ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ปลาทะเลนอกจากจะบริโภคได้แล้ว บางคนยังนำปลาทะเลบางชนิดมาเลี้ยงในตู้กระจกได้อีกด้วย เพราะปลาทะเลส่วนมากจะมีสีสันสดใสสวยงาม รูปร่างลักษณะตลอดจนการดำรงชีวิต น่าสนใจ ปลาทะเลที่นิยมนำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ส่วนใหญ่จะเป็นปลาตัวเล็ก รูปร่างและสีสันแปลกๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตชายฝั่งบริเวณแนวปะการัง

แต่อย่างไรก็ตามการเลี้ยงปลาทะเลในตู้กระจก โอกาสรอดชีวิตมีน้อย ด้วยเหตุผลหลายประการเช่น ปลาที่จับมามีสุขภาพไม่แข็งแรง คุณภาพน้ำไม่เหมาะสม และประการสำคัญคือ เรายังไม่สามารถที่จะสร้างสภาพแวดล้อมภายในตู้ปลาให้เหมือนกับในทะเลได้ แต่ถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องเลี้ยงปลาทะเลในตู้ สิ่งที่ต้องทำให้ดีคือ รักษาสภาพภายในตู้ให้เหมาะสม และสิ่งที่ควรคำนึงถึงมีดังนี้

เครดิตภาพ http://www.guideubon.com 

การเลือกซื้อปลา
     ปลาทะเลสวยงามมีหลายชนิด เช่น ชนิดที่มีสีอ่อน หรือสีฉูดฉาด ตัวเล็กชอบว่ายกันเป็นฝูง หรือตัวโตที่ชอบอยู่เดี่ยวๆ ซึ่งชนิดของปลาที่จะเลี้ยงขึ้นอยู่กับความชอบของบุคคล
     แต่สำหรับผู้เริ่มเลี้ยงควรเลือกเลี้ยงปลาที่เลี้ยงง่าย ตายยาก ราคาไม่แพงและควรเลือกปลาขนาดกลาง หรือตัวเล็กซึ่งจะบอบช้ำระหว่างการเดินทางน้อยกว่าปลาตัวใหญ่ ทั้งในเรื่องอาหารและการทำความสะอาดตู้ ต่อมาเมื่อมีประสบการณ์และความพร้อมในด้านสถานที่ เงินทุน หรือความพร้อมในด้านอื่นๆที่สำคัญแล้ว จึงค่อยเปลี่ยนมาเลี้ยงปลาที่มีขนาดใหญ่ หรือปลาที่เลี้ยงยากต่อไป และเมื่อเลือกชนิดของปลาได้แล้วในการเลือกซื้อปลาที่ร้านขายปลา ควรซื้อจากร้านที่การคัดเลือกปลาคุณภาพดี มีการดูแลรักษาคุณภาพปลา เลือกจากร้านที่ยินดีให้ความรู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องการเลี้ยงปลาได้อย่างปลอดภัย เลือกซื้อจากร้านที่เต็มใจให้บริการช่วยแก้ปัญหาในการเลี้ยง และควรเลือกซื้อปลาที่ราคาสมเหตุสมผลคุ้มกับคุณภาพ คำแนะนำ และบริการต่างๆ
ตู้ปลา
      ที่นิยมใช้เลี้ยงปลาในปัจจุบันเป็นตู้ปลาที่ประกอบด้วยกระจกล้วนชนิดที่ไม่ใช้กรอบโดยใช้ซิลิโคนเชื่อมต่อ ตู้ปลาประเภทนี้มีความโปร่งใสสวยงาม และมีความแข็งแรงดี ตู้ปลาที่เป็นกรอบโลหะไม่เป็นที่นิยมและไม่ควรใช้ เนื่องจากกรอบโลหะเกิดสนิมจากน้ำทะเลได้ง่าย อายุการใช้งานไม่นานและไม่สวยงาม ตู้ปลาที่จะใช้เลี้ยงปลาทะเลไม่ควรมีขนาดเล็ก ควรมีขนาดใหญ่ปริมาณของน้ำยิ่งมากเท่าใดยิ่งดีลักษณะตู้กระจกที่ใช้เลี้ยงปลานั้นสำหรับมือใหม่ควรเลือกใช้ขนาด 50-75 แกลลอน เพราะหากตู้เล็กกว่านี้การควบคุมคุณภาพน้ำจะทำได้ยากเมื่อมีสารพิษเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ปลาตายได้ และตู้ปลาที่ดีควรมีฝาปิดเพื่อป้องกันปลากระโดดออกจากตู้
รูปแบบของการจัดตู้ปลา
การจัดตู้ปลาทะเลที่นิยมกันในปัจจุบัน มี 2 แบบคือ 
- ตู้ปลาธรรมดา เป็นตู้ปลาที่ตกแต่งด้วยวัสดุธรรมดาส่วนมากจะไม่มีชีวิต เช่น ซากปะการัง เศษหิน ดิน ทราย เปลือกหอยและจะมีสิ่งมีชีวิตอยู่ชนิดเดียวคือปลา ตู้ปลาชนิดนี้การดูแลรักษาจะง่าย โอกาสการเกิดโรคจะน้อยตู้ปะการัง และเป็นตู้ปลาที่มีความสวยงามธรรมดา ต้นทุนการจัดตู้ปไม่สูงมากนัก
- ตู้ปะการัง จะมีสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอาศัยอยู่ด้วย เช่น ปะการังที่ยังมีชีวิต ก้อนหินที่มีสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นอาศัยอยู่ หรือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นได้แก่ กุ้ง หอย ปู ปลาดาว ฟองน้ำ เพรียง เป็นต้น ตู้ปลาชนิดนี้เหมาะสำหรับบุคคลที่มีทุนทรัพย์ และชอบความตื่นเต้น แปลกใหม่ชอบความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะตู้ชนิดนี้จะมีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดจึงทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แต่ตู้ปลาชนิดนี้จะเกิดโรคและสิ่งรบกวนได้ง่ายและต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูงต้องการความดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด 
น้ำและคุณภาพน้ำ
     การเลี้ยงปลาทะเลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้น้ำเค็ม โดยเฉพาะน้ำทะเลจากธรรมชาติจะดีที่สุด แต่หากไม่สามารถหาน้ำทะเลจากธรรมชาติได้ก็จำเป็นต้องสร้างน้ำทะเลเองโดยการเติมเกลือทะเลลงในน้ำเปล่าหรือถ้าจะให้ดีควรใช้น้ำกลั่นเพราะน้ำประปาจะมีปริมาณฟอฟเฟตสูงเกินไปซึ่งจะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชน้ำได้แล้วจากนั้นคนให้เกลือละลาย ซึ่งเกลือชนิดนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายสัตว์น้ำทั่วไปหรือสวนจตุจักร
     ในกรณีที่สามารถหาน้ำทะเลธรรมชาติได้ ควรเป็นน้ำทะเลที่ใสสะอาด ปราศจากสารเคมีและสารพิษต่างๆ ก่อนนำมาใช้ต้องกรองด้วยวัสดุต่างๆ เช่น กรวด ทรายหยาบ ทรายละเอียด แล้วกรองด้วยถุงกรองที่มีความละเอียดของตาอวนอยู่ในช่วง 10-20 ไมครอน ส่วนความเค็มของน้ำทะเลที่ใช้เลี้ยงปลาทะเลโดยทั่วไปอยู่ระหว่าง 30-35 พีพีที ( ส่วนในพัน ) อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับชนิดของปลาด้วย หากปลาอาศัยอยู่บริเวณปากแม่น้ำความเค็มอาจต่ำกว่านี้ก็ได้
ส่วนระดับอุณหภูมิที่เหมาะสมนั้นควรอยู่ในช่วง 24-28 องศาเซลเซียส และระดับความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) ของน้ำทะเลควรอยู่ระหว่าง 7.8-8.2 และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการเลี้ยงปลาทะเลในตู้กระจกคือปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำซึ่งปริมาณที่เหมาะสมไม่ควรน้อยกว่า 5 พีพีเอ็ม 
ขาตั้ง
      สำหรับรองรับตู้ปลา ซึ่งจำเป็นจะต้องคำนึงถึงน้ำหนักของตู้ปลา น้ำ ทราย และหินประดับเป็นสำคัญตู้ปลาแต่ละขนาดเราสามารถคำนวณน้ำหนักโดยประมาณได้โดยเอา ความกว้าง ด ความยาว ด ความสูงของตู้ปลา หารด้วย 1,000 ใช้หน่วยวัดเป็นเซนติเมตร จะได้เท่าน้ำหนักของตู้ปลานั้นเป็นกิโลกรัม ขาตั้งควรประกอบด้วยวัสดุที่แข็งแรงทนทาน และถ้าประกอบด้วยโลหะก็ควรจะทาสีกันสนิมอย่างดีด้วย ขาตั้งนอกจากจะแข็งแรงทนทานแล้วควรต้องสวยงามด้วย เพื่อให้ตู้ปลาดูมีค่า 
ระบบกรองน้ำ
     ระบบกรองน้ำสำหรับตู้ปลาเท่าที่ทราบมีมานานกว่า 50 ปีแล้วในอดีตกรองน้ำตู้ปลาที่รู้จักกันมากที่สุดคือ กล่องกรอง ที่ทำด้วยพลาสติกใสทั้งใบ มีตะแกรง และท่อภายในประกอบด้วยท่อลมเข้าและท่อลมออก ซึ่งท่อลมออกเป็นท่อที่ใหญ่กว่าท่อลมเข้า ซึ่งมีขนาดเท่ากับสายลมส่วนท่อลมออกจะมีขนาดใหญ่กว่ากล่องกรองที่ฝรั่งเรียกว่า " อคัวเรี่ยมฟิวเตอร์ " ชนิดนี้ คือการดันน้ำออกจากกล่องกรองด้วยแรงลมที่ฟองอากาศจะไหลดันนำเอาน้ำขึ้นจากท่อ ที่เชื่อมติดกับตะแกรงอยู่ด้านหลังสุดของตัวกล่องกรอง และส่วนบนของตะแกรงที่เชื่อมติดกับท่อดำน้ำนี้จะใส่ใยแก้ว และกรวดหยาบ เพื่อเป็นวัสดุจับตะกอน ในน้ำที่เคลื่อนผ่านระบบกรอง ทำให้น้ำที่ถูกดันผ่านทางท่อเป็นน้ำที่ได้รับการบำบัดด้วยการกรองผ่านวัสดุดังกล่าว วัสดุกรองนี้จะเป็นที่เกาะของจุลินทรีย์บางชนิด ซึ่งจะมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ ส่วนใหญ่จะเป็นจุลินทรีย์ที่สามารถย่อยสลายตะกอนและมูลสัตว์น้ำ ที่ถูกดึงเข้ามาสู่ระบบกรองดังกล่าว ทำให้น้ำที่ผ่านกระบวนการกรองได้รับการบำบัดให้เป็นน้ำที่ดีขึ้นอีกระดับหนึ่ง และบางยี่ห้อยังได้มีการนำกระบอกขนาดเล็กบรรจุถ่านคาร์บอนใส่ไว้ปลายท่อดันน้ำออก โดยอ้างว่าช่วยกำจัดแอมโมเนีย ซึ่งในความเป็นจริงคงไม่ได้ผลเท่าไรนักเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำในตู้ปลา ในเวลาต่อมาจึงได้มีการทำกรองน้ำตู้ปลาที่มีรูปร่างเป็นกล่องรูปยาวด้านตั้งเป็นรูปเข้ามุมตู้ปลาเรียกว่า"คอนเน่อร์ฟิวเตอร์" ซึ่งเป็นระบบที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น แต่มีข้อเสียคือส่วนประกอบด้านล่างและด้าบบนจะหลุดง่ายทำให้ระบบการทำงานบกพร่อง
ปัจจุบันระบบกรองน้ำที่ได้รับความนิยมมีอยู่ 2 แบบคือ 
ระบบกรองน้ำภายในตู้ปลา เป็นระบบที่ต้องใช้เป็นหลัก เพราะมีผลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของน้ำบางประการภายในตู้ ระบบกรองน้ำภายในตู้ที่ใช้จะเป็นแบบระบบกรองน้ำใต้ทราย ( SUB SAND FILTER ) ระบบกรองน้ำนี้มีขายเป็นชุดใช้ใส่อยู่กับพื้นตู้ปลาโดยมีทรายปะการัง ซึ่งเป็นทั้งตัวกรองสิ่งสกปรกและใช้ตกแต่งตู้ปลาอยู่ด้านบนกรวดทราย นอกจากจะเป็นตัวกรองสิ่งสกปรกต่างๆแล้วยังเป็นที่อยู่อาศัยของแบคทีเรีย ซึ่งช่วยเปลี่ยนรูปของเสียจากการขับถ่ายของปลา เศษอาหารเหลือและซากเน่าเปื่อยของสิ่งมีชีวิตที่เป็นแอมโมเนียซึ่งเป็นพิษให้เป็นไนไตรท์    และเป็นไนเตรทที่ไม่เป็นพิษในที่สุด 
    วิธีการติดตั้งแผ่นกรองน้ำใต้ผืนทราย หลังจากทำความสะอาดตู้เรียบร้อยดีแล้วให้วางแผ่นกรองลงบนพื้นตู้ต่อท่อลมเข้ากับแผ่นกรองทรายที่ใช้ควรเป็นทรายปะการังหนาประมาณ 7.5-10 เซนติเมตรระวังอย่าให้ทรายเข้าไปใต้แผ่นกรอง จะทำให้ระบบกรองทำงานไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร
ระบบกรองน้ำภายนอกตู้ เป็นระบบที่ช่วยป้องกันและควบคุมปริมาณของเสียในตู้ให้ดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะในกรณีที่มีการเลี้ยงปลากันอย่างหนาแน่น ระบบกรองน้ำภายนอกตู้มีหลายแบบด้วยกันที่จะกล่าวในที่นี้ได้แก่ หม้อกรองพร้อมปั๊มชนิดติดตั้งนอกตู้มีระบบการทำงานคือ ปั๊มน้ำจะสูบน้ำจากตู้ปลาโดยผ่านชั้นกรองซึ่งประกอบด้วยถ่านและใยแก้ว เพื่อกรองเอาสิ่งสกปรกต่างๆสีและกลิ่นออก ส่วนที่สะอาดกลับเข้าตู้อย่างเดิม การไหลกลับของน้ำจากระบบกรองภายนอกตู้นี้จะมีความแรงทำให้มีการไหลเวียนของน้ำภายในตู้ปลา ทั้งยังเป็นการเพิ่มออกซิเจนอีกด้วย ซึ่งทำให้ปลาและสิ่งมีชีวิตอื่นๆเช่น ปะการัง ดอกไม้ทะเล อื่นๆมีความสดชื่นยิ่งขึ้น
     วิธีการติดตั้งหม้อกรองพร้อมปั๊มชนิดติดตั้งนอกตู้ ก่อนอื่นให้ศึกษาจากข้อมูลการใช้ที่ให้มากับเครื่องยี่ห้อนั้นเสียก่อน ควรเช็คอุปกรณ์ชิ้นส่วนต่างๆให้ครบถ้วนแล้วให้นำถ่านกรองที่ติดมากับถังกรองไปล้างด้วยน้ำสะอาดจนผงถ่านออกหมดแล้วผึ่งไว้ให้สะเด็ดน้ำ แล้วนำมาใส่ลงในถังกรองที่มีตะแกรงวางคว่ำอยู่ก่อนแล้วใส่ใยแก้วทับลงบนถุงถ่าน จากนั้นก็จะมีตะแกรงวางหงายอยู่ข้างบนอีกอันหนึ่งก่อนจะปิดฝาตัวถังกรองนั้น ตอนที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการปิดฝาถังกรองน้ำจะมียางกั้นอยู่วงหนึ่งเรียกว่า " โอริง " ให้นำโอริงชุบน้ำให้เปียกแล้วสวมเข้ากับฝา หรือตัวถังตามตำแหน่งของฝารุ่นนั้นๆอัดลงบนตัวหม้อกรองให้แน่น กดตัวล๊อกเข้าให้ดี ต่อสายยางเข้าท่อดูด เข้ากับตัวหม้อกรองให้หัวดูดมีตัวครอบกันปลาเข้าไปในหม้อกรองและอยู่ในระดับที่เหนือผิวทรายในตู้ปลาเล็กน้อย หลังจากนั้นให้ต่อท่อสายยางส่งเข้ากับปั๊มน้ำ ใช้ปากดูดให้น้ำไหลเข้าถังกรองหรืออาจใช้วิธีใช้น้ำกรอกเข้าถังกรองจนเต็ม จัดปลายท่อส่งน้ำจากปั๊มเข้ากับท่อหรือหัวพ่นน้ำลงในตู้ปลา ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วจึงเสียบปลั๊กเดินเครื่องกรอง หม้อกรองน้ำนอกตู้นี้ควรติดตั้งให้อยู่ต่ำกว่าระดับผิวน้ำเพียงเล็กน้อย ไม่ควรอยู่สูงกว่าระดับผิวน้ำเพราะเมื่อสวิตซ์ไฟฟ้าดับน้ำจะไหลออกจากหม้อกรองทำให้ปั๊มไม่สามารถดูดน้ำได้เมื่อไฟฟ้าติด และไม่ควรอยู่ต่ำกว่าระดับผิวน้ำมากเกินไป เพราะจะทำให้ปั๊มต้องทำงานหนักเสียกำลังส่งที่ต้องยกน้ำขึ้นที่สูง ทำให้ปริมาณไหลเวียนของน้ำลดน้อยลงหรือหม้อกรองที่กำลังน้อยอาจไม่สามารถทำงานได้
เครื่องให้ออกซิเจน
    เป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ปลาสะดวกต่อการหายใจ เพราะเครื่องจะทำให้น้ำภายในตู้ปลามีออกซิเจนเพียงพอต่อความต้องการของปลา โดยเครื่องจะดูดออกซิเจนภายนอกเข้าไปในน้ำซึ่งอยู่ภายในตู้ ทำให้เกิดการเคลื่อนไหว แล้วออกซิเจนในอากาศจะละลายกับน้ำ
 กรวดและทราย
     กรวดและทราย มีไว้เพื่อเป็นชั้นกรองน้ำภายในตู้และตกแต่งตู้ปลา กรวดที่นิยมและมีประสิทธิภาพดีคือกรวดปะการังซึ่งเป็นเศษปะการังหักที่มีเม็ดขนาดเล็กที่ร่อนให้มีขนาดใกล้เคียงกัน กรวดปะการังมีคุณสมบัติที่ช่วยควบคุมความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำในตู้ปลาไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปมาก และมีลักษณะเป็นรูพรุนขนาดเล็กจำนวนมาก ช่วยเก็บกักตะกอนได้ดีกว่ากรวดประเภทอื่น นอกจากหินปะการังแล้วสมัยนี้ผู้เลี้ยงมักนิยมกรวด หิน ทราย หรือขอนไม้ที่มีสีสัน ลวดลายสวยงาม ซึ่งมักจะมีสีหรือสารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้องฉะนั้นก่อนที่จะนำมาใส่ในตู้ปลาควรล้างให้สะอาดที่สุดจนกว่าไม่มีกลิ่นสารเคมีหรือสีต่าง ๆ
พืชพันธุ์ไม้น้ำ
     พืชพันธุ์ไม้น้ำมีทั้งพลาสติกและพืชธรรมชาติ ซึ่งพันธุ์ไม้พลาสติกในปัจจุบันมีการเลียนแบบได้เหมือนของจริงและสะดวกไม่ต้องยุ่งยากในการดูแลรวมทั้งไม่ต้องเปลี่ยนเหมือนพันธุ์ไม้น้ำธรรมชาติซึ่งเดี๋ยวนี้มีการเพาะพันธุ์ขายกันอย่างแพร่หลายและหลายพันธุ์ชนิด พันธุ์ไม้ธรรมชาตินี้มีส่วนดีคือช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับปลาทำให้ระบบนิเวศน์ในตู้ปลาได้สมดุล แต่ในตู้ปลาควรติดหลอดไฟแสงอาทิตย์เทียมเพื่อให้ต้นไม้ได้สังเคราะห์แสงแล้วผลิตออกซิเจนให้แก่ปลาและช่วยให้ปลามีสีสันสวยงามตามธรรมชาติ
 โคมไฟ
      โคมไฟมีไว้เพื่อให้แสงสว่างแก่ตู้ปลาและเป็นส่วนประกอบที่สวยงามของตู้ปลา นอกจากนี้แสงสว่างยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของปลาด้วย หลอดไฟที่นิยมใช้โดยปกติจะใช้หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ ขนาด 20 วัตต์ ต่อน้ำ 40 ลิตร ที่ความลึกของน้ำไม่เกิน 18 นิ้ว หลอด ฟลูออเรสเซนต์ที่ให้แสงสว่างในตู้ปลาได้แก่ หลอด Day light , Grolux , Actinic หรืออาจเป็นหลอดที่ออกแบบสำหรับตู้ปลาโดยเฉพาะนอกจากนี้ยังมีหลอดไฟชนิดส่องแบบโคมไฟ ซึ่งมีความสว่างมากและมีราคาเเพง เช่นหลอดMetel halide , Mercury Vapour มีข้อดีคือให้แสงสว่างมากและใกล้เคียงกับธรรมชาติแต่ที่นิยมใช้ส่วนใหญ่จะเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ที่มีชื่อว่า Grolux ซึ่งเป็นหลอดนีออนแดดเทียมที่ให้แสงออกมาเป็นสีชมพูอ่อน หลอดไฟชนิดนี้จะให้บรรยากาศที่เหมาะสมมาก ช่วยเน้นสีของปลาและสิ่งมีชีวิตอื่นให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นและยังมีประโยชน์ต่อการสังเคราะห์แสงของปลาอีกด้วย แต่โคมไฟที่ใช้กับตู้ปลาควรมีแผงกันไอน้ำด้วยจึงจะเหมาะสมและปลอดภัย
    ควรเปิดไฟสำหรับตู้ปลาเพื่อให้ปลาออกหาอาหารอย่างน้อยวันละ 8-12 ชั่วโมงและควรปิดให้ปลาพักผ่อนอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง และถ้าในตู้เลี้ยงดอกไม้ทะเลควรเพิ่มแสงสว่างให้มากกว่าปกติเพราะแพลงค์ตอนพืชที่อาศัยอยู่ในดอกไม้ทะเลต้องการแสงสว่างเพื่อสังเคราะห์อาหารและดอกไม้ทะเลจะได้กินแพลงค์ตอนพืชเป็นอาหาร
การดูแลและการให้อาหาร
       ปลาที่เพิ่งย้ายที่อยู่ ต้องการเวลาปรับตัวเพื่อให้เข้ากับที่อยู่ใหม่ ในช่วงแรกปลาจะยังไม่กินอาหารหรือถึงแม้ว่าปลาจะกินอาหารแต่อาหารจะยังไม่ย่อย ดังนั้นผู้เลี้ยงควรงดอาหารในวันแรก วันต่อมาจึงค่อยเริ่มให้ทีละน้อยแล้วค่อยๆเพิ่มขึ้นในแต่ละวันโดยสังเกตดูว่าปริมาณแค่ไหนที่ปลากินหมดใน 2-3 นาที หากมีอาหารเหลือตกค้างควรตักทิ้งเพราะจะทำให้น้ำเน่าเสีย ปกตินิยมให้อาหารวันละ 2 เวลา คือเช้า-เย็น อาหารที่ให้ควรย่อยง่าย มีคุณค่าครบถ้วนและไม่ทำให้น้ำเน่าเสีย
- อาหารสดปลาจะชอบกิน แต่ต้องระวังน้ำเน่าเสีย และเป็นพาหะนำโรคมาสู่ปลา
- อาหารสำเร็จรูปมีหลายแบบ หลายคุณภาพ หลายราคา ควรเลือกใช้ชนิดที่เหมาะสมกับปลาแต่ละประเภท ให้อาหารสดสลับกับอาหารสำเร็จรูปจะช่วยให้ปลาได้รับอาหารที่ย่อยง่ายและมีคุณค่าทางอาหารสูงควบคู่กันไป
การปล่อยปลาลงตู้
ผู้ขายจะบรรจุปลาไว้ในถุงพลาสติกที่มีปริมาณน้ำพอดีกับจำนวนหรือชนิดของปลา และอัดออกซิเจนบริสุทธิ์เพื่อให้ปลาใช้หายใจได้เพียงพอจนกว่าจะถึงจุดหมายแล้วขั้นตอนต่อไปคือ
- ให้ลอยถุงปลาทั้งหมดไว้ในตู้เพื่อให้น้ำในถุงและในตู้มีอุณหภูมิที่เท่ากัน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที
- ให้เปิดปากถุงออกค่อยๆรินน้ำที่ตักจากตู้ผสมลงถุงทีละน้อยทำช้าๆจนได้สัดส่วนน้ำในถุง 1 ส่วนต่อน้ำจากตู้ 1 ส่วน พักไว้ประมาณ 10 นาทีเพื่อให้ปลาปรับตัวให้ชินกับน้ำใหม่
- ให้เอียงปากถุงลงปล่อยปลาให้ว่ายออกจากถุงปลาที่ปล่อยถูกต้องตามขั้นตอนจะไม่ช็อกน้ำเป็นสาเหตุให้ปลาทยอยตาย ปลาที่ปล่อยถูกวิธีจะมีสุขภาพดีและมีชีวิตอยู่ได้นาน 
การเปลี่ยนน้ำและการทำความสะอาดตู้ปลา
    การเปลี่ยนน้ำทั้งหมดอาจกำจัดของเสียที่ปลาถ่ายออกมาได้หมด แต่ปลาไม่ชอบให้สภาพแวดล้อมของมันเปลี่ยนแปลงโดยทันที หากใช้วิธีเปลี่ยนน้ำบางส่วน(ไม่เกินครึ่งตู้) แต่ทำบ่อยๆน้ำจะมีสภาพดีกว่าและปลาก็ไม่ต้องปรับตัวมากด้วย และเมื่อถึงเวลาต้องล้างพื้นทรายควรเก็บน้ำเก่าบางส่วนไว้ก่อน ย้ายปลาและต้นไม้มาไว้ในน้ำเก่าที่เก็บไว้นี้แล้วจึงรื้อวัสดุตกแต่งตู้และทำความพื้นทราย
เสร็จแล้วให้จัดวัสดุตกแต่งตู้ให้ใกล้เคียงของเดิมมากที่สุดแล้วนำน้ำเก่ามาใส่ตู้พร้อมต้นไม้น้ำและปลา จากนั้นจึงใส่สารกำจัดคลอรีนและเติมน้ำใหม่อย่างช้าๆปลาจะไม่ช็อกน้ำและไม่ต้องปรับตัวมากเกินไป
โรคและวิธีการรักษาโรค
โรคที่มักพบได้บ่อยๆอาจแบ่งออกได้เป็น
1. โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย
2. โรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว
3. โรคที่เกิดจาก Copepod
4. โรคที่เกิดจากพยาธิ
5. โรคที่เกิดจาก Sporozoa
6. โรคที่เกิดจากเชื้อรา
7. โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส
8. โรคที่เกิดจากสภาพแวดล้อม
     อาการที่แสดงให้เห็นว่าปลาป่วยคือ จะมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ทั้งนี้อาจเกิดจากเชื้อโรค หรือมีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของน้ำก็ได้ ปลาจะมีสีจางลงและว่ายถูลำตัวกับหิน หรือปะการังบริเวณก้นตู้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีพยาธิภายนอกอาจพอที่จะวินิจฉัยโรคจากอาการคร่าวๆได้ดังนี้
อาการความผิดปกติที่พบทั่วไป
สีจางลง : อาการนี้อาจเกิดจากการตกใจของปลาหรือโรคต่างๆ ได้แก่วัณโรค , การได้รับสารพิษ , การได้รับอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ รวมทั้งอาจเกิดขึ้นเมื่อปลามีอายุมาก 
- ไม่กินอาหาร : เป็นอาการเบื้องต้นที่แสดงความผิดปกติของปลาซึ่งกำลังเป็นโรคเกือบทุกชนิด ทั้งโรคที่เกิดจากการติดเชื้อต่างๆ , หนอนพยาธิ . อาหารไม่เหมาะสม รวมทั้งสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมอีกด้วย
- ก้นแดงบวม : มีอุจจาระผิดปกติ ต้องระวังการติดเชื้อของทางเดินอาหารและพยาธิภายใน ถ้าเกิดการท้องผูก ( ไม่ขับถ่าย ) ควรดูแลเรื่องชนิดของอาหารให้เหมาะสมด้วย 
- ว่ายน้ำถูลำตัวกับพื้นหรือหินปะการัง : มักพบพยาธิที่ผิวหนังหรือมีการระคายเคืองจากภาวะน้ำเป็นพิษ ทั้งนี้จะพบการหดตัวของครีบ และมีการเคลื่อนไหวแบบส่ายลำตัวด้วย
- พฤติกรรมว่ายน้ำผิดปกติ :ให้ตรวจสอบดูคุณภาพน้ำว่ามีสารพิษอยู่หรือไม่ แต่ถ้าปลามีอาการขึ้นๆลงๆ คล้ายกระโดดหรือจมอยู่แต่ที่ก้นอ่างหรือลอยผิวน้ำตลอดเวลา อาจหมายถึงการติดเชื้อที่ถุงลม โดยเฉพาะเชื้อแบคที่เรีย ( Air-bladder infection ) 
- หายใจแรงอย่างสม่ำเสมอ : เป็นอาการที่มักพบเมื่อมีอาการติดเชื้อ หรือพยาธิบริเวณเหงือก ได้แก่การติดเชื้อ Oodinium Cryptocaryon , Trichodina หรือ Dactylogyrus เป็นต้นและเป็นการแสดงอาการขาดออกซิเจน หรือมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ในน้ำสูงเกินไป
- การว่ายน้ำพุ่งไปมาร่วมกับการหายใจถี่แรง และพยายามกระโดดออกจากตู้ : มักเกิดจากความเป็นพิษของน้ำซึ่งอาจเนื่องมาจากปริมาณแอมโมเนียที่สูงเกินไป หรือความไม่เหมาะสมของคุณสมบัติอื่นๆ เช่น pH เป็นต้น
- การว่ายน้ำกลับไปกลับมาโดยยื่นปากขึ้นมาเหนือน้ำร่วมกับการหายใจถี่แรง : อาการนี้อาจเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของความเค็มกะทันหันจากน้ำจืดไปเค็มจัด
- ปลานอนอยู่ก้นบ่อมีการหายใจถี่ : หลังจากย้ายตู้ใหม่ ปลาอาจสามารถว่ายขึ้นมาได้อย่างยากลำบากเป็นระยะๆ มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของความเค็มจากเค็มไปจืด
- ปลามีอาการช๊อกหลังจากย้ายตู้ใหม่ : เกิดจากการเปลี่ยนสภาพน้ำอย่างกะทันหันอาการของโรคที่พบทางผิวหนัง 
- โรคติดเชื้อ Oodinium : จะมีจุดสีขาวหรือขาวปนเหลืองเล็กๆบนผิวบริเวณครีบ เมื่อนำมาส่องกล้องจะพบเชื้อ Oodinium sp.
- โรคจุดขาว ( White spot ) : มีจุดหยาบ , สีขาวหรือขาวปนเทา บนผิวโดยเฉพาะที่บริเวณครีบและหาง เมื่อนำมาส่องกล้องจะพบพยาธิ
- โรคปื้นขาว ( White blotch ) : มีปื้นสีขาวส่วนใหญ่มีขอบเขตไม่ชัดเจนนัก มีสีเทาขาว และลุกลามลงไปในผิวหนังได้ เมื่อเพาะเชื้อจะพบแบคทีเรียที่พบโรค
- โรคจากเชื้อวิบริโอ ( Bibriosis ) : ผิวหนังมีเลือดออกมากและกระจายอยู่ทั่วไปจนอาจเห็นเป็นปื้นๆโดยมีจุดเลือดออกใต้ผิวเมื่อนำมาเพาะเชื้อจะพบเชื้อในตระกูลวิบริโอ
- โรคครีบกร่อน ( Fin Rot ) : เนื้อเยื่อของครีบและหางมีสีเปลี่ยนไป มักจะมีสีขาวขึ้น โดยเฉพาะบริเวณขอบที่เริ่มเปื่อยและจะหลุดขาดออก เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย 
- โรคเห็บระฆัง ( Trichodina infection ) : ผิวหนังจะเป็นฝ้าขาวหรือขาวฟ้า เป็นปื้นๆ ซึ่งต่อมาอาจเกิดเป็นจุดเลือดออกและมีหลุมขึ้นบริเวณผิวหนัง มีเมือกมากนำไปส่องดูจะพบเห็บระฆัง ( Trichodina sp. )
- ความเป็นกรดสูง ( Low pH ) : ผิวหนังจะเป็นสีขาวขุ่นโดยทั่วไปมีเมือกมากและอาจมีอาการจุดเลือดออกเป็นจุดเล็กๆด้วย เกิดจากน้ำเป็นกรดมากเกินไป
- โรคติดเชื้อแบคทีเรีย : มีแผลหลุมและแผลเปื่อยเกิดขึ้นอย่างช้าๆที่ผิวหนัง อาจมีการยกตัวสูงขึ้นของเกล็ด และเกล็ดหักหลุดง่าย รวมทั้งแผลที่ผิวหนังเมื่อทิ้งไว้นานๆจะกลายเป็นแผลเปิดใหญ่ได้ เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
- โรค Hippocampus : เป็นโรคที่มักพบในม้าน้ำจะมีปื้นที่ผิวหนังเป็นสีขาวหรือเป็นสีขาวที่มีลักษณะมันๆเมื่อตรวจดูจะพบเชื้อ Glugia
- โรคพยาธิบนผิวหนัง : จะเห็นพยาธิซึ่งอาจเคลื่อนไหวได้ หรืออยู่นิ่งติดอยู่ที่ผิวหนัง พยาธินี้มักจะมีขนาดใหญ่ซึ่งอาจเป็นหนอนพยาธิ หรือเป็นสัตว์ที่มีเปลือกหุ้ม ( Crustaecean ) ก็ได้
- โรคติดเชื้อรา : มีอาการเป็นปุยคล้ายสำลีซึ่งจะมีขนาดใหญ่ขึ้นได้เมื่อทิ้งไว้ติดอยู่ที่ผิวหนังหรือบริเวณแผลที่ผิวหนัง
- โรคเนื้องอกจากเชื้อไวรัส : มีตุ่มหรือเนื้องอกขนาดเล็กซึ่งมักโตขึ้นลักษณะคล้ายดอกกะหล่ำสีขาวขึ้นบริเวณขอบครีบหรือบนผิวหนัง
อาการของโรคที่พบบริเวณตา 
- โรคตาโปน ( Exophthalmia ) : ลูกตาของปลาจะนูนโป่งออกมา ซึ่งอาจเป็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้างมีสาเหตุได้หลายอย่างเช่นการติดเชื้อวัณโรค ( Tuberculosis ) หรือเชื้อไวรัสชนิดต่างๆรวมทั้งเชื้อแบคทีเรียได้ด้วย บางครั้งจะพบกรณีที่มีเชื้อ Ichthyosporidium sp.
- โรคตาฝ้า ( Cloudy eyes ) : มักพบกรณีติดเชื้อโรคชนิดต่างๆโดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ Vibriosis รวมทั้ง Cryptocaryon โรคจุดขาวและการติดเชื้อเฉพาะที่ของตาอาจมีจุดสีขาวบริเวณกลางตาขึ้นด้วยก็ได้ 
หลักในการรักษา
1. ถ้าเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียควรเลือกใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม โดยทดสอบความไวต่อยาก่อนเพื่อให้เลือกใช้ได้ถูกต้องทั้งชนิดและขนาดของยาในเวลา 5-7 วันเป็นอย่างน้อย
2. ถ้าตรวจพบพยาธิภายนอกอาจเลือกใช้สารเคมีที่สามารถฆ่าเชื้อได้ เช่น คอปเปอร์ซัลเฟต , ฟอร์มาลีน เป็นต้นโดยผสมแช่ลงน้ำในอัตราที่เหมาะสมและไม่เป็นพิษต่อสัตว์
3. พยาธิภายในสามารถรักษาได้โดยใช้ยาผสมอาหาร เช่น Levamesole เพื่อขับพยาธิภายในออกมาได้
4. โรคที่เกิดจากเชื้อราอาจใช้ยาฆ่าเชื้อรา เช่น Acriflavin หรือสารเคมีอื่นๆเพื่อแช่ปลาฆ่าเชื้อราได้
5. โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสไม่สามารถรักษาได้แต่สามารถพยุงได้โดยการควบคุมสภาพแวดล้อมให้ปลามีความเครียดน้อยที่สุด
6. หลักในการรักษาโรคทั่วไปคือสัตว์จะต้องมีการจัดการที่ดีทั้งทางด้านสภาพน้ำ , อาหารและอื่นๆเพื่อให้สัตว์สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆได้
7. ควรปรึกษาสัตวแพทย์เมื่อมีปลาป่วยเพื่อให้คำแนะนำปรึกษาและวินิจฉัยที่เหมาะสม

เรียบเรียงโดย  กมลศิริ  รักกมล

เอกสารอ้างอิง
จี้เส็ง แซ่จิว.2544.ปลาสวยงาม: ตู้ปลาสิ่งประดิษฐ์ที่อาจนำภัยมาสู่คนรักปลา.มติชนเทคโนโลยีชาวบ้าน ปีที่ 13 ฉบับที่ 260.หน้า 73-76.
นันทริกา ชันซื่อ(ผศ.สพ.ญ.ดร).2540.คลีนิกหมอปลา:โรคของปลาทะเลสวยงาม.มติชนเทคโนโลยีชาวบ้าน ปีที่ 9 ฉบับที่ 166.หน้า81-82.
ไม่มีชื่อผู้แต่ง.2537.คิดเป็นเทคโนฯ: เทคนิคทำตู้ปลาสวยงาม.มติชนเทคโนชาวบ้าน ปีที่ 6 ฉบับที่ 87.หน้า 11.
ไม่มีชื่อผู้แต่ง.2540.ปลาสวยงาม:เลี้ยงปลาสวยงามคลายเครียดตามสไตล์ง่ายๆ.มติชนเทคโนโลยีชาวบ้าน ปีที่10 ฉบับที่ 177.หน้า 72.
ไชย ท่าช้าง.2543.ปลาสวยงาม: การเลี้ยงปลาสวยงามน้ำเค็ม.มติชนเทคโนโลยีชาวบ้าน ปีที่ 12 ฉบับที่ 234.หน้า 84.
วิฑูรย์ เทียนรุ่งศรี,วิทยา หวังเจริญพร และ สารา เตาลยานนท์.2540.ปลาตู้ ตู้ปลา: การเลี้ยงปลาทะเลในตู้ตอนที่ 1.มติชนเทคโนโลยีชาวบ้าน ปีที่ 9 ฉบับที่ 166.หน้า 79-80.
สมบูรณ์ หวังเจริญพร, เวิลด์ อะแควเรี่ยม.2540.ปลาตู้ ตู้ปลา: เทคนิคการเลี้ยงปลาสวยงาม ( ตอนจบ) . มติชนเทคโนโลยีชาวบ้าน ปีที่ 9 ฉบับที่ 170. หน้า84-85.