ปลาตะพัดที่ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฏร์ธานี
Arowana, Scleropages formosus (Muller & Schlegel )
at Suratthani Inland Fisheries Development Center (SIFDC)

โดย คุณสง่า ลีสง่า
ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฏร์ธานี อ.พุนพิน จ.สุราษฏร์ธานี 84130 โทร. (077) 286947







ในวงการปลาสวยงาม หากจะกล่าวถึงปลาโบราณที่มีความสวยงาม หากยากและมีราคาแพงแล้ว คงหนีไม่พ้นที่จะต้องกล่าวถึง ปลาตะพัด ปลามังกรหรือปลาอะโรวาร่า Scleropages formosus (Muller & Schlegel) ซึ่งเป็นปลาที่อยู่ในความนิยมตลอดกาล ทั้งนี้เพราะความสวยงาม ความสง่างามและความเชื่อที่ว่าจะนำมาซึ่งโชคลาภ ส่งผลให้มีผู้นิยมเลี้ยงปลาสวยงามหลายท่านได้พยายามเสาะแสวงหา เพื่อให้ได้ปลาชนิดนี้มาประดับบารมี หรือเลี้ยงไว้เป็นเพื่อนคลายเหงา ปลาตะพัดเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว อายุยืน และมีความคุ้นเคยกับผู้เลี้ยงเป็นอย่างดีปลาตะพัดจะพบได้ในแหล่งน้ำเพียงไม่กี่แห่งในโลก และจากการศึกษาซากฟอสซิล (fossil) ของปลาดังกล่าว ปรากฏว่า ซากปลาที่ค้นพบมีอายุประมาณ 60 ล้านปีล่วงมาแล้ว โดยมีผู้เชี่ยวชาญบางท่านได้สันนิษฐานว่า ปลาในตระกูลนี้อาจเคยมีชีวิตอยู่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปตามแหล่งน้ำธรรมชาติทั่วโลก แต่เนื่องจากความผันแปรทางธรรมชาติ จึงทำให้ปลาชนิดนี้ได้สูญหายไปจากซีกโลกบางส่วน (สุรศักดิ์,2531) ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฏร์ธานีภายใต้การนำของนายเทียนทอง อยู่เวชวัฒนา ผู้อำนวยการศูนย์ ฯ ในขณะนั้นได้ตระหนักถึงความสำคัญของปลาชนิดนี้ และได้ใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติและแหล่งอื่น ๆ เพื่อใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ปลาในการทดลองเพาะขยายพันธุ์จนกระทั่งปี 2531 ก็ได้ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาตะพัดสีเงินสายพันธุ์ไทยเป็นครั้งแรก (เทียนทองและคณะ, 2534) โดยใช้พ่อแม่พันธุ์ปลาที่รวบรวมได้จากอ่างเก็บน้ำเขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฏร์ซึ่งนับเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่และเป็นพื้นฐานในการเพาะขยายพันธุ์ปลาตะพัดสายพันธุ์อื่น ๆ ในเวลาต่อมา
สายพันธุ์ปลาตะพัด
ปลาตะพัด หรือปลาอะโรวาน่า พบแร่กระจายอยู่ทั่วไป โดยมีลักษณะภายนอกที่แตกต่างกันและผันแปรไปตามแหล่งที่พบ
ปลาตะพัดได้ถูกจัดอยู่ในครอบครัว Osteoglossidae ซึ่งปลาในครอบครัวนี้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 สกุล (genus)
โดยทั้ง 4 สกุลนี้จะมีปลาอยู่ 7 ชนิด (species) ซึ่งพอจะแยกออกได้เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มที่อาศัยในทวีปเอเซีย มีหลายสี ได้แก่
1.1 ตะพัดสีทองมาเลย์ (Scleropages formosus) พบในประเทศมาเลเซีย
1.2 ตะพัดสีทองอินโดนีเซีย (S.formosus) พบในประเทศอินโดนีเซีย
1.3 ตะพัดสีแดง (S. formosus) พบในประเทศอินโดนีเซีย
1.4 ตะพัดสีเขียว (S. formosus) พบในประเทศอินโดนีเซียและประเทศไทย ซึ่งพลในแถบจังหวัดสุราษฏร์ธานี สตูล และจันทบุรี
1.5 ตะพัดสีเงินสายพันธุ์ไทย (S. formosus) พบในประเทศไทย แถบจังหวัดสุราษฏร์ธานี
1.6 ตะพัดสีนาก (S. formosus) พบในประเทศไทย แถบจังหวัดสตูล
2. กลุ่มที่อาศัยในทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่
2.1 อะราไพม่า (Arapaima gigas) พบในประเทศบราซิล โคลัมเบีย และเปรู
2.2 อะโรวาน่าเงิน (Osteoglossum bicirrhosum) พบได้ในประเทศบราซิล และเปรู
2.3 อะโรวาน่าดำ (O.ferreirai) พบในประเทศบราซิล
3. กลุ่มที่อาศัยในทวีอัฟริกา มีรายงานว่าพบเพียง 1 ชนิด คือ อะโรวาน่าอัฟริกา (Heterotis niloticus) พบในแถบอัฟริกากลางและตะวันตก
4. กลุ่มที่อาศัยในทวีปออสเตรเลีย ด้แก่
4.1 อะโรวาน่าจุดออสเตรเลีย (S.jardini) พบบริเวณหมู่เกาะควีนแลนด์
4.2 อะโรวาน่าออสเตรเลีย (S.leichardti) พบบริเวณออสเตรเลียตะวันออก แถบประเทศปาปัวนิวกินี
ปัจจุบันศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฏร์ธานี ได้ทำการรวบรวมและเพาะพันธุ์ปลาอะโรวาน่า
เพียง 2 ชนิด 5
สายพันธุ์ รวมทั้งสิ้น 881 ตัว ดังนี้
1. Scleropages formosus รวม 4 สายพันธุ์ คือ
1.1 ตะพัดสีทองอินโดนีเซีย จำนวน 66 ตัว
1.2 ตะพัดสีเขียว จำนวน 325 ตัว
1.3 ตะพัดสีเงินสายพันธุ์ไทย จำนวน 151 ตัว
1.4 ตะพัดสีนาก จำนวน 1 ตัว
2. Osteqlossum bicirrhosum
2.1 อะโรวาน่าเงิน จำนวน 338 ตัว

ประวัติการเพาะพันธุ์
ในปี 2529 ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฏร์ธานี ได้ทำการศึกษาและรวบรวมปลาตะพัด โดยได้ส่งทีมงานออกสำรวจ บริเวณคลองแสง อำเภอบ้านตาขุน จังหวัดสุราษฏร์ธานี ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำตาปี (ปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ฯ ได้สร้างเขื่อนรัชชประภาปิดกั้นคลองแสง) ตามคำบอกเล่าของชาวประมงซึ่งยืนยันว่า เคยพบปลาตะพัดในพื้นที่ดังกล่าว โดยชาวบ้านเรียกว่า ปลาหางเข้ อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจในครั้งนั้นสามารถรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาตะพัดสีเงินสายพันธุ์ไทยมาได้จำนวนหนึ่ง และได้นำมาเลี้ยงไว้ในบ่อดินขนาด 1 ไร่โดยใช้ไม้ไผ่ปักเป็นซุ้มเพื่อเป็นที่หลบอาศัย ซึ่งเป็นการเพาะพันธุ์ปลาโดยวิธีเลียนแบบธรรมชาตินั่นเอง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2531 ศูนย์ ได้ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาตะพัดสีเงินสายพันธุ์ไทยเป็นครั้งแรกได้ลูกปลาขนาด 7.57 เซนติเมตร จำนวน 29 ตัว ซึ่งได้นำมาอนุบาลในตู้กระจกโดยให้กินลูกปลา และตัวอ่อนแมลงเป็นอาหาร
ต่อมาในปี 2533 ข้าราชการและลูกจ้างของศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฏร์ธานีก็ได้ดีใจกันอีกครั้ง เมื่อสามารถเพาะพันธุ์ปลาตะพัดสีทอง และสีเขียว สำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2533 โดยได้ลูกปลาตะพัดสีทอง 36 ตัว และลูกปลาตะพัดสีเขียวอีกจำนวน 5 ตัว หลังจากนั้นมีผู้ที่เลี้ยงปลาสวยงามได้เกิดความศรัทธา และมอบพันธุ์ปลาอะโรวาน่าเงิน (สายพันธุ์อเมริกาใต้) ให้กับศูนย์ ฯ เพื่อเลี้ยงไว้เป็นพ่อแม่พันธุ์ จำนวน 2 ตัว ซึ่งสามารถเพาะพันธุ์ได้อีกเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2536 ได้ลูกปลาทั้งสิ้นจำนวน 19 ตัว และได้ใช้เป็น พ่อ-แม่พันธุ์ในเวลาต่อมา
การแยกเพศ
การแยกเพศปลาชนิดนี้โดยการสังเกตจากรูปลักษณ์ภายนอกในระยะแรกยังหาข้อสรุปไม่ได้ เนื่องจากปลาเพศผู้และเพศเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก ประกอบกับปลาตะพัดเป็นปลาที่มีราคาแพงการผ่าปลาพิสูจน์เพื่อศึกษาเพศจึงยากที่จะดำเนินการแต่หลังจากที่ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฏร์ธานี ได้รับนโยบายจาก นายคีรี กออนันตกุล ผู้อำนวยการกองประมงน้ำจืด ให้เร่งศึกษาหาเทคนิคการเพาะและอนุบาล เพื่อขยายพันธุ์ปลาชนิดนี้ให้ได้ปริมาณมากขึ้นนั้น สิ่งแรกที่ศูนย์ฯ ได้คำนึงถึงก็คือ การแยกเพศที่ชัดเจนโดยดูจากลักษณะภายนอก นายสืบพงษ์ ฉัตรมาลัย ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฏร์ธานี จึงได้มีคำสั่งให้รื้อตัวอย่างปลาตะพัดที่ตายในอดีตและเก็บดองในน้ำยาฟอร์มาลินกลับขึ้นมาศึกษาลักษณะภายนอก และผ่าดูอวัยวะภายใน หลังจากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้กลับไปเปรียบเทียบกับปลาตะพัดที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำให้สามารถแยกเพศปลาชนิดนี้ได้ โดยสังเกตจากลักษณะของครีบหู และระยะห่างระหว่างปลายครีบหู และระยะห่างระหว่างปลายครีบหูกับฐานครีบท้อง กล่าวคือ ในปลาตะพัดเพศผู้ครีบหูหนาใหญ่โค้งงุ้ม และยาวจรดฐานครีบท้อง ส่วนปลาเพศเมียครีบหูบางสั้น ระยะห่างจากปลายครีบหูถึงฐานครีบท้องจึงหว้างกว่าปลาเพศผู้ นอกจากนี้ยังพบว่าปลาเพศเมียมีส่วนกว้างของลำตัวมากกว่าปลาเพศผู้
การเพาะพันธุ์
ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฏร์ธานี ได้ทำการเพาะพันธุ์ปลาตะพัด โดยวิธีเลียนแบบธรรมชาติทั้งในบ่อดินและบ่อซีเมนต์ โดยปล่อยพ่อ-แม่พันธุ์ปลาลงไปในอัตรา ตัวเมียต่อตัวผู้ เท่ากับ 1:1-2 และให้กินอาหารหลายชนิด ได้แก่ เนื้อปลา ลูกกบ - เขียด แมลง และจิ้งจก เป็นต้น หลังจากนั้นทำการรวบรวมลูกปลาตะพัดปีละสองครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งจะต้องคำนวณระยะเวลาให้เหมาะสม มิฉะนั้นหากไปรวบรวมในช่วงที่ปลากำลังอมไข่ ปลาก็จะคายไข่ออกมา และมีอัตราการรอดตายต่ำ ในทางตรงข้าม หากตีอวนรวบรวมในช่วงที่ลูกปลาฟักออกเป็นตัวแล้ว แต่ยังอาศัยอยู่ในปากแม่ก็จะทำให้ได้ลูกปลาที่แข็งแรง และมีอัตราการรอดตายสูง แต่ถ้าหากรวบรวมช้าไปกว่านี้ลูกปลาจะออกจากปากแม่ปลา และเป็นอาหารอันโอชะของปลาตัวอื่น
การผสมพันธุ์วางไข่ของปลาตะพัดที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี จะมีอยู่ 2 ช่วงด้วยกัน โดยแต่ละช่วงมีวิธีการสังเกตระยะเวลาที่เหมาะสมในการรวบรวมลูกปลา ดังนี้
ช่วงที่ 1 หลังจากผ่านฤดูร้อน พอมีฝนตกหนักชุดแรก (หรือสังเกตเห็นว่าปลาแยกตัวออกจากฝูงไม่ยอมกนอาหาร) ให้นับไปอีกประมาณ 60 วันก็จะคอยเฝ้าปลาในช่วงกลางคืนจนถึงเช้ามืด และสังเกตเห็นว่าในเวลากลางคืนซึ่งเป็นช่วงที่มีปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำต่ำ ปลาตะพัดจะปล่อยลูกปลาออกจากปากและว่ายน้ำเป็นอิสระอยู่ตามผิวน้ำ หลังจากนั้นในช่วงที่เริ่มมีแสงแดดหรือหากลูกปลาตกใจก็จะว่ายกลับเข้าไปอยู่ในปากแม่ปลาเหมือนเดิม ระยะนี้จะอยู่ในช่วงประมาณเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ซึ่งสามารถรวบรวมลูกปลาได้โดยใช้อวนทับตลิ่งล้อมจับปลา แล้วเปิดปากปลาตะพัดเพื่อนำลูกปลาไปอนุบาลต่อไป
ช่วงที่ 2 ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ของทุกปี ในเขตภาคใต้มักจะมีฝนตกหนัก และเกิดอุทกภัยขึ้นบ่อย ๆ ซึ่งก็เป็นอีกช่วงหนึ่งที่ปลาตะพัดจะผสมพันธุ์วางไข่ โดยใช้วิธีการสังเกตเหมือนเดิม และจะสามารถรวบรวมลูกปลาได้ประมาณเดือนธันวาคม
การฟักไข่
บางครั้งการรวบรวมลูกปลาอาจจะเป็นระยะที่ปลากำลังอมไข่ไว้ในปาก ถ้าปล่อยคืนกลับไปแม่ปลาก็จะไม่อมไข่หรืออาจกินไข่ทันที ฉะนั้น จึงต้องนำไข่ที่รวบรวมได้มาฟัก ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฏร์ธานีได้ทดลองฟักไข่ปลาตะพัด้วยระบบต่าง ๆ ได้แก่กระบะฟักไข่ กรวยฟักไข่ ตู้กระจกระบบปิด เป็นต้น ซึ่งทุกระบบสามารถนำมาใช้ฟักไข่ปลาตะพัดได้ โดยอัตราการรอดตายของลูกปลาขึ้นอยู่กับระยะของไข่ที่รวบรวมมาได้เป็นสำคัญ ถ้าไข่ยังไม่ฟักเป็นตัวอัตราการรอดตายจะต่ำ แต่ถ้าลูกปลาฟักเป็นตัวแล้ว และยิ่งตัวโตมากเท่าไรอัตราการรอดตายก็จะยิ่งสูงขึ้นมากเท่านั้น
การอนุบาลลูกปลา
ลูกปลาตะพัดสามารถอนุบาลได้ทั้งในตู้กระจก ถังไฟเบอร์กลาส บ่อคอนกรีต หรือภาชนะอื่น จุดที่สำคัญก็คือ จะต้องมีฝาปิดที่มิดชิดเพื่อป้องกันไม่ให้ปลากระโดดออกจากที่กักขังและมีระบบเพิ่มออกซิเจนในน้ำอัตราความหนาแน่นที่เหมาะสมในการอนุบาลขึ้นอยู่กับขนาดของลูกปลา ในช่วงที่ถุงไข่แดง (Yolk sac) ยุบใหม่ ๆ สามารถอนุบาลได้หนาแน่นถึง 20-25 ตัวต่อตู้ปลาขนาดกว้าง 45 เซนติเมตร ยาว 90 เซนติเมตร และมีระดับน้ำลึก 20-25 เซนติเมตร หลังจากนั้น เมื่อลูกปลามีขนาดโตขึ้นจะต้องลดความหนาแน่นลงมิฉะนั้นลูกปลาจะกัดกันเอง ซึ่งอาจทำให้ปลาตายได้ อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาในการอนุบาลต้องดูแลสังเกตอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของคุณภาพน้ำจะต้องมีการควบคุมดูแลและเปลี่ยนถ่ายอยู่เสมอ เพื่อให้ปลาได้อาศัยอยู่ในน้ำที่สะอาด และมีคุณภาพดี ซึ่งจะเป็นผลให้อัตราการรอดตายของลูกปลาสูงขึ้นด้วย
ส่วนในด้านอาหารสำหรับในการอนุบาลนั้นทางศูนย์ฯ ได้ทำการทดลองศึกษาถึงชนิดของอาหารที่เหมาะสมต่อการอนุบาลลูกปลาตะพัดวัยอ่อนในช่วง 5 เดือนแรก โดยเปรียบเทียบอาหาร 3 ชนิดได้แก่ ลูกปลาตะเพียนขาว มวนกรรเชียง และเนื้อปลาสับ ซึ่งพบว่าการอนุบาลด้วยลูกปลาตะเพียนขาวและมวนกรรเชียงจะส่งผลให้ลูกปลาตะพัดเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ส่วนลูกปลาตะพัดที่อนุบาลโดยฝึกให้กินเน้อปลาสับนั้น จะไม่ค่อยยอมกินอาหารซึ่งส่งผลให้อัตราการเจริญเติบโตต่ำกว่าลูกปลาที่อนุบลด้วยอาหารชนิดอื่น ๆ ฉะนั้น ในการอนุบาลลูกปลาตะพัดวัยอ่อนของศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฏร์ธานี จึงได้ใช้มวนกรรเชียงเป็นอาหารตลอดระยะการอนุบาล ทั้งนี้เพราะเป็นการลดต้นทุนการผลิตตลอดจนช่วยกำจัดมวนกรรเชียงซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของลูกปลาชนิดอื่นด้วย
การเลี้ยงปลาตะพัด
ปลาตะพัดสามารถเลี้ยงได้ทั้งในตู้กระจก ถังไฟเบอร์กลาส บ่อคอนกรีตและบ่อดิน โดยทั่วไปแล้วถ้าเลี้ยงจำนวนไม่มากนัก ผู้เลี้ยงมักนิยมทำเป็นตู้กระจกขนาดใหญ่ไว้ในบ้านภายในตู้มีระบบกรองน้ำ ระบบให้แสงสว่าง และระบบให้อากาศอยู่ตลอดเวลา แต่ละตู้ไม่ควรจะปล่อยปลาลงเลี้ยงหลายตัว เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งปลาจะกัดกันเองส่งผลให้ถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นโดยทั่วไปจึงมักจะนิยมเลี้ยงเพียงตู้ละตัวเท่านั้น เพื่อลดการเสี่ยงต่อการสูญเสียปลาที่หากยากและมีราคาแพง อย่างไรก็ตามหากผู้เลี้ยงมีเวลาดูแลปลาสม่ำเสมอ จะทำให้ปลามีความคุ้นเคย และรู้จักทักทายจะว่ายเข้าหาเมื่อผู้เลี้ยงเข้าไปใกล้ ปลาตะพัดเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว กินอาหารได้หลายชนิด ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฏร์ธานี ได้ทดลองศึกษาถึงชนิดของอาหารเหมาะสมต่อการเลี้ยงปลาตะพัดสีทองในตู้กระจก โดยเปรียบเทียบอาหาร 4 ชนิด คือ ลูกปลาตะเพียนขาว ลูกกบ-เขียด จิ้งจก และแมลงสาบ หลังจากทดลองเลี้ยงนานหนึ่งปี พบว่า อัตราการเจริญเติบโตของปลาตะพัดที่เลี้ยงด้วยอาหารทั้ง 4 ชนิด ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ (เทียนทอง และคณะ,2536) แต่จากการสังเกต พบว่า การเลี้ยงปลาตะพัดที่มีการเปลี่ยนอาหารอยู่เสมอ โดยสลับให้กินหลาย ๆ อย่าง (ดังกล่าวข้างต้น) จะส่งผลให้ปลาตะพัดกินอาหารได้มากขึ้น ได้รับธาตุอาหารสมบูรณ์และส่งผลให้การเจริญเติบโตดีกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารเพียงชนิดเดียว
วิธีการเพาะเลี้ยงในบ่อดิน
1. ในบ่อดิน ขนาด 1 ไร่
- การเตรียมบ่อโดยตากบ่อให้แห้ง กำจัดศัตรูปลาให้หมด จากนั้นนำไม้ไผ่ยาวประมาณ 2 เมตร พอมีกิ่งก้านบ้างมาปักทำเป็นชั้นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1-2 เมตร จำนวน 3-5 แห่ง เพื่อให้ปลาได้หลบซ่อนแล้วใส่ปุ๋ยคอก โรยปูนขาว สูบน้ำเข้าบ่อในระดับ 1-1.5 เมตร จากนั้นปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลานิลลงไปประมาณ 150 คู่
- จากนั้น 20-30 วัน ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลาตะพัด การคัดเพศปลาทำได้ยากมาก ดังนั้นจึงต้องอาศัยรูปร่างเป็นหลักโดยตัวผู้จะมีรูปร่างเพรียวและขนาดเล็ก ส่วนตัวเมียรูปร่างไม่เพรียวและมีขนาดใหญ่ เมื่อมีอายุเท่ากัน จำนวนปลาที่ปล่อยลงไปคือ 16 ตัว เพศผู้ 11 ตัว เพศเมีย 5 ตัว
อาหารที่ให้
ปลาตะพัดจะอาศัยลูกปลานิลที่เกิดในบ่อเป็นอาหาร ซึ่งต้องคอยตรวจสอบอยู่เสมอ ถ้ามีปริมาณไม่เพียงพอต้องใส่เพิ่มการถ่ายเทน้ำ
จะทำประมาณ 1-2 ครั้ง/เดือน ครั้งละ เศษหนึ่งส่วนสาม - เศษหนึ่งส่วนสอง ของบ่อ
การตรวจสอบลูกปลา
จะทำตามความเหมาะสมซึ่งปกติจะตรวจสอบ 6 เดือน/ครั้ง คือ ช่วงเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน และช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน

การอนุบาลลูกปลา
ลูกปลาที่มีขนาดเล็กไม่สามารถว่ายน้ำและช่วยตัวเองได้ มีถุงไข่แดงขนาดใหญ่ติดอยู่ โดยนำไปใส่ในกาละมังขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.32 เซนติเมตร ลึก 8 เซนติเมตร พร้อมทั้งเปิดน้ำให้ไหลผ่านเอื่อยๆ และเปิดออกซิเจนตลอดเวลา การอนุบาลลูกปลาที่มีถุงไข่แดงติดอยู่ หรือไข่แดงยุบแล้ว หรือสามารถว่ายน้ำกินอาหารได้แล้ว โดยอนุบาลในตู้กระจกขนาด 45 x 90 x 45 เซนติเมตร ซึ่งอัตราอนุบาลลูกปลาคือ จำนวน 20-25 ตัวต่อ 1 ตู้
การถ่ายเทน้ำ
จะถ่ายเทน้ำวันละครั้ง ๆ ละครึ่งหนึ่งของระดับน้ำ พร้อมทั้งดูดตะกอน ตลอดจนเศษอาหารที่เหลือทิ้งไป
โรคพยาธิและวิธีป้องกันรักษา
ที่พบมี 3 ประเภทด้วยกันคือ
1. โรคที่เกิดจากพยาธิภายนอก ได้แก่
1.1 หนอนสมอ ใช้ดิพเทอร์เร็กซ์ 0.2 ppm แช่ตลอดและทำทุกๆ 3 สัปดาห์ ติดต่อกัน 3 ครั้ง
1.2 โรคจุดขาว ใช้ฟอร์มาลิน 30 ppm ร่วมกับมาลาไคท์กรีน 0.1-0.2 ppm แช่ตลอด
2. โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย มีลักษณะเป็นแผลเปื่อยตามบริเวณลำตัว รักษาโดยใช้ออกซีเตตร้า ซัยคลิน 10 ppm แช่นาน 5-7 วัน
3. โรคที่เกิดจากเชื้อรามีลักษณะเป็นขุยสีขาวๆ รักษาโดยใช้มาลาไคท์กรีน 0.1-0.15 ppm แช่ปลานาน 24 ซม.
โรคพยาธิและการป้องกันรักษา
ในการเลี้ยงปลาตะพัด การป้องกันโรคและรักษาโรคถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งโดยทั่วไปทางศูนย์ ฯ จะป้องกันโดยการไม่เลี้ยงปลาหนาแน่นเกินไป ให้อาหารที่เหมาะสม และควบคุมคุณสมบัติของน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม หรือหลังจากช่วงฤดูน้ำหลาก คุณภาพน้ำในแม่น้ำตาปีมักจะได้รับผลกระทบจากการเน่าสลายของสารอินทรีย์ในช่วงน้ำท่วมแล้วไหลลงสู่แม่น้ำตาปี ฉะนั้น การเปลี่ยนถ่ายน้ำในช่วงนี้จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ที่เคยเลี้ยงปลาตะพัดมาได้พบโรคพยาธิที่เกิดกับปลาตะพัด 3 ประเภท ด้วยกัน คือ
1. โรคที่เกิดจากพยาธิภายนอก ที่พบบ่อยได้แก่
1.1 หนอนสมอ (Lernaea sp.) ลักษณะคล้ายสมอเรือมีความยาวประมาณ 0.6-1.2 เซนติเมตรจะใช้ส่วนหัวฝังเข้าไปในเนื้อเยื้อปลา ทำให้ปลาเกิดความระคายเคือง
การรักษา ใช้ดิพเทอร์เร็กซ์ 0.2 ppm. แช่ตลอดและทำทุก ๆ 3 สัปดาห์ ติดต่อกัน 3 ครั้ง (ประไพสิริ, 2538)
1.2 โรคจุดขาว (Ichthyopthirius sp.) หรือโรคอิ๊ค มักจะเกิดกับลาในช่วงที่น้ำมีอุณหภูมิต่ำ โดยสังเกตเห็นจุดขาว ๆ บริเวณลำตัว เมื่อนำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ก็จะเห็นตัวพยาธิ
การรักษา ใช้ฟอร์มาลิน 30 ppm. ร่วมกับมาลาไค้ท์กรีน 0.1-0.2 ppm. แช่ตลอด
2. โรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยจะสังเกตเห็นลักษณะเป็นแผลเปื่อยบริเวณลำตัวและครีบต่าง ๆ หากปล่อยทิ้งแผลก็จะขยายลุกลามไปเรื่อย ๆ จนทำให้ปลาถึงแก่ชีวิตได้
การรักษา ใช้ออกซีเตตร้าซัยคลิน 10 ppm. แช่นาน 5-7 วัน
3. โรคที่เกิดจากเชื้อรา ซึ่งจะสังเกตเห็นลักษณะเป็นขุยสีขาว ๆ โดยทั่วไปจะเกาะอยู่บริเวณครีบต่าง ๆ ถ้าหากไม่ทำการรักษาให้ทันเวลา เชื้อรานี้ก็จะขยายลุกลามไปเรื่อย ๆ และทำให้ปลาตายได้
การรักษา ใช้มาลาไค้ท์กรีน 0.1-0.15 ppm. แช่ปลานาน 24 ชั่วโมง ถ้าใช้วิธีตัดครีบก้านครีบที่เกิดใหม่จะไม่ต่อเป็นเส้นเดียวกัน ก้านครีบอาจคดงอ ซึ่งในวงการเลี้ยงปลาสวยงามถือว่าเป็นปลาพิการ
แนวทางการศึกษาวิจัยต่อไป
1. เร่งศึกษาถึงวิธีการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ ตลอดจนพัฒนาเทคนิคการเพาะและอนุบาล เพื่อสามารถเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้ให้ได้ในปริมาณมากเพียงพอที่จะปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติดังเดิม
2. ทดลองใช้รงควัตถุบางชนิดในการกระตุ้นให้ปลาตะพัด (สีทอง) มีสีสันที่สวยงาม และเป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้พบเห็น
3. ทำการรวบรวมปลาตะพัดสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ศูนย์ ฯ ยังขาดอยู่เพื่อนำมาเพาะพันธุ์ต่อไป

คำขอบคุณ
ผู้เขียนขอขอบพระคุณ ท่านรองอธิบดีกรมประมง (ดร.สิทธิ บุณยรัตผลิน) ท่านผู้อำนวยการกองประมงน้ำจืด (นายคีรี กออนันตกุล) ท่านผู้ตรวจราชการกรมประมง (นายเทียนทอง อยู่เวชวัฒนา) ท่านผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฏร์ธานี (นายสืบพงษ์ ฉัตรมาลัย) ที่ได้ให้คำแนะนำในการเพาะเลี้ยงปลาตะพัด ตลอดจนขอบขอบคุณข้าราชการและลูกจ้างของศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฏร์ธานีทุกท่าน ที่ได้ให้การช่วยเหลือในการปฏิบัติงานด้วยดีตลอดมา
เอกสารอ้างอิง
เทียนทอง อยู่เวชวัฒนา สง่า ลีสง่า สอหมาด โต๊ะประดู่ และศักดา สถิตย์ภูมิ.2536.ศึกษาการเจริญเติบโตของ ปลาตะพัดสีทองที่
เลี้ยงในตู้กระจกโดยให้อาหารต่างชนิดกัน. เอกสารวิชาการฉบับที่ 21/2536 กองประมงน้ำจืด, กรมประมง. 6 หน้า.
เทียนทอง อยู่เวชวัฒนา อุดมชัย อาภากุลอนุ สมบัติ สมพงษ์ และศักดา สถิตย์ภูมิ.2534. การเพาะพันธุ์ปลาตะพัดสีเงินพันธุ์ไทย.
เอกสารวิชาการฉบับที่ 1/2534 ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฏร์ธานี กองประมงน้ำจืด, กรมประมง. 25 หน้า.
ประไพสิริ สิริกาญจน. 2538. ความรู้เรื่องปรสิตของสัตว์น้ำ. คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. หน้า 173.
สุรศักดิ์ วงศ์กิตติเวชกุล. 2531. คู่มือการเลี้ยงปลาอะโรวาน่า. (พิมพ์ครั้งที่ 1) บูรพาศิลป์การพิมพ์กรุงเทพ. 225 หน้า.
สุรศักดิ์ วงศ์กิตติเวชกุล, 2539. คู่มือการเลี้ยงปลาอะโรวาน่า. (พิมพ์ครั้งที่ 2) บูรพาศิลป์การพิมพ์กรุงเทพ. 252 หน้า.

-- อะโรวาน่าเลี้ยงแล้วรวย - ทิศทางการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามในอนาคต
- กฎหมายเกี่ยวกับปลาตะพัด หรืออะโรวาน่า ตอน1 - ปลาสวยงาม เรื่องน่ารู้
- กฎหมายเกี่ยวกับปลาตะพัดหรืออะโรวาน่า ตอนที่2 - เสวนาเปิดโลก ขยายตลาดปลาสวยงาม
- การจัดการฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาสวยงามอย่างถูกสุขลักษณะ
- การเลี้ยงปลาทะเลสวยงาม ไม่ยากอย่างที่คิด
- สนทนา ผู้บุกเบิกปลาข้ามสายพันธุ์ของประเทศไทย - ทางเลือกใหม่ของการส่งออกปลาสวยงาม
- สัมมนา"ตลาดส่งออกปลาสวยงาม" - การขนส่งปลาสวยงามไปตลาดต่างประเทศ
- กฎหมายที่คุ้มครองและควบคุมการค้าสัตว์น้ำ

ริมบ่อ