ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ปลาพรหมหัวเหม็นฟังแต่ชื่อแล้วอย่าเพิ่งปิดจมูกกันนะค่ะ เฉพาะชื่อเท่านั้น  แต่จริงๆแล้วหัวของปลาชนิดนี้ไม่ได้มีกลิ่นน่ารังเกียจดังเช่นชื่อของมันเลย มีกลิ่นบ้างก็ไม่ถึงกับเข้าใกล้หรือโดนเนื้อต้องตัวไม่ได้  สาเหตุที่ชื่อว่า ปลาพรหมหัวเหม็นก็เพราะว่าเป็นปลาที่มีกลิ่นคาวเหม็นเขียวที่บริเวณหัวนี้เองค่ะ

ภาพจาก http://www.nicaonline.com/

 

     ปลาพรหมหัวเหม็น มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Osteochilus melanopleura และมีชื่อสามัญว่า Greater Bony – lipped Barb ลักษณะโดยทั่วไป ปลาพรหมหัวเหม็นเป็นปลาเกล็ด มีลักษณะลำตัวกว้างและแบนข้าง หลังโค้ง ท่อนหางสั้น เกล็ดเล็ก ตัวสีเทาปนเงิน ลำตัวตอนเหนือครีบอกมีลายดำลางๆ ขวางลำตัว การแพร่กระจาย ปลาพรหมหัวเหม็น พบแพร่กระจายทั่วไปในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสานและภาคใต้  แต่จะพบมากที่สุดบริเวณทะเลสาบสงขลาและลุ่มน้ำชี  สำหรับในทะเลสาบสงขลาเป็นเพียงแค่อดีตไปแล้ว เพราะปัจจุบันนี้ ปลาพรหมหัวเหม็นในทะเลสาบสงขลาเหลือน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับอดีต ซึ่งจากการสำรวจปริมาณสัตว์น้ำรอบทะเลสาบสงขลาของทีมงานสถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง  เมื่อปี 2547 ชาวประมงจับปลาชนิดนี้ได้เพียง 17 กิโลกรัม ปี 2548 จับได้ 12.5 กิโลกรัม  ปี 2550 จับได้ 12 กิโลกรัม และปี 2555 จับได้ 112 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าน้อยมาก แต่กรมประมงไม่นิ่งนอนใจ พยายามปล่อยพันธุ์ปลาชนิดนี้ เพื่อไม่ให้สูญพันธุ์ กรมประมงปล่อย 500,000 ตัว ปี 2550 ปล่อย 300,000 ตัว และปี 2551 ปล่อย 150,000 ตัว ก็ถือว่าไม่น้อยเลย  แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับพี่น้องชาวประมงนี้แหละ ถึงจะปล่อย 10 ล้าน 20 ล้าน ถ้าหากพวกเราไม่ช่วยกันดูแล ไม่ช่วยกันอนุรักษ์ ต่อให้ปล่อยปลามากแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์........  ปลาพรหมหัวเหม็นมีที่มาจากปลาชนิดนี้ชอบกินตะไคร่น้ำและสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่ขึ้นตามโขดหิน ซึ่งมีสารจีออสมิน (Geosmin) และสารประเภท    เมททริลไลโซบอเนียล (Methylisoborneol) ที่มีกลิ่นโคลนหรือกลิ่นสาบ ทำให้ตัวปลาโดยเฉพาะส่วนหัวมีกลิ่นสาบ จากการสำรวจปลาชนิดนี้ตามแหล่งน้ำสาธารณะในปัจจุบันกลับพบว่าจำนวนประชากรของปลาพรหมหัวเหม็นได้ลดจำนวนลงกว่าในอดีตเป็นอย่างมาก  ก็คงไม่แตกต่างไปจากทะเลสาบสงขลาสักเท่าไหร่  สาเหตุหลักเกิดจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นทำให้จำนวนของเสียถูกปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติมากขึ้น ส่งผลให้แหล่งน้ำธรรมชาติเกิดเน่าเสียประกอบกับปลาชนิดนี้มีพฤติกรรมอพยพย้ายถิ่น เมื่อถึงฤดูน้ำหลากปลาพวกนี้ก็จะเข้าไปในทุ่งออกไข่จำนวนมากมาย เมื่อไข่ฟักเป็นตัวลูกปลาก็จะกินพืชเล็กๆ และเศษอาหาร แต่สภาพพื้นที่น้ำหลากดังกล่าวหายากขึ้นทำให้ปลาชนิดนี้มีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะที่ทะเลสาบสงขลาและอ่างเก็บน้ำเขื่อน       อุบลรัตน์ ซึ่งในทะเลสาบสงขลา ปลาพรหมหัวเหม็นเป็นเอกลักษณ์ประจำถิ่น ของทะเลสาบสงขลาและลุ่มน้ำชี เป็นปลาไทยที่มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์

     กรมประมงจึงได้ริเริ่มเพาะพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพัทลุงและขอนแก่น และประสบผลสำเร็จจนสามารถเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้ได้แล้ว ปัจจุบันกรมฯ ได้ดำเนินการปล่อยปลาพรหมหัวเหม็นคืนกลับสู่ทะเลสาบสงขลาและเขื่อนอุบลรัตน์เป็นจำนวนหลายล้านตัว แต่ท่านเชื่อมั๊ยค่ะถึงแม้ว่าจะได้ชื่อว่าปลาพรหมหัวเหม็น แต่ปลาชนิดนี้มีรสชาติดี เนื้ออร่อย คนอีสานนิยมนำมา ทำเป็นลาบปลา ....พูดถึงก็เสียดายนะค่ะที่จริงบ้านของดิฉันก็อยู่ไม่ไกลจากทะเลสาบสงขลาสักเท่าไหร่ แต่หาปลาชนิดนี้มารับประทานมันยากจริงๆค่ะ เพราะมันเกือบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว   การสืบพันธุ์ จะวางไข่ในเดือนสิงหาคมถึงกันยายน ไข่เป็นแบบครึ่งจมครึ่งลอย สามารถเพาะโดยวิธีการช่วยธรรมชาติโดยใช้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง

ประโยชน์

ปลาพรมหัวเหม็น นอกจากนำปลาชนิดนี้มาเป็นอาหารแล้วยังสามารถมาเป็นปลาสวยงามได้ด้วย เพราะเป็นที่มีเกล็ดแวววาวสดใสและสวยงาม

อ่านบทความฉบับนี้จบ ต้องบอกว่าโล่งอกเลย เจอปลาชนิดนี้ไม่ต้องปิดจมูก ไม่ต้องวิ่ง ไม่ต้องหนี  รีบเลย รีบที่จะดูแล และช่วยกันอนุรักษ์ มิเช่นนั้น ลูกหลานของเราคงได้เห็นแต่ในรูปภาพเพราะตัวอย่างมีให้เห็นอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ในทะเลสาบสงขลาจากอดีตปลาพรหมหัวเหม็นที่เคยมีอยู่ทั่วไป ถ้าหากว่าหัวของมันมีกลิ่นน่ารังเกียจจริงๆ สมัยก่อนคงไม่มีใครลงไปในทะเลสาบสงขลา เพราะกลิ่นของมันคงฟุ้งไปทั่วทะเล แต่ปัจจุบันนี้ แค่อยากจะรู้ว่ามันมีกลิ่นเหม็นจริงหรือไม่ก็ยากที่จะได้ทราบ เพราะมันหายากจริงๆ ค่ะ

 

 

เรียบเรียงโดย.....ฉวัวรรณ หนูนุ่น

 

 

เอกสารอ้างอิง

http://www.siamensis.org

http://bangkrod.blogspot.com/2012/06/blog-post_08.html

http://www.publicconsultation.opm.go.th/songkhlalake/content/content.asp?content_code=9