ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

สวัสดีค่ะ อนุสรา  แก่นทอง กลับมารายงานตัวอีกครั้งหลังจากที่ห่างหายไปนาน ก่อนอื่นดิฉันขอส่งกำลังใจไปยังพี่น้องที่กำลังประสบกับภัยน้ำท่วมทั้งทางภาคกลางและภาคใต้ที่ผ่านมา ขอให้สู้ ๆ นะค่ะ

เข้าเรื่องของเรากันเลยดีกว่าค่ะ เป็นที่ทราบกันดีค่ะว่าช่วงนี้โลกของเรากำลังเผชิญกับสภาวะอากาศที่แปรปรวนมาก ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อการเลี้ยงกุ้งด้วย เพราะทำให้การจัดการฟาร์มมีความยุ่งยากมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะทำให้กุ้งเป็นโรคได้มากขึ้นด้วย

ภาพจาก https://www.thaigreenagro.com/

 


    พูดถึงเรื่องการจัดการคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง จัดเป็นปัญหาที่ค่อนข้างยุ่งยากเพราะผู้เลี้ยงกุ้งจะต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อหาแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่อาจมีผลต่อสุขภาพและการเจริญเติบโตของกุ้ง
    คุณภาพน้ำที่มีความสำคัญต่อการเลี้ยงกุ้งมีดังนี้
    1. ความเค็ม : กุ้งแต่ละชนิดจะมีความสามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงความเค็มที่ต่างกัน กุ้งกุลาดำสามารถเจริญเติบโตได้ดีในความเค็มช่วง 15-20 ppt
    2. pH : มีผลต่อคุณภาพน้ำตัวอื่น ๆ ด้วย เช่น ความเป็นพิษของแอมโมเนีย และไฮโดรเจนซัลไฟล์ ซึ่ง pH ของน้ำที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้งควรอยู่ระหว่าง 7.5-8.5
    3. ค่าอัลคาไลน์ : เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการเลี้ยงกุ้ง โดยจะมีความสัมพันธ์กับค่า pH โดยค่าอัลคาไลน์จะเป็นตัวรักษาระดับ pH ของน้ำในบ่อให้คงที่หรือให้มีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด อัลคาไลน์ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำคือ 80-160 ppm
    4.ออกซิเจนในน้ำ : ปริมาณออกซิเจนในน้ำมีผลต่อการกินอาหาร การเจริญเติบโตของกุ้ง เพราะหากออกซิเจนต่ำเกินไปอาจมีผลทำให้กุ้งตายได้ ปริมาณออกซิเจนที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้งควรมีค่า 4 ppm
    5.สารประกอบไนโตรเจน : 
       - แอมโมเนีย ที่พบในน้ำมีอยู่ 2 แบบ คือ NH3 ซึ่งเป็นพิษต่อสัตว์น้ำ และแอมโมเนียอิออน (NH4+) ซึ่งไม่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำ แอมโมเนียทั้งสองรูปนี้จะเปลี่ยนกลับไปกลับมาตามค่า pH และอุณหภูมิของน้ำ หาก pH ของน้ำเพิ่มขึ้นอัตราส่วนของแอมโมเนีย NH3 จะสูงขึ้นทำให้ความเป็นพิษต่อสัตว์น้ำมีมากขึ้นด้วย แต่ถ้าหาก pH ของน้ำลดลงก็จะทำให้ (NH4+) มีอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ความเป็นพิษต่อสัตว์น้ำลดลง
       - ไนไตรท์ ระดับความเป็นพิษของไนไตรท์จะเพิ่มขึ้นเมื่อค่าออกซิเจนและค่า pH ของน้ำลดลง นอกจากนี้ความเป็นความเป็นพิษของไนไตรท์จะถูกยับยั้งด้วยคลอไรด์ในน้ำ ฉะนั้นในน้ำทะเลซึ่งมีคลอไรด์สูงจึงทำให้ความเป็นพิษของไนไตรท์ต่อสัตว์น้ำจึงค่อนข้างต่ำ
    6.ไฮโดรเจนซัลไฟด์ :
        หรือที่เรียกกันว่า “แก๊สไข่เน่า” สาเหตุที่เรียกเช่นนี้ก็เพราะว่าหากภายในบ่อเลี้ยงกุ้งมีไฮโดรเจนซัลไฟด์เกิดขึ้น ก็จะมีกลิ่นเหม็นมากจึงเป็นที่มาของแก๊สไข่เน่านั่นเอง
        แก๊สไข่เน่าเป็นแก๊สพิษชนิดร้ายที่สามารถปลิดชีพกุ้งในบ่อได้ในปริมาณมาก ซึ่งเกิดจากกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์แบบไม่มีออกซิเจน โดยในสภาพที่บ่อขาดออกซิเจนแบคทีเรียบางชนิดจะให้กำมะถันนั่นคือ ตัวซัลเฟอร์ที่อยู่ในรูปซัลเฟต และสารประกอบกำมะถันตัวอื่น ๆ ที่อยู่ในรูปออกซิไดซ์ให้เปลี่ยนมาอยู่ในรูปซัลไฟด์ ซึ่งจะมีอยู่  3 แบบ คือ ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ไฮโดรเจนอิออน (HS- ) และ ไบซัลไฟด์อิออน (S2- ) ซึ่งจะสัมพันธ์กับ pH ของน้ำ กล่าวคือ น้ำที่มี pH ต่ำจะมีเปอร์เซ็นต์ของ H2S สูง แต่เมื่อ pH สูง เปอร์เซ็นต์ของ H2S ก็จะลดลง แต่มี HS- และ S2- มากขึ้น และความเป็นพิษที่มีต่อสัตว์น้ำก็จะลดลงด้วย
       ความเป็นพิษของไฮโดรเจนซัลไฟด์จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับการขาดออกซิเจน แต่จะมีพิษรุนแรงกว่าการขาดออกซิเจน ระดับความเข้มข้นของไฮโดรเจนซัลไฟด์สูงสุดที่ไม่เป็นอันตรายต่อกุ้งกุลาดำ คือ 0.033 ppm
       กลไกการเกิดแก๊สไข่เน่าในบ่อกุ้ง
       อินทรีย์สารที่หมักหมมจากการเลี้ยงกุ้ง เช่น พวกขี้กุ้ง เศษอาหาร และซากแพลงก์ตอน ที่แทรกซึมลงไปในดิน หากลองขุดดินขึ้นมาดู นอกจากจะเห็นดินที่เป็นสีดำแล้ว ยังได้กลิ่นอันไม่พึงปรารถนาตามมาด้วย ซึ่งสาเหตุที่ดินกลายเป็นสีดำนั่นเป็นเพราะการมีออกซิเจนไม่เพียงพอต่อกระบวนการย่อยสลายของพวกอินทรีย์สาร และเมื่อเกิดแก๊สไข่เน่าขึ้น กุ้งที่หากินตามพื้นบ่อก็จะได้รับแก๊สไข่เน่าโดยตรง กุ้งก็จะป่วย ลอย และตายในเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับระดับพิษที่ได้รับด้วยนะค่ะ ถ้าพิษไม่รุนแรงกุ้งก็จะแสดงอาการเครียดมากกว่าปกติ
    ผลกระทบจากฝนตกต่อการได้รับพิษแก๊สไข่เน่า
    เมื่อฝนตก อุณหภูมิต่ำลง กุ้งก็จะเข้าซุกกองเลน จะทำให้กุ้งได้รับพิษแก๊สไข่เน่าโดยตรง ประกอบกับน้ำฝนจะมีค่า pH ต่ำ จะทำให้แก๊สไข่เน่าออกฤทธิ์ได้เต็มที่ จึงกล่าวได้ว่าน้ำฝนจะเป็นตัวเสริมให้พิษของแก๊สไข่เน่ารุนแรงต่อกุ้งภายในบ่อได้มากขึ้น นอกจากนี้การที่ฝนตกจะทำให้ท้องฟ้าในช่วงเวลาดังกล่าวปิด ผลที่ตามมาคือ กลุ่มแพลงก์ตอนพืชจะไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ออกซิเจนในบ่อจึงมีน้อย ความเป็นพิษของแก๊สไข่เน่าก็จะแพร่กระจายเป็นวงกว้างทำให้กุ้งที่ยังมีสุขภาพดีได้รับพิษและอ่อนแอลงด้วย
    จากสถานการณ์ดังกล่าวคำว่า “ฟ้าหลังฝนที่สดใส” คงจะนำมาใช้กับบ่อกุ้งไม่ได้หรอกนะค่ะ เพราะเมื่อฝนหยุดตกเมื่อไหร่ พวกแพลงก์ตอนก็จะพากันดรอป และจะกลายเป็นซากอินทรีย์ และก็จะแย่งออกซิเจนพร้อม ๆ กับการแผ่ปกคลุมผิวเลน จนในที่สุดบริเวณผิวเลนดังกล่าวก็จะแปรสภาพมาเป็นระบบการย่อยสลายที่ปราศจากออกซิเจน ผลลัพธ์ก็คือ แก๊สไข่เน่าก็จะเกิดได้มากขึ้น ผลร้ายก็จะตกที่พวกลูกกุ้งตาดำ ๆมากขึ้นนั่นเองค่ะ
    อาการของกุ้ง : จะแสดงให้เห็นได้ชัดหลังฟ้าเปิด จะพบว่ากุ้งอ่อนแอ ติดเชื้อ ป่วย และตาย มากขึ้น ซึ่งหากจับกุ้งขึ้นมาดูก็จะเห็นที่ปลายระยางค์ขากุ้งจะมีสีน้ำตาลเข้ม ปากกุ้งจะมีสีดำ ตัวกุ้งก็จะมีสีเข้มผิดปกติ และยังเห็นพฤติกรรมการกินอาหารลดน้อยลงจนกระทั่งกุ้งจะทยอยตายเป็นจำนวนมาก
    แนวทางการแก้ไข : เมื่อฝนตกหนักห้ามปิดเครื่องตีน้ำ แต่ให้ลดอาหารทันที นอกจากนี้ยังต้องหมั่นเช็คค่า pH และรักษาระดับออกซิเจนที่ขอบกองเลนไว้ให้มีค่าอยู่ที่ 4 ppm อยู่เสมอ
    อาการของกุ้งและคุณภาพน้ำที่เกิดจากแก๊สไข่เน่า
    1. กุ้งจะไม่ค่อยกินอาหารในมื้อเช้า เนื่องจากช่วงเช้าเป็นช่วงที่อุณหภูมิ pH และ DO ต่ำสุดในรอบวัน บวกกับแก๊สไข่เน่านั้นออกฤทธิ์ได้ดีในภาวะที่ pH ต่ำ จึงทำให้กุ้งมีอาการเครียดอย่างเห็นได้ชัด
    2. ตัวกุ้งเริ่มมีสีชมพู แดง ม่วง ตามเหงือก อันเนื่องมาจากการสัมผัสกับแก๊สไข่เน่า ทำให้กุ้งเกิดความเครียดสะสม จนกระทบกับโครงสร้างเซลล์สี ทำให้กุ้งมีสีผิดปกติ
    3. กุ้งตัวหลวม กรอบแกรบ อ่อนแอ ติดเชื้อได้ง่าย เพราะกุ้งกินอาหารได้น้อยลงและเมื่อได้รับแก๊สไข่เน่ามีผลให้ภูมิคุ้มกันกุ้งลดลง
    4. มีแก๊สผุดขึ้นกลางบ่อ ถ้าเจ้าของฟาร์มเห็นลักษณะดังกล่าวในบ่อเลี้ยงกุ้ง ให้ตั้งข้อสังเกตได้ทันทีว่าจะต้องมีสาเหตุมาจากแก๊สไข่เน่า เพราะมีแต่แก๊สชนิดนี้อย่างเดียวเท่านั้นจะผุดขึ้นกลางบ่อเลี้ยงกุ้ง
    5. สีของดินเลนภายในบ่อกุ้งมีสีดำ เพราะในบ่อกุ้งนั้นแก๊สไข่เน่าถือเป็นสารประกอบตัวหลักที่จะจับกับโลหะแล้วให้สีดำ และมีปริมาณมากจนเห็นได้ชัด
    การแก้ไขปัญหาการเกิดแก๊สไข่เน่า
    เบื้องต้นควรให้เครื่องเพิ่มอากาศ จากนั้นให้ดูดเลนหรือตะกอนสีดำที่เน่าเสียออกไปให้หมด และควรมีการถ่ายน้ำให้มากขึ้นเพื่อระบายของเสียที่ฟุ้งกระจายขณะดูดเลน นอกจากนี้ควรจะเพิ่มระดับค่า pH ของน้ำควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะบริเวณพื้นบ่อกุ้ง วิธีการคือใช้วัสดุปูนละลายน้ำแล้วสาดให้ทั่วบ่อ เพียงเท่านี้ความเป็นพิษของแก๊สไข่เน่าก็จะลดลง
    อย่างไรก็ตามการป้องกันการเกิดแก๊สไข่เน่าที่ดีที่สุด คือ การรักษาพื้นบ่อให้สะอาด และการรักษาระดับออกซิเจนให้อยู่ในระดับที่กุ้งต้องการ เพียงเท่านี้ปัญหาเรื่องแก๊สไข่เน่าก็จะไม่กลายมาเป็นปัญหาที่น่าเศร้าของลูกกุ้งได้อย่างแน่นอน 

 

 

เรียบเรียงโดย.......อนุสรา  แก่นทอง

 

อ้างอิง
นิรนาม.2554.กลไกพิษ อาการ และแนวทางแก้ไข ปัญหาแก๊สไข่เน่าในบ่อกุ้ง. Aqua biz.ปีที่ 4 ฉบับที่47       หน้า76-77
นิรนาม.การจัดการคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ(ออนไลน์)สืบค้นจาก:
www.nicaonline.com/kungthaipage12.htm (15/11/255).
พรเลิศ  จันทร์รัชชกูล.2538.ปัญหาการเลี้ยงกุ้งในฤดูฝน(ออนไลน์)สืบค้นจาก:
http://www.fisheries.go.th/DOF_THAI/Division/Health_new/aahri-new/thai/newsletter_th/Y_05_V_1.htm (14/11/2554)