ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ในช่วง2-3 ปีที่ผ่านมาปฎิเสธไม่ได้เลยครับว่า  ความสุขของคนไทยลดลง เพราะปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง คนไทยต้องถอนกันเยอะ ถอนเงินจากธนาคาร ไม่ใช่ ถอนผักถอนหญ้าไปขาย ก็ไม่ใช่... ถอนหายใจไงครับ เพราะแต่ละปัญหามันเครียดเหลือเกิน แต่อย่าให้ความเครียดต้องกลายมาเป็นเสมือนเจ้าชีวิตของเรานะครับ สิ่งไหนที่ทำแล้วสบายใจ สิ่งในที่ทำแล้วมีความสุข และผู้อื่นไม่เดือดร้อน ทำไปเถอะ

ประเภทเครียดแล้วปาหินใส่รถ ไม่เอานะครับจะไปเล่นกีฬา ปลูกต้นไม้ เข้าวัดเข้าวาหรือปล่อยนกปล่อยปลา เออ... พอพูดถึงปล่อยนกปล่อยปลา ถ้าเครียดไม่สบายใจแล้วหันมาปล่อยปลา ผมว่าได้ประโยชน์มากเลยได้ทั้งความสบายใจ แถมยังเป็นกาเพิ่มปริมาณพันธุ์ปลาสู่แหล่งน้ำธรรมชาติอีกด้วย การปล่อยปลามีประวัติความเป็นมาด้วยนะครับ ไหนๆก็  กล่าวถึงเรื่องการปล่อยปลาขอเล่าความเป็นมาสักนิดนะครับ

   การปล่อยปลาสร้างกุศล มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว นิยมปฏิบัติกันมาอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างกุศลความดี ไม่ว่าจะเนื่องในโอกาส วันเกิด วันพระ วันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์ วันสำคัญทางพุทธศาสนา วันที่ไปวัดหรือวันไหนๆที่อยากจะทำสามารถปฏิบัติได้ทุกโอกาส
   สำหรับความเป็นมาของประเพณีการปล่อยปลานั้นเท่าที่มีการบันทึกไว้ในพุทธกาล เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ พระสารีบุตรซึ่งเป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า ท่านมีศิษย์เป็นสามเณรอยู่รูปหนึ่ง ด้วยชะตาชีวิตจะต้องมรณภาพในอีก 7 วันข้างหน้าจะเป็นที่น่าเวทนานัก หากสามเณรมิได้ร่ำลาบิดามารดาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนมรณภาพ พระสารีบุตรได้พิจารณาเห็นความเป็นจริงจะต้องเป็นไปตามนั้น จึงได้บอกให้สามเณรรูปนั้นเดินทางกลับบ้าน เพื่อที่จะได้อยู่กับบิดามารดา และจะได้โปรดและล่ำลาบิดามารดาเป็นครั้งสุดท้ายก่อนมรณภาพ  แต่เมื่อเวลาผ่านไปเลย 7 วันแล้ว สามเณรรูปนั้นได้เดินทางกลับมาที่วัดตามเดิม เพื่อที่จะจำพรรษาที่วัดต่อไป หลังจากเสร็จกิจการเยี่ยมบิดามารดาแล้ว พระสารีบุตรและพระสงฆ์ทั้งหลายกลับประหลาดใจ ที่สามเณรยังคงมีชีวิตแข็งแรงดีอยู่ พระสารีบุตรจึงได้ถามสามเณรว่า ขณะเดินทางกลับไปเยี่ยมบิดามารดานั้น ได้ปฏิบัติกิจอันใดบ้าง
   สามเณรจึงเล่าว่า ขณะเดินทางกลับบ้านนั้น ระหว่างทาง ตนได้เห็นปลาเล็กปลาน้อย จำนวนหนึ่งรวมกันอยู่ในเลนในหนองน้ำข้างทางที่กำลังจะแห้ง หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะแห้งตายหมด ตนจึงจับเอาปลาขึ้นมารวบรวมใส่จีวร แล้วเอาไปปล่อยในแม่น้ำที่อยู่ใกล้ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วจึงเดินทางต่อเพื่อกลับบ้าน  


ภาพจาก https://www4.fisheries.go.th/


พระสารีบุตรจึงพิจารณาเห็นได้ว่า ปลาเหล่านั้น คืออดีตเจ้ากรรมนายเวรของสามเณรผู้นั้น และเมื่อสามเณรได้ช่วยเหลือนำปลาไปปล่อยลงแม่น้ำ เท่ากับได้ทำบุญกุศล ต่ออายุให้ปลาเหล่านั้น เจ้ากรรมนายเวรจึงได้อโหสิกรรมให้กับสามเณรเป็นการตอบแทน พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า การให้ชีวิตกับผู้อื่น เป็นการสร้างกุศลที่ต่อชีวิตให้เราได้ยืนยาวต่อไป ผู้คนทั่วไปเมื่อได้ทราบเรื่องราวจึงได้ปฏิบัติจนเป็นประเพณีสืบมาถึงกาลปัจจุบัน แต่ในปัจจุบัน มิได้ปล่อยแต่ปลาเพียงอย่างเดียว มีการปล่อยนกปล่อยหอย และสัตว์อื่นๆ อีก ก็นับว่าได้บุญกุศลเช่นกัน แต่ต้องพิจารณาว่าแหล่งที่เราซื้อ หรือได้มาซึ่งสัตว์เหล่านั้น ถูกต้องแล้วหรือไม่ เป็นการช่วยชีวิต ปล่อยชีวิต หรือเป็นการส่งเสริมการทำบาปมากกว่าได้บุญ
ในปัจจุบันมีตำราที่เขียนไว้ว่า การปล่อยปลาให้ดี ควรปล่อยตามจำนวนที่ตรงกับ เลขกำลังประจำวันเกิดของตัวเอง คือ


วันจันทร์                จำนวน   15
วันอังคาร                 จำนวน   8
วันพุธกลางวัน         จำนวน   17
วันพุธกลางคืน        จำนวน   12
วันพฤหัสบดี           จำนวน   19
วันศุกร์                  จำนวน   21
วันเสาร์                 จำนวน   10
วันอาทิตย์              จำนวน   9
   


           เรื่องจำนวนนี้ก็ไม่ทราบที่มาแน่นอน แต่ได้เห็นเขาบอกต่อๆ กันมาอีกที ถ้าทำแล้วสบายใจ ไม่ได้ทำให้ชีวิตใครเดือดร้อนก็ทำไปเถอะ แต่ขอให้คำนึงถึงชนิดปลาที่จะปล่อยหน่อยนะครับ ปลาที่ปล่อยต้องไม่ทำลายระบบนิเวศน์ หรือเป็นอันตรายต่อคน เช่น ปลาซัดเกอร์  ปลายปีรันยา เป็นต้น ปล่อยปลาประจำถิ่นซิครับดี เช่น ปลายี่สก นวลจันทร์ ตะเพียน กระสง  กระแห ปลาม้า ปลาบ้า กระโห้ สวาย และอื่นๆอีกมากมาย  ถ้าปลาชนิดไหนหาไม่ได้ ลองไปสอบถามจากสถานีประมงน้ำจืดประจำจังหวัดต่างๆ  เมื่อปล่อยปลาแล้ว เป็นทำเนียมของพี่ไทยเราครับ ที่ต้องอธิษฐานสักหน่อย เพื่อขอให้เกิดศิริมงคลกับชีวิต  เวลาจะกล่าวคำขอ ก็แล้วแต่ใครจะขออะไร ควรขอในสิ่งที่ไม่พิสดารนะครับ สิ่งที่เราขอจะสมหวังหรือไม่นั้นก็ไม่เห็นจะเป็นไรใช่มั้ยครับ แค่เราสุขกาย สบายใจ ก็มีประโยชน์มากแล้ว ถ้าจะให้ดีก็สวดแผ่เมตตาอีกหน่อยก็ดีนะครับ  ว่าตามนี้เลยครับ
   สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
         อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  อย่าได้มีเวรแก่การเลย 
      อัพพะยา  ปัชณา  โหนตุ  จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและการเลย
         อะนีฆา  โหนตุ  จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
   สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ

         อะหัง  สุขิโต  โหมิ  ขอให้ข้าพเจ้า  มีความสุข
              อะหัง  นิททุกโข  โหมิ  ขอให้ ข้าพเจ้าปราศจากความทุกข์
         อะหัง  อะเวโร  โหมิ  ขอให้ข้าพเจ้า  ปราศจากเวร
             อะหัง  อัพยาปัชโฌ  โหมิ  ขอให้ข้าพเจ้า  ปราศจากความลำบากทั้งปวง
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ ขอให้ข้าพเจ้า จงมีความสุขกายสุขใจ รักษากายวาจา ให้พ้นจากความทุกข์ภัยทั้งปวงเทอญ
   ในยามที่บ้านเมืองของเราวุ่นวายเช่นนี้ ช่วยกันเถอะครับ รัก อภัย อย่าแบ่งพรรคแบ่งพวก ถ้าไม่สบายใจหรือมีปัญหาอะไร สร้างบุญกุศลซิครับทำอะไรก็ได้ ที่ตัวเองสบายใจ ไม่มีใครเดือดร้อนเผื่อว่าจะได้ลืมความเครียดไปได้บ้าง และผมเชื่อผลบุญที่เราทำจะส่งผลให้เราและประเทศชาติมีแต่ความสงบสุข เหมือนกับที่หลายคนคาดหวังใช่มั้ยครับ. 

 

 

เรียบเรียงโดย.......จำนง    ถีราวุฒิ