อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสัตว์น้ำชายฝั่ง
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมสัตว์น้ำชายฝั่ง

ครั้นพูดถึงธุรกิจสัตว์เลี้ยงทะเล  คุณคงนึกถึงการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ  เมื่อ 5-6 ปีก่อนธุรกิจการเลี้ยงกุ้งกุลาดำเฟื่องฟูมากในแถบฝั่งทะเลอ่าวไทย  ต่อมาได้ประสบปัญหาโรคของกุ้งกุลาดำ  ทำให้ผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำส่วนมากประสบปัญหาการขาดทุนกันเยอะไม่หน่ำซ้ำราคากุ้งกุลาดำยังตกต่ำประกอบกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น

ผู้เลี้ยงกุ้งเลยปล่อยให้บ่อเลี้ยงกุ้งนั้นว่างเปล่าโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลยซึ่งแนวทางการเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มยังคงมีอยู่ ซึ่งผมขอเสนอธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ทะเลชนิดหนึ่ง  ซึ่งน่าจะดีกว่าปล่อยบ่อกุ้งให้ร้างโดยเปล่าประโยชน์  นั่นก็คือ  ธุรกิจการเลี้ยงปูนิ่ม-ปูขุนทะเล มันเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายขายสู่ทอดตลาดได้เร็ว อาจจะช่วยให้คุณมีรายได้ในครอบครัวดีขึ้นกว่าเดิม

ภาพจาก http://www.kasetplus.com/


เลี้ยงปูนิ่ม-ปูขุนแบบง่าย ๆ
การเลี้ยงปูขุนโดยช่วงแรกต้องซื้อพันธุ์ปูที่มีลักษณะเนื้อยังไม่แน่น  พันธุ์ปูส่วนใหญ่จะมาจากจังหวัดสุราษฏ์ธานีและนครศรีธรรมราช  แต่ปัจจุบันสองจังหวัดนี้มีปริมาณพันธุ์ปูที่น้อยลงเกษตรส่วนใหญ่สั่งพันธุ์ปูจากจังหวัดระยองแทน  การคัดเลือกพันธุ์นั้นควรจะแยกเพศปูซึ่งมักจะมีปูกะเทยติดมาด้วย  แต่ก็ไม่เรื่องที่หนักใจ  เพราะปูกะเทยสามามารถนำมาเป็นปูนิ่มได้เหมือนกับปูเพศผู้  ส่วนปูเพศเมียที่ติดมานั้นก็สามารถนำไปเลี้ยงปูขุนเพียงอย่างเดียว  เพราะใช้เวลาในการเลี้ยงยาวนานเพราะมันไม่ค่อยลอกคราบนั่นเอง
การเตรียมบ่อปูนิ่ม 
เพียงดูดน้ำเข้าบ่อให้มีระดับความสูง  1  เมตร  ก็สามารถเลี้ยงปูได้หลายรุ่นมานานนับปีเลยทีเดียว  แต่การเลี้ยงปูขุนนั้นต้องถ่ายเทน้ำบ่อยครั้ง  เพราะอาหารที่ปล่อยลงไปให้ปูจะทำการหมักหมมของเชื้อโรคได้  จากนั้นก็นำมาปล่อยบ่อกุ้งเดิมที่เตรียมไว้  และให้อาหารทุกวัน  เมื่อครบ  15 วัน ก็สามารถจับมาขายได้แล้ว  เนื่องจากเนื้อปูจะแน่นและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นสร้างรสยได้เกือบเท่าตัวเลยที่เดียว  แต่การเลี้ยงปูขุนมีข้อเสียอยู่อย่างหนึ่งคือ  เมื่อจับปูขุนจากบ่อแล้วจำเป็นต้องขายในทันที  เนื่องจากปูขุนไม่สามารถนำไปแช่แข็งได้  เพราะตลาดไม่นิยม  นอกจากนี้การเลี้ยงปูขุนในบ่อดินจำเป็นต้องจับทุก ๆ  15  วัน หรือ 20 วัน เพราะหากว่า เลี้ยงนานกว่านี้อาจทำให้เกิดความเสียหายได้ โดยเฉพาะปูตัวเมียที่ไข่แก่เต็มที่มันเป็นสัตว์ที่ออกไข่ที่มีคลื่นทะเลกระตุ้น  ไม่เช่นนั้นจะแน่นท้องและตายในที่สุด
เลี้ยงปูนิ่มต้องลงทุนเพิ่ม
บ่อเลี้ยงปูนิ่มตรงกลางบ่อควรจะมีทางเดินและควรจะมุงหลังคา  เพื่อที่จะได้นั่งคัดเลือกและให้อาหารปูนิ่มด้วย  สะพานและหลังคาควรจะใช้วัสดุในท้องถิ่นเพื่อประหยัดต้นทุน เช่น การใช้ไม้ไผ่ทำเป็นทางเดินและใช้หญ้าคามุงเป็นหลังคากันแดด
นอกจากนี้แพสำหรับปูนิ่มควรใช้ท่อพีวีซี  หรือวัสดุในท้องถิ่นที่ทดแทนกันได้ ไม้ไผ่ยาว 8-9 เมตร ประมาณ  8 ท่อน  วางขนานกันเป็นแนวยาวแต่ละท่อนมีระยะห่างประมาณ  20 เซนติเมตร  โดยใช้ไม้ไผ่วางเป็นแนวขวางและใช้เชือกผูกติดกัน  เมื่อทำแพเสร็จก็สามารถหาตะกร้าที่นำปูมาใส่ตะกร้าควรมีขนาดกว้าง  20 เซนติเมตร  สูง 20 เซนติเมตร มีฝาปิดเรียบร้อย นำไปวางไว้ระหว่างท่อ พีวีซี  จะทำหน้าที่เป็นคานและบีบรัดตะกร้า  จริง ๆ แล้วตะกร้าปูนิ่ม 1 ชุด มีสองใบด้านล่างควรมีช่องว่างเล็ก ๆ  เพื่อให้น้ำถ่ายเทได้สะดวก  ส่วนด้านบนควรจะเจาะรูขนาดเหรียญ 5 ประมาณ 12 รู เพื่อใช้ใส่อาหารให้ปูนิ่ม
การเลี้ยงปูนิ่มต้องตรวจเช็คทุก ๆ 4 ชั่วโมง
การตรวจเช็คการลอกคราบของปูนิ่มควรจะตรวจเช็คทุก ๆ 4 ชั่วโมง  โดยดึงแพเข้าหาตัวเองอย่างช้า ๆ และสังเกตดูในตะกร้าใบใดมีปู 2 ตัว ให้ยกตะกร้าใบนั้นขึ้น  เพราะว่าปูได้ลอกคราบเป็นปูนิ่มแล้ว
 การให้อาหารปูนิ่ม  
 ควรให้อาหารทุก ๆ วัน ในช่วงบ่ายวันละ 1 ครั้ง โดยประมาณ  15 วัน ปูก็ออกคราบแล้ว  ซึ่งปัจจัยในการลอกคราบไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องอาหารการกินเท่านั้น  ความเค็มก็มีผลต่อการลอกคราบของปูด้วย ระดับความเค็มควรอยู่ที่  20-25 พีพีที  หากปูลอกคราบแล้วเราไม่ตรวจเช็คภายใน 1-2   ชั่วโมง อวัยวะของปูก็เริ่มแข็งตัว โอกาสที่จะเป็นปูนิ่มก็จะหลุดลอยไปต้องใช้ระยะเวลาในการเลี้ยง 2-4  สัปดาห์  จึงจะลอกคราบใหม่อีกครั้ง  
อาหารที่จะให้ปูนิ่มจะหาอาหารตามท้องถิ่นที่หาได้ง่าย  เช่น  ปลานิลที่อยู่ตามธรรมชาติเพราะราคาไม่สูงเกินไป  โดยราคาปลานิลอยู่ที่กิโลกรัมละ  6 บาท  ส่วนปลาชนิดอื่นจะมีราคาแพงกว่าปลานิล  เช่น ปลาหลังเขียว  ปลาข้างเหลือง  ซึ่งมีราคาไม่ต่ำกว่า  10 บาทต่อกิโลกรัม 
ตลาดปูนิ่ม
ปี พ.ศ. 2550 ปูนิ่มที่ขายกันตามร้านอาหารและภัตตาคารมีชื่อในเมืองใหญ่ๆ  ประมาณกิโลกรัมละ 250-300  ส่วนราคาหน้าฟาร์มอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ  170-200 บาท ตลาดต่างประเทศนั้นยังไม่มีการสำรวจและเปิดตลาดเท่าที่ควร  ประเทศที่มีศักยภาพสูงสำหรับปูนิ่มของไทย  ได้แก่ ญี่ปุ่น  สหรัฐอเมริกา  ฮ่องกง  สิงคโปร์  มาเลเซีย  ไต้หวันและจีน  
   การเลี้ยงปูนิ่มนับว่าเป็นอาชีพที่ทำรายได้ดีให้แก่เกษตรกรอาชีพหนึ่ง  ดังนั้นผู้ที่ยังไม่ได้ตกลงในอาชีพ  และยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรกันดี  ปูนิ่มนี่แหละเป็นหนึ่งอาชีพที่ควรให้ความสนใจอย่างยิ่ง

 

เรียบเรียงโดย...นายอนันต์  มิตรช่วยรอด



อ้างอิง
ไชย  ส่องอาชีพ.  มติชนบท เทคโนโลยีชาวบ้าน  ปักษ์หลัง 492 วันที่ 15 เมษายน 2551.  เทคโนโลยี ชาวบ้าน หน้าที่ 100-101 .