อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ปลาเทวดาใครจะรู้บ้างว่า เป็นหนึ่งในปลาทรงโปรดของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ชนิดหนึ่งนอกเหนือจาก ปลาคาร์พ ปลาปอมปาดัวร์ ที่ว่าเป็นปลาทรงโปรดเนื่องจาก ปลาทั้งสามชนิดที่พระองค์ท่านทรงเลี้ยงนั้นได้ทรงนิพนธ์ หนังสือออกมาสามเล่มเพื่อให้กรมประมงไปจัดจำหน่ายในงานวันประมงน้อมเกล้าฯ เพื่อนำรายได้สมทบทุนถวายเป็นพระราชกุศล

   เล่มแรกเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาคาร์พ “จิตวิทยาปลาคาร์พ”
   เล่มที่สองเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาเทวดา “เมื่อเทวดา...ตกสวรรค์”
   เล่มที่สามเกี่ยวกับการเลี้ยงปลาหอมปาดัวร์ “ปอม...จอมยุ่ง”
   ปัจจุบันปลาเทวดามีกลุ่มผู้ที่นิยมเลี้ยงน้อยมากเมื่อเทียบกับปลาชนิดอื่น ๆ สาเหตุมาจาก เลี้ยงยาก ปลามีความก้าวร้าวดุร้าย ซึ่งสาเหตุที่กล่าวมาน่าจะเป็นสาเหตุหลัก ๆ กลุ่มผู้เลี้ยง ปลาเทวดามักจะเป็นกลุ่มเดียวกับผู้ที่นิยมเลี้ยงปลาร่วมกับพรรณไม้น้ำ เมื่อเวลาจัดตู้พรรณไม้น้ำและมีปลาเทวดาอยู่ในตู้จะเป็นภาพที่สวยงามมาก แต่เนื่องจากไม่ได้รับความนิยมจึงถูกแทนที่ด้วยปลาชนิดอื่น ๆ ปลาเทวดาในบ้านเรานั้นมีเพียงไม่กี่สายพันธุ์ เช่น Marble, Plattinum, Albino และ Fancy นอกนั้นจะเป็นปลานำเข้าและมีราคาแพง ปลาชนิดนี้โดยพฤติกรรมแล้วเป็นปลาที่ค่อนข้างดุร้าย ห่วงถิ่น และห่วงคู่ครอง จึงทำให้ผู้ที่เคยเลี้ยงหลาย ๆ คนเข็ดขยาดจนไม่กล้าที่จะเลี้ยง เสน่ห์ของปลาเทวดามองดูเผิน ๆ แล้วไม่ต่างอะไรจากปอมปาดัวร์ที่ได้ชื่อว่าเป็น Queen of Aquarium แต่กลับไม่ได้รับความนิยม หรือนิยมแต่เพียงกลุ่มผู้เลี้ยงปลาร่วมกับพรรณไม้น้ำกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้นเอง

ปลาเทวดาลายหินอ่อน (Marble  Angelfish)

ปลาเทวดาสีชอกโกเลต  (Chocolate  Angelfish) 


ภาพจาก https://home.kku.ac.th

 

การเพาะเลี้ยงปลาเทวดา
   ปลาเทวดาจะเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยและพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 8-10 เดือน การจับคู่เพื่อการผสมพันธุ์และวางไข่เริ่มขึ้นโดยตัวผู้จะว่ายเคียงคู่กับตัวเมีย ในขณะเดียวกันจะพยายามกัดตัวอื่น ๆ ให้ห่างจากคู่ของตนและสร้างอาณาเขตของตัวเองไม่ให้ตัวอื่นเข้าใกล้ อาจจะเป็นบริเวณมุมตู้มุมใดมุมหนึ่ง โดยตัวเมียจะอยู่ด้านในติดกับมุมตู้ ตัวผู้มักจะว่ายน้ำอยู่ด้านนอก ทั้งตัวผู้และตัวเมียจะทำความสะอาดบริเวณที่วางไข่ โดยการอมน้ำแล้วพ่นไปในบริเวณพื้นตู้ และเก็บสิ่งสกปรกต่าง ๆ เช่น เศษใบไม้ หรือตะกอนผงต่าง ๆ ออกจากบริเวณนั้น ซึ่งเป็นสัญญาณแสดงว่าตัวเมียพร้อมที่จะวางไข่ ทำการแยกปลาทั้งคู่ออกจากตู้ที่เลี้ยง ใส่ในตู้เตรียมไว้สำหรับเพาะ ซึ่งโดยมากแล้วนิยมใช้ตู้ขนาดความยาว 1 ฟุตขึ้นไป ใส่น้ำที่ปราศจากคลอรีนและมีการเพิ่มปริมาณออกซิเจนโดยการใช้ปั๊มลม   ตามธรรมชาติแล้วปลาตัวเมียจะวางไข่ติดกับวัสดุต่าง ๆในน้ำ เช่น ก้อนหิน ตอไม้ พรรณไม้น้ำชนิดต่าง ๆ แต่เมื่อนำมาเลี้ยงในตู้กระจกแล้ว นักเพาะปลามักนิยมใช้กระจกหรือพลาสติกแผ่นเรียบวางเอียงกับพื้นตู้ประมาณ 30-60 องศา แม่ปลาจะวางไข่ติดกับกระจกแล้วตัวผู้จะปล่อยน้ำเชื้อผสมกับไข่ทันที จะผลัดเปลี่ยนกันเช่นนี้จนแม่ปลาวางไข่หมด ซึ่งใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง ในแต่ละครั้งของการวางไข่ แม่ปลาจะวางไข่ประมาณ 300 – 2,000 ฟอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของแม่ปลา พ่อแม่ปลาจะเฝ้าไข่และคอยพัดโบกน้ำโดยใช้ครีบอก เพื่อเป็นการเพิ่มออกซิเจนในน้ำ


การอนุบาลลูกปลา     
สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี คือ 1. การแยกไข่มาอนุบาล และ 2. การให้พ่อแม่อนุบาล
1. การแยกไข่มาอนุบาล     กระทำโดยหลังจากแม่ปลาวางไข่และไข่ได้รับการผสมแล้ว นำแผ่นกระจกที่มีไข่ติดอยู่มาใส่ในตู้อนุบาลที่เตรียมไว้ และมีการเพิ่มอากาศโดยใช้ปั๊มลม (air pump) เบาๆ ตลอดเวลา ความลึกของน้ำไม่เกิน 10 เซนติเมตร ไข่จะฟักออกเป็นตัวภายใน 36 ชั่วโมง ลักษณะของลูกปลาในระยะนี้จะเห็นเป็นเส้นด้ายเคลื่อนไหวไปมาแต่ยังไม่เคลื่อนที่จะเกาะติดอยู่บริเวณแผ่นกระจกนั่นเอง ลูกปลาจะมีถุงไข่ (yolk sac) ติดอยู่ในบริเวณด้านท้อง ในระยะนี้ลูกปลาจะยังไม่ต้องกินอาหาร ถุงไข่นี้จะยุบภายใน 2-3 วัน จากนั้นลูกปลาจะเริ่มเคลื่อนโดยมักจะลอยตัวขึ้นมาในบริเวณผิวน้ำและรวมกลุ่มกันอยู่อย่างหนาแน่น เมื่อลูกปลามีอายุได้ 5 วันขึ้นไป จะให้อาหารโดยใช้ไข่แดงต้มสุกบดละเอียดผสมกับน้ำเล็กน้อยหยดไปในบริเวณกลุ่มของลูกปลา ควรระวังในการให้อาหารโดยอย่าให้มากจนลูกปลากินไม่หมดจะทำให้น้ำเสียง่ายและเป็นบ่อเกิดของโรค ไม่ควรให้ไข่แดงเกิน 7 วัน เพราะจะทำให้ปลาท้องอืดตายได้ นักเพาะปลาเทวดาบางคนจึงข้ามขั้นตอนการให้ไข่แดงไปเป็นการให้ลูกของไรแดง โดยการใช้กระชอนตาถี่ที่สามารถช้อนไรแดงตัวใหญ่ออกไปและเหลือไรแดงตัวเล็กที่สามารถเป็นอาหารของลูกปลาได้ แล้วจึงนำมาให้ลูกปลาเป็นอาหาร ในระยะนี้ควรระวังเรื่องความสะอาดของน้ำ ควรหมั่นเปลี่ยนน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง คือในช่วงเช้าและเย็นและควรให้อาหารอย่างสม่ำเสมอวันละ 4-5 ครั้ง จะทำให้ปลาเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เมื่อลูกปลาอายุได้ 10 วันขึ้นไปจะสามารถว่ายน้ำได้อย่างอิสระและคล่องตัวแต่ยังจะรวมฝูงกันอยู่ ในระยะนี้ลูกปลาจะมีรูปร่างกลมคล้ายรูปไข่ กระโดงหลังครีบอกและครีบก้นยังไม่ยาวออกมา ลูกปลานี้จะเจริญเติบโตเหมือนพ่อแม่
เมื่ออายุประมาณ 45 วัน การอนุบาลด้วยวิธีนี้มีผลดีคือ พ่อแม่ปลาไม่ต้องดูแลลูกปลาทำให้พ่อแม่ปลาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหลังจากวางไข่ และสามารถวางไข่ในครั้งต่อไปได้ในเวลา 7-10 วัน ทำให้สามารถเพาะปลาได้เป็นจำนวนสูง และยังป้องกันพ่อแม่ปลาบางตัวที่มีอุปนิสัยในการกินไข่ ข้อเสียของวิธีนี้คือ ถ้าน้ำไม่สะอาดเพียงพอในช่วงอนุบาลอาจจะเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น อาหารเน่าเสีย และของเสียที่เกิดจากตัวปลา เป็นต้น
2. การให้พ่อแม่อนุบาล   ปลาเทวดาจัดเป็นปลาประเภทที่ดูแลและเลี้ยงลูกทั้งตัวผู้และตัวเมีย การอนุบาลอีกวิธีหนึ่งก็คือการปล่อยให้พ่อแม่ปลาอนุบาลเอง พ่อแม่ปลาจะอมลูกปลาที่ตกอยู่ในบริเวณพื้นพ่นขึ้นไว้ในบริเวณแผ่นกระจก เพื่อให้ลูกปลาได้รับออกซิเจนและน้ำสะอาด นอกจากนี้พ่อแม่ปลายังพยายามย้ายลูกปลาทั้งหมด เพื่อหลบเลี่ยงการถูกรบกวน ดังนั้นตู้อนุบาลปลานี้ไม่ควรจะมีกรวด ทราย รองพื้นตู้เพราะจะทำให้พ่อแม่ปลาเก็บลูกปลาจากพื้นได้ยาก อาหารในระยะเวลาแรกของลูกปลาเหล่านี้ก็คือเมือกของพ่อแม่ปลา
การอนุบาลด้วยวิธีนี้มีผลดีคือ จะทำให้ลูกปลาแข็งแรง เพราะมีพ่อแม่ปลาคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลาตั้งแต่การกัดเปลือกไข่ให้ฉีกขาดเพื่อให้ลูกปลาฟักออกมาการเคลื่อนย้ายลูกปลาเพื่อให้ได้รับออกซิเจนหรือน้ำสะอาด
จะเห็นว่าปลาเทวดามีผู้ที่นิยมเลี้ยงน้อยมากเมื่อเทียบกับปลาสวยงามชนิดอื่น ๆ เพราะว่าเป็นปลาที่ดุร้าย และราคาแพง  การที่เราจะเลี้ยงปลาเทวดาให้ประสบความสำเร็จนั้น สิ่งสำคัญคือน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาจะต้องสะอาดและออกซิเจนต้องเพียงพอกับความต้องการของปลา และจะต้องหมั่นเปลี่ยนน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง คือในช่วงเช้าและเย็นและอาหารก็ควรจะให้อย่างสม่ำเสมอ  วันละ 4-5 ครั้ง     จะทำให้ปลาเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว  ขอแค่เราเอาใจใส่ปลาของเราสักนิด  แค่นี้เราก็สามารถเลี้ยงปลาได้ให้ประสบความสำเร็จได้

โดย...นันริกา  ธรรมเนียม

เอกสารอ้างอิง
วารสารการประมง.  มณีรัตน์  หวังวิบูลย์กิจ และนงนุช  เลาหะวิสุทธิ์.  ปลาเทวดา.  ปีที่ 52.  ฉบับที่ 6.     2542.  หน้า  595-599.
นิตยสาร PET-MAG.  การเพาะเลี้ยงปลาเทวดา.  ปีที่ 5.  ฉบับที่ 57.  พ.ศ.  2547.  หน้า 134-136.
นิตยสาร PET-MAG.  วิธีการเพาะพันธุ์และสายพันธุ์ปลาเทวดา.  ปีที่ 6.  ฉบับที่ 64.  พ.ศ.  2548.  หน้า    106-111.