ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำปัญหาที่มักพบบ่อยคือ ของเสียที่เกิดจากการขับถ่ายของสัตว์น้ำและของเสียที่เกิดจากอาหารที่เหลือจากการให้สัตว์น้ำในปริมาณที่มากเกินไป ยิ่งกว่านั้นหากในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำไม่มีกลไกในการกำจัดของเสียดังกล่าวออกไป แล้วปล่อยให้มีการสะสมปริมาณของเสียมากขึ้น  เรื่อย ๆ ก็ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างแน่นอน แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว เรากลับพบว่าในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำมีกลไกการกำจัดของเสียโดยอาศัยกลุ่มจุลินทรีย์มาเป็นตัวช่วยในการทำลายซากของเสียและเปลี่ยนของเสียให้เป็นของดี

ภาพจาก  http://www.uvi.edu/


    ของเสียที่พบบ่อยและเป็นสารประกอบที่มีพิษมากที่สุดต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำคือ แอมโมเนีย รูปแบบของแอมโมเนียในน้ำมีอยู่ 2 แบบค่ะคือ unionized (NH3) และ ionized (NH4+) ซึ่งทั้ง NH3 และ NH4+จะมีความเป็นพิษต่อสัตว์น้ำ แต่ NH3 จะมีความเป็นพิษที่รุนแรงมากกว่า ซึ่งถือเป็นอุปสรรคต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ในต่างประเทศจึงได้มีการศึกษาเทคนิคการเลี้ยงปลาและกุ้งให้โตดี มีผลผลิตสูง โดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำน้อยระหว่างการเลี้ยง รวมถึงการใช้จุลินทรีย์ในน้ำมาจับกับแอมโมเนียแล้วให้เปลี่ยนรูปเป็นโปรตีนซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสัตว์น้ำแทน            ซึ่งชื่ออย่างเป็นทางการของจุลินทรีย์ที่ทำหน้าที่ดังกล่าวนั้นก็คือ ไบโอฟลอด (Biofloc) หรือที่หลาย ๆ คนในวงการกุ้งไทยเรียกกันว่า ตะกอนจุลินทรีย์ นั่นเองค่ะ               กลุ่มฟลอค (floc) หมายถึง กลุ่มของจุลินทรีย์พวกเฮทเทอโรโทรฟิค (Heterrotrophic bacteria) ที่มารวมตัวกันเป็นตะกอนแขวนลอย ขนาดของกลุ่มฟลอคอยู่ที่ 0.2-2.0 มิลลิเมตร กลุ่มฟลอคมีการดึงไนโตรเจนมาเพื่อสร้างเซลล์ใหม่ ซึ่งเนื้อเซลล์ใหม่ที่ว่านี้ก็คือสารพวกโปรตีน เมื่อสัตว์น้ำกินจุลินทรีย์ที่รวมตัวเป็นฟลอคก็เท่ากับว่าสัตว์น้ำได้กินอาหารที่มีโปรตีนเข้าไปนั่นเอง
   กระบวนการการเกิดของฟลอค                           พบว่าการเกิดฟลอคสามารถเกิดขึ้นได้เองในแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่หากเราจะนำประโยชน์ของฟลอคมาใช้กับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเชิงพาณิชย์นั้นพบว่า เราสามารถสร้างฟลอคขึ้นมาได้ค่ะ ซึ่งกระบวนการเกิดฟลอคทั้งในธรรมชาติและที่เราจะสร้างขึ้นอาศัยหลักการเดียวกันนั่นก็คือ สัดส่วนของคาร์บอนกับไนโตรเจนที่เหมาะสม และในระหว่างนั้นน้ำจะต้องมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาเพราะไม่อย่างนั้นกลุ่มฟลอคก็จะตกตะกอนแล้วทับถมกันที่พื้นจนกลายเป็นของเสียอีกครั้ง         ทั้งคาร์บอนและไนโตรเจนนั้นถือเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของพวกจุลินทรีย์ซึ่งแหล่งที่มาของคาร์บอนคือ สารที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบได้แก่ แป้ง (starch) น้ำตาล (sugar) เซลลูโลส (cellulose) และพวกกากใย (fiber) ส่วนแหล่งที่มาของไนโตรเจนคือ สารที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบได้แก่ กรดอะมิโน (amino acid) โปรตีน (protein)                      และเพื่อให้เรานึกภาพออกง่ายขึ้นดิฉันอยากให้เราจินตนาการว่าตอนนี้เรากำลังเลี้ยงกุ้งอยู่บ่อหนึ่งซึ่งการให้อาหารกุ้งในแต่ละครั้งถือเป็นการเพิ่มโปรตีนหรือไนโตรเจนลงไปในบ่อกุ้ง ส่วนที่กุ้งกินและดูดซึมไปใช้ได้ก็จะกลายเป็นเนื้อกุ้ง ส่วนที่กุ้งกินเหลือและขี้กุ้งที่ขับถ่ายออกมานั้นก็จะกลายไปเป็นแอมโมเนียและหากต้องการที่จะกำจัดแอมโมเนียก็จะต้องมีการปรับสัดส่วนของคาร์บอนกับไนโตรเจนให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม โดยการเติมแหล่งคาร์บอนลงไปในบ่อเช่น แป้ง หรือน้ำตาล เมื่อเติมคาร์บอนลงไปจุลินทรีย์ก็จะดึงคาร์บอนมาเป็นแหล่งพลังงาน แล้วก็จะดึงเอาไนโตรเจนซึ่งเป็นสารประกอบของแอมโมเนียที่มีอยู่ในน้ำมาเป็นตัวสร้างเซลล์เพื่อการเจริญเติบโต ดังนั้นถ้ามีการเติมคาร์บอนลงไปมาก ๆ ก็เท่ากับเป็นการส่งเสริมให้ให้จุลินทรีย์มีการดึงไนโตรเจนมาใช้มากขึ้นตามไปด้วย ผลก็คือ ปริมาณแอมโมเนียในน้ำก็จะลดลง ขณะเดียวกันปริมาณของจุลินทรีย์ก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วยเท่ากับว่าประสิทธิภาพของการบำบัดน้ำในบ่อก็ย่อมจะดีขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้จาการรายงานการศึกษาหาสัดส่วนที่เหมาะสมระหว่างคาร์บอนกับไนโตรเจน (C:N ratio) ที่เหมาะสมคือ 20 นั่นคือ หากน้ำในบ่อมีไนโตรเจนเท่ากับ 1 คาร์บอนก็มีเท่ากับ 20 จึงจะทำให้จุลินทรีย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ   
    พูดถึงไบโอฟลอค (Biofloc) กับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในบ้านเราถือว่ายังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก จะมีก็แค่กลุ่มคนเลี้ยงกุ้งเชิงพาณิชย์ซึ่งถือว่ายังน้อยอยู่ แม้ว่าในมุมมองของผู้เพาะเลี้ยงบางท่านอาจจะยังไม่แน่ใจในประสิทธิภาพของการบำบัดน้ำเสียจากกลุ่มจุลินทรีย์ แต่เมื่อไม่นานมานี้ที่ประเทศอังกฤษได้มีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับไบโอฟลอคกับคุณภาพน้ำและการเจริญเติบโตของปลานิล (Niletilapia) ภายในถัง                                 
    วิธีการก็คือ ควบคุมแสงภายในถังที่เลี้ยง แล้วแบ่งการทดลองออกเป็น 2 ชุด โดยชุดการทดลองที่ 1 กำหนดให้มีการเติมน้ำ 250 ลิตรจำนวน 2 ถัง ถังที่ 1 เติมไบโอฟลอคที่มีส่วนประกอบของโปรตีน 35 เปอร์เซ็นต์ลงไป ส่วนถังที่ 2 ให้เติมไบโอฟลอคที่มีส่วนประกอบของโปรตีน 24 เปอร์เซ็นต์ลงไปสำหรับชุดการทดลองที่ 2   กำหนดให้มีการเติมน้ำ 250 ลิตรเช่นกันต่างกันตรงที่ไม่มีการเติม             ไบโอฟลอคลงไปในภายในถัง จากนั้นก็มีการตีน้ำตามปกติในการทดลองครั้งนี้ปลานิลที่ปล่อยลงแต่ละถังจะมีน้ำหนักรวมเท่ากับ 3 กิโลกรัม อาหารที่ให้คิดเป็น 1.5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักปลาทั้งหมด
    จากผลการทดลองครั้งนี้พบว่า ปลาในถังที่มีการเติมไบโอฟลอคจะมีอัตราการรอด                100 เปอร์เซ็นต์และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 45 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปลานิลในถังที่ไม่มีการเติมไบโอฟลอค เป็นการยืนยันได้ว่าปลาสามารถใช้ไบโอฟลอคเพื่อการเจริญเติบโตได้ และทั้ง 2 ถังที่มีการเติมไบโอฟลอคนั้นผลที่ได้ก็ไม่มีความแตกต่างกัน         
   จากรายงานการศึกษาข้างต้นจะเห็นได้ว่าคุณสมบัติบางประการของไบโอฟลอดยังคงรอการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อนำมาต่อยอดในการพัฒนาการเพราะเลี้ยงน้ำในลำดับต่อไป
    ประโยชน์จากการใช้ไบโอฟลอด(Biofloc)
    1.ตัวสัตว์น้ำ : เนื่องจาก Biofloc เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่นำมาใช้เพื่อบำบัดน้ำให้มีคุณภาพที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ดั้งนั้นสัตว์น้ำก็ย่อมมีการเจริญเติบโตที่ดี
    2.ความถี่ในการเปลี่ยนถ่ายน้ำ : หากมีการนำ Biofloc มาใช้กับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จุลินทรีย์ก็จะเป็นตัวที่ค่อยควบคุมคุณภาพน้ำภายในบ่อโดยอัตโนมัติ ฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อย ๆ
    3.ผลผลิตที่ได้ : เมื่อกลไกการบำบัดน้ำเสียภายในบ่อเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อัตราการตายของสัตว์น้ำย่อมน้อย ผลผลิตที่ตามมาย่อมคุ้มค่ากับการลงทุน
    4.ค่าใช้จ่าย : Biofloc เป็นกลไกการรักษาสมดุลภายในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ จึงสามารถช่วยลดต้นทุนแก่ผู้ประกอบการในแง่ของการซื้อพวกจุลินทรีย์ผงมาใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อีกทั้งการที่ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อย ๆ ยังเป็นการช่วยลดค่าพลังงานจากการสูบน้ำออกจากบ่อได้อีกทางหนึ่งด้วย
     เมื่อพิจารณาจากประโยชน์ของไบโอฟลอด (Biofloc) ต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแล้ว มาถึงตอนนี้เราคงต้องยอมรับกันแล้วนะค่ะว่าเรื่องของไบโอฟลอด ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องหันมาให้ความสนใจกันให้มากขึ้น เพราะจุลินทรีย์จัดเป็นฮีโร่ขนาดเล็กจากธรรมชาติที่มีคุณอนันต์ต่อการเพาะเลี้ยงสัตย์น้ำอย่างแท้จริง

 

เรียบเรียงโดย........อนุสรา  แก่นทอง



เอกสารอ้างอิง

สมหมาย  เชี่ยววารีสัจจะ.2539.เอกสารคำสอนการจัดการคุณภาพน้ำ.ภาควิชาวาริชศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เอกอนันต์  ยุวเบญจพล.สมดุลธรรมชาติในบ่อกุ้ง(ออนไลน์)สืบค้นจาก :        http://www.shrimpcenter.com/page000495. (7/9/2553).

M.E. Azim,a,and D.C. Littlea.2008. The biofioc technology (BFT) in indoor tanks: Water quality, biofloc composition, and growh and welfare of Nile tilapia (Oreochromis niloticus).