ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ปลากะพงดำเป็นปลาที่ใช้ประโยชน์ทั้งเพื่อการบริโภคและสันทนาการหรือการกีฬา (Armstrong  et al., 1996; Brawn-Peterson and Franks, 2001) อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำกร่อยและน้ำเค็มมีศักยภาพในการนำมาศึกษาการเพาะขยายพันธุ์เนื่องจากเป็นปลาที่มีเนื้อขาว  รสชาติดี และเจริญเติบโตเร็ว  Franks et al. (2001)

 

การอนุบาลลูกปลากะพงดำ  Lobotes  surinamensis (Bloch, 1790)

 

กฤษณา  องอาจ1 วลีรัตน์  มูสิกะสังข์2  จิระยุทธ  รื่นศิริกุล1 และเพ็ญศรี  เมืองเยาว์1

1ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

2สำนักงานประมงจังหวัดปทุมธานี

 

บทคัดย่อ

 

              ศึกษาผลการอนุบาลลูกปลากะพงดำที่ได้จากการเพาะพันธุ์เบื้องต้น ตั้งแต่ลูกปลาแรกฟักจนถึงลูกปลาวัยรุ่นจำนวน 4 รุ่น โดยให้อาหารดังนี้ อายุ 0-12 วัน ให้โรติเฟอร์ 5-20 ตัว/มล. อายุ 13-20 วัน ให้กินอาร์ทีเมียแรกฟัก 3-5 ตัว/มล.ร่วมกับโรติเฟอร์ 5 ตัว/มล. วันละ 3 ครั้ง พร้อมเติมน้ำเขียวความหนาแน่น 10 ล้านเซลล์/มล. 1-3 % ของปริมาณน้ำในบ่อทุกวัน อายุ 21 วันเริ่มให้อาร์ทีเมียอย่างเดียว 7-10 ตัว/ มล. อายุ 30 วันให้อาร์ทีเมียตัวโต 1-2 ตัว/ล.หรือให้จนอิ่มวันละ 2-3 มื้อ   ควบคู่กับอาร์ทีเมียแรกฟัก 3-5 ตัว/ล. อายุ 40 วันให้กินเนื้อปลาบดวันละ 1 ครั้ง อนุบาลที่ระดับความเค็มน้ำ 28-30 พีพีที อุณหภูมิน้ำ 29-30 องศาเซลเซียส ให้อากาศตลอดเวลาโดยให้ฟองอากาศอยู่ในระดับปานกลาง และมีการทำความสะอาดพื้นบ่ออนุบาลทุกๆ   3 วัน ถ่ายน้ำวันละไม่เกิน 10% พบว่าลูกปลาพัฒนาเป็นลูกปลาวัยรุ่นเมื่ออายุ 45 วัน โดยลูกปลามีความยาวเหยียด 25.22 ± 5.78 มม. และความกว้างลำตัว 13.45 ± 4.66 มม. อนุบาลได้จำนวนลูกปลาสูงสุด 3,265 ตัว อัตรารอดสูงสุด 0.25%

คำสำคัญ : ปลากะพงดำ  Lobotes  surinamensis (Bloch, 1790) อาหาร  การอนุบาล

 

Larval rearing of Tripletail  Lobotes  surinamensis (Bloch, 1790)

 

Kritsana  Ong-art1  Waleerat  Musikasang2 Jirayuth  Ruensirikul1  and  Pensri   Muangyao1 

1Coastal Aquaculture Research and Development Regional Center 6 (Songkhla)

2Pathum Thani Fisheries Provincial Office

 

Abstract

 

                Preliminary study on larval rearing of hatchery-produced tripletail was conducted for 4 trials. The larvae age 0-12 days old were fed solely with rotifer at 5-20 ind/ml. The larvae age 13-20 days old were fed both rotifer at 5 ind/ml and Artemia nauplii at 3-5 ind/ml three times daily. Green water (Nannochloropsis sp.) was added daily in rearing tank for maintained at density of 10 x 106 cells/ml. Artemia nauplii was fed solely for the larvae of 21 days old at 7-10 ind/ml until 30 days old, Adult Artemia was fed at 1-2 ind/ml or to reach satiation 2-3 times daily accompany with Artemia nauplii 3-5 ind/ml. The 40 days old larvae was fed daily with minced trash fish. Water quality was maintained at 28-30 ppt water salinity, 29-30 0C temperature with mildly aeration. Bottom cleaning of larval rearing tank was done every 3 days and 10% of water volume was exchanged daily. The larvae develop to juvenile stage at 45 days old with 25.22 ± 5.78 mm total length and 13.45 ± 4.66 mm body depth. The maximum survival of fish fry was 3,265 ind or about 0.25% survival rate.

Keywords : Tripletail, Lobotes  surinamensis (Bloch, 1790), Feed, larval rearing

 

คำนำ

 

ปลากะพงดำเป็นปลาที่ใช้ประโยชน์ทั้งเพื่อการบริโภคและสันทนาการหรือการกีฬา (Armstrong  et al., 1996; Brawn-Peterson and Franks, 2001) อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำกร่อยและน้ำเค็มมีศักยภาพในการนำมาศึกษาการเพาะขยายพันธุ์เนื่องจากเป็นปลาที่มีเนื้อขาว  รสชาติดี และเจริญเติบโตเร็ว  Franks et al. (2001) ได้ทดลองเลี้ยงลูกปลากะพงดำที่จับจากธรรมชาติขนาด 12.7 กรัม เป็นเวลา 7 เดือนพบว่าลูกปลาเติบโตได้น้ำหนักสูงสุดถึง 2.3 กก. (เฉลี่ย 1.0 กก.)  Strelcheck et al. (2004) พบว่าปลากะพงดำในธรรมชาติที่มีอายุ 1 ปีอาจมีความยาวได้มากกว่า 40 ซม. เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งในจังหวัดสงขลาจำนวนหนึ่งได้จับลูกพันธุ์ปลาชนิดนี้จากแหล่งน้ำธรรมชาติแล้วนำมาทดลองเลี้ยงในกระชังพบว่าสามารถเลี้ยงจนมีน้ำหนักถึง 3-4 กก. ในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี  แต่มีข้อจำกัดคือสามารถรวบรวมลูกปลาได้เพียงปีละหนึ่งครั้งเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นในแต่ละปีจับได้เป็นจำนวนไม่มากนัก และมีปริมาณไม่แน่นอนในขณะที่มีผู้ต้องการลูกพันธุ์ปลาชนิดนี้ไปเลี้ยงมีมากขึ้น

                        การศึกษาพัฒนาการของลูกปลาตั้งแต่แรกฟักจนกระทั่งเข้าสู่ระยะวัยรุ่น  มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการวิจัยการเพาะพันธุ์ปลาชนิดใหม่  เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแต่ละระยะของลูกปลาทะเลเป็นข้อมูลบ่งบอกถึงความต้องการสารอาหารบางชนิด (Marte, 2003) เช่น ในระยะเมตามอโฟซิสลูกปลามีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างสูงมาก ซึ่งระยะนี้หากลูกปลาได้รับกรดไขมันที่จำเป็นในปริมาณที่เพียงพอจะทำให้ลูกปลามีอัตรารอดสูงขึ้น เช่น ลูกปลากะรัง (นิเวศน์ และคณะ, 2536; นิเวศน์ และไพบูลย์, 2536; Marte, 2003) และลูกปลากะพงขาว (Dhert et al., 1990) เป็นต้น  ความรู้เกี่ยวกับการกินอาหารของลูกปลาหลังจากที่ถุงไข่แดงยุบสมบูรณ์เป็นข้อมูลสำคัญต่อการอนุบาล เพื่อวางแผนการให้อาหารที่เหมาะสมแก่ลูกปลาทั้งชนิด ปริมาณ และวิธีการให้อาหารเพื่อให้อัตรารอดของลูกปลาสูงที่สุด การเปลี่ยนชนิด ขนาด ปริมาณ และวิธีการให้อาหารต้องสอดคล้องกับพัฒนาการในแต่ละระยะของลูกปลา โดยเฉพาะลูกปลากะพงดำวัยอ่อนที่มีพฤติกรรมการว่ายน้ำที่แตกต่างจากลูกปลาทะเลชนิดอื่นๆ คือจะลอยตัวว่ายน้ำและกินอาหารอยู่บริเวณผิวน้ำเมื่อใกล้พัฒนาเข้าสู่ระยะวัยรุ่น (Ditty and Shaw, 1994)  

การวิจัยเรื่องนี้จึงต้องการศึกษาวิธีการพัฒนาการของลูกปลาวัยอ่อนซึ่งยังไม่มีการรายงานมาก่อนรวมทั้งผลของการอนุบาลในเบื้องต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญในการผลิตลูกพันธุ์ปลาชนิดนี้ให้ได้ปริมาณมาก เพื่อขยายผลให้แก่เกษตรกรได้มีทางเลือกในการเพาะเลี้ยงปลาทะเลชนิดใหม่เป็นอาชีพอีกชนิดหนึ่งในอนาคต

 

วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษาผลการอนุบาลลูกปลากะพงดำเบื้องต้นตั้งแต่แรกฟักจนถึงระยะวัยรุ่น

 

วิธีดำเนินการ

 

  1. การอนุบาลลูกปลาอายุ 0 วัน ถึงอายุ 12 วัน

นำลูกปลาแรกฟักจากถังฟักย้ายมาอนุบาลในถังไฟเบอร์ขนาดความจุ 3 ตันบรรจุน้ำ 2.5 ตัน จำนวน 4 รุ่นๆละ 4 ถัง ดังมีรายละเอียดตามตารางที่ 1

 

ตารางที่ 1 อัตราการผสม อัตราการฟัก จำนวนและความหนาแน่นของลูกปลากะพงดำที่นำมาศึกษาการอนุบาล

การอนุบาลมีการให้อากาศตลอดเวลาโดยให้ฟองอากาศอยู่ในระดับปานกลาง อุณหภูมิของน้ำอยู่ในช่วง 29 - 30 oC   น้ำทะเลที่ใช้ในการอนุบาลเป็นน้ำทะเลที่ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนความเข้มข้น 5 - 10 ส่วนในล้านส่วน ความเค็มเมื่อเริ่มต้นอนุบาลเท่ากับ 32 พีพีที หลังจากนั้นค่อยๆ ลดความเค็มจนเหลือ 30 พีพีที และคงความเค็มไว้ที่ระดับนี้ตลอดการอนุบาลโดยการตรวจสอบความเค็มและอุณหภูมิตลอดการอนุบาลลูกปลาวันละ 1 ครั้งในตอนเช้าเวลา 08.00 น. เมื่อลูกปลาอายุ 2 วันให้อาหารเป็นโรติเฟอร์ขนาดเล็กที่ผ่านการกรองด้วยผ้ากรองขนาด 120 ไมครอน ที่ระดับความหนาแน่น 5 - 10 ตัว/มล. เป็นเวลา 3 วัน หลังจากนั้นจึงให้โรติเฟอร์ทุกขนาดที่ระดับความหนาแน่น 10 - 20 ตัว/มล.  เติมน้ำเขียว (คลอเรลลา) ความหนาแน่นประมาณ 10 ล้านเซลล์/มล. ลงในบ่ออนุบาลประมาณ 1 - 3 % ของปริมาตรน้ำโดยเติมทุกวันในช่วงเช้าเพื่อให้เป็นอาหารของโรติเฟอร์

  1. การอนุบาลลูกปลาตั้งแต่อายุ 13 วันจนอายุ 20 วัน

          เมื่อลูกปลาอายุ 13 วันลูกปลาบางส่วนสามารถกินอาร์ทีเมียได้บ้างแล้ว เริ่มให้อาร์ทีเมียแรกฟักที่ระดับความหนาแน่น 3 - 5 ตัว/มล. วันละ 3 ครั้ง ในตอนเช้า เที่ยง และเย็น โดยยังคงให้ร่วมกับโรติเฟอร์ความหนาแน่น 5 ตัว/มล. เติมน้ำเขียว 1 - 3 % ของปริมาตรน้ำในบ่อ เมื่อลูกปลาอายุ 15 วันจึงหยุดการให้             โรติเฟอร์ ควบคุมความเค็มของน้ำที่ใช้ในการอนุบาลให้อยู่ในช่วง 28 - 30 พีพีที อุณหภูมิ 29 - 30 oC             ให้อากาศตลอดเวลา มีการทำความสะอาดพื้นถังและบ่ออนุบาลโดยการดูดตะกอนทุกๆ 3 วัน ถ่ายน้ำวันละไม่เกิน 10 % ของปริมาตรน้ำทั้งหมด ก่อนเปลี่ยนถ่ายน้ำต้องตรวจสอบอุณหภูมิและความเค็มของน้ำใหม่และน้ำเดิมให้เท่ากันก่อนทุกครั้ง

  1. การอนุบาลลูกปลาตั้งแต่อายุ 21 วันถึงอายุ 45 วัน

เมื่อลูกปลาอายุ 21 วันเป็นช่วงที่ลูกปลาสามารถกินอาร์ทีเมียได้ทั้งหมด และกินเพิ่มขึ้นจึงต้องเพิ่มอาร์ทีเมียแรกฟักให้มีความหนาแน่น 7 - 10 ตัว/มล. โดยให้วันละ 3 มื้อ ในตอนเช้า เที่ยงและเย็น เมื่อลูกปลามีขนาดโตขึ้น ย้ายลูกปลาจากถังอนุบาลขนาด 3 ตันลงบ่อซีเมนต์ขนาด 25 ตัน เพื่อให้ลูกปลามีพื้นที่ในการว่ายน้ำมากขึ้น เมื่อลูกปลาอายุ  30 วัน ตักลูกปลาที่มีขนาดใหญ่ออก เพื่อป้องกันการกัดและการกินกันเองของลูกปลา ระหว่างนี้ให้อาร์ทีเมียตัวโตที่มีความยาว 3 - 5 มม. ความหนาแน่น 1 - 2 ตัว/ล. หรือให้จนอิ่ม  วันละ 2 - 3 มื้อ และยังคงให้อาร์ทีเมียแรกฟักต่อไปที่ระดับความหนาแน่น 3 - 5 ตัว/ล. เมื่อลูกปลาอายุ         40 วัน ฝึกให้กินเนื้อปลาบดวันละ 1 ครั้ง เพิ่มความแรงของฟองอากาศให้เพิ่มจากเดิมเล็กน้อย ควบคุมความเค็มให้อยู่ในช่วง 28 - 30 พีพีที อุณหภูมิของน้ำอยู่ในช่วง 29 - 30 oC ทำความสะอาดพื้นบ่อโดยดูดตะกอน           ทุกวันๆ ละ 1 ครั้ง เปลี่ยนถ่ายน้ำวันละไม่เกิน 20 %

            ตรวจสอบการเจริญเติบโตโดยสุ่มลูกปลาวันละ 5 - 10 ตัว นำไปวัดความยาว (total  length) และความกว้าง (body  depth) ของลูกปลาโดยเมื่อลูกปลาขนาดเล็กตรวจภายใต้กล้องจุลทรรศน์แบบ compound microscope และเมื่อลูกปลาโตขึ้นตรวจสอบด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบสเตอริโอ  สุ่มตามอายุของลูกปลาโดยลูกปลาแรกฟักจนถึงอายุ 10 วันสุ่มลูกปลามาตรวจสอบวันละครั้ง  เมื่อลูกปลาอายุ 10 วันขึ้นไปสุ่มลูกปลามาตรวจสอบ 5 วัน/ครั้ง    หลังจากนั้นจึงตรวจสอบอัตรารอดโดยนับจำนวนลูกปลาทั้งหมดที่เหลือรอดเมื่อลูกปลาอายุ 45 วันแล้วคำนวณอัตรารอดเป็นเปอร์เซ็นต์ เทียบกับลูกปลาทั้งหมดที่นำมาอนุบาลเมื่ออายุ 1 วัน โดยมีสูตรคำนวณดังนี้คือ

 

ผลการศึกษา

 

  1. การเจริญเติบโต

                        ความยาวเหยียดและความกว้างลำตัวของลูกปลามีลักษณะใกล้เคียงกันคือค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ในช่วงแรก คือ ช่วงอายุ 1 - 15 วัน หลังจากนั้นความยาวเหยียดและความกว้างลำตัวเพิ่มเร็วขึ้นจนเข้าสู่ระยะวัยรุ่น โดยมีความยาวเหยียด 25.22+5.78 มม. และความกว้างลำตัว 13.45+4.66 มม. เมื่ออายุ 45 วัน (ภาพที่ 1)

ภาพที่ ความยาวเหยียดและความกว้างลำตัวของลูกปลากะพงดำอายุ 1 - 45 วัน

                       

  1. อัตรารอดตาย

                อัตราการรอดของลูกปลาที่อนุบาลทั้ง 4 รุ่น มีค่าค่อนข้างต่ำและไม่คงที่อยู่ในช่วง 0-1.24% และ 0 - 0.25% เมื่อลูกปลาอายุ 15 วัน และ 45 วัน ตามลำดับ (ตารางที่ 2) โดยลูกปลาทั้ง 4 รุ่นมีอัตราการตายสูงในช่วงอายุ 7-10 วันแรกหลังจากฟักเป็นตัว และช่วงอายุ 25-35 วัน เนื่องจากการช็อคตายเมื่อทำให้ลูกปลาตกใจ เช่น การใช้สวิงหรือแก้วตักลูกปลาหรือตายหลังจากการเปลี่ยนถ่ายน้ำ ลูกปลาที่ตายจะมีอาการอ้าปากค้าง เหงือกและครีบกาง (ภาพที่ 2,ซ้าย) นอกจากนั้นยังพบว่าลูกปลามีการกินกันเองด้วย บางครั้งลูกปลาบางตัวโดนกัดบริเวณปลายครีบหาง ปลายครีบหลัง หรือปลายครีบก้น (ภาพที่ 2,ขวา)

ตารางที่ 2 อัตรารอดของลูกปลากะพงดำในการอนุบาลลูกปลา 4 รุ่น เมื่ออายุ 15 และ 45 วัน

 

วิจารณ์ผล

                        ลูกปลากะพงดำเป็นลูกปลาที่มีหยดน้ำมันขนาดเล็กมีสัดส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางของหยดน้ำมันต่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของไข่เพียง 20-25 % ใกล้เคียงกับปลากะพงทอง (ไพบูลย์ และคณะ, 2532)  ปลากะรัง (นิเวศน์, 2536) ปลากะพงแดง (ทวี และคณะ, 2546)  ปลาเก๋าเสือ (อาคม และคณะ, 2546)  และปลากะรังจุดฟ้า (ธวัช และคณะ, 2547) รวมทั้งปลาในเขตหนาวหรืออบอุ่น เช่น ปลา Black Sea Turbot, Scophthalmus  maximus  (Sahin, 2001)  ปลา Red porgy, Pagrus  pagrus, (Machinandiarena et al., 2003) ปลากะพงแดง, Lutjanus  campechanus (Williams et al., 2004)  ปลา Greater amberjack, Seriola  dumerili (Papandroulakis et al., 2005) ในขณะที่ปลาตะกรับ (จิระยุทธ และคณะ, 2551) ปลากระบอก (Meseda and Assem, 2006) และปลาตูหนา (Palstra et al., 2005) มีขนาดของหยดน้ำมันค่อนข้างใหญ่  มีสัดส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางของหยดน้ำมันต่อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของไข่ประมาณ 40%  ดังนั้นหยดน้ำมันดังกล่าวยุบตัวค่อนข้างช้าคือใช้เวลาในการยุบตัวนานถึง 7-11 วัน  ในขณะที่ปลาที่มีหยดไขมันเล็กใช้เวลาในการยุบตัวหมดภายใน 3-4 วัน  แต่หยดไขมันของลูกปลากะพงดำแม้มีขนาดเล็กกลับใช้เวลาในการยุบตัวถึง 6 วัน ซึ่งยังไม่ทราบว่ามีความสัมพันธ์ทางสรีระวิทยาของลูกปลาอย่างไร

                    ปากของลูกปลากะพงดำเริ่มเปิดเมื่อลูกปลาอายุ 2 วัน หลังจากฟักเป็นตัว ซึ่งใกล้เคียงกับการเปิดปากของลูกปลาทะเลหลายชนิด เช่น ปลากะรังจุดฟ้า (ธวัช และคณะ, 2547)  ปลาเก๋าเสือ  (อาคม และ คณะ, 2546) และปลาตะกรับ (จิระยุทธ  และคณะ, 2552)  การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้วัดขนาดปากของลูกปลาซึ่งจะต้องศึกษาต่อไป อย่างไรก็ตามสังเกตว่าลูกปลากะพงดำอายุ 3 วัน สามารถกินโรติเฟอร์ขนาดเล็กที่ผ่านการกรองด้วยถุงกรองขนาด 100 µmได้ ขนาดปากของลูกปลาจึงน่าจะอยู่ในช่วง 120-150 µm

                    ลูกปลากะพงดำจัดเป็นลูกปลาที่มีรูปร่างแบบ Tadpole-like คือมีส่วนหัวที่ขยายใหญ่และมีความกว้างของลำตัวมากเมื่อเทียบกับความยาวของลำตัว  ซึ่งลูกปลาในกลุ่มนี้มักมีขนาดตาใหญ่ แต่มีพื้นที่ผิวลำตัวน้อยกว่าลูกปลาที่มีรูปร่างแบบอื่นๆ (Froese, 1990)  ลูกปลากะพงดำมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของตา      (Eye diameter) มากกว่า 33 % ของความยาวหัว (Head length)  (อภิชาติ, 2546) ทำให้มีความได้เปรียบในการหาอาหารและการหลบหลีกศัตรู (Froese, 1990) ในขณะที่การมีพื้นที่ผิวลำตัวน้อยทำให้มีความต้องการออกซิเจนสูง เนื่องจากการแลกเปลี่ยนออกซิเจนในช่วงแรกจะเกิดขึ้นบริเวณผิวลำตัวเนื่องจากเหงือกยังพัฒนาไม่สมบูรณ์เต็มที่ (Rombough, 1998)  ดังนั้นการอนุบาลลูกปลาชนิดนี้จึงต้องคำนึงถึงการให้ออกซิเจนให้เพียงพอแก่ความต้องการของลูกปลา

ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งของลูกปลากะพงดำคือพฤติกรรมการว่ายน้ำเมื่อลูกปลาเข้าสู่ระยะเมตามอโฟซิส คือลูกปลามักลอยตัวและกินอาหารอยู่ใกล้ๆ ผิวน้ำ และมักลอยในลักษณะแบนราบขนานไปกับผิวน้ำคล้ายกับปลาป่วยหรือปลาตาย แต่เมื่อทำให้ตกใจลูกปลาจะว่ายน้ำในลักษณะปกติ ซึ่งลักษณะดังกล่าวยังไม่พบในปลาชนิดอื่นๆ  นอกจากนั้นยังพบพฤติกรรมการกินกันเองของลูกปลาเมื่อใกล้เข้าสู่ระยะวัยรุ่นดังเช่นที่พบในลูกปลากินเนื้อ (carnivorous fish) ทั่วๆ ไป เช่น ลูกปลากะพงขาว (Qin et al., 2004) หรือ ลูกปลากะรัง (Hseu et al., 2003) การคัดขนาดจึงมีความจำเป็นสำหรับการอนุบาลลูกปลาชนิดนี้

                    ลูกปลากะพงดำมีความยาวเพิ่มขึ้นเร็วมากในช่วง 1 วันหลังฟัก หลังจากนั้นภายในหนึ่งสัปดาห์ความยาวเพิ่มขึ้นช้าลงโดยค่อยเพิ่มทีละน้อยและค่อยๆ เร็วขึ้นเมื่อลูกปลาอายุ 15 วัน ซึ่งเป็นลูกปลาในระยะ flexion และเพิ่มมากที่สุดเมื่อลูกปลากำลังพัฒนาเข้าใกล้ระยะวัยรุ่น  การเจริญเติบโตในลักษณะนี้เป็นลักษณะเดียวกับที่พบในปลาทะเลหลายชนิด เช่น ปลากะพงขาว (สุจินต์ และคณะ, 2524) ปลากะพงทอง (ไพบูลย์ และคณะ, 2532)  ปลากะพงแดง (ทวี และคณะ, 2546) ปลาเก๋าเสือ (อาคม และคณะ, 2546)          ปลาตะกรับ (จิระยุทธ และคณะ, 2552) ปลา Red porgy, Pagrus pagrus   (Machinandiarena et al., 2003) และปลา Greater amberjack, Seriola  dumerili  (Papandroulakis et al., 2005)  และการเพิ่มขึ้นของความกว้างลำตัวลูกปลากะพงดำ จัดเป็นรูปแบบเดียวกับปลาที่มีลำตัวแบนข้างโดยทั่วไปคือ มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับการเพิ่มขึ้นของความยาว เพียงแต่สัดส่วนของความกว้างต่อความยาวของลำตัวปลากะพงดำจะ        สูงกว่าปลาชนิดอื่นๆที่กล่าวมา ยกเว้นปลาตะกรับ เนื่องจากปลาตะกรับเป็นปลาขนาดเล็กที่มีลำตัวแบนข้างค่อนข้างมากนั่นเอง

                        อัตรารอดตายของลูกปลากะพงดำจนถึงระยะวัยรุ่นค่อนข้างผันแปร และอัตรารอดต่ำตั้งแต่        0 - 0.25% เนื่องจากมีการตายของลูกปลาเป็นจำนวนมาก (mass mortality) ในช่วง 10 วันแรกของการอนุบาล ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญของการอนุบาลลูกปลาทะเลโดยทั่วไป (Duray et al., 1997)  นอกจากนั้นเมื่อลูกปลาพัฒนาเข้าสู่ระยะเมตามอโฟซิสแล้วลูกปลายังมีการช็อคตายได้ง่ายเมื่อถูกทำให้ตกใจ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในการอนุบาลลูกปลากะรัง (นิเวศน์ และไพบูลย์, 2536)  ทั้งนี้ลูกปลาเมื่อใกล้เข้าสู่ระยะวัยรุ่นยังมีการกินกันเองค่อนข้างสูง ทำให้ลูกปลามีอัตรารอดต่ำ  เนื่องจากเป็นปลาที่เพิ่งเพาะพันธุ์ได้จึงต้องศึกษาวิจัย     ในเรื่องต่างๆ เพิ่มเติม เช่น ขนาดของปากและการกินอาหารครั้งแรก (first feeding)  ความต้องการสารอาหารต่างๆของลูกปลาโดยเฉพาะกรดไขมัน เพื่อช่วยแก้ปัญหาการช็อคตายของลูกปลา อีกทั้งต้องมีการปรับเทคนิคการอนุบาลต่างๆ เพื่อให้ทราบข้อมูลที่ชัดเจนว่าลูกปลามีความต้องการอย่างไรอันจะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาการอนุบาลให้มีอัตรารอดที่ดีขึ้น

 

เอกสารอ้างอิง

 

จิระยุทธ    รื่นศิริกุล, เยาวนิตย์   ดนยดล, มาวิทย์   อัศวอารีย์ และละออ ชูศรีรัตน์.   2551. ความสำเร็จในการผสมเทียมปลาตะกรับ (Scatophagus  argus Linnaeus, 1766) โดยใช้ฮอร์โมน LHRHa. เอกสารวิชาการฉบับที่ 32/2551. สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง, กรมประมง. 20 หน้า.

จิระยุทธ   รื่นศิริกุล, มาวิทย์  อัศวอารีย์, เยาวนิตย์  ดนยดล และละออ  ชูศรีรัตน์. 2552. การอนุบาลและพัฒนาการของลูกปลาตะกรับ Scatophagus  argus Linnaeus,1766. วารสารการประมง. 62 (1) :     13-22.

ทวี  จินดามัยกุล,  โกวิทย์  เก้าเอี้ยน และฉัตรชัย  พลายละหาร. 2546. การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์และการเพาะพันธุ์ปลากะพงแดง (Lutjanus  argentimaculatus Forskal). เอกสารวิชาการฉบับที่ 26/2546. ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งพังงา, กรมประมง. 18 หน้า.

ธวัช  ศรีวีระชัย,  เรณู   ยาชิโร และนิพนธ์  เสนอินทร์. 2547. การเพาะปลากะรังจุดฟ้า  Plectropomus  leopardus โดยการให้ฮอร์โมนเพศผู้และให้แม่ปลาวางไข่ตามธรรมชาติในระบบปิด. เอกสารวิชาการฉบับที่ 4/2547. ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี, กรมประมง. 22 หน้า.

นิเวศน์   เรืองพานิช. 2536. คู่มือการเพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลากะรัง. ห้างหุ้นส่วนยะลาการพิมพ์, ยะลา. 42 หน้า.

นิเวศน์   เรืองพานิช  และไพบูลย์   บุญลิปตานนท์. 2536. ปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตรารอดตายและการเจริญเติบโตของลูกปลากะรังวัยอ่อน (Epinephelus  malabaricus). เอกสารวิชาการฉบับที่ 20/2536. สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง, กรมประมง. 25 หน้า.

นิเวศน์   เรืองพานิช,  เรณู   ยาชิโร  และวิชัย   วัฒนกุล. 2536. การเพาะและอนุบาลลูกปลากระบอกดำ (Liza subviridis) . เอกสารวิชาการฉบับที่ 18/2536. สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง,  กรมประมง 13 หน้า.

ไพบูลย์   บุญลิปตานนท์, นิเวศน์   เรืองพานิช  และสุริยันต์  วรรณวงษ์. 2532. การทดลองเบื้องต้นเกี่ยวกับการเพาะพันธุ์ปลากะพงทอง. เอกสารวิชาการฉบับที่ 7/2532. สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง, กรมประมง. 16 หน้า.

สุจินต์  มณีวงศ์, นิเวศน์  เรืองพานิช, ธิดา  เพชรมณี และ ฐานันดร์  ทัตตานนท์. 2524. การเพาะพันธุ์ปลากะพงขาว. เอกสารเผยแพร่ฉบับที่ 1. สถาบันเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง  แห่งชาติ, กรมประมง. 24   หน้า.

อภิชาติ   เติมวิชชาการ. 2546. ลูกปลาน้ำจืดวัยอ่อน. บริษัท พี เอ ลีฟวิ่ง จำกัด, กรุงเทพฯ. 130 หน้า.

อาคม  สิงหบุญ, ไพบูลย์   บุญลิปตานนท์ และ สามารถ   เดชสถิตย์. 2546. พัฒนาการคัพภะและลูกปลาวัยอ่อนของปลาเก๋าเสือ, Epinephelus  fuscoguttatus (Forsskal, 1775). เอกสารวิชาการฉบับที่ 28/2546. สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดกระบี่, กรมประมง. 29 หน้า.

Armstrong, M. P., Crabtree, R. E., Murphy, M. D. and R. G. Muller. 1996. A Stock Assessment of Tripletail, Lobotes  surinamensis, in Florida waters. Florida Marine Research Institute, Florida.   34 pp.

Brawn-Peterson, N.J. and J.S. Franks. 2001. Aspects of the reproductive biology of tripletail, Lobotes  surinamensis, in the Northern Gulf of Mexico. GCFI. 52 : 586-597.

Ditty, J. G. and R. F. Shaw. 1994. Larval development of tripletail, Lobotes  surinamensis (Pisces Lobotidae) and their spatial and temporal distribution in the northern Gulf of  Mexico. Fish. Bull.  92 : 33-45.

Dhert, P., P. Lavens, M. Duray and P. Sorgeloos. 1990. Improved larval survival at metamorphosis  of  Asian seabass (Lates  calcarifer) w3-HUFA-enriched lived food. Aquaculture 90 : 63-74.

Duray, M. N., C. B. Estudillo and L. G. Alpasan. 1997. Larval rearing of the grouper Epinephelus suillus  under laboratory conditions. Aquaculture 150 : 63-76.

Franks, J., T. John, J. Ogle, R. Hendon, N. Donald, L. Barnes, C. Nicholson and M. S. Griggs. 2001. Growth of capture juvenile tripletail Lobotes  surinamensis from Mississippi waters.      http://mississippiafs.org/program2001.html. June 26, 2009.

Froese, R. 1990. Growth Strategies of  Fish Larvae. Institut fur Meereskunde,  Manila. 20 p.

Hseu, J. R., H. F. Chang and Y. Y. Ting. 2003. Morphometric prediction of cannibalism in larviculture of  orange-spotted grouper, Epinephelus coioides. Aquaculture 218 : 203-207.

Machinandiarena, L., M. Muller and A. Lopez. 2003. Early life stages of development of the red porgy, Pagrus  pagrus (Pisces, Sparidae) in captivity, Argentina. Invest. Mar. Valparaiso. 31 : 5-13.

Marte, C.L. 2003. Larviculture of marine species in Southeast Asia : current research and industry prospects. Aquaculture 227 : 293-304.

Meseda, M. E. and S. S. Assem. 2006. Spawning induction in the Mediteranean grey mullet Mugil  cephalus and larval developmental stages. Afr. J. Biotechnol. 5 : 1836-1845.

Palstra, A. P., E. G. H. Cohen, P. R. W. Niemantsverdriet, V. J. T. van Ginneken and G. E. E.J. M. van den  Thillart. 2005. Artificial maturation and reproduction of European silver eel : development of  oocytes during final maturation. Aquaculture 249 : 533-547.

Papandroulakis, N., C. C. Mylonas, E. Maingot and P. Divanach. 2005. First results of greater amberjack (Seriola  dumerili) larval rearing in mesocosm. Aquaculture 250 : 155-161.

Qin, J. G., L. Mittiga and F. Ottolenghi. 2004. Cannibalism reduction in juvenile barramundi, Lates   calcarifer by providing refuges and low light. J. World Aqua. Soc. 35 : 113-118.

Rombough, P. J. 1998. Partitioning of oxygen uptake between the gills and skin in fish larvae : a novel  method for estimating cutaneous oxygen uptake. J. Exp. Biol. 201 : 1763-1769.

Strelcheck, A. J., J. B. Jackson, J. H. Cowan and R. L. Shipp. 2004. Age, growth, diet and reproductive  biology of the tripletail, Lobotes  surinamensis, from the North-Central Gulf of Mexico. Gulf of  Mexico Science 1 : 45-53.

 

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ที่มา : รายงานประจำปี 2558 สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง  หน้า 81 - 92