ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ปลาแฟนซีคาร์พ (Fancy carp) บางท่านก็เรียกว่าปลาไนแฟนซี ปลาไนสี ปลาไนทรงเครื่อง หรือเรียกสั้น ๆ ว่าปลาคาร์พจัดอยู่ในประเภทปลาน้ำจืดกลุ่มปลาตะเพียง (Carp) ชาวญี่ปุ่นเรียกว่าโค่ย (Koi) หรือนิชิกิกอย (Nishikigoi) เดิมเป็นปลาไนชนิดธรรมดา ซึ่งพบในแหล่งน้ำจืดต่าง ๆ ของโลก สำหรับถิ่นกำเนิดดั้งเดิมจริง ๆ ของปลาชนิดนี้คือ ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน

     

ภาพจาก https://phuketaquarium.org/fancycarpqrcode/

จากความสามรถในการปรับตัวเพื่อการดำรงชีวิตในแหล่งน้ำจืดที่มีอุณห๓มิแตกต่างกันมาก ๆ จึงทำให้มีการแพร่กระจายไปทั่วโลก ทั้งนี้ชาวจีนเป็นกลุ่มแรกที่ได้ศึกษาปลาไนเป็นเวลากว่า 2,000 ปีมาแล้ว ส่วนประเทศญี่ปุ่นการศึกษาเกี่ยวกับ Koi นั้นได้เขียนขึ้นเมื่อประมาณ 200 ปี หลังคริสต์ศตวรรษ โดยกล่าวถึงปลายชนิดนี้ว่า มีสีแดง สีขาวและสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นปลาที่ชาวญี่ปุ่นนิยมเลี้ยงไว้สำหรับดูเล่น
สำหรับศูนย์กลางการเพาะเลี้ยงปลาแฟนซีคาร์พของประเทศญี่ปุ่น คือ บริเวณเขาแถบเมืองโอจิยะในจังหวัดนิอิกาตะซึ่งในฤดูหน่าวอากาศจะหน่าวเย็นและมีหิมะตกมาก ดังนั้นก่อนเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวที่ยาวนาน ประชาชนของเมืองโอจิยะจะทำการเพาะขยายพันธุ์ปลาไนเพื่อนำมาเลี้ยงที่บ่อภายในบ้านไว้ปรุเป็นอาหาร
หลังจากที่ปลาไนได้ผสมพันธุ์กันมาหลายชั่วอายุจนกระทั่งเกิดการผ่าเหล่าขึ้น (mutation) ซึ่งปรากฎสีแดงหรือสีน้ำเงินอ่อนให้เห็น แหล่งผลิตปลาแฟนซีคาร์พ นอกจากจังหวัดนิอิกาตะแลัวยังมีเมืองฮิโรชิมา (Hiroshima) ก็มีการเพาะพันธุ์ปลาแหนซีคาร์พอีกด้วย
ดังนั้นผู้เลี้ยงปลาจึงได้คดัเลือกปลาที่มีสีสันตามที่ต้องการเพื่อการผสมพันธุ์ ในปี พ.ศ. 2413 การพัฒนาสายพันธุ์ปลาไนที่มีสีแดงและสีขาวที่สมบูรณ์มีชื่อเรียก โคฮากุ (Kohaku) ต่ำมาในปี พ.ศ. 2453 เกิดสายพันธุ์ปลาที่มีสีขาว สีดำ (shiroutsuri) และปลาที่มีสีเหลือง สีดำ
ในระหว่างปี พ.ศ. 2473 เกิดสายพันธุ์ปลาที่มีสีแดงสีขาวและสีดำ ปลาเกล็ดสีทอง ( Kinrin) และปลาเกล็ดสีเงิน (Ginrin) ปลาสีเหลืองทอง (Ogon) และสายพันธุ์อื่น ๆ อีก เนื่องจากการส่งปลาไนสีทั้งประเภทมีเกล็ดและไม่มีเกล็ดจากประเทศเยอรมันมาเป็นของขวัญแต่ประเทศญี่ปุ่น ปลาไนเหล่านี้ได้รับการผสมพันธุ์กัลปลาไนชนิดมีเกล็ดทั้งตัวของชาวญี่ปุ่นทำให้เกิดสายพันธุ์ที่มีรูปแบบซึ่งยึดถือลักษณะของเกล็ดเป็นหลัก
ปลาไนชนิดที่มีเกล็ดและไม่มีเกล็ด บางส่วนได้รับการเรียกชื่อว่า ดอยท์ซุกอย (Doitsu-goi) หรือ German Koi ส่วนปลาไนที่มีเกล็ดเต็มทั้งตัว เรียกว่า วากอย (Wagoi) หรือ Japancese Koi
ประเทศไทยได้เริ่มนำเข้าปลาแฟนซีคาร์พในปี 2493 โดยการนำเข้าปลาแฟนซีคาร์พจากประเทศญี่ปุ่นมาเลี้ยงและมีการซื้อขายในราคาที่ค่อนข้างสูง ถึงแม้ว่าจะมีการเพาะพันธุ์ได้ในประเทศไทยแล้วก็ตาม ยังคงมีการนำเข้าปลาแฟนซีคาร์พจากประเทศญี่ปุ่นถึงปัจจุบัน ซึ่งจะได้พาท่านผู้อ่านไปเยี่ยมฟาร์มปลาคาร์พช่วงท้ายของบทความนี้ ต่อมาในปี พ.ศ. 2498 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพัน์ยุคลทรงสั่งปลาชนิดนี้มาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์และตั้งชื่อปลาแฟนซีคาร์พนี้ว่า ปลาอมรินทร์ หรือบางทีก็เรียกว่าปลาไนทรงเครื่องซึ่งชาวญี่ปุ่นเรียกว่านิชิกิกอย (Nishikigoi)
คำว่า Nishiki มาจากชื่อสิ่งทอซึ่งใช้เส้นไหมที่นำมาจากประเทศอินเดียเข้ามาสู่ประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่นในช่วง 500 ปีหลังคริศต์ตวรรษ เนื่องจากผ้าดังกล่าวมีสีสันสวยงามหลากหลายสี ราคาแพงมาก ผู้ที่จะซื้อผ้าเหล่านี้มาใช้เป็นเครื่องแต่งกายได้จะต้องร่ำรวยเป็นพวกขุนนางหรือเจ้านายชั้นสูงปลาแฟนซีคาร์พจึงได้รับการตั้งชื่อตามชนิดของผ้าสวยงามเหล่านั้น
ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าสามารถพบปลาแฟนซีคาร์พในแหล่งน้ำจืดต่าง ๆ ของโลก แต่การเรียกชื่อของสายพันธุ์ขึ้นอยู่กับสถานที่ลักษณะเกล็ด สีของผิวหนัง ความเป็นประกายของเกล็ด และรูปแบบของจุดหรือ แต้มที่เกิดขึ้นจากสี รูปร่างของลำตัวปลามี 2 แบบคือ
1. แบบลำตัวเพรียวยาว เป็นพวกที่มีอยู่ในทวีปเอเซีย
2.  แบบลำตัวกว้าง เป็นพวกที่มาจากทวีปยุโรป
สิ่งที่มีความสำคัญในการแยกชนิดปลาแฟนซีคาร์พก็คือ เกล็ด สำหรับปลาคาร์พของญี่ปุ่น (Wagoi) จะมีเกล็ดแบบธรรมดาตลอดทั้งตัว ส่วนปลาคาร์พของเยอรมัน (Doitsu) เกล็ดมีความแปรปรวนมากกว่า โดยจัดเป็น 3 จำพวกคือ
1. Leather carp เป็นปลาคาร์พจำพวกไม่มีเกล็ด
2. Mirror carp เป็นปลาที่มีเกล็ดขนดใหญ่เรียงเป็นแถวบนสันหลังข้างตัวหรือส่วนท้อง
3. Armored Type Koi (Aradoitsu) เป็นปลาที่มีเกล็ดขนาดใหญ่มากและเรียงกันอยู่อย่างไม่เป็นรูปแบบที่แน่นอนในที่นี้จะขอกล่าวถึงการเรียกชื่อปลาแฟนซีคาร์พแบบญี่ปุ่น  ซึ่งชาวญี่ปุ่นอาศัยการดูลักษณะและรูปร่างแถบสีของปลาเป็นหลักในการกำหนดชื่อปลา โดยแบ่งเป็น 13 กลุ่มดังนี้
1. โคฮากุ (Kohaku) โค แปลว่า แดง  ฮากุ แปลว่า ขาว  โคฮากุ  คือปลาที่มีสีแดงกับสีขาว ปลาที่ดีสายพันธุ์นี้จะต้องเป็นสีขาวสะอาดเหมือนสีหิมะจะตัดกับสีแดงซึ่งอยู่ในรูปแบบที่ดีอย่างเด่นชัด
2. ไทไซ-ซันโชกุ (Taisho-Sonshoku) ไทโชมาจากชื่อของจักรพรรดิไทโช ในปี พ.ศ. 2455 ซันโชกุ แปลว่า 3 สี ปลาคาร์พพวกนี้พื้นที่ลำตัวเป็นสีขาว แต่มีลวดลายหรือจุดแต้มสีแดงหรือสีดำที่เด่นชัด ส่วนสีขาวก็เป็นสีเหมือนหิมะและที่ครีบหูจะต้องเป็นสีขาวด้วย
3. โชวา-ซันโชกุ (Showa-Wanshoku) โชวา หมายถึงยุคหนึ่งในรัชสมัยที่จักรพรรดิญี่ปุ่นครองราชย์เริ่มประมาณ พ.ศ. 2470 “ซันโชกุ” แปลว่า 3 สี ปลาคาร์พกลุ่มนี้มีพื้นลำตัวเป็นสีดำ แต่มีลวดลายหรือจุดแต้มเป็นสีขาวและสีแดง ที่ครีบหูจะต้องมีจุดสีดำ
4. อุทซึริ-โมโน (Utsuri-Mono) “อุทซึริ” หมายถึงสีดำที่เป็นลายแถบคาดคลุมจากหลังลงมาถึงส่วนท้องด้านล่างบนพื้นสีอื่น ๆ ปลาที่รู้จักกันดีในกลุ่มนี้ เช่น ชิโร-อุทซึริ (Shiro-Utsuri) ฮิ-อุทซึริ (Hi-Utsuri) คิ-อุทซึริ (Ki-Utsuri)
5. เบคโกะ (Bekko) “เบคโกะ” แปลว่ากระ ปลากลุ่มนี้มีสีขาว แดงหรือเหลือง มีลวดลายเป็นสีดำ มีลักษณะเหมือนที่พบบนกระดองเต่า คือ สีดำเป็นดอก ๆ บนลำตัว ปลาที่รู้จักกันดีในกลุ่มนี้เช่น ชีโร่-เบคโกะ (Shiro-Bekko) ฮิ-เบคโกะ (Hi-Bekko) คิ-เบคโกะ (Ki-Bekko) เป็นต้น
6. อาซากิ ซูซุย (Asagi, Shusui) “อาซากิ” แปลว่าสีฟ้าอ่อน ส่วนบนของลำตัวปลาเป็นสีฟ้าหรือสีเทา แต่มีลวดลายคล้ายร่างแหหรือตาข่ายคลุม “ซูซุย” หมายถึงปลาแฟนซีคาร์พพันธุ์เยอรมัน (ดอยท์ซุ) ที่มีเกล็ดสีน้ำเงินบนแนวสันหลัง
7. โกโรโมะ (Koromo) “โกโรโมะ” แปลว่าเสื้อคลุม โกโรโมะ หมายถึงปลาซึ่งเกิดจาการผสมพันธุ์ระหว่างกลุ่มสีโคฮากุ กับกลุ่มสีอาซากิหรือกลุ่มสีซันโกกุ กับกลุ่มสีอาซากิ สายพันธุ์ที่เกิดใหม่และรู้จักกันดีในกลุ่มนี้ เช่น อะโกโรโมะ (Ai-goromo) ซูมิ โกโรโมะ (Sumi-goromo) เป็นต้น
8. ฮิการิ-มูจิโมโน หรือโอกอน (Hikarimujimono or Ogon) “ฮิการิ” แปลว่า แสงรัศมี (มูจิโมโน) แปลว่า ชนิดที่มีสีเดียวกันล้วน ๆ หมายถึงปลาที่มีสีเดียวกันตลอดตัว “โอกอน” เป็นปลาที่มีสีเหลืองทอง Platinum-Ogon เป็นปลาสีเหลืองมีประกายเหมืองทองคำขาว Orange-Ogon เป็นปลาสีเหลืองมีประกายสีส้ม เป็นต้น
9. ฮิการิ-โมโยโมโน (Hikari-Moyomono) ฮิการิ แปลว่า แสงรัศมี โมโยโมโน แปลว่าชนิดที่ผสมรวมความแปลว่าชนิดที่ผสมรวม ซึ่งมีเกล็ดสีเงิน สีทองเป็นแสงรัศมี เป็นลูกผสมระหว่างปลาโอกอน กับปลาในกลุ่มอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ปลากลุ่มอุทซึริ ปลาที่รู้จักกันดีในกลุ่มนี้ เช่น ยามาบูกิฮาริวากิ (Yama-buki-Hariwake) คูจากุ (Kujaku) เป็นต้น
10. ฮิการิ-อุทซึริโมโน (Hikari-Utsurimono) เป็นการผสมพันธุ์ปลาระหว่างอุทซึริ กับ โอกอนได้ลูกปลาสีพันธุ์ต่าง ๆ ที่มีสีทองหรือสีเงินแทรกอยู่ เช่น สีของพันธุ์โชวาที่มีสีทองคำขาวแทรกอยู่ (Gin-Showa) สีของพันธุ์อุทซึริที่มีสีทองแทรกอยู่ (Kin-Ki-Utsuri) เป็นต้น
11. คาวาริโมโน (Kawarimono)  คาวาริ  แปลว่าเปลี่ยนแปลงนอกคอก ไม่เหมือนใคร โมโน แปลว่าชนิด รวมความแปลว่า ชนิดที่สีไม่เหมือนใคร เช่น ปลาสีดำ 
12. คินกินริน (Kinginrin) คิน  แปลว่า ทอง   “กิน” แปล เงิน “ริน” แปลว่าเกล็ด รวมความแปลว่า ปลาที่มีเกล็ดทอง เกล็ดเงินหมายถึงปลาที่มีเกล็ดสีเงินสะท้อนแสงแวววาวเป็นลายเส้นขนานตามแนวยาวของสันหลัง เช่น ปลาพันธุ์โคฮากุที่มีเกล็ดเงิน (Kinginrin-Kohaku) ปลาพันธุ์เบคโกะที่มีสีเงิน (Kinginrin-Bekko) เป็นต้น
13. ตันโจ (Tancho)  ตันโจ  แปลว่า หงอนแดงของหัวไก่ หมายถึงปลาที่มีสีแดงลักษณะกลมที่หัวส่วนลำตัวจะมีสีขาวหรือสีอื่นก็ได้ เช่น ตันโจ-โคฮากุ (Tancho Kohaku )  ตันโจ-โชวา เป็นต้น

 

 

เรียบเรียงโดย.........ยุพินท์  วิวัฒนชัยเศรษฐ์

 

 

อ้างอิง

วารสารการประมงปีที่ 58 ฉบับที่ 1  เดือน มกราคม-กุมภาพันธ์  หน้า 47

https://sites.google.com/