โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

เห็นชื่อเรื่องหลายๆคนอาจสงสัยว่ามันคือปลาอะไร ทำไมถึงมีราคาสูงขนาดนี้ กิโล 3,000 เชียวหรอ แล้วรสชาติจะเป็นยังไง ใครจะกล้าซื้อกิน ไม่จริงล่ะมั้ง จริงหรือไม่จริงมาพิสูจน์พร้อมกันเลยค่ะ ปลาที่พูดถึงนี้มีชื่อว่าปลาพวงชมพู หรือปลากือเลาะห์ ถูกพบโดยชาวบ้านในแม่น้ำปัตตานี และเขื่อนฮาลาบาลาปลาพลวงชมพูถือเป็นปลาที่แพงที่สุดในอาเซียน

ที่มา https://www.thairath.co.th/content/723575

 

สาเหตุที่ปลาชนิดนี้มีราคาสูงก็เพราะเป็นปลาที่มีรสชาติดี หายาก อยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ และมีการเพาะขยายพันธุ์ได้น้อยมาก การเลี้ยงจะต้องเป็นพื้นที่มีน้ำไหลตลอดเวลา น้ำต้องมีปริมาณออกซิเจนสูงอย่างน้อย 6 ppm ขึ้นไป ถ้าน้อยกว่านี้จะตายทันที ในขณะที่ปลาน้ำจืดชนิดอื่นยังสามารถมีชีวิตรอดได้ นอกจากนั้น ยังเป็นปลาที่ให้ไข่น้อยประมาณ 1,000-2,000 ฟอง แต่จะมีแค่ 700-800 ฟองที่ฟักเป็นตัวออกมา ต่างกับปลาน้ำจืดชนิดอื่นๆ ให้ไข่ตั้งแต่ 10,000 ฟองขึ้นไปจนถึง 200,000 ฟอง จึงเป็นเหตุให้เสี่ยงสูญพันธุ์ได้ง่ายในธรรมชาติ และการนำมาผสมเทียมเพื่อขยายพันธุ์ยังยากกว่าปลาน้ำจืดชนิดอื่น เนื่องจากระยะไข่สุกพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้มีจำนวนน้อย และยังสุกไม่พร้อมกัน ต้องใช้ความชำนาญพิเศษ เฝ้าสังเกตระยะที่มีไข่สุกพร้อมมากที่สุด ถึงจะทำได้สำเร็จ รวมถึงระยะเวลาในการเลี้ยงนานถึง 3 ปี กว่าจะได้น้ำหนักเฉลี่ยต่อตัวประมาณ 3-4 กิโลกรัม และมีความเสี่ยงสูงที่ปลาจะรอด หากวัดจาก 2,000 ตัวที่แม่พันธ์ฝักออกมา ก็จะรอดเพียงแค่ 20 ตัว

 

ปัจจุบันปลาพลวงชมพูมีตลาดรับซื้อไม่อั้นในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน และฮ่องกง ในฮ่องกงอาจมีราคาสูงถึง 5,000 บาทต่อกิโลกรัม ประเทศที่มีการบริโภคมากที่สุดจะเป็นประเทศมาเลเซีย กับ ไต้หวัน ซึ่งประเทศมาเลเซีย มีการเลี้ยงปลาพลวงชมพู ซึ่งมีน้อยมาก ไม่เพียงพอต่อการบริโภคทำให้นักธุรกิจร้านอาหารในประเทศมาเลเซียจะติดต่อ ค้าขายปลาพลวงชมพูในพื้นที่ธารโตของประเทศไทย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นปลาพลวงชมพูก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงมีการศึกษาหาข้อมูลเพื่อใช้เป็นแนวทางในการเพาะขยายพันธุ์ต่อไป

ที่มา https://deepsouthwatch.org/th/node/11183

 

อนุกรมวิธาน

อาณาจักร:     Animalia

ไฟลัม:          Chordata

ชั้น:              Actinopterygii

อันดับ:         Cypriniformes

วงศ์:            Cyprinidae

สกุล:            Tor

สปีชีส์:           T.  douronensis

 

ลักษณะทั่วไป

ปลาพลวงชมพูหรือปลากือเลาะห์ มีชื่ออังกฤษ คือ Khela mahseer, Semah mahseer, River carp และมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tor douronensis  เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) มีรูปร่างคล้ายปลาเวียน (T. tambroides) ซึ่งเป็นปลาในสกุลเดียวกันแต่ลำตัวเพรียวและเป็นทรงกระบอกมากกว่า ส่วนหัวค่อนข้างมน ริมฝีปากหนา ปากกว้างเล็กน้อย ใต้คางมีติ่งเนื้อสั้น ๆ มีหนวด 2 คู่เห็นชัดเจน ตาอยู่ค่อนไปทางด้านบนหัว เกล็ดมีขนาดใหญ่ ครีบหลังมีก้านแข็ง 1 อัน ครีบหางเว้าลึก ครีบก้นสั้น ลำตัวด้านบนมีสีคล้ำอมน้ำตาล ด้านข้างลำตัวสีเงินเหลือบชมพูหรือทอง ครีบสีคล้ำ ด้านท้องสีขาว มีขนาดความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ใหญ่สุดที่พบ 35 เซนติเมตร มีความโดดเด่นที่สีของเกล็ดเป็นสีชมพูอ่อน ครีบหลังและครีบหางสีแดง เป็นปลาชนิดเดียวที่รับประทานทั้งเกล็ด นิยมบริโภคในประเทศแถบอินโดจีน โดยเฉพาะมาเลเซีย และมีกฎหมายห้ามจับจากธรรมชาติมารับประทาน 

แหล่งที่พบ

ปลาพลวงชมพู เป็นปลาน้ำจืดประจำท้องถิ่น จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส มีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า อีแกกือเลาะห์ หรือปลากือเลาะห์ ในประเทศไทยพบเฉพาะภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่แม่น้ำตาปีไปจนถึงมาเลเซีย โดยอาศัยอยู่ในลำธารหรือแม่น้ำที่มีฝั่งเป็นป่าร่มครึ้มรวมถึงบริเวณน้ำตก พบมากโดยเฉพาะในน้ำตกฮาลา-บาลา ภายในอุทยานแห่งชาติฮาลา-บาลา จังหวัดยะลา ปลาพวงชมพูจะอาศัยในน้ำธรรมชาติที่มีออกซิเจนสูง คุณภาพดี อุณหภูมิอยู่ที่ 25 องศา ยิ่งในอากาศเย็นๆยิ่งดี

 

การเพาะพันธุ์

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์จะพิจารณาจากลักษณะภายนอก แม่ปลาที่มีความพร้อมผสมพันธุ์ ท้องจะอูมเป่งและนิ่ม ช่องเพศขยายใหญ่ สีชมพูหรือแดง ส่วนพ่อปลาลำตัวเรียวยาว ช่องเพศเป็นติ่งแหลม สีพื้นท้องขาวเงินเหมือนแม่ปลา แต่ท้องค่อนข้างแข็ง   

การฉีดฮอร์โมน

ใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ (Suprefact) ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ (Motilium) ฉีดให้แม่ปลาครั้งเดียว อัตราฮอร์โมนสังเคราะห์ 20-30 ไมโครกรัม/กิโลกรัม และยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม พ่อปลาฉีดพร้อมแม่ปลาด้วยความเข้มข้นฮอร์โมนสังเคราะห์ 10 ไมโครกรัม/กิโลกรัม และยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ฉีดเข้ากล้ามเนื้อบริเวณโคนครีบหลังก้านหลังสุดหรือโคนครีบหู

การผสมพันธุ์  

หลังฉีดฮอร์โมน ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงในบ่อซีเมนต์ ขนาด 3 x 4 x 0.5 เมตร ลึก 30 เซนติเมตร สัดส่วน 1 : 1 ปิดปากบ่อด้วยตาข่ายพรางแสงทิ้งไว้ประมาณ 10 ชั่วโมง เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าสามารถรีดไข่ได้แล้ว ใช้เปลตักแม่ปลาขึ้นจากบ่อซับตัวปลาโดยเฉพาะบริเวณช่องเพศให้แห้ง ต้องใช้ผ้าขาวบางรองมือในการจับทุกครั้ง เพื่อไม่ให้ลื่นและป้องกันปลาช้ำ ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้รีดไข่ลงในกะละมังอะลูมิเนียม เส้นผ่าศูนย์กลาง 30 เซนติเมตร โดยบีบตั้งแต่โคนครีบท้องไปจนถึงช่องเพศ รีดจนกระทั่งไข่หมดท้อง เนื่องจากไข่ปลาพลวงชมพูมีเมือกมากจึงต้องเทเมือกทิ้งก่อน แล้วจึงนำปลาเพศผู้มารีดน้ำเชื้อลงไปผสมกับไข่

การฟักไข่ 

ไข่ปลาพลวงชมพูเป็นไข่จม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร สีเหลืองเข้ม ไข่มีเมือกมากคล้ายไข่กบ ไม่ติดวัสดุที่อยู่ใต้น้ำ หลังการผสมไข่ปลาและน้ำเชื้อเข้าด้วยกันดีแล้ว นำไข่ปลาไปโรยลงบนตาข่ายมุ้งสีฟ้าที่ทำกรอบเป็นสี่เหลี่ยมขึงให้ตึงด้วยท่อพีวีซีขนาด 4 หุน แช่อยู่ในน้ำในบ่อขนาด 3 x 4 x 0.5 เมตร    ที่ระดับความลึก 20 เซนติเมตร เติมอากาศผ่านหัวทรายและเปิดน้ำไหลผ่านตลอดเวลาที่อัตราการไหล 3 ลิตรต่อนาที ใส่ไข่ปลาประมาณ 10,000 ฟองต่อ 1 บ่อ

การอนุบาล 

ไข่ฟักเป็นตัวภายใน 95 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิน้ำ 22 oC ถุงไข่แดงยุบภายใน 5-7 วัน หลังจากถุงไข่แดงยุบ ให้ไรแดงในปริมาณ 600 กรัม/ลูกปลาจำนวน 1,000 ตัว/วัน โดยแบ่งอาหารให้ 6 มื้อ แต่ละมื้อห่างกัน 4 ชั่วโมง เป็นเวลา 10 วัน จากนั้นแยกอนุบาลต่อ ในอัตรา 300 ตัวต่อตารางเมตร ระดับน้ำลึก 30 เซนติเมตร น้ำไหลผ่านตลอดเวลา อัตรา 3 ลิตรต่อนาที เริ่มเสริมอาหารผงสำเร็จรูปสำหรับสัตว์น้ำวัยอ่อนค่อยๆเพิ่มสัดส่วนอาหารผงสำเร็จรูปและลดปริมาณไรแดงลงเรื่อยๆ ใช้เวลาในการปรับอาหาร 4 วัน วันที่ 5 จึงให้อาหารสำเร็จรูป100 เปอร์เซ็น จนลูกปลาอายุครบ 45 วัน จะได้ลูกปลาขนาด 3-5 เซนติเมตร อัตรารอด 80 เปอร์เซ็นต์

วิธีการเลี้ยง

ปล่อยลูกปลาขนาด 2-3 นิ้ว หนัก 20 กรัม ในอัตรา 1-5 ตัวต่อพื้นที่บ่อ 1 ตร.ม. ให้อาหารปลาดุกวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น มื้อละ 2-3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว และใช้เวลาเลี้ยง 2-3 ปี ถึงจะมีน้ำหนัก 3 กก. ได้ขนาดตรงความต้องการของตลาด หรืออาจเลี้ยงปลาพลวงชมพูพร้อมกับปลาชนิดอื่นๆ ก็ได้ เช่น ปลาคราฟ ปลาหมอ ปลานิล ปลากด ปลายี่สก และปลาดุก ซึ่งข้อดีของการเลี้ยงรวมกับปลาชนิดอื่นก็คือ มันจะกินอาหารได้มาก ปลาพลวงชมพูจะให้ผลตอบแทนสูง ถ้าจะเลี้ยงให้ได้ขนาด 2.3 กิโลกรัม ใช้อาหารไม่เกิน 7 กิโลกรัม ฉะนั้นจะมีต้นทุนค่าอาหารแค่ตัวละ 210 บาท แต่สามารถขายได้สูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท

ถึงแม้ปลาพวงชมพูจะเป็นปลาที่เพาะพันธุ์ยาก และมีอัตรารอดต่ำเมื่อเทียบกับปลาเศรษฐกิจชนิดอื่นๆ แต่ก็เชื่อว่ากรมประมงจะมีการพัฒนาวิธีการเพาะขยายพันธุ์ปลาชนิดนี้ให้มีอัตรารอดสูง และเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจตัวใหม่ที่มีการเลี้ยงการอย่างแพร่หลายในโอกาสต่อไปค่ะ ในขณะนี้ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการศึกษาทดลอง อดใจรออีกสักระยะนะคะ สัตว์น้ำชนิดใหนสำคัญ สัตว์น้ำตัวใหนเกษตรกรเพาะเลี้ยงแล้วสามารถสร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจให้กับชุมชน กรมประมงของเราย่อมไม่นิ่งดูดายอย่างแน่นอนค่ะ

         

 

เรียบเรียงโดย....ปณิดา....หมาดหวัง....

 

อ้างอิง

https://www.thairath.co.th/content/723575

https://th.wikipedia.org

https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_726554

https://deepsouthwatch.org/th/node/11183

https://www.fisheries.go.th/sf-yala/web2/index.php?option=com_content&view=article&id=39&Itemid=65