ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากเดิมโดยการพึ่งพาอาหารจากธรรมชาติ เปลี่ยนแปลงมาเป็นการเลี้ยงแบบพัฒนาทำให้ความต้องการใช้อาหารเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีสูงขึ้น จึงมีโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำจำหน่ายในประเทศเกิดขึ้นจำนวนมาก

ดังนั้นเพื่อให้มีหลักประกันทางด้านคุณภาพของอาหารสัตว์น้ำที่ผลิตจำหน่าย   กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2525   กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงออกประกาศลงวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534 เรื่องกำหนดชื่อและประเภทและคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุสำหรับสัตว์น้ำ โดยให้ควบคุมอาหารสัตว์น้ำ 4 ประเภท คือ กุ้งทะเล กุ้งน้ำจืด ปลาดุก และปลาน้ำจืดกินพืช เฉพาะประเภทวัตถุที่ผสมแล้ว ชนิดอาหารสัตว์น้ำผสมสำเร็จรูป หัวอาหารสัตว์ และชนิดสารผสมล่วงหน้าซึ่งประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 108 ตอนที่ 218 ลงวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2535
       เพื่อให้การควบคุมดูแลคุณภาพอาหารสัตว์น้ำที่ออกประกาศดังกล่าวได้รับการกำกับ ดูแล อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ กรมประมงรับมอบอำนาจจากกรมปศุสัตว์ ตามหนังสือกรมปศุสัตว์ที่ กษ 0604/5 ลงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 ให้ดำเนินการในกิจการที่เกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์น้ำ ดังนั้นในปี พ.ศ. 2535 กรมประมงจึงได้ประกาศจัดตั้งสำนักควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์น้ำเพื่อรับผิดชอบในการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ตามพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. 2525 ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 จึงได้ปรับเปลี่ยนเป็นกองควบคุมและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 5 ตึกปลอดประสพ กรมประมง โดยแบ่งงานหลักออกเป็น 2 ส่วน ประกอบด้วยกลุ่มวิจัยอาหารสัตว์น้ำ และศูนย์ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์น้ำ
        กลุ่มวิจัยอาหารสัตว์น้ำมีหน้าที่และความรับผิดชอบศึกษา ค้นคว้า ทดลองวิเคราะห์และวิจัยอาหารสำหรับสัตว์น้ำเกี่ยวกับความต้องการทางด้านโภชนาการหรือความต้องการสารอาหารประเภทต่าง ๆ สัดส่วนที่เหมาะสมของสารอาหารแหล่งวัตถุดิบที่เหมาะสมในการผลิตอาหารสัตว์น้ำ การพัฒนารูปแบบการผลิตเพื่อการใช้ประโยชน์สารอาหารให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมทั้งศึกษาการตกค้างของยาและสารพิษ ผลการศึกษาต่าง ๆ ได้ใช้ในการอบรมและเพื่อเผยแพร่ต่อเกษตรกร ทั้งยังใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาตั้งมาตรฐานอาหารสัตว์น้ำที่ผู้ประกอบการผลิตหรือนำเข้ามาจำหน่าย
        ส่วนศูนย์ควบคุณภาพอาหารสัตว์น้ำทำหน้าที่ในการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์น้ำแบ่งออกเป็นงานมาตรฐานอาหารสัตว์น้ำ งานทะเบียนงานวิเคราะห์คุณภาพอาหารสัตว์น้ำในการทำหน้าที่ออกใบอนุญาตผลิต/ใบอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารสัตว์น้ำ ใบอนุญาตขายอาหารสัตว์น้ำ รับขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์น้ำสุ่มเก็บตัวอย่างจากโรงงานผลิต และจากฟาร์มของเกษตรกรตรวจสอบควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานโดยการวิเคราะห์คุณภาพทั้งด้านเคมี และกายภาพ และมีหน้าที่ในการศึกษาวิจัยทางด้านอาหารสัตว์น้ำอุตสาหกรรมเพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการพิจารณาตั้งมาตรฐานอาหารสัตว์น้ำที่ผู้ประกอบการผลิตหรือนำเข้ามาจำหน่ายให้เกษตรกร
       ปัจจุบันโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำที่ขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์น้ำกับกรมประมงมีทั้งหมด 85 โรงงาน เป็นโรงงานผลิตอาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูปจำนวน 43 โรงงานและผลิตสารผสมล่วงหน้าจำนวน 42 โรงงานโดยขออนุญาตผลิตกับกรมประมงจำนวน 51 โรงงาน และขออนุญาตผลิตกับกรมปศุสัตว์ จำนวน 34 โรงงาน จำนวนสูตรอาหารผสมสำเร็จรูปทั้งหมดมี 2054 สูตร แบ่งเป็นอาหารกุ้งทะเล 1408 อาหารกุ้งก้ามกราม 135 สูตร อาหารปลาดุก 290 สูตร และอาหารปลากินพืช 221
 สูตร ส่วนสารผสมล่วงหน้ามีทั้งหมด 214 สูตร รวมทั้งอาหารผสมสำเร็จรูปและสารผสมล่วงหน้าเป็น 2268 สูตร (ข้อมูลถึงเดือนมีนาคม 2545) ดังนี้

ชนิดของอาหาร
จำนวนสูตร
1. อาหารสัตว์ผสมสำเร็จและหัวอาหารสำหรับ
    1.1 กุ้งทะเล
1,408
    1.2 กุ้งก้ามกราม
135
    1.3 ปลาดุก
290
    1.4 ปลากินพืชน้ำจืด
221
รวม
2,054
2. สารผสมล่วงหน้า
241
3. รวมทั้งหมด
2,268

 ขั้นตอนการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์น้ำ
        การควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์น้ำเพื่อจำหน่ายของกรมประมงมี 4 ขั้นตอนหลักดังนี้
1. การออกใบอนุญาตผลิตและนำเข้าอาหารสัตว์น้ำ
2. การรับขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์น้ำ
3. การตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพอาหารสัตว์น้ำ
4. การสุ่มเก็บตัวอย่างอาหารสัตว์น้ำเพื่อควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์น้ำตามที่ขึ้นทะเบียนและ
จำหน่ายในประเทศและส่งออก
 หลักเกณฑ์ในการขออนุญาตผลิตและนำเข้าอาหารสัตว์น้ำ
        การผลิตอาหารสัตว์น้ำเพื่อจำหน่าย
ในการผลิตอาหารสัตว์น้ำเพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกรผู้ผลิตต้องผ่านขั้นตอนการขออนุญาตทั้งหมด 4 ขั้นตอน
1. ดำเนินการจัดตั้งบริษัทให้ถูกต้องโดยได้รับอนุญาตจาก กรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์
2. ขออนุญาตสร้างโรงงานจากกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อรับใบ ร.ง.4 (ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน)
3. ขออนุญาตจากกรมประมงเพื่อผลิตอาหารกุ้ง โดยแนบใบ ร.ง. 4 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากกรมโรงงาน โดยเจ้าหน้าที่กรมประมงจะไปตรวจสถานที่ผลิต เครื่องจักร อุปกรณ์และขบวนการผลิตเพื่อตรวจสอบว่าโรงงานสามารถผลิตอาหารสัตว์น้ำอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานได้หรือไม่ เมื่อตรวจสอบเรียบร้อยแล้วว่าโรงงานมีความ
สามารถผลิตอาหารที่มีคุณภาพได้และมีสถานที่เก็บอาหารสำเร็จรูปและวัตถุดิบอย่างถูกต้องพอเพียงและสะอาด ก็จะออกใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ให้กับบริษัทฯ ต่อไป
 การนำเข้าอาหารสัตว์น้ำเพื่อจำหน่าย
       การขออนุญาตนำเข้าและการขอขึ้นทะเบียนจะต้องยื่นหลักฐานต่าง ๆ ดังนี้
1. เอกสารแสดงว่าเป็นเจ้าของกิจการ
2. สำเนารูปถ่ายบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นซึ่งใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนได้
3. สำเนาหรือรูปถ่ายทะเบียนบ้าน
4. สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน วัตถุประสงค์และผู้มีอำนาจลงชื่อแทนนิติบุคคล ขออนุญาต ไม่เกินหกเดือน (กรณีนิติบุคคลเป็นผู้ขออนุญาต)
5. หนังสือแสดงว่าเป็นผู้ดำเนินกิจการนิติบุคคล (กรณีนิติบุคคลเป็นผู้ขออนุญาต)
6. สำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการค้าตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข (กรณีที่เป็นกิจการค้า ซึ่งต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการค้าด้วยการสาธารณสุข)
7. สำเนาใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือสำเนา คำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.01) หรือใบทะเบียนพาณิชย์ (กรณีผู้ขออนุญาตเป็นผู้รับใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
หรือใบทะเบียนพาณิชย์)
8. สำเนาหรือรูปถ่ายใบอนุญาตประกอบธุรกิจสำหรับคนค่างด้าว (กรณีเป็นคนต่างด้าว)
9. ตัวอย่างอาหารที่ขอขึ้นทะเบียนอย่างน้อย 500 กรัม
10. คำขออนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารสัตว์ แบบ น.ส.1
 ขั้นตอนในการออกใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์น้ำ/ใบอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารสัตว์น้ำ
1. ผู้ประกอบการจะต้องเตรียมเอกสารหลักฐานให้ครบถ้วน ยื่นต่อเจ้าหน้าที่งานทะเบียน
2. เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่นำโดยผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์น้ำจะเดินทางไปตรวจสอบสถานที่ผลิต/นำเข้า
3. เมื่อตรวจสอบแล้วมีข้อท้วงติงใด ๆ คณะผู้ตรวจสอบจะแจ้งผู้ประกอบการเป็นลายลักษณ์อักษรให้แก้ไขเมื่อผู้ประกอบการแก้ไขเรียบร้อยแล้วให้แจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อตรวจสอบใหม่
4. เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่จะอนุญาตให้ผลิต/นำเข้าได้ คณะเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจะสรุปผลการตรวจ เพื่อเสนออธิบดีลงนามในเอกสารใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ และใบอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารสัตว์น้ำ
5. เมื่ออธิบดีกรมประมงลงนามเรียบร้อยแล้ว จะแจ้งให้ผู้ประกอบการทราบเพื่อรับใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์/ใบอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารสัตว์น้ำ แต่ยังผลิต/นำเข้าอาหารสัตว์น้ำเพื่อจำหน่ายมิได้ ต้องดำเนินการขอขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์น้ำที่จะผลิต/นำเข้าแต่ละสูตรก่อน
 อาหารสัตว์น้ำที่ต้องขึ้นทะเบียน
     อาหารสัตว์น้ำสำหรับ กุ้งทะเล กุ้งน้ำจืด ปลาดุก และปลากินพืชน้ำจืดที่ต้องขึ้นทะเบียนกับกรมประมงได้แก่ประเภทวัตถุที่ผสมแล้ว ชนิด อาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูป หัวอาหารสำหรับสัตว์น้ำ และสารผสมล่วงหน้า
1. อาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูป หมายถึงอาหารที่มีส่วนผสมหลายชนิดที่มีคุณค่าทางอาหารเหมาะสมกับความต้องการของสัตว์น้ำ และผ่านกรรมวิธีในการผลิต พร้อมที่จะใช้เลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น อาหารสำเร็จรูปชนิดเม็ด/เกล็ด/ผง ที่ใช้ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ
2. หัวอาหารสัตว์ หมายถึง อาหารที่มีส่วนผสมที่มีคุณค่าทางอาหารสูงในระดับหนึ่ง มีลักษณะเป็นผง และจะต้องผสมกับวัตถุดิบอื่นตามคำแนะนำที่ระบุบนฉลากก่อนจะนำไปใช้เลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น หัวอาหารกุ้งก้ามกรามที่ต้องมีการผสมปลาสด รำข้าว ปลายข้าวก่อน แล้วนำมาอัดเป็นเม็ดใช้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม
3. สารผสมล่วงหน้า ตามพระราชบัญญัติอาหารสัตว์ พ.ศ. 2525 กำหนดว่า ต้องมีส่วนผสมที่ประกอบด้วยวัตถุที่เติมในอาหารสัตว์ ผสมกับ สื่อ (Carriers)
      3.1 วัตถุที่เติม ตามพรบ. อาหารสัตว์น้ำ เช่น วิตามิน แร่ธาตุ กรดอะมิโน เลซิติน เป็นต้น
      3.2 สื่อ ได้แก่ วัตถุทีใช้ในการเจือจางหรือใช้เป็นส่วนผสมของวัตถุที่เติมในอาหารสัตว์และให้หมายความรวมถึงส่วนของพืช แร่ธาตุ กาก น้ำตาล ผลิตผลที่เหลือจากการหมัก น้ำ น้ำมัน ที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ วัสดุที่เหลือจากการเกษตรที่ปลอดภัย เคลย์ (Clay) ซิลิคอนไดออกไซด์ เคโอลิน (Kaolin) แป้งจากพืชที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ เดกซ์โตรส แล็กโตส เป็นต้นตัวอย่างสารผสมล่วงหน้า เช่น วิตามินผสมซึ่ง 1 กิโลกรัมอาจจะประกอบด้วย วิตามินซี 500 กรัม และ แล็กโตส 500 กรัม หรือ แร่ธาตุรวม ที่มีสื่อเป็น แกลบบดไม่น้อยกว่า 20%
 ขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนอาหารผสมสำเร็จรูปหรือหัวอาหารสัตว์น้ำ
      เมื่อบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์ หรือใบอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารสัตว์แล้วจึงจะขอขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ได้โดยจะต้องนำเอกสารดังต่อไปนี้มาขอขึ้นทะเบียนที่กองควบคุมและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ กรมประมง
1. คำขอขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ประเภทวัตถุที่ผสมแล้วชนิดอาหารผสมสำเร็จรูปหรือ หัวอาหารสัตว์
2. สำเนาใบอนุญาตผลิตหรือใบอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารสัตว์จากกรมประมง/กรมปศุสัตว์
3. ตัวอย่างฉลากและข้อความบนฉลาก
4 ตัวอย่างอาหารสัตว์ที่ขอขึ้นทะเบียน จำนวนอย่างน้อย 500 กรัม
5 หนังสือรับรองผลวิเคราะห์อาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูปหรือหัวอาหารสัตว์ (โปรตีน ไขมัน กาก และความชื้น) พร้อมด้วยวิธีวิเคราะห์ จากห้องปฏิบัติการของหน่วยงานรัฐบาลหรือห้องปฏิบัติการเอกชนที่เชื่อถือได้
6 รายงานผลการทดลองใช้อาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูปหรือหัวอาหารสัตว์ (ถ้ามี)
7 รายละเอียดของวัสดุที่จะประกอบเป็นอาหารสัตว์น้ำ ตามแบบแจ้งชนิดและปริมาณการใช้วัตถุที่เติมในอาหารสัตว์ ระบุวัตถุดิบที่ใช้ประกอบเป็นอาหารสัตว์น้ำ พร้อมทั้งวิธีการใช้ด้วย
 ขั้นตอนการขอขึ้นทะเบียนสารผสมล่วงหน้าสำหรับอาหารสัตว์น้ำ
     การขอขึ้นทะเบียนสารผสมล่วงหน้าจะต้องยื่นหลักฐานดังนี้
1. คำขอขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ประเภทวัตถุที่ผสมแล้วชนิดสารผสมล่วงหน้า
2. สำเนาใบอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารสัตว์ หรือ ใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์
3. ตัวอย่างภาพเหมือนของภาชนะบรรจุหรือหีบห่อที่ชัดเจนหากมีฉลากติดควรจะให้เห็นข้อความที่ระบุบนภาชนะบรรจุ
4. หนังสือรับรองวัตถุที่เติมที่สำคัญสำหรับสารผสมล่วงหน้าที่ต่างประเทศให้ไว้เพื่อแสดงการอนุญาตให้ใช้ (Certificate of free sale) โดยให้แจ้งผู้ผลิต ชื่อผลิตภัณฑ์พร้อมทั้งรายละเอียดผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับที่ยื่นคำขอ
5. หลักฐานแสดงการวิเคราะห์วัตถุที่เติมในอาหารสัตว์ที่สำคัญ โดยมีข้อความดังต่อไปนี้
     5.1 วันที่วิเคราะห์
     5.2 ผลวิเคราะห์ของตัวอย่างที่ขอขึ้นทะเบียน พร้อมด้วยวิธีวิเคราะห์ จากห้องปฏิบัติการของหน่วยงานรัฐบาล หรือห้องปฏิบัติการเอกชนที่เชื่อถือได้ ระบุบริษัท  ผู้นำเข้าและบริษัทผู้ผลิต
     5.3 ผู้รับรองผลวิเคราะห์พร้อมชื่อและตำแหน่งโดยควรจะเป็นผู้รับผิดชอบในห้องปฏิบัติการ
6. ตัวอย่างสารผสมล่วงหน้า ที่นำมาขึ้นทะเบียน จำนวน 500 กรัม
7. เอกสารแสดงกระบวนการผลิตอย่างคร่าว ๆ
8. ฉลากภาษาอังกฤษที่ปิดบนภาชนะบรรจุ (ถ้ามี) การพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์น้ำ
      เมื่องานทะเบียนของศูนย์ควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์น้ำตรวจสอบเอกสารคำขอขึ้นทะเบียนเรียบร้อยแล้วจะดำเนินการจัดประชุมพิจารณาคำขอขึ้นทะเบียนสูตรอาหาร โดยคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากกองต่าง ๆ มีหน้าที่รับผิดชอบด้านอาหารสัตว์น้ำ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ สุขภาพสัตว์น้ำ และ
 กฎหมายเข้าร่วมเป็นกรรมการ คณะกรรมการฯ จะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาดังนี้
1. ชื่อทางการค้าที่ขอขึ้นทะเบียนจะต้องไม่แสดงสรรพคุณเกินจริง และไม่ซ้ำกับอาหารสูตรที่ได้ขึ้นทะเบียนไปแล้ว
2. วัตถุดิบที่นำมาประกอบเป็นอาหารสัตว์น้ำจะต้องไม่เป็นพิษต่อน้ำหรือมีสารตกค้างเป็นพิษต่อผู้บริโภค วัตถุดิบที่ใช้ผลิตอาหารสัตว์น้ำส่วนใหญ่ได้แก่ ปลาป่น เปลือกและหัวกุ้งป่น ปลาหมึกป่น กากถั่วเหลือง ข้าวโพด กากถั่วลิสง ปลายข้าว น้ำมันปลา รำข้าว แป้งสาลี แป้งมันสำปะหลัง วิตามิน แร่ธาตุ สารเหนียว และสารถนอมคุณภาพอาหารสัตว์ ส่วนสารผสมล่วงหน้าที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมงส่วนใหญ่จะเป็น วิตามินและแร่ธาตุ เป็นต้น
3. ต้องเป็นวัตถุดิบที่รัฐมนตรีมิได้ประกาศห้ามใช้เป็นวัตถุที่เติมในอาหารสัตว์ตามประกาศของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น ห้ามใช้สารเคมีชนิดคลอแรมเฟนิคอล ฟูราโซลิโดน และ ไนโตรฟูราโซน และโอลาควินด๊อกซ์เป็นวัตถุที่เติมในอาหารสัตว์ในการผลิตอาหารสัตว์น้ำ
4. อัตราส่วนหรือปริมาณของวัตถุที่เติมในอาหารสัตว์ต้องเป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนด เช่น สารถนอมคุณภาพอาหารสัตว์ อีทอกซีควิน ใช้ไม่เกินร้อยละ 0.015 เป็นต้น5. ห้ามใช้เนื้อป่น กระดูกป่น เลือดป่นของสัตว์ ที่มีแหล่งกำเนิดจากสหภาพยุโรป และประเทศที่มีรายงานการระบาดของโรค Bovine Spongiform Encephalopathy (BSE) เป็นส่วนผสมของอาหารปลา และไม่อนุญาตให้ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารกุ้งเพื่อป้องกันผลกระทบต่อการส่งออกสินค้ากุ้งของประเทศ
6. ไม่อนุญาตให้ใช้ยาหรือสารปฏิชีวนะเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตผสมในอาหารสัตว์น้ำ เนื่องจากในสัตว์น้ำยังไม่มีเอกสารทางวิชาการยืนยันว่า สารปฏิชีวนะมีผลต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำแต่ในทางตรงกันข้ามอาจทำให้เกิดการสะสมและตกค้างของสารปฏิชีวะนะซึ่งไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคได้ และอาจสะสมในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ และแหล่งน้ำสาธารณะทั่วไป ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหาย และมีผลทำให้เกิดการดื้อยา
7. กรมประมงยังไม่มีการรับขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์น้ำผสมยา
8. สรรพคุณที่โฆษณาต้องไม่เกินจริง หรือเป็นสื่อที่อาจจะชวนเชื่อที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิด
9. วันล่วงอายุที่บริษัทผู้ผลิต/นำเข้าขอจดทะเบียนว่าเหมาะสมหรือไม่ ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของอาหาร วิธีการบรรจุ และภาชนะที่บรรจุ โดยทั่วไปอนุญาตให้บริษัทขอจดทะเบียนวันล่วงอายุของอาหารสัตว์ผสมสำเร็จรูปได้ไม่เกิน 3 เดือน วิตามินรวมไม่เกิน 12 เดือน แร่ธาตุรวมไม่เกิน 12 เดือน ถ้าเป็นวิตามินผสมกับแร่ธาตุจะมีวันล่วงอายุได้ไม่เกิน 6 เดือน
10. คุณภาพทางเคมีและลักษณะอาหารของกุ้งทะเล กุ้งก้ามกราม ปลาดุก ปลากินพืชน้ำจืดต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ประกอบการพิจารณาการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์น้ำ หากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ฯ จะต้องมีเอกสารการทดลองเพื่อประกอบการพิจารณาด้วย
11. ถ้าหากสูตรอาหารสัตว์น้ำไม่ได้คุณภาพที่กำหนด คณะกรรมการจะไม่อนุญาตให้ผลิตอาหารสูตรนั้น ผู้ผลิตจะต้องนำกลับไปปรับปรุงให้ได้คุณภาพ แล้วมาขอขึ้นทะเบียนใหม่ หากสูตรอาหารใดผ่านการพิจารณา ทางกองควบคุมและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำจะเสนอกรมประมงอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนได้ และออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ของแต่ละสูตรให้แก่ผู้ประกอบการโดยอธิบดีกรมประมงเป็นผู้ลงนาม (และออกเป็นหลักฐานให้ผู้มาขอขึ้นทะเบียนเก็บไว้ 1 ฉบับ และอีก 1 ฉบับ จะเก็บเป็นหลักฐานของทางราชการ)
 ขั้นตอนการขออนุญาตขายอาหารสัตว์น้ำ
        ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าซึ่งอาหารสัตว์น้ำที่ได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์น้ำจากกรมประมงแล้วสามารถผลิตขายได้เลย แต่ผู้ขายอาหารสัตว์น้ำที่ไม่ได้ป็นผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าซึ่งอาหารสัตว์น้ำจะต้องขออนุญาตขายจากกรมประมงก่อน ดังขั้นตอนต่อไปนี้
+ สถานที่ขออนุญาต สำนักงานประมงจังหวัด หรือกองควบคุมและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ
หลักฐานที่ใช้
1. แบบคำขออนุญาตขายอาหารสัตว์
2. สำเนาใบทะเบียนการค้า หรือ ใบทะเบียนพาณิชย์
3. สำเนาทะเบียนบ้าน
4. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
5. ใบมอบอำนาจ ติดอากรแสตมป์ 30 บาท (ในกรณีที่เจ้าของกิจการไม่ได้มาเอง)
6. สำเนาใบอนุญาตประกอบกิจการค้าตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข
7. ทบ. 8 (รายละเอียดสถานที่ขายอาหารสัตว์)
 อายุของใบอนุญาตขาย มีกำหนดให้ใช้จนถึงวันสิ้นปีปฏิทินของปีที่ออกใบอนุญาต
ค่าธรรมเนียม
1. ใบอนุญาตผลิต
     + สำหรับเครื่องจักรที่มีกำลังผลิตไม่เกินชั่วโมงละ 10 ตัน ค่าธรรมเนียม 1,500 บาท
     + ส่วนกำลังที่เกิน 10 ตัน/ชม. คิดเพิ่มตันละ 500 บาท
2. ใบอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารสัตว์ ฉบับละ 10,000 บาท
3. ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนสูตร สูตรละ 1,000 บาท
4. ใบอนุญาตขาย
     + ขายส่งและขายปลีก ฉบับละ 300 บาท
     + ขายปลีก ฉบับละ 100 บาท
 อายุของใบอนุญาตขาย มีกำหนดให้ใช้จนถึงวันสิ้นปี ปฏิทินของปีที่ออกใบอนุญาต
ระบบการตรวจสอบและการวิเคราะห์คุณภาพอาหารสัตว์
1. การตรวจวิเคราะห์คุณภาพอาหารสัตว์น้ำที่มาขอขึ้นทะเบียน
   ตัวอย่างสูตรอาหารที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมงจะถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการทางเคมีของกองควบคุมและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำตรวจสอบวิเคราะห์ว่าอาหารสัตว์น้ำนั้นมีคุณภาพไม่ด้อยกว่าที่มาขอขึ้นทะเบียนกับกรมประมง ในกรณีที่ตัวอย่างอาหารไม่ได้มาตรฐานหรือด้อยกว่าที่ขึ้นทะเบียนไว้ ทางกองควบคุมและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำจะรีบแจ้งผู้ผลิตให้ปรับปรุงจนได้คุณภาพไม่น้อยกว่าที่ระบุในฉลาก จึงจะออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์น้ำให้ หากต่อมาทางบริษัทฯ ไม่สามารถ
ปรับปรุงสูตรให้เป็นไปตามที่ขอขึ้นทะเบียนได้ กรมประมงจะยกเลิกทะเบียนสูตรดังกล่าวนั้น
2. การตรวจวิเคราะห์คุณภาพอาหารสัตว์น้ำจากการสุ่มเก็บตัวอย่าง
    ทางกองควบคุมและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำจะส่งสารวัตรอาหารสัตว์น้ำออกไปตรวจเก็บตัวอย่างที่โรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำ และฟาร์มของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ มาวิเคราะห์คุณภาพทางเคมีในอาหารสัตว์น้ำที่ผลิตเพื่อขายว่าตรงตามป้ายฉลากที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมประมงหรือไม่ รวมทั้งมีการตรวจสอบการตกค้างของยาปฏิชีวนะบางชนิดในอาหารสัตว์น้ำ เช่น ออกซิเททราไซคลิน และ ในปัจจุบันกองควบคุมและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำได้ทำการตรวจสอบยาและสารเคมีอื่น ๆ เพิ่มเติม เช่น คลอแรมเฟนิคอล และ ไนโตรฟูแรน
     ในกรณีที่มีเกษตรกรร้องเรียน ก็จะส่งเจ้าหน้าที่ออกไปเก็บตัวอย่างอาหารสัตว์น้ำในบริเวณหรือท้องที่ที่เกษตรกรร้องเรียนมา เพื่อนำมาวิเคราะห์คุณภาพางเคมี คือโปรตีน ไขมัน กาก ความชื้น ตรวจสอบสิ่งปลอมปน ได้แก่ ขนไก่ป่น และหนังสัตว์ และคุณภาพทางกายภาพอื่น ๆ รวมทั้งยาตกค้าง และชี้แจงให้เกษตรกรทราบทันทีที่ทราบผลการวิเคราะห์
     ในส่วนภูมิภาคกรมประมงได้มอบให้ประมงจังหวัดและประมงอำเภอตรวจร้านขายอาหารสัตว์น้ำในท้องที่ว่าดำเนินการถูกต้องตามระเบียบหรือไม่ โดยออกตรวจเป็นประจำ แล้วรายงานให้กรมประมงทราบทุกเดือน
3. การรับรองระบบ GMP และ HACCP 
      กรมประมงมีนโยบายที่จะให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำของไทยมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับจึงได้มีการส่งเสริมให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำจัดทำระบบ GMP และ HACCP โดยกรมประมงเป็นผู้ให้การรับรองระบบ เพื่อให้โรงงานผลิตอาหารสัตว์มีการกำกับดูแลให้ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพปราศจากอันตรายจากการปนเปื้อนของสารเคมี สารพิษ สิ่งปลอมปนทางกายภาพ หรือเชื้อโรค เป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายกับสัตว์รวมทั้งผู้บริโภคผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ และจะทำให้โรงงานมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ
      นอกจากนี้ กรมประมงยังออกใบรับรองอาหารสัตว์น้ำที่ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศให้กับบริษัทที่ผลิตอาหารสัตว์น้ำที่ขึ้นทะเบียนแล้วกับกรมประมง เช่นCertificate of Free Sale และใบรับรองอื่น ๆ ทั้งนี้การออกใบรับรองนั้นขึ้นอยู่กับการร้องขอจากประเทศคู่ค้า ความเหมาะสมของผลิตภัณฑ์และโรงงานที่ขอใบรับรอง ตลอดจนผลยืนยันการวิเคราะห์ตามชนิดของใบรับรอง
 บทกำหนดโทษเกี่ยวกับผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ที่กระทำความผิด
       บทกำหนดโทษต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอาหารสัตว์น้ำ จะอาศัยอำนาจตามมาตราต่าง ๆ ในพระราชบัญญัติอาหารสัตว์ พ.ศ. 2525 เป็นตัวกำหนด ซึ่งได้บัญญัติไว้ 8 หมวด72 มาตรา และกำหนดบทลงโทษผู้ไม่ปฏิบัติตาม ในหมวด 8 (มาตรา 57-71) ในความผิดที่กระทำอันฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ มีโทษจำหรือปรับ ซึ่งมีโทษสูงสุดจำคุก 1-5 ปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาทหรือทั้งปรับทั้งจำ เช่น
     มาตรา 59 ผู้ใดขายอาหารสัตว์โดยฝ่าฝืนมาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ไม่มีใบอนุญาตขาย) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน ห้าพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
     มาตรา 62 ผู้ใดผลิตเพื่อขาย หรือ นำเข้าเพื่อขายซึ่งอาหารสัตว์ปลอมปน หรืออาหารสัตว์ที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 31(1) หรือ (4) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงห้าปีหรือปรับตั้งแต่ หนึ่งหมื่นบาทถึงห้าหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
     หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์น้ำสามารถติดต่อสอบถามได้ที่กองควบคุมแและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ กรมประมงชั้น 5 อาคารปลอดประสพโทร. 0-2940-6149, 0-2940-6130-45 ต่อ 4511
 หลักการเลือกซื้ออาหารสัตว์น้ำ
1. เลือกอาหารให้ถูกต้องกับชนิดสัตว์ที่เลี้ยง
      อาหารสำเร็จรูปที่ผลิตออกขายตามท้องตลาดแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 3 กลุ่ม คืออาหารปลา อาหารกุ้งน้ำจืด และอาหารกุ้งทะเล อาหารแต่ละชนิดทำจากวัตถุดิบชนิดต่าง ๆ แตกต่างกันออกไป และมีองค์ประกอบทางเคมีที่แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะสมกับชนิดและขนาดของสัตว์น้ำ ดังนั้น ผู้เลี้ยงจึงควรเลือกอาหารให้เหมาะสมกับสัตว์ที่เลี้ยง
2. เลือกขนาดและรูปแบบของอาหารให้เหมาะสมกับขนาดของสัตว์น้ำ
      ขนาดของอาหารมีความสำคัญมาก ทั้งนี้ขนาดของอาหารจะขึ้นกับชนิดและอายุของสัตว์น้ำเพราะถ้าอาหารมีขนาดเล็กเกินไป สัตว์น้ำจะจับกินได้ยาก แต่ถ้าอาหารมีขนาดใหญ่เกินไป สัตว์น้ำจะกินไม่ได้ อาหารที่เหลืออยู่ในบ่อจะมีผลเสียต่อคุณภาพน้ำ
3. พิจารณาวัตถุดิบที่ใช้เป็นองค์ประกอบของอาหารสัตว์น้ำ
     วัตถุดิบหลักที่ใช้ในอาหารสัตว์น้ำ ได้แก่ ปลาป่น กากถั่วเหลือง รำข้าว แป้งสาลี และอื่น ๆ ซึ่งบนภาชนะบรรจุอาหารสัตว์น้ำ จะมีรายชื่อของวัตถุดิบที่เป็นส่วนผสมของอาหารอยู่ ชนิดของวัตถุดิบสามารถบอกถึงคุณภาพของอาหารนั้นได้อย่างคร่าว ๆ เช่น การมีปลาป่นเป็นองค์ประกอบย่อมดีกว่า มีเนื้อและกระดูกป่นเป็นองค์ประกอบ และในอาหารกุ้งทะเลไม่ควรใช้เนื้อและกระดูกป่น
4. กลิ่น
     อาหารที่ดีควรมีกลิ่นดึงดูดให้สัตว์น้ำเข้ามากินอาหารได้มากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นเหม็นหืน เพราะจะทำให้รสชาติของอาหารเสีย คุณค่าทางอาหารลดลง และยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพของสัตว์น้ำโดยตรง
5. สี
      อาหารสัตว์น้ำควรมีสีที่เหมือนกันตลอดทั้งถุง ความแตกต่างของสีในเม็ดอาหาร แสดงว่าวัตถุดิบไม่ได้รับการผสมผสานอย่างทั่วถึงหรือเกิดเนื่องจากความสุกของเม็ดอาหารไม่เท่ากัน
6. ความสดของอาหาร
      อาหารสัตว์น้ำไม่ควรมีอายุการเก็บมากกว่า 3 เดือน เพราะจะทำให้คุณค่าของอาหารลดลง และอาจมีเชื้อราเกิดขึ้นได้ ในกรณีที่ผู้ซื้อพบเชื้อราในถุงอาหารสัตว์น้ำ ให้นำส่งคืนร้านค้า
7. สิ่งปะปน
       อาหารที่ดีไม่ควรมี สิ่งอื่นปลอมปน เช่น แมลง หรือ หนอน ก้อนกรวด ก้อนหิน ทราย เปลือกปู หอยและอื่น ๆ การมีสิ่งปะปนแสดงว่า การเก็บรักษาวัตถุดิบที่ใช้ในการผสิตไม่ถูกต้องและอาหารที่ผลิตไม่ได้รับการควบคุมคุณภาพก่อนบรรจุ
8. ฝุ่น 
      อาหารที่มีฝุ่นมากจะทำให้อาหารสูญเสียไปในน้ำและทำให้น้ำเสีย อาหารที่ดีควรมีฝุ่นไม่เกินร้อยละ 2
9. ความคงทนของอาหาร
      อาหารสัตว์น้ำจะต้องมีความคงทนอยู่ในน้ำได้นานพอสมควรตามลักษณะการกินอาหารของสัตว์น้ำเพื่อให้คุณค่าทางอาหารยังครบอยู่ ไม่ละลายน้ำไปก่อนที่สัตว์น้ำจะกิน อาหารกุ้งควรมีความคงทนในน้ำไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมงส่วนอาหารปลามีความคงทนในน้ำไม่ต่ำกว่า 15 นาที - 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับชนิดของปลา
10. เลือกซื้ออาหารสัตว์น้ำที่ขึ้นทะเบียนแล้ว
      ควรซื้ออาหารสัตว์น้ำที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องแล้ว โดยสังเกตจากฉลากจะต้องมีเลขทะเบียนอาหารสัตว์น้ำ ซึ่งแสดงว่าได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมประมงหรือกรมปศุสัตว์แล้ว อาหารที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมงแล้วจะมีเลขทะเบียนอาหารสัตว์ประกอบด้วย อักษร "ป" และตามด้วยรหัสตัวเลขอีก 10 ตัว เช่น ป. 01 01 43 9000 หรือถ้าอาหารที่ขึ้นทะเบียนกับกรมปศุสัตว์จะมีเฉพาะรหัสตัวเลข 10 ตัวเช่น 01 02 45 9999 หรือสามารถสอบถามข้อมูลอาหารที่ขึ้นทะเบียนแล้วได้ที่กองควบคุมและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำ กรมประมง หรือ กองควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์
11. ต้องซื้ออาหารที่ยังไม่หมดอายุ
      ผู้ซื้อต้องเลือกซื้ออาหารที่ยังไม่หมดอายุมาใช้ โดยดูที่ฉลากต้องมีวัน เดือน ปี ที่ผลิต และวัน เดือน ปี ที่หมดอายุ ระบุอย่างชัดเจนที่ภาชนะบรรจุ พร้อมทั้งระบุชื่อ สถานที่ผลิตและจัดจำหน่าย โดยภาชนะบรรจุอาหารจะต้องอยู่ในสภาพเรียบร้อยไม่ชำรุด หรือเปียกน้ำ
 การเก็บรักษาอาหารสัตว์น้ำ
      การเก็บรักษาอาหารสัตว์น้ำเป็นสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่เกษตรกรควรเอาใจใส่ หากมีการเก็บอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ จะทำให้คุณภาพอาหารลดลง หรือ มีสารพิษที่เป็นอันตรายกับสัตว์น้ำเกิดขึ้น
 สถานที่เก็บอาหารสัตว์น้ำควรมีลักษณะดังนี้
1. ที่เก็บอาหารสัตว์น้ำควรเป็นโรงเรือนโปร่ง ไม่ควรมีความร้อนและความชื้นสูง ควรมีการถ่ายเทอากาศได้ดีเพื่อป้องกัน
    การเกิดเชื้อรา
2. สถานที่เก็บอาหารต้องปราศจากหนูและแมลงซึ่งจะเป็นพาหนะนำเชื้อโรค และสารพิษมาปนเปื้อนกับอาหารได้
3. สถานที่เก็บอาหารควรมีหลังคาคลุม เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารถูกแสงแดดโดยตรง เพราะจะทำให้วิตามินในอาหารถูก 
    ทำลาย และป้องกันไม่ให้อาหารเปียกน้ำเวลาฝนตก
4. ไม่ควรวางอาหารบนพื้นโดยตรง ควรทำชั้นวางเพื่อป้องกันความชื้น

 

 

 

อ้างอิง

วารสารการประมง ปีที่ 55 ฉบับที่ 3 พฤษภาคม-มิถุนายน 2545