ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

หากเอ่ยถึงปลาแซลมอนแล้ว ท่านผู้อ่านนึกถึงเมนูอาหารประเภทไหนกันคะ ไม่ว่าจะเป็น ยำ แกง ทอด ห่อหมก ซูชิ สเต็ก หรืออื่นๆ อีกหลากหลายเมนูกันเลยใช่ไหมคะ และหากเอ่ยถึงปลาดิบแล้วล่ะก็ คงหนีไม่พ้น ปลาแซลมอน จิ้มวาซาบิ รสชาติฟินๆ อย่างแน่นอนเลย

         

ภาพจาก https://dantri.com.vn

 

วันนี้ดิฉันจะพาท่านผู้อ่าน มาทำความรู้จักกับ 6 สายพันธุ์ปลาแซลมอนที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้เราได้ลองลิ้มชิมรสกันอย่างเอร็ดอร่อย พร้อมทั้งคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อให้ผู้อ่านได้เลือกรับประทานตามใจชอบกันค่ะ

ปลาแซลมอน (Salmon) เป็นปลาเมืองหนาวที่นิยมรับประทานในทุกประเทศทั่วโลก ทั้งในรูปการประกอบอาหารสด เช่น ปิ้ง ย่าง หรือการทำเมนูอาหารต่างๆ ส่วนการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ได้แก่ ปลาแซลมอนกระป๋อง ปลาแซลมอนรมควัน ปลาแซลมอนแช่แข็ง และน้ำมันปลาแซลมอน เป็นต้น รวมถึงการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ อาทิ เบอร์เกอร์ ไส้กรอก ขนมคบเขี้ยว เป็นต้น

ประเทศที่มีการจับปลาแซลมอนส่งจำหน่าย ได้แก่ นอร์เวย์ ชิลี สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ญี่ปุ่น แคนาดา และนิวซีแลนด์ เป็นต้น โดยมีประเทศนอร์เวย์ และชิลี เป็นประเทศที่ส่งออกรายใหญ่ของโลก ส่วนประเทศไทยไม่มีแหล่งปลาแซลมอน และไม่สามารถเพาะเลี้ยงได้ จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก

 แหล่งอาศัยและการแพร่กระจาย
            ปลาแซลมอนเป็นปลาเมืองหนาวที่ต้องการน้ำที่มีอุณหภูมิระหว่าง 4-12 องศา สำหรับการเติบโต และวางไข่ ซึ่งเป็นปลาที่มีแหล่งอาศัย 2 แหล่งในการดำรงชีวิต คือ การวางไข่ในแหล่งน้ำจืดที่เป็นต้นน้ำ และเติบโตในทะเล โดยปลาแซลมอน Atlantic จะพบได้ในทางตอนเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก แถบประเทศสหรัฐอเมริกา รัชเชีย แคนนาดา อังกฤษ เป็นต้น ส่วนปลาแซลมอนแปซิฟิกจะพบได้ในแถบประเทศที่ติดกับมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น ญี่ปุ่น ซีลี เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปของปลาแซลมอน

1. Atlantic salmon
ปลาแซลมอน Atlantic เป็นแซลมอนขนาดใหญ่ มีน้ำหนักตัวประมาณ 2.3-9 กิโลกรัม/ตัว และมีบันทึกขนาดที่เคยจับได้ใหญ่สุดที่แม่น้ำทานา ประเทศนอร์เวย์ ที่มีน้ำหนักว่า 35.89 กิโลกรัม ลำตัวมีลักษณะเด่น คือ ลำตัวส่วนข้าง และส่วนท้องมีสีเงิน ส่วนลำตัวส่วนหลังเป็นสีเดี่ยวที่มีหลายสีแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น ได้แก่ สีน้ำตาล สีเขียว และสีน้ำเงิน นอกจากนั้น ลำตัวยังมีจุดสีดำวาวทั่วลำตัว

Atlantic salmon

2. Pink salmon
เป็นปลาแซลมอนขนาดเล็กสุด และมีอายุได้เพียง 2 ปี มีน้ำหนักตัวเฉลี่ยประมาณ 2.3 กิโลกรัม ลำตัวมีลักษณะเด่น คือ ลำตัวมีสีเทาเงิน (ไหล่เรียบเสมอ) หรือสีเหลืองอมน้ำตาล (ไหล่เป็นโหนกนูน) และมีจุดสีดำทั่วตัว แต่เนื้อมีสีชมพู และเนื้อมีไขมันน้อย เมื่อเทียบกับแซลมอนชนิดอื่น

Pink salmon

3. Chinook salmon หรือ King salmon
เป็นปลาแซลมอนที่มีอายุได้ 5-7 ปี และเป็นแซลมอนที่มีลำตัวขนาดใหญ่สุด อาจพบหนักได้ถึง 55 กิโลกรัม นอกจากนั้น ยังเป็นแซลมอนที่มีราคาซื้อขายกันแพงที่สุดเมื่อเทียบกับราคาแซลมอนชนิดอื่น ลำตัวมีลักษณะเด่น คือ ส่วนหลังของลำตัวมีสีเขียวอมน้ำเงิน และทั่วลำตัวมีจุดสีอ่อนกระจายทั่ว ส่วนเนื้อมีสีแดงเข้ม

Chinook salmon

4. Sockeye salmon
เป็นปลาแซลมอนที่มีลำตัวแบน และบางที่สุด และว่ายน้ำได้เร็วที่สุด มีอายุยืนนานได้ 4-5 ปี มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 3.2 กิโลกรัม เมื่อถึงฤดูวางไข่จะมีลำตัวเป็นสีแดงสด เนื้อมีสีแดงเข้ม

Sockeye salmon

Sockeye salmon1

5. Chum salmon
เป็นปลาแซลมอนที่มีอายุประมาณ 3-5 ปี ลำตัวมีลักษณะเด่น คือ ลำตัวมีสีน้ำเงิน และมีจุดด่างกระจายทั่วลำตัว แต่เมื่อถึงฤดูวางไข่จะเปลี่ยนสีลำตัวเป็นสีเขียวอมดำ มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 4.5 กิโลกรัม ส่วนเนื้อมีสีชมพู

Chum salmon

Chum salmon1

6. Coho salmon
เป็นปลาแซลมอนที่มีอายุประมาณ 3 ปี มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 6.8 กิโลกรัม ลำตัวมีลักษณะเด่น คือ ลำตัวมีสีเงินวาวอมสีน้ำเงิน และพบจุดกลมใกล้กับบริเวณหาง ส่วนเนื้อมีสีชมพูเข้ม มีปริมาณไขมันสูง แต่ก็ยังน้อยกว่า Chinook salmon

Coho salmon

คุณค่าทางโภชนาการของปลาแซลมอน
– Atlantic salmon : โปรตีน 22%, ไขมัน 7%
– Pink salmon : โปรตีน 20.4%, ไขมัน 6.7%
– Chinook salmon : โปรตีน 19%, ไขมัน 11.4%
– Sockeye salmon : โปรตีน 20.3%, ไขมัน 7.9%
– Chum salmon : โปรตีน 23.1%, ไขมัน 3.7%
– Coho salmon : โปรตีน 20%, ไขมัน 4.6%

 ภาพจาก www.parentsone.com

 

ประโยชน์ต่อร่างกายในด้านต่างๆ มีดังนี้

1. ช่วยรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

ใครกำลังประสบปัญหาเรื่องข้อเข่าเสื่อม ต้องเลือกรับประทานเนื้อปลาแซลมอนเพิ่มเติมแล้วละค่ะ เพราะในเนื้อปลาสีส้มนั้นอุดมไปด้วยโปรตีนที่ชื่อว่า ไบโอแอคทีฟเปปไทด์ ซึ่งกรดโปรตีนที่มีประโยชน์ต่อข้อเข่านั้นคือ แคลซิโทนิน (calcitonin) ที่ได้รับการวิจัยแล้วว่าช่วยเพิ่มคอลลาเจน อีกทั้งยังควบคุมคอลลาเจนในกระดูกอ่อนของข้อเข่าคงที่ นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความหนาแน่น และความแข็งแรงให้เนื้อกระดูกด้วย

2. กินปลาแล้วฉลาด

เพราะปลามีสารอาหารที่ประกอบไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 กว่า 60% ส่วนอีก 30% นั้นคือกรด DHA ซึ่งมีความสำคัญมากต่อระบบประสาท ดังนั้นการรับประทานเนื้อปลาแซลมอนเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงของการอยู่ในสภาวะซึมเศร้า และสภาวะเครียดในหมู่วัยรุ่น ส่วนในวัยผู้ใหญ่ และวัยชรานั้นเนื้อปลาแซลมอนจะช่วยในเรื่องของความจำ ช่วยลดความเสี่ยงของการป่วยเป็นโรคความจำเสื่อม 

3. ช่วยรักษาสุขภาพหัวใจ และระบบหลอดเลือด

ถ้าอยากมีสุขภาพหัวใจที่แข็งแรงต้องรับประทานปลาแซลมอน เพราะเนื้อปลาแซลมอนอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3, กรดอีโคซะเพนตะอีโนอิก (EPA) และกรด DHA กรดไขมันเหล่านี้ให้ประโยชน์มากมายต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือด อาทิ ช่วยลดการติดเชื้อ, ช่วยไม่ให้เลือดแข็งตัว และขยายหลอดเลือดแดง หากรับประทานเนื้อปลาแซลมอน 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์เป็นประจำจะป้องกันไม่ให้เป็นโรคหัวใจวาย, โรคหลอดเลือดสมองแตก, โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ, โรคความดันโลหิตสูง และภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง

4. ป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อม

         เนื้อปลาสีส้มอาหารโปรดของใครหลายๆ คน นอกจากจะอร่อยแล้วยังช่วยปกป้องสายตาอีกด้วย การรับประทานเนื้อปลาแซลมอนอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยชะลอความเสี่ยงของจอประสาทตาเสื่อมที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น

5. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ในเด็กเล็ก

         ถ้าเด็กๆอยากกินเนื้อปลาแซลมอน คุณพ่อคุณแม่ควรสนับสนุนอย่างยิ่งค่ะ เพราะเนื้อปลาแซลมอนจะช่วยในเรื่องพัฒนาการของสมอง และการที่ว่าที่คุณแม่รับประทานเนื้อปลาแซลมอนขณะตั้งครรภ์จะส่งผลต่อความสามารถในการเรียนรู้ในตัวเด็ก เพราะเนื้อปลาแซลมอนอุดมไปด้วยกรด DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันที่มีประโยชน์ต่อระบบประสาทส่วนกลาง และจอประสาทตาอย่างยิ่ง และช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคสมาธิสั้น

6. อุดมด้วยวิตามิน D

          นอกจากจะอุดมไปด้วยกรดไขมันดีแล้ว เนื้อปลาแซลมอนยังอุดมไปด้วยกรดวิตามิน D ซึ่งเป็นวิตามินที่ร่างกายต้องการ แต่ถ้าหากได้รับวิตามินประเภทนี้น้อยไปจะก่อให้เกิดความเสี่ยงการป่วยเป็นโรคมะเร็ง โรคเกี่ยวกับระบบหัวใจ และหลอดเลือด, โรคข้อรูมาตอยด์ และโรคเบาหวานประเภท 1 เพียงแค่รับประทานเนื้อปลาแซลมอน ก็สามารถให้วิตามิน D ที่ร่างกายต้องการได้อย่างครบถ้วนแล้ว

7. ช่วยให้นอนหลับลึก

          ประโยชน์สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดของเนื้อปลาแซลมอนคือ ช่วยในเรื่องการนอนหลับ เพราะเนื้อปลาแซลมอนอุดมไปด้วยทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายๆยานอนหลับแต่เป็นของธรรมชาติล้วนๆ และไร้อันตรายแน่นอน จากงานวิจัยพบว่าทริปโตเฟนมีฤทธิ์ทำให้ง่วง และช่วยให้หลับเร็วขึ้น

          นอกจากประโยชน์ที่กล่าวมาในข้างต้นแล้ว ปลาแซลมอนยังประกอบไปด้วย วิตามิน A, วิตามิน B รวม, แคลเซียม, รวมทั้งแร่ธาตุต่างๆอีกด้วย และหากเป็นปลาแซลมอนที่อยู่ตามธรรมชาติจะยิ่งมีวิตามินและแร่ธาตุสูงมาก อีกทั้งเนื้อปลาแซลมอนยังมีไขมันต่ำเมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ และปลาแซลมอนยังเป็นหนึ่งในอาหารทะเลที่ยอดนิยม ที่ใครๆต่างก็หลงใหลในรสชาติของเนื้อปลา ถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านคงพอจะทราบที่มาที่ไป พร้อมทั้งคุณค่าทางโภชนาการของปลาแซลมอนกันมากขึ้นแล้วใช่ไหมคะ  เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็สามารถซื้อมารับประทานกันได้เลยค่ะ ปัจจุบันหาซื้อเนื้อปลาแซลมอนได้ง่ายตามห้างเกือบทุกแห่งก็มีวางขายกัน ชอบสายพันธ์ไหน เลือกรับประทานปลาแซลมอนได้ตามความชอบเลยค่ะ

เรียบเรียงโดย...เจษฎาภรณ์  อินทรัตน์ 

อ้างอิง

Fisheries council of British Columbia, 2548. ปลาแซลมอน ปลาเมืองหนาวเนื้อแดง. ได้จาก http://pasusat.com. (สืบค้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2561)

ไทยรัฐฉบับพิมพ์, 2560. กินปลาที่ให้ประโยชน์เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง. ได้จากhttps://www.thairath.co.th/content/965437. (สืบค้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2561)