให้อากาศให้ตะกอนตก น้ำจะใส และแพลงก์ตอนพืชจะลอยขึ้นมาบริเวณผิวน้ำ เมื่อเติมปุ๋ยวิทยาศาสตร์ลงไปสีน้ำก็จะเกิดขึ้น กุ้งจะแข็งแรง เป็นปกติลักษณะดวงขาวเช่นนี้ไม่เกิดจากไวรัสดวงขาวถ้าเอากุ้งที่ขึ้นขอบบ่อไปตรวจด้วยเทคนิค พีซีอาร์ไม่พบการติดเชื้อไวรัสหรือดูลักษณะเนื้อเยื่อจะพบการติดเชื้อแบคทีเรียบ้างในตับ ตับอ่อนและผิวใต้เปลือก
    โรค EMSบ่อกุ้งที่พบว่ากุ้งแสดงอาการป่วยของโรคตายด่วนนี้ เกิดจากการติดเชื้อ แบคทีเรีย Vibrio parahemolyticusซึ่งอาจมีพันธุกรรมพิเศษที่สามารถสร้างสารพิษ  มาจากไวรัสของแบคทีเรีย (bacteriophage)  เจริญเติบโตอยู่ภายในกระเพาะอาหารของกุ้งและสร้างสารพิษออกมา สารพิษดังกล่าวจะเข้าสู่ตับและตับอ่อนผ่านทางลำไส้ (midgut) ทำให้ตับและตับอ่อนเกิดความเสียหาย ไม่ทำงาน ไม่สร้างน้ำย่อย ไม่ดูดซึมอาหาร และไม่สร้างเซลล์ใหม่ๆเชื้อแทรกซ้อนอยู่ในน้ำทะเล กุ้งจะมีอัตราการตายที่สูงในช่วงนี้และลักษณะตับและตับอ่อนจะเปลี่ยนไปมีลักษณะ บวม เหลวเป็นน้ำ หรือมีลักษณะเป็นเสี้ยนหรือหย่อมสีดำในเนื้อเยื่อตับและตับอ่อน การหยุดอาหาร ปรับปรุงคุณภาพน้ำ หรือการควบคุมแบคทีเรียแทรกซ้อนจะทำให้อัตราการตายของกุ้งลดลง หรือกุ้งหยุดตายได้ในระยะนี้ ลักษณะภายนอกของตับและตับอ่อนจึงดูเล็กลง และสีซีดลง เนื้อเยื่อที่เสียหายจะถูกแทนที่ด้วยเซลล์ชนิดอื่นๆทำให้ ตับและตับอ่อนมีลักษณะหยุ่นเหนียวกว่าตับกุ้งปกติเมื่อบี้ตับด้วยมือ กุ้งในบ่ออาจจะแสดงอัตราการตายตั้งแต่ในระยะนี้ถ้าได้รับสารพิษจำนวนมาก หรือตับและตับอ่อนจะอ่อนแอและไวต่อการติดเชื้อแทรกซ้อนชนิดอื่นๆทั้งหมดเมื่อเกษตรกรตรวจพบการตายในกุ้งอายุน้อย (น้อยกว่า 35 วันหลังจากปล่อยลงเลี้ยง) เกษตรกรจะมีทางเลือก 2 ทางคือ ทำลายกุ้ง (ปิดบ่อ)หรือหยุดการให้อาหารแก่กุ้งจนกว่าจะไม่พบกุ้งตายอีกในบ่อซึ่งก็จะกินเวลาประมาณ 5- 7 วัน จากนั้นเกษตรกรก็จะเริ่มให้อาหารแก่กุ้งใหม่แต่เมื่อกุ้งกลับมากินอาหารได้ดีในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่เคยได้รับก่อนการป่วย (ประมาณ 10 วันหลังจากการได้รับอาหารครั้งใหม่) กุ้งในบ่อนั้นก็จะมีอัตราการตายเกิดขึ้นมาอีก ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่จะตัดสินใจจับกุ้งในช่วงเวลานี้ อย่างไรก็ตามกุ้งในช่วงอายุดังกล่าวจะยังมีขนาดเล็กมากขายไม่ค่อยได้ราคายาปฏิชีวนะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในการใช้รักษาโรคตายด่วนภายหลังจากที่กุ้งแสดงอาการป่วยและตาย เนื่องจากไม่ได้ผลที่น่าพอใจและยังเป็นต้นเหตุของปัญหายาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อกุ้งอีกด้วยสารกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenol) ซึ่งเป็นสารสกัดจากพืชธรรมชาติที่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (antimicrobial activity) และมีสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการใช้รักษาโรคตายด่วน
    โรคที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่สำคัญ สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ถึงแม้ว่าโรคบางชนิดนั้นเป็นโรคที่ยากต่อการรักษา เมื่อเกิดขึ้นแล้วเกษตรกรส่วนใหญ่จะจับกุ้งขายทันทีถ้ากุ้งได้ขนาด แต่ถึงอย่างไรใช่ว่าเราจะหมดหนทางการต่อสู้กับโรคเหล่านี้เสียทีเดียว เราสามารถป้องกันได้ด้วยการเอาใจใส่ในทุกๆขั้นตอนของการเลี้ยงโดยเฉพาะขั้นตอนการเตรียมบ่อ ขอเอาใจช่วยเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทุกๆท่าน ให้มีความมุ่งมั่นและพยายามแก้ปัญหาดังกล่าวให้ได้ กรมประมงของเราพร้อมที่จะเดินเคียงข้างไปกับท่านพร้อมกับให้คำปรึกษาในทุกด้าน หากเกษตรกรรายใดสนใจหรือมีความต้องการจุลินทรีย์ (ปม.1) ทั้งแบบน้ำและแบบซองกรมประมงของเราพร้อมบริการฟรีครับ ติดต่อได้ที่สำนักงานประมงชายฝั่งทุกจังหวัดได้เลยครับ


http://www.thai-crayfish.com/?cat=12
http://www.arda.or.th/kasetinfo/south/shrimp/controller/01-04.php
http://niah.dld.go.th/th/AnimalDisease/aquatic_ShrimpDis.htm

 

19  พ.ค.2560