ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

การเลือกซื้อปลาทองไม่ใช่เรื่องยากและก็ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณควรคำนึงถึงลักษณะรูปทรงตามสายพันธุ์ต่าง ๆ ของปลาทองข้อสำคัญต้องสังเกตว่าปลาจะต้องไม่เป็นโรค ก่อนซื้อปลาทองไปเลี้ยงควรเตรียมอุปกรณ์และภาชนะที่จะใช้เลี้ยงรวมถึงน้ำที่จะใช้ให้พร้อมก่อน

การแบ่งเกรดปลาแบ่งตามความสวยและคุณภาพปลา เช่น เกรด c คือปลาถุงเลี้ยงเล่นๆทั่วๆไป เกรด B จะดีขึ้นมาหน่อย เกรด A ใกล้เคียงสุดยอดปลา บางตัวประกวดได้ ปลาตระกูลสิงห์เกรด A และเกรดShow Class อาจแตกต่างกันที่ตรงหลังปลา

เพิ่งเริ่มเลี้ยงปลาทอง ใช้ตู้ขนาด 12 นิ้ว สูง 7 นิ้ว เลี้ยงปลาขนาด 2-3 นิ้ว 4 ตัว ปูพื้นด้วยก้อนหินขนาดเล็ก ใช้กรองฟองน้ำ 1 อัน เวลาเปลี่ยนน้ำจะตักน้ำออกครึ่งหนึ่ง แล้วใส่น้ำยาปรับสภาพน้ำลงไปพร้อมกับน้ำใหม่ เมื่อเติมน้ำลงไปจะทำให้เศษสิ่งสกปรกต่างๆใต้หินฟุ้งขึ้นมา น้ำขุ่น ระบบนิเวศน์ในตู้จะล่ม เนื่องจาก ตู้เล็ก จำนวนปลามากเกินไป แออัด พื้นที่ในตู้ไม่เพียงพอ ปูหินใต้พื้นตู้ เป็นแหล่งหมักหมมของเสียและสิ่งสกปรก เวลาถ่ายน้ำไม่ได้ดูดตะกอนก้นตู้ แต่ใช้วิธีดูดน้ำส่วนบน น้ำจะใสและมีคุณภาพดีกว่าก้นตู้ เมื่อเติมน้ำใหม่ลงไป ตะกอนสิ่งสกปรกและของเสียในตู้จะฟุ้งขึ้นมา ในกรณีนี้มีข้อแนะนำดังนี้

1.เปลี่ยนเป็นตู้ใหญ่ 24 นิ้วหรือ 36นิ้วขึ้นไป ระบบกรองเป็นกรองมุมตู้หรือนอกตู้ก็ได้ 

2.ไม่ควรปูหินใต้พื้นตู้ เป็นแหล่งสะสมของเสีย ถ้าปูหินควรดูดตะกอนอย่างน้อยอาทิตย์ครั้ง

3.ระบบกรองควรมีการใส่หินพัมมิสหรือปะการัง เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของไนโตรฟลายอิ้งแบคทีเรีย จะช่วยย่อยสลายของเสียทางชีวภาพ

4.ถ่ายน้ำอย่างน้อยอาทิตย์ 2ครั้งๆละ 30-50%

5.ให้อาหารที่ปลากินหมดภายใน 5นาที วันละ 2ครั้ง ช่วงหน้าหนาวให้มื้อเช้ามื้อเดียว

หากไม่สามารถเปลี่ยนตู้ใหม่ได้ มีข้อแนะนำดังนี้

1.เอาหินปูพื้นตู้ออก เพื่อไม่ให้เป็นที่สะสมของเสีย

2.เพิ่มกรองฟองน้ำอีก 1อัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจับตะกอนและของเสียที่ปลาขับออกมา ทำให้น้ำใสสะอาดขึ้น ต้องนำกรองฟองน้ำออกล้างทุกอาทิตย์

3.ถ่ายน้ำประมาณ 50%ทุกวันรักษาคุณภาพน้ำ ใช้น้ำที่พักไว้อย่างน้อย 1-2วัน เพื่อกำจัดคลอรีนตกค้าง มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับน้ำในตู้เลี้ยงเพื่อไม่ให้ปลาช็อคน้ำ

4.หลังถ่ายน้ำทุกครั้งควรใส่เกลือในปริมาณ 0.5 กรัม/น้ำ 1ลิตร ช่วยให้ปลาแลกเปลี่ยนไอออนกับแร่ธาตุในน้ำได้ดี ทำให้ปลามีสุขภาพดี เกลือจะทำให้ปรสิตหรือเชื้อโรคบางอย่างในน้ำอ่อนแอลง ควรระวังไม่ใส่เกินกว่าปริมาณ 1 กรัม/น้ำ 1ลิตร เกลือมากเกินไปเป็นอันตรายต่อปลาน้ำจืด

5.ให้อาหารแต่พอดี ไม่มากหรือน้อยเกินไป ปลากินอาหารมากเกินไปท้องจะอืดและว่ายน้ำเสียศูนย์ อาหารเหลือตกค้างทำให้น้ำเสียเร็ว

น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาต้องเป็นน้ำผ่านการกรองหรือพักอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ใส่หัวทรายตีอ๊อกซิเจนหรือตากแดดทำให้คลอรีนระเหยเร็วขึ้น เมื่อซื้อปลามาอย่าเพิ่งเปิดปากถุง เอาถุงแช่ในตู้เลี้ยงหรืออ่างเลี้ยงประมาณ 20 นาทีเพื่อปรับอุณหภูมิ เมื่อปลาปรับสภาพได้แล้วเปิดปากถุงแล้วแช่ต่อประมาณ 20 นาทีใส่หัวทรายในถุงด้วย จากนั้นค่อยๆเอียงถุงปล่อยปลาลงในน้ำใส่เกลือลงไปเล็กน้อย ห้ามให้อาหารจนกว่าจะครบ 24 ชั่วโมง กรณีไม่มีถังพักน้ำใส่น้ำประปาใหม่ลงก็ได้ ไม่ควรเกิน 10-20% คลอรีนเจือจางลงในระดับไม่เป็นอันตรายต่อปลา เปลี่ยนน้ำบ่อยๆจะช่วยได้มาก ทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำ ถ้าเป็นไปได้ไม่ควรใส่น้ำยาปรับน้ำใส (สีฟ้า) ใส่เกลือก็พอ ส่วนต้นไม้พลาสติกใส่ได้ ไม่ควรใช้แบบมีขอบคมๆเพราะปลาอาจจะว่ายมาถูไถทำให้บาดเจ็บ ถ้าเลี้ยงปลาตาลูกโป่งอาจทำให้ลูกโป่งแตกได้ ต้องปูหินพื้นตู้ หมั่นดูดสิ่งสกปรกตามพื้นตู้ อาจเป็นแหล่งเพาะเชื้อได้ เปลี่ยนน้ำประมาณ 30% ล้างใยกรองทุกอาทิตย์ ไบโอบอล ปะการัง หรือหินภูเขาไฟในระบบกรองไม่ต้องเอาออกมาล้าง จนกว่าจะเริ่มต้นเซ็ตระบบใหม่ วิธีล้างเอาออกมา เขย่ากับน้ำที่ใช้เลี้ยงปลา อย่าใช้น้ำประปาใหม่ล้าง จะทำให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ตายหมด ระยะเวลาในการล้าง 2 เดือน/ครั้ง

ระบบกรองใหม่ใช้เวลา 45 วันจึงจะทำงานได้เต็มที่ เกิดแบคทีเรียอาศัยอยู่ในระบบเต็มพื้นที่ หากให้แบคทีเรียเกิดเร็ว หาวัสดุกรองเก่าใส่ปนลงไป ทำให้แบคทีเรียในวัสดุกรองเก่ากระจายสู่ระบบใหม่ได้เร็วขึ้น ประมาณ 2 อาทิตย์น้ำใสขึ้นเห็นได้ชัด

เรียบเรียงโดย ตุลฮาบ หวังสุข

ที่มา : ย่อจากเรื่อง... FANCY FISH นิตยสารส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม ปีที่7 ฉบับที่84 ประจำเดือน ตุลาคม 2550 หน้า 77-80

ภาพจาก https://th.wikipedia.org/wiki/