อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ในระหว่างวันที่ 5 - 8 กันยายน 2560
หลังจากรอเวลามาประมาณ 4 ปี ก็ได้เวลาเริ่มผลิตปลากะพงขาวรุ่นลูก (F1 select generation) จากพ่อแม่ปลากะพงขาวกลุ่มคัดเลือกสำหรับน้ำหนัก (select for body weight) ที่ถูกคัดเลือกไว้ที่ระดับความเข้มข้นของการคัดเลือก (selection intensity) 2 ระดับ และกลุ่มควบคุม (random group)

 ความสำเร็จที่เป็นครั้งแรกของโลกนั้น ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ โดยเฉพาะเกิดในประเทศไทย โดยคนไทย ใครจะรู้ว่าเบื้องหลังความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลากะพงขาวครั้งแรกของโลกนั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งผู้เขียนได้รับโอกาสให้เขียนบทความนี้ ซึ่งไม่ได้มีโอกาสได้เขียนกันบ่อยๆ นักดังนั้นบทความนี้จึงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ที่ผู้เขียนจะได้ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นมาในการเพาะพันธุ์ปลากะพงขาวสำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก

โปรตีนสกิมเมอร์สำหรับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงพาณิชย์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามขนาดเล็ก หรือการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ นอกจากการให้อาหารเพื่อการเจริญเติบโตที่ดีของสัตว์น้ำแล้ว การจัดการคุณภาพน้ำถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำต้องมีความรู้ความเข้าใจ เพื่อที่จะจัดการคุณภาพน้ำให้เหมาะสมกับสัตว์น้ำที่เลี้ยง โดย เฉพาะการกำจัดของเสียที่เกิดจากการเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น ขี้ปลา และเศษอาหาร ด้วยวิธีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ หรือหากเป็นสารอินทรีย์ที่ไม่ละลายน้ำ

บทคัดย่อ

นำเตตราไฮมีนาที่แยกได้จากปลาหางนกยูงที่เป็นโรคตัวเปื่อยมาศึกษาเพื่อจัดจำแนกชนิดทางอนุกรมวิธาน โดยศึกษาลักษณะสันฐานวิทยา จากตัวอย่างสด และย้อมสี ตรวจดูลักษณะเซลล์ภายใต้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง (Light microscopy, LM) และนำเซลล์มาผ่านการเตรียมตัวอย่างเซลล์เพื่อศึกษารายละเอียดลักษณะรูปร่างให้ชัดเจนมากขึ้นด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบส่องกราด (scanning electron microscopy, SEM) ผลจากการศึกษาพบว่าเตตราไฮมีนาเป็นสัตว์เซลล์เดียวที่มีซีเลีย (cilia) รอบตัว (somatic ciliary row) จำนวน 24-26 แถว

บทคัดย่อ

ทำการศึกษาปรสิตในปลากะรังจุดส้ม orange-spotted grouper (Epinephelus coioides) ที่เลี้ยงในกระชัง จังหวัดกระบี่ ทำการศึกษาจากตัวอย่างปลาขนาด 4 - 5 นิ้ว ก่อนปล่อยลงกระชังและเลี้ยงต่อไปจนถึง 10 เดือน เก็บตัวอย่างปลาเดือนละ 2 ครั้ง ๆ ละ 10 ตัวเป็นระยะเวลา 10 เดือน พบปรสิตภายนอกและภายในจำนวน 5 กลุ่ม ดังนี้ คือ กลุ่มโปรโตซัว จำนวน 4 ชนิดได้แก่ Cryptocaryon irritant Trichodina sp. Amyloodinium sp. และ Sphaerospora sp. กลุ่มปลิงใส จำนวน 6 ชนิด จาก 3 สกุล ดังนี้ Diplectanum grouperi Pseudorhabdosynochus coioidesis P. lantauensis P. epinepheli และ Pseudorhabdosynochus sp. 2 ชนิดซึ่งเป็นชนิดที่ยังไม่มีรายงานการศึกษา และ Benedenea epinepheli กลุ่ม crustacean พบปรสิตชนิด Caligus sp.

บทคัดย่อ

ทำการแยกเตตราไฮมีนาจากปลาหางนกยูงที่เป็นโรคตัวเปื่อยและนำมาเพาะเลี้ยงให้เป็นเซลล์บริสุทธิ์ (pure culture) ในห้องปฏิบัติการ ศึกษาการเพิ่มจำนวนเซลล์ โดยใช้อาหารต่างกัน 4 สูตร คือ น้ำบ่อกรองและฆ่าเชื้อ (autoclaved pond water, APW) Neff ‘s medium (NGM) น้ำบ่อกรองและฆ่าเชื้อเติมด้วยซีรั่มจากวัว (fetal bovine serum) 5 เปอร์เซ็นต์(%) (APWS) และ proteose peptone yeast glucose (PPYG) และทำการศึกษาการเพิ่มจำนวนเซลล์ในสภาวะแวดล้อมต่างกัน คือ ความเป็นกรด ด่าง (pH) ของอาหาร 10 ระดับ อุณหภูมิ 7 ระดับ ความเค็ม 10 ระดับ สุ่มนับเซลล์ทุก ๆ 24 ชั่วโมงเป็นระยะเวลา 14 วันจากทุกกลุ่มการทดลอง ผลปรากฏว่า เตตราไฮมีนาเจริญได้ในอาหารทุกสูตรเมื่อเลี้ยงนาน 24 ชั่วโมง

บทคัดย่อ

ทำการแยกและเลี้ยงเซลล์จากตัวอ่อนของจระเข้ระยะที่ยังอยู่ในไข่ พบว่าเซลล์เจริญได้ดีในอาหาร Leibovitz-15 ที่มีซีรั่ม 10-15% และสามารถทำ subculture ได้ 154 passage อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญของเซลล์คือ 25o - 30o ซ เซลล์นี้ได้ตั้งชื่อว่า SCE (Siamese crocodile embryo) เป็นเซลล์ชนิด epithelium ไม่พบการปนเปื้อนของเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือไมโครพลาสมา เซลล์ SCE สามารถเก็บรักษาในสภาพแช่เยือกแข็งในถังไนโตรเจนเหลว (-190o ซ) เซลล์ SCE สามารถมีชีวิตอยู่และคงสภาพของ monolayer ได้นานกว่า 3 สัปดาห์ ที่อุณหภูมิ 27o ซ โดยไม่ต้องเปลี่ยนอาหารเลี้ยงเซลล์ เซลล์ SCE ยอมรับการติดเชื้อไวรัสและเกิดมีการเปลี่ยนแปลง cytopathic effect (CPE) จากเชื้อไวรัสดังต่อไปนี้ เชื้อแรบโดไวรัสที่แยกได้จากปลาป่วยเป็นโรคระบาด หรือ EUS เชื้ออิริโดไวรัสที่แยกได้จากกบและปลาบู่ และเชื้อ channel catfish virus (CCV) เซลล์ SCE ถึงแม้ว่าจะพัฒนามาจากจระเข้ แต่สามารถที่จะนำมาใช้เพาะเชื้อไวรัสที่ก่อโรคในปลา และกบได้ดี

คำสำคัญ : เซลล์ไลน์ จระเข้ อิริโดไวรัส แรบโดไวรัส

ลักษณะและคุณสมบัติของเซลล์ไลน์จากจระเข้
ablishment of a cell line derived from Siamese crocodile, Crocodylus siamensis

สมเกียรติ์ กาญจนาคาร Somkiat Kanchanakarn
อุมาลัย สดวกดี Umalai Saduakdee

สถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำจืด Inland Aquatic Animal Health Research Institute 

Abstract

A new cell line derived from embryo of Siamese crocodile, Crocodylus siamensis, was established. The crocodile cells grew well in tissue culture medium Leibovitz-15 supplemented with 10-15% fetal calf serum at 25-30?C. They have been sub-cultured for 154 passages. This new cell line is named as SCE or Siamese crocodile embryo. SCE cells exhibited epithelial-like morphology. The cells were free from adventitious viruses, bacteria, fungi and microplasmas. SCE cells could be stored in liquid nitrogen tank. The cells could reach monolayer within a few days after 1:3 sub-cultures and the monolayer still remained more than 3 weeks without changing the tissue culture medium at 27?C. SCE cells supported the growth or propagation of many viruses such as snakehead rhabdovirus (SHRV), ulcerative disease rhabdovirus (UDRV), Rana tigrina ranavirus (RTRV), Oxelotris marmoratus ranavirus (OMRV) and channel catfish virus (CCV). Although the SCE line is originated from reptile, it does useful for virus isolation examination in diseased fishes and amphibians.

ที่มา: รวมบทคัดย่อ การสัมมนาวิชาการประมง ประจำปี 2546 วันที่ 7 - 9 กรกฏาคม กรมประมง หน้า 53.

บทคัดย่อ

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างขนาดความยาวเหยียดของปลากะตักกับขนาดตาอวนที่ใช้ทำการประมง เพื่อวิเคราะห์หาขนาดตาอวนที่เหมาะสม ได้ดำเนินการโดยการสุ่มตัวอย่างปลากะตักจากเครื่องมือประมงอวนจับปลากะตัก 3 ประเภท คือ อวนล้อมจับปลากะตักกลางวัน อวนครอบปลากะตักประกอบแสงไฟล่อ และอวนล้อมจับปลากะตักประกอบแสงไฟล่อ ซึ่งทำการประมงในบริเวณอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ในเขตจังหวัดระยอง จันทบุรี และ ตราด ระหว่างเดือนสิงหาคม 2543 – มกราคม 2544 ปลากะตักที่สุ่มได้ถูกดองในน้ำยาฟอร์มาลิน 10 % ประมาณ 24 ชม. ก่อนทำการจัดค่าต่างๆ และนำไปทดสอบการลอดตาอวนขนาดต่างๆ โดยวิธีสอดหัวปลาเข้ากับช่องตาอวน ข้อมูลความยาวปลากะตักที่ลอดตาอวน ไม่ลอดตาอวนที่ทดสอบ

บทคัดย่อ

การศึกษาไข่และปลากะตักวัยอ่อนทางฝั่งทะเลอันดามัน โดยใช้ถุงแพลงค์ตอน ขนาดตา 330 ไมครอน ทำการเก็บตัวอย่างตั้งแต่บริเวณจังหวัดระนองถึงจังหวัดสตูล โดยเก็บตัวอย่างบริเวณจังหวัดสตูลและพื้นที่ใกล้เคียง จำนวน 26 สถานี รวม 3 เที่ยว ในปี 2542 บริเวณจังหวัดระนองและพื้นที่ใกล้เคียง จำนวน 28 สถานี รวม 1 เที่ยว ในปี 2543 บริเวณจังหวัดพังงาและพื้นที่ใกล้เคียงจำนวน 29 สถานี รวม 5 เที่ยว ในปี 2544 จากการศึกษาพบไข่ปลากะตักทั้งหมด 6 ชนิด ประกอบด้วย สกุล Enchasicholina 3 ชนิด และสกุล Stolephours 3ชนิด ซึ่งไข่และปลากะตักวัยอ่อนบริเวณจังหวัดระนองและพื้นที่ใกล้เคียง ชุกชุมและแพร่กระจายบริเวณด้านตะวันออกของเกาะสุรินทร์ ปากแม่น้ำกระบุรี

บทคัดย่อ

ดำเนินการศึกษาประสิทธิภาพการจับสัตว์น้ำของเครื่องมือลอบปูพับได้ โดยการทดลองวางลอบปูพับได้ บริเวณเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง ระหว่าง เดือนพฤษภาคม ถึง พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 จำนวน 15 ครั้งๆ ละ 12 ชั่วโมง ใช้ลอบปูทั้งสิ้น 1920 ลูก พบว่า ลอบปูพับได้มีปริมาณการจับเฉลี่ย เท่ากับ 57.23 +- 30.82 กรัม/ลอบ ซึ่งปริมาณการจับเฉลี่ยมีความแตกต่างกันระหว่างครั้งที่ทำการประมงลอบปูพับได้มีองค์ประกอบการจับสัตว์น้ำ 27 ชนิด สัตว์น้ำหลักที่จับได้ 3 ชนิด ได้แก่ ปูม้า (Portunus pelagicus) ปลาทรายแดง (Nemipterus sp.) และ ปลาสายรุ้ง (Pentapodus sp.) คิดเป็นร้อยละโดยน้ำหนัก เท่ากับ 32.78, 21.25 และ 12.39 ตามลำดับ ซึ่งมีปริมาณการจับรวมกันมากกว่าร้อยละ 50 ของปริมาณการจับทั้งหมดปูม้าที่จับได้ทั้งสิ้น 473 ตัว