อังสุนีย์ ชุณหปราณ
สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จ.สงขลา



           ปลากระเบนที่อาศัยอยู่ในทะเลสาบสงขลาตอนกลางมาเป็นระยะเวลานาน มีด้วยกัน 2 ชนิด จากรายงานของ Hora, 1924 (Tale Sap) พบปลากระเบนบัวและปลากระเบนธงในทะเลสาบสงขลา ปลากระเบนทั้ง 2 ชนิดนี้ Annandale, 1916 รายงานว่า พบในน้ำเค็มและน้ำกร่อยบริเวณปากทะเลสาบสงขลาเช่นกัน
          กระเบนบัวหรือกระเบนน้ำจืด Dasyatis Bleekeri (Blyth) Freshwater Stingray ลักษณะทั่วไป ลำตัวเบน ทรวดทรงมีลักษณะคล้ายจาน ครีบหูเชื่อมเป็นแผ่นเดียวกับลำตัว ส่วนกว้างลำตัวยาวกว่าส่วนยาว ส่วนของจะงอยปากยื่นออกมาเป็นปลายแหลม ครีบหางแหลมเรียวยาวมีลักษณะคล้ายแส้โคนหางมีเงี่ยงแหลมคม 2 อัน มีต่อมพิษอยู่ใกล้ ๆ กับโคนหาง ซึ่งจะปล่อยพิษออกทางเงี่ยงได้ พบอาศัยอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำโขง บริเวณจังหวัดอุบลราชธานี นครพนม และหนองคาย กินลูกปลา ลูกกุ้ง และสัตว์น้ำขนาดเล็กเป็นอาหาร ลักษณะเด่นคือ ปลายหัวแหลม รูปร่าง กึ่งสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน (Disc subrhombiodal) โดยมีความกว้างของลำตัว (Disc width) มากกว่าความยาวลำตัว (Disc length) เล็กน้อย หางเรียบกลม ไม่มีแผ่นหนังยื่นออกมา และมีหนามแหลมที่โคนหาง 1 อัน บริเวณแผ่นหลังมีลายจาง ๆ ออกสีน้ำตาลในบริเวณครีบหู (pectoral fin) กึ่งกลางของแผ่นหลังมีตุ่มแข็งใหญ่และกลมออกสีมุก (pearl spine) และล้อมรอบด้วยตุ่มแข็งเล็ก ๆ เป็นบริเวณกว้างกินพื้นที่ 1 ใน 2 ของแผ่นหลัง ชาวประมงรอบทะเลสาบเรียกปลากระเบนชนิดนี้เป็น 2 ชื่อ คือ กระเบนหัวเลี่ยม (เลี่ยม = แหลม, ภาษาท้องถิ่นภาคใต้) หรืออีกชื่อคือ ปลากระเบนบัว เนื่องจากลำตัวกลมคล้ายใบบัว ปริมาณที่พบมากกว่าปลากระเบนธงถึง 9 ใน 10 ตัว จากจำนวนตัวอย่างที่จับได้
          กระเบนธง Hypolophus sephen (forssaka ฐ1) หรือเรียกชื่อสามัญว่า Cowtail หรือ Fantail Ray มีลักษณะที่แตกต่างจากปลากระเบนบัวที่สังเกตได้ง่าย ๆ คือหางของปลากระเบนธงจะมีแผ่นหนังเป็นแถบยาว และมีขอบสีดำบริเวณด้านล่างของหาง (Ventral surface) โดยเริ่มต้นจากแนวหนามแหลมที่โคนหาง ซึ่งมีหนามแหลม (spine) 2 อัน ส่วนหางมีความยาวมากกว่าลำตัว 2.5-3 เท่า ความกว้างของลำตัวมากกว่าความยาวลำตัว ปลายหัวมีลักษณะป้าน ไม่แหลมเหมือนเช่นปลากระเบนบัว รูปร่างกึ่งสี่เหลี่ยม (disc subguadrangular) สีของลำตัวด้านบนออกสีน้ำตาลดำ ด้านท้องเป็นสีขาว เมื่อมีขนาดเล็กผิวด้านบนจะเรียบ และผิวนี้จะขรุขระขึ้นตามอายุที่มากขึ้น โดยมีตุ่มแข็งเล็ก ๆ ปกคลุมบริเวณกลางลำตัวจนถึงโคนหาง ปลากระเบนธงเป็นอันตรายมากสำหรับผู้จับเพราะหางของมันสามารถฟาดกลับไปมาได้อย่างรวดเร็ว ชาวประมงจึงต้องตัดหนามแหลมออก
แหล่งทำการประมงปลากระเบน
          ทะเลสาบสงขลามีลักษณะสภาพภูมิศาสตร์เป็น 3 ตอน ทะเลสาบตอนกลางมีพื้นที่ถึง 487,500 ไร่ มีกระแสลมมาจากทุกทิศทาง และคลื่นแรงเกือบตลอดปี จากสภาพทางฟิสิกส์และเคมีของน้ำ ทำให้แบ่งทะเลสาบสงขลาตอนกลางออกได้เป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่อยู่ด้านล่างนับตั้งแต่บริเวณปากรอขึ้นไปจนถึงช่องแคบ ระหว่างเกาะใหญ่กับบ้านแหลมจองถนน บริเวณนี้จะมีเกาะแก่งใหญ่น้อยเป็นจำนวนมาก พื้นที่จะมีความหลากหลายของสภาพภูมิศาสตร์และนิเวศวิทยา คือมีทั้งสภาพคลองที่มีความลึกระหว่าง 2-6 เมตร เช่น คลองหลวง และบริเวณคูขุดที่มีสภาพตื้นเขิน มีวัชพืชหนาแน่น คุณภาพน้ำด้านความเค็มอยู่ระหว่าง 1.5-15 ส่วนในพันส่วน โดยเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล บริเวณนี้ไม่มีการทำการประมงปลากระเบน แต่จะพบปลากระเบนทั้งสองชนิดในบริเวณที่เรียกว่าทะเลหลวง โดยเริ่มจากแหลมคูลาของ ต. เกาะใหญ่ อ. กระแสสินธ์ จ. สงขลา กับบ้านแหลมจองถนน อ. เขาชัยสน จ. พัทลุง บริเวณที่ชาวประมงของเกาะใหญ่เริ่มจับปลากระเบนตั้งต้นที่หน้าเกาะสี่เกาะห้าขึ้นไปจนถึงบ้านปากประ บริเวณนี้มีความลึกของน้ำตั้งแต่ 1.5 เมตรขึ้นไป กระแสลมแรง บริเวณทำการประมงปลากระเบนอยู่ตลอดแนวตามแผนที่
          โดยแบ่งเขตการประมงเป็น 2 ช่วง คือที่เกาะใหญ่ จะมีการทำการประมงตั้งแต่หน้าเกาะสี่ เกาะห้าขึ้นไป ถึงบ้านมหากาฬ อ. ระโนด บริเวณนี้จะพบปลากระเบนที่มีขนาดใหญ่ ในวันที่ข้าพเจ้าไปพบปลากระเบนบัวมีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ขนาดเล็กที่พบมากมีน้ำหนักอยู่ในช่วง 6-7 กิโลกรัม ชาวประมงกล่าวว่าใน ปี พ.ศ. 2535 พบปลากระเบนตัวใหญ่ที่สุดมีน้ำหนักถึง 65 กิโลกรัม ส่วนบริเวณบ้านลำปำ ซึ่งทำการประมงตั้งแต่เขตบ้านลำปำจนถึงบ้านปากประในน้ำที่มีความลึก 2-3 เมตร (5 ศอก) และพบปลากระเบนขนาดเฉลี่ยระหว่าง 15-16 กิโลกรัม ขนาดเล็กที่พบมีน้ำหนัก 3-4 กิโลกรัม

วิธีทำการประมงปลากระเบน
          การทำการประมงปลากระเบนในทะเลสาบสงขลาตอนใน ชาวประมงนิยมใช้เบ็ดราวเป็นเครื่องมือประมงในการตกปลา เมื่อ 10 ปีที่แล้วเบ็ดราวมี 2 ชนิด คือ เบ็ดราไว และเบ็ดเงี่ยง ปัจจุบันมีแต่เบ็ดเงี่ยง เนื่องจากไม่มีผู้ผลิตเบ็ดราไวออกมาขาย ความแตกต่างของเบ็ดราวสองชนิด คือ เบ็ดราไว จะเป็นเหล็กงอโค้งปลายแหลมไม่มีเงี่ยง การติดสายกิ่งเบ็ดจะติดชิดกันมาก ความห่างของแต่ละตัวห่างกันเพียง 6-8 นิ้ว การวางเบ็ดจะวางในลักษณะเดียวกันคือ ใกล้พื้นดิน โดยจะวางสูงกว่าพื้นดินไม่เกิน 3 นิ้ว เบ็ดราไวไม่ต้องใส่เหยื่อล่อลักษณะปลากระเบนที่ติดเบ็ดราไว คือจะถูกความคมของเบ็ดเกี่ยวติดบริเวณลำตัว 4-5 ตัวเบ็ด ขณะเคลื่อนไหวผ่านไประหว่างเบ็ด ปัจจุบันเบ็ดที่ใช้ทำการตกปลากระเบนจะเป็นลักษณะเบ็ดเงี่ยงทั้งสิ้น ขนาดของเบ็ดจะใช้เบ็ดเบอร์ 8 และเบอร์ 9 จำนวนที่ใช้แต่ละรายตั้งแต่ 200-800 ตา ซึ่งจะต้องเกี่ยวเหยื่อล่อทุกตา เหยื่อที่ใช้จะเป็นปลาแป้นเล็กและกุ้งนาง จำนวนเหยื่อที่ใช้ประมาณ 4-6 กิโลกรัมต่อครั้ง การทำเบ็ดเงี่ยงนั้น ความห่างของสายห้องตัวเบ็ดจะห่างกัน 1.20-1.50 เมตร การวางเบ็ดก็เช่นเดียวกับเบ็ดราไว คือวางให้ติดพื้น โดยการใช้ลูกหินถ่วงที่ปลายสายคร่าวอวนเบ็ด ลักษณะการวางจะต้องดูทิศทางลมก่อน ถ้าลมมาทางทิศเหนือหรือทิศใต้ชาวประมงจะทำการวางเบ็ดตามขวางทะเลสาบ แต่ถ้าเป็นลมตะวันออกหรือตะวันตก ชาวประมงจะวางเบ็ดไปตามความยาวของทะเลสาบตามแนวเหนือใต้ โดยจะวางเบ็ดในบริเวณที่ค่อนข้างลึก พื้นท้องน้ำเป็นดินแน่นหรือเป็นหาดหอย (หอยขม) มีวัชพืชน้อย เป็นทางน้ำไหล ช่วงเวลาออกทำการประมงทุกบริเวณจะออกวางเบ็ดในช่วงเย็นคือเวลา 16.00-18.00 น. แล้วทิ้งไว้ตลอดคืน เวลาเช้าจึงออกไปเก็บเกี่ยวเพื่อความปลอดภัยของชาวประมงเอง เนื่องจากปลากระเบนมีขนาดใหญ่และมีหางยาวเป็นอาวุธในการตวัดตี อาจทำให้เรือพลิกคว่ำได้ การเก็บปลากระเบนจะต้องมีความชำนาญโดยการใช้เหล็กที่มีเงี่ยง สำหรับแทงเกี่ยวปลากระเบนขึ้นมาจากน้ำ เพราะเมื่อติดเบ็ดปลากระเบนจะกดตัวแน่นอยู่กับพื้นท้องน้ำ จึงต้องใช้เหล็กแหลมแทงเกี่ยวขึ้นมา การเก็บเกี่ยวจำเป็นจะต้องใช้คน 2-3 คนทำการ ถ้าตัวเมียที่มีลูกอ่อนจะเห็นลูกปลากระเบนไหลออกมาจากท้องแม่ 2-3 ตัว ไม่เกินไปกว่านั้น

ฤดูกาลทำการประมง
          บริเวณเกาะใหญ่ ชาวประมงของ ต. เกาะใหญ่ ที่ทำการประมงปลากระเบนมีเพียงกลุ่มเดียว จำนวน 12-14 คน จำนวนเรือ 6 ลำ โดยจะออกร่วมกันไปทำการประมงชาวประมงกลุ่มนี้ทำการประมงปลากระเบนมาเป็นระยะเวลามากกว่า 10 ปี จากคำบอกเล่าของชาวประมง ได้ปลากระเบนทุกปีตามฤดูกาล โดยทำเป็นช่วงเวลา ที่ ต. เกาะใหญ่ จะเริ่มทำการประมงปลากระเบนตั้งแต่เดือนตุลาคมหรือก่อนนั้นเล็กน้อย ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำเค็มไหลเข้าทะเลสาบ การสังเกตความเค็มของน้ำ โดยดูสีของน้ำออกสีเขียวและเริ่มใส เมื่อน้ำเค็มเริ่มเข้าไปถึงบริเวณเกาะสี่เกาะห้า ชาวประมงวางเบ็ดตั้งต้นจากหน้าเกาะสี่เกาะห้า เพราะปลากระเบนจะลงมารับหัวน้ำเค็ม (ภาษาชาวประมง) ในช่วงนี้ปลากระเบนที่ได้พบว่ามีขนาดใหญ่ การวางเบ็ดจะวางตามปลากระเบนขึ้นไปทางทิศเหนือเรื่อย ๆ ไล่ตามน้ำเค็มไปจนถึงบริเวณบ้านชิงแส และอำเภอระโนด จนกระทั่งเดือนมกราคม ปลากระเบนจะว่ายตามน้ำจืดออกสู่ทะเลสาบตอนนอก ถึงเดือนมีนาคม จำนวนปลากระเบนที่จับได้ลดน้อยลงมาก เป็นการสิ้นสุดฤดูกาลจับปลากระเบนของตำบลเกาะใหญ่ เนื่องจากมีปริมาณปลากระเบนน้อยมากจนไม่คุ้มค่ากับการลงแรง จึงหยุดทำการประมงกระเบน และเปลี่ยนไปใช้เครื่องมือประมงสำหรับจับสัตว์น้ำชนิดอื่นต่อไป
          บริเวณลำปำ ชาวประมงของ ต.ลำปำ ที่ทำการประมงปลากระเบนเดิมมี 2 กลุ่ม คือที่บ้านปากประและบ้านลำปำ ปัจจุบันเหลือเพียงกลุ่มเดียว คือที่บ้านลำปำ เนื่องจากชาวประมงบ้านปากประได้ทำการประมงมานานเป็นเวลา 30 ปี และชราภาพมากแล้ว เมื่อไปสอบถามจากทั้งสองกลุ่ม ให้ข้อมูลตรงกันว่า ฤดูทำการประมงกระเบนของทะเลสาบสงขลาตอนกลางช่วงบนอยู่ระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคม แหล่งที่จับได้มากถ้าเป็นปลากระเบนธงจะจับได้บริเวณหาดหอยตามที่ Grant (1982) รายงานว่า ปลากระเบนธงเป็นปลากระเบนชายฝั่งที่กินหอยเป็นอาหาร ถ้าเป็นปลากระเบนบัวจะพบในบริเวณที่มีปลาแป้นเล็กและกุ้งนางมาก ปัจจุบันชาวประมง เหลือเพียงกลุ่มเดียวมีชาวประมงเพียง 3 คน โดยทำการประมงปลากระเบนบริเวณหน้าบ้านปากประในบริเวณที่ลึกและพื้นเป็นดินแน่นมีโคลนน้อย วัชพืชน้อย ความลึกประมาณ 2-3 เมตร (5 ศอกชาวประมง) ปลากระเบนที่จับได้ส่วนมากเป็นปลากระเบนบัว ในปี 2537 สามารถจับปลากระเบนธงได้เพียง 3 ตัวเท่านั้น จากคำบอกเล่าของชาวประมงบ้านปากประซึ่งทำการประมงมานานตั้งแต่ก่อนปิดปากระวะได้เล่าว่า เดิมปลากระเบนธงมีมากกว่าปลากระเบนบัว หลังจากปิดปากระวะแล้วปลากระเบนธงก็ลดน้อยลง ปัจจุบันแทบจะเรียกว่าหายาก ในช่วงเดือนเมษายนของปี 2537 ซึ่งเป็นเดือนที่ได้ปลากระเบนมากที่สุด บางวันจับได้ถึง 100-200 กิโลกรัม และบริเวณนี้เคยพบปลากระเบนบัวขนาดโตสุดน้ำหนัก 53 กิโลกรัม ส่วนขนาดที่พบเห็นเป็นประจำมักมีขนาดอยู่ในช่วง 15-16 กิโลกรัม ขนาดเล็กที่พบมีน้ำหนักอยู่ระหว่าง 3-4 กิโลกรัม และกล่าวว่าสามารถหาปลากระเบนได้ตลอดปี เนื่องจากในช่วงฤดูมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตำบลลำปำมีความยากลำบากในการหาเหยื่อที่ใช้เกี่ยวเบ็ด คือ ปลาแป้นเล็กซึ่งจะต้องสดและไม่แช่เย็นมาก่อน แต่ในฤดูกาลดังกล่าว บริเวณลำปำจะพบปลาชนิดนี้น้อยมาก และถ้าเป็นปลาแป้นเล็กที่แช่เย็นแล้ว ปลากระเบนก็จะไม่กินเหยื่อ สาเหตุอีกประการหนึ่งคือ บริเวณนี้มีความกว้างใหญ่และมีคลื่นลมแรงมากในฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ (ช่วงเดือนตุลาคม-กุมภาพันธ์) ซึ่งเป็นปัญหาต่อชาวประมงปลากระเบนในการออกทำการประมงที่จะต้องไปไกลฝั่งและวางเบ็ดในบริเวณที่ลึก จึงหันไปทำอาชีพอื่นเสียระยะหนึ่ง และเมื่อถึงฤดูกาลจับปลากระเบนก็จะกลับมาทำการประมงอีกครั้ง

ผลผลิตและการตลาดปลากระเบน
          เนื่องจากขาดข้อมูลด้านสถิติของผลผลิตสัตว์น้ำในทะเลสาบสงขลาจากทางราชการมายืนยันว่ามีผลผลิตปลากระเบนจากทะเลสาบสงขลาปีละกี่กิโลกรัม แต่จากการสอบถามผู้รับซื้อปลากระเบนจากชาวประมงพบว่าปลากระเบนถูกจับขึ้นมาทุกปีเท่าที่จำได้ และมีตัวเลขยืนยันในบางวัน ทำให้ทราบว่าในปี 2534 ชาวประมงทั้งที่ ต.เกาะใหญ่ และ ต.ลำปำ จับปลากระเบนได้ทั้งสิ้นประมาณ 3,000 กิโลกรัม ส่วนปี 2535 ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นทั้งที่เกาะใหญ่ และที่ลำปำ รวมผลผลิตที่ได้ประมาณ 5,000 กิโลกรัม และปี 2537 ที่ลำปำซึ่งผ่านฤดูกาลจับปลากระเบนไปแล้วพบว่ามีการจับปลากระเบนได้มากกว่า 1,000 กิโลกรัม ส่วนบริเวณเกาะใหญ่สามารถจับปลากระเบนได้ 1,500 กิโลกรัม

ประโยชน์ใช้สอยจากปลากระเบนน้ำจืด
          เป็นอาหารสัตว์น้ำราคาถูกและรสชาติดีสำหรับราษฎรในท้องถิ่น
          
เป็นสินค้าส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศมาเลเซีย ซึ่งจะรับซื้อทั้งตัวโดยไม่ให้แล่หนังหรือตัดเป็นชิ้น ๆ
          
หนังบริเวณแผ่นหลังมีปุ่มแข็งนำไปใช้ประโยชน์เป็นเครื่องใช้ ในสมัยก่อนใช้แทนกระดาษทรายขัดถูไม้ให้เรียบ ปัจจุบันชาวประมงที่มีหนังกระเบนก็ยังใช้แทนกระดาษทรายอยู่ ในวงการเครื่องหนังมีผู้นำหนังส่วนนี้ไปฟอกและขัดจนนิ่มนำไปตัดทำกระเป๋าถือและเข็มขัด เป็นสินค้าราคาแพง ได้รับความนิยมมากในตลาด แต่เนื่องจากกระเบนน้ำจืดที่จับได้มีขนาดเล็กจึงทำให้ไม่ได้ราคาแต่ด้านความสวยงามนั้นหนังปลากระเบนบริเวณหลังที่เป็นตุ่มแข็งเรียงรายกระจายกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ และมีเม็ดที่โคนเด่นอยู่ตรงกลางของแผ่นหลัง ขนาดโตกว่าทุกเม็ด มีสีแตกต่างกว่าเม็ดอื่น คือออกสีขาวหรือเหลืองมุก (pearl spine) ประมาณ 3-5 เม็ด เป็นจุดเด่นเมื่อนำมาเป็นสินค้าแล้วจะดูแปลกใหม่เป็นที่น่าสนใจ ส่วนหางกระเบนนั้นใช้ในการกำราบเด็กที่ซน ไม่เชื่อฟังตลอดจนเป็นอาวุธป้องกันตัวได้

      ด้วยเหตุที่ปริมาณการจับปลากระเบนในทะเลสาบสงขลาในแต่ละปีเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างต่ำ และจำนวนชาวประมงที่ใช้เบ็ดราวจับปลาเหล่านี้จำนวนน้อยมาก จึงส่งผลให้เรื่องราวของปลากระเบนมิได้ถูกหยิบยกขึ้นมากล่าวอ้างใด ๆ เมื่อมีการอภิปรายเกี่ยวกับทรัพยากรสัตว์น้ำในทะเลสาบสงขลา แต่สำหรับชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านที่อาศัยเบ็ดราวปลากระเบนเครื่องมือเลี้ยงชีพ เขาเหล่านั้นได้จดจำเหตุการณ์การล่าปลากระเบน และฝากร่องรอยการทำการประมงจนเป็นตำนานเล่าขานอันยิ่งใหญ่สู่ลูกหลานรุ่นหลังมาจนถึงปัจจุบันให้ได้ทราบถึงการผจญภัยในท้องทะเลหลวงของทะเลสาบสงขลาตลอดมา

Refferences

Ammandale, N. 1916. Preliminary report on the fauna of The TALE SAP or inland sea of singgora. Journ. Nat. Hist. SOC, SIAM. vol.2. DEC. 1916. P.89-102.
Hora, S.L. 1924 a. Zoological results of a tour in the Far East. Fish of the Tala Sap, Peninsular Siam (part 1). Mem. Asiatic Soc. Bengal. 6 : 463-476.
Grant, E.M. 1982. Guide to Fishes. The Department of Harbours and Marine Brisdane, Queensland.
Supap Monkolprasit 1984. The Cartilagenous Fishes (Class Eiasmobranchii) Found in Thai waters and adjacent areas. Department of Fishery Biology, Faculty of Fisheries, Kasetsart University, Bangkok, Thailand. p.105-106, p.113-114.
ริมบ่อ